facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เด็กเสี่ย 30 (รีไรต์แล้ว)

ชื่อตอน : เด็กเสี่ย 30 (รีไรต์แล้ว)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 123.4k

ความคิดเห็น : 193

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ส.ค. 2564 17:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
เด็กเสี่ย 30 (รีไรต์แล้ว)
แบบอักษร

เด็กเสี่ย 30 

‘อยู่ร้านใช่ไหม เดี๋ยวกูไปหา’ 

‘หือ? มาทำไม’ 

‘กูจะไปหาคนที่กูจีบอยู่มันไม่แปลกป่ะวะเดียว’ 

และนั่นคือประโยคสุดท้ายที่เขาได้อ่านและไม่คิดตอบไป หลายวันมานี้ภีมดูจะรุกเขาหนักกว่าเก่า ไม่ใช่ทางคำพูดอย่างเดียวแต่มันคือการกระทำที่เข้าถึงตัวโดยไม่บอกกล่าวซึ่งมันทำให้เขาอึดอัด 

มีครั้งหนึ่งระหว่างที่กำลังเก็บร้าน แน่นอนว่าเขาต้องอยู่ช่วยพี่จ๋าและพี่ต๊ะเคลียร์ร้านให้เรียบร้อย ซึ่งพี่จ๋าจะให้เงินพิเศษในส่วนนี้เป็นค่าล่วงเวลาด้วย จังหวะที่เขากำลังหยิบของขึ้นไปวางบนชั้นที่อยู่สูงเหนือหัวสุดเอื้อมถึงภีมก็เข้ามาช่วย ใช้รูปร่างที่สูงโปร่งของตนเองให้เป็นประโยชน์โดยการเอาของจากมือเขาไปวางให้ตรงชั้น ส่วนมืออีกข้างกลับโอบเอวเขาเอาไว้หลวมๆ ตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไรแต่จมูกโด่งกลับก้มลงชิดเกือบติดแก้มเขาจนต้องเบี่ยงตัวหนีโดยเร็ว และยังมีอีกหลายครั้งที่กระทำเหมือนย่ามใจว่าเขาไม่ได้พูดอะไรออกไปเลยทำอีก 

เดียวสอดโทรศัพท์ใส่เข้ากระเป๋ากางเกงก่อนจะหยิบถาดไปเก็บจานอาหารและแก้วบนโต๊ะเมื่อลูกค้ากลุ่มล่าสุดเพิ่งจะลุกออกไป และเอาผ้าเช็ดโต๊ะเช็ดทำความสะอาดให้เรียบร้อยโดยมีน้ำยาฆ่าเชื้อฉีดพรมเพื่อเพิ่มความสะอาดเป็นตัวช่วยด้วย 

ช่วงนี้ที่มหา’ ลัยมีงานกีฬาแล้ว นัทลงแข่งแบดมินตันเป็นตัวแทนทีมรุ่นพี่ของสาขาแต่เขาไม่ได้ช่วยอะไรเลย กีฬาเขาก็ไม่เก่งนักเรื่องหัวศิลปะจะไปออกแบบขบวนพาเหรดก็ไม่ได้อีก เขาจึงสมัครเป็นฝ่ายสวัสดิการแทนเพราะปลีกตัวออกมาทำงานตรงนี้ได้ ยังมีหลายเสียงซุบซิบนินทาว่าตอนนี้หนึ่งเดียวเป็นหงส์ปีหักไปแล้วเพราะต้องทำงานหาเงินเอง คนที่เรียนสาขาเดียวกันมาซื้อเครื่องดื่มที่นี่ก็พากันไปพูดต่อซึ่งเขาไม่แคร์ อย่าได้ให้ค่ากับปากคนที่ดีแต่พูดไปวันๆ พอให้สนองความรู้สึกด้านลบของตัวเองเท่านั้น 

ตกเย็นภีมมาหาเขาอย่างที่บอกไว้แต่ไม่ได้มาคนเดียวอย่างที่คิดเพราะมีเด็กนักเรียนจากสถาบันเดียวกันตามกันมาอีกเป็นพรวน 

“โห เค้กดูน่ากินว่ะ พี่เลี้ยงหน่อยดิอยู่ต่อหน้าแฟนพี่เลยไม่ใช่เหรอ ใจหน่อยๆ” คนพูดพูดไปพร้อมกับนวดไหล่ให้คนที่นับถือด้วย คนอื่นที่ยืนล้อมวงอยู่ต่างพยักหน้าเห็นด้วย เดียวที่ตกอยู่ในวงล้อมของเด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันขมวดคิ้วหน่อยๆ กับคำว่า ‘แฟน’ ที่รุ่นน้องของภีมใช้ จะอ้าปากเอ่ยแย้งแต่ภีมกลับพูดขึ้นมาเสียก่อน 

“ไอ้ห่า ไปเลือกของแดกไปปากจะได้ไม่ว่าง” ภีมว่าไม่จริงจังนักเพราะใบหน้าที่แต้มไปด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะผลักรุ่นน้องของตนให้เดินไปตรงตู้เค้กและปล่อยให้เลือกได้ตามสบาย 

“ผมไม่ใช่แฟนของภีม ทำไมไม่บอกน้องเขาไปล่ะ” 

“เดี๋ยวก็เป็น” 

“แต่ตอนนี้ผมยังไม่ได้ชอบภีมมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนเลยนะ” 

หากจะต่อให้จบประโยคคงต้องบอกว่า...เขาเคยรู้สึกดีแล้วแต่ตอนนี้ภีมกลับทำให้ความรู้สึกเหล่านั้นค่อยๆ ลดลง หากชั่งน้ำหนักแล้วภีมเข้าหาเขาแบบค่อยเป็นค่อยไปเหมือนเมื่อก่อนยังดีกว่า มันสะดวกใจและดูสนิทใจมากกว่าตอนนี้มาก 

ส่วนคนฟังพอได้ยินคำตอบก็นิ่งไป เขาคงได้แค่หัวเราะในลำคออย่างคนนึกสมเพชตัวเอง นั่นสิ...สถานะของเดียวยังโสดใช่ว่าหัวใจเดียวจะโสดด้วย เขารู้ดีแก่ใจว่าเดียวชอบใครแต่ก็ยังรั้นที่จะใกล้ชิดกับคนคนนี้ต่อ ความพยายามของเขาคงวนเหมือนวงกลมจนอีกฝ่ายไม่รู้สึกอะไรด้วยเลย คงต้องฉีกวงกลมนั้นออกมาเสียหน่อยเผื่อว่าอีกฝ่ายจะมองเห็นเขาบ้าง 

“วันนี้ที่ร้านคนเยอะป่ะ” เขาชวนคุยเรื่องอื่นไปเพราะไม่อยากจะต่อความให้เสียบรรยากาศ 

“เยอะครับ แต่ก็ยังไหวอยู่” 

“เหนื่อยแย่สินะ” ไม่พูดเปล่า นิ้วเรียวของเด็กช่างยกขึ้นเกี่ยวผมอีกฝ่ายขึ้นทัดหูให้ เหงื่อซึมตามไรผมและกรอบหน้าถูกปาดออกเบาๆ เดียวที่สะดุ้งกับอาการถึงเนื้อถึงตัวแบบไม่ทันตั้งตัวผงะไปเล็กน้อยกับความใกล้ชิดนี้ 

“ตกใจอะไร มือกูเหม็นเหรอ” ภีมถามก่อนจะยกมือตัวเองไปดม 

“เปล่า ผมไม่ชอบเท่าไหร่น่ะ” เดียวตอบก่อนจะเบี่ยงตัวหลบเดินไปรับเค้กจากจ๋าแล้วนำมาเสิร์ฟให้ลูกค้ากลุ่มใหญ่ 

“หึ! ใครจะไปเหมือนเสี่ยกานต์มึงล่ะ ถึงลูบได้ทั้งตัวแถมยังนอนกับมึงได้หลายครั้ง” ภีมพูดตามหลังเพราะขลาดเกินกว่าจะพูดต่อหน้า แต่หารู้ไม่ว่าคนที่เดินไปแล้วได้ยินชัดทุกคำจนอดตกใจไม่ได้ แต่เพราะท่าทีนิ่งเฉยแต่เก็บทุกอย่างไว้ในหัวซึ่งติดเป็นนิสัยทำให้ภีมยังคงเดินตามเขามาแบบไม่มีอะไรเกิดขึ้น 

“พี่ภีมๆ แล้วแฟนพี่จะเลิกงานกี่โมงอ่ะ คืนนี้พวกผมมีนัดไปดูบอลกัน จะได้ชวนไปด้วยกันไง” โย่งคนพูดเก่งประจำกลุ่มเสนอความคิด 

“ลองถามมันดิว่าจะไปรึเปล่า” 

“เออ! พี่เดียว! พี่เดียวครับ! ทางนี้หน่อยครับพี่ แฟนพี่ต้องการพบ ฮิ้วววว” 

ภีมปล่อยให้รุ่นน้องตนเรียกคนตัวเล็กที่แจกยิ้มไปทั่วร้านในสถานะที่เดียวค้านไปก่อนหน้านี้ แล้วทำไมจะเรียกไม่ได้เมื่อเขามีอะไรกับเดียวแล้วจริงๆ ต้องเรียกว่าเมียด้วยซ้ำ ภีมเหยียดยิ้มกับความคิดที่ตนคิดว่าได้ครอบครองอีกฝ่ายทั้งที่ไม่มีอะไรแน่ชัดเลยสักนิดแต่ก็ยังจะคิดเข้าข้างตัวเอง มันเหมือนเชื้อไฟอย่างดีที่จะช่วยเสริมให้เขาคิดตัดสินใจอะไรได้มากกว่าเมื่อก่อน 

คำพูดของเดียวเป็นตัวกระตุ้นเพราะมันทำให้เขารู้ว่าความพยายามของตัวเองนั้นไม่เป็นผล เขาคงต้องรุกหนักแบบที่เสี่ยกานต์ทำกันบ้างแล้วล่ะ 

“ผมไม่ใช่แฟนภีม พวกคุณอย่าตะโกนเรียกแบบนั้นเลยครับ” เมื่อเห็นว่าภีมยังคงปล่อยให้รุ่นน้องเรียกตนแบบนั้นเจ้าตัวจึงแก้ให้ 

“หืออออ ไม่ใช่ได้ไง เฝ้าเช้าเฝ้าเย็นแบบนี้แหละใช่เลย พี่ภีมไม่เคยเป็นแบบนี้สักหน่อย” โย่งเถียงพลางยิ้มล้อเลียนรุ่นพี่ตัวเอง คนอื่นๆ ที่ผสมโรงด้วยต่างโห่แซว 

“หุบปากพวกมึงไปไอ้ลูกหมา แดกให้หมดแล้วไปไหนก็ไป” ภีมตัดประโยคด้วยความรำคาญเพราะสีหน้าของเดียวแม้จะนิ่งเฉยแต่เขารู้ว่าสายตาไม่ได้เฉยตามใบหน้า จากนั้นเด็กวัยคะนองทั้งหลายก็รีบจ้วงเค้กกินกันอย่างเร่งรีบเพราะสายตาข่มขู่จากรุ่นพี่ที่ตนนับถือ ก่อนจะยกมือไหว้ภีมแล้วออกไปจากร้านปล่อยให้ภีมจ่ายตังค์เลี้ยงพวกตนไป 

ภีมรอจนเดียวเลิกงานเขาก็ลุกขึ้นเดินตามคนตัวเล็กไปยังป้ายรถเมล์ ความใกล้ชิดกันบนรถเพราะคนใช้บริการเยอะทำให้เขาเผลอเอื้อมมือไปกอดเกี่ยวเอวบางไว้ อยากจะรำลึกความหลังครั้งนั้นเหลือเกิน โหยหาอยากจะสัมผัสอีกเป็นครั้งที่สองจนลืมไปว่าเขากำลังทำให้อีกฝ่ายอึดอัด 

“ปล่อยเอวผม” เดียวหันไปบอกภีมที่ยังคงทำท่านิ่งเฉย ยืนห้อยมือกับราวจับไม่ทุกข์ร้อน 

“มากกว่านี้กูก็เคยทำ มีแต่มึงนั่นแหละที่ไม่รู้ตัวเองว่าอะไรเป็นอะไร จำไว้นะเดียว กูก็รุกเป็นเหมือนกัน เสี่ยกานต์ใกล้ชิดกอดจูบมึงได้กูก็ทำได้เพราะกูก็เคยได้ตัวมึงมาแล้วเหมือนกัน” 

คำพูดของภีมเหมือนฟ้าผ่าเปรี้ยงใหญ่ เดียวได้แต่ยืนอึ้งมึนงงไปกับคำพูดที่มั่นใจนักของภีมทั้งที่เขาเองไม่ได้เข้าใจอะไรไปมากกว่าที่ได้ยินเลย เขาเคยมีอะไรกับภีมตั้งแต่เมื่อไหร่? 

:::::::::::: 

“ไอ้น้องเดียว! โกโก้บลูเบอรี่เสร็จแล้วเอาไปเสิร์ฟด้วย” ต๊ะตะโกนมาจากฝั่งชงเครื่องดื่มเรียกพนักงานหน้าหวานให้มารับของเอาไปเสิร์ฟให้ลูกค้า 

วันนี้เป็นวันเสาร์ เดียวมาทำงานเต็มวันเนื่องจากไม่มีเรียนชดเชยหรือติดธุระที่ไหน นัทแวะมาหาเขาเมื่อตอนสายบอกว่ากำลังจะไปนครปฐมเลยแวะมาหาก่อน เดียวที่ทำงานมือเป็นระวิงไม่ได้ว่างเนื่องจากควบตำแหน่งเด็กเสิร์ฟ คนเก็บโต๊ะ และต้อนรับลูกค้าทำให้ไม่มีเวลาได้นั่งพัก วันหยุดแบบนี้ลูกค้าเยอะหน่อยเพราะแถวนี้มีที่เรียนพิเศษเปิดขึ้นสองสามที่ แต่ดีที่ช่วงบ่ายคนซาลงไปบ้างจึงมีลูกค้าอยู่แค่ไม่ถึงครึ่งร้าน 

“โกโก้บลูเบอรี่ได้แล้วครับ” ด้วยทุนเดิมเป็นคนมารยาทดีอยู่แล้ว เขาเลยใช้นิสัยตัวเองให้เป็นประโยชน์โดยการส่งยิ้มให้กับลูกค้าที่มาทานขนมที่นี่ ชวนคุยบ้างในบางครั้งหากลูกค้าคนนั้นดูท่าทางเป็นมิตร แต่ก็มีบ้างเหมือนกันที่โดนเหวี่ยงหรือวีนใส่แต่ก็ไม่ถือโทษโกรธเพราะคนเรามีพื้นฐานทางอารมณ์ต่างกัน 

กรุ๊งกริ๊ง 

เสียงกระดิ่งตรงประตูไหวตัวดังขึ้นสื่อให้รู้ว่ามีคนเข้าออกร้าน เมื่อเงยหน้าขึ้นมองเขาก็แทบทำถาดที่ถืออยู่ในมือร่วง หนุ่มร่างสูงใหญ่เกินมาตรฐานชายไทย มาพร้อมกับผู้ติดตามอีกสองคนที่แต่งตัวเนี้ยบตั้งแต่หัวจรดเท้า ผู้เป็นนายแม้จะใส่เพียงแค่เสื้อเชิ้ตเนื้อดีปลดกระดุมสองสามเม็ดกับกางเกงเข้ารูปทำให้หน้ามอง บวกกับใบหน้าคมแขกที่มีแว่นตาสีชาปิดบังก็ทำให้ลูกค้าสาวๆ ในร้านต่างกรี๊ดในลำคอกันเป็นแถว ริมฝีปากรูปกระจับที่หยักสวยสีแดงระเรื่อนั้นทำให้ใครหลายคนอยากจะครอบครอง จนคนมองเผลอกัดปากตัวเองแน่นเมื่อนึกไปถึงยามที่ตัวเองได้สัมผัสมันนับครั้งไม่ถ้วน 

“สวัสดีค่ะ เชิญนั่งเลยค่ะ” จ๋ารีบรุดออกมารับลูกค้าที่ดูไม่ธรรมดาคนนี้ กวาดดูสายตาก็เดาได้ไม่ยากว่านาฬิกาข้อมือที่ใส่คงไม่ต่ำกว่า 6 หลัก เธอตะลึงงันไปกับรัศมีความหล่อราวนายแบบที่สาดไปทั่วร้าน ฝ่ายมาเยือนกวาดมองไปทั่วร้านเหมือนสำรวจก่อนจะเดินตรงออกไปยังสวนข้างร้าน แน่นอนว่าช่วงที่เดินผ่านมีเบี่ยงหน้ามามองเด็กเสิร์ฟด้วยเล็กน้อย 

“เดียวไปรับออเดอร์ให้พี่หน่อย ไม่อยากไปเองกลัวอดใจไม่ไหว” 

“หือ? เดี๋ยวก็โดนพี่โอ๊ตงอนหรอกครับ” 

“โอ๊ย! นาทีนี้ถ้ามันงอนจริงๆ ก็ไม่ง้อนะไอ้อ้วนน่ะ แบบลูกค้าคนนี้สิมันของจริง! อย่างกับมาเฟียเลย หล่อมากกกก” พี่จ๋าดูจะคลั่งกับลุคของเสี่ยไม่น้อย เขาได้แค่ยิ้มให้กับความน่ารักของเจ้านายก่อนจะหยิบเมนูขึ้นมาสามเล่มแล้วเดินไปยังลูกค้าผู้มาใหม่ทั้งสามคนที่เหมือนว่าจะจับจองพื้นที่ตรงสวนน้ำพุเล็กๆ บรรยากาศร่มรื่นนี้ไว้เพียงกลุ่มเดียว 

“จะรับอะไรดีครับ” เดียวทำหน้าที่ตัวเองไม่ขาดตกบกพร่อง ไม่ว่าจะเป็นการยิ้มต้อนรับหรือท่าทีนอบน้อมยืนรอคำสั่งจากคุณลูกค้า เขามาทำงานที่นี่ได้สักพักแต่เสี่ยกานต์ไม่มีทีท่าว่าจะสนใจซึ่งเขาก็คิดว่าดีแล้ว แต่เมื่อมาเจออีกฝ่ายแบบไม่ทันตั้งตัวก็รู้สึกเกร็งไปเหมือนกัน 

“เมนูแนะนำของร้านคืออะไร” ถามโดยไม่คิดจะเปิดเมนูที่วางให้แม้แต่นิด โชคกับชาญที่นั่งถัดไปอีกโต๊ะลอบมองหน้ากันก่อนจะเป็นชาญที่อมยิ้ม 

“ถ้าเป็นเครื่องดื่มก็คือโกโก้บลูเบอรี่และชากีวี่ครับ หากเป็นขนมก็จะเป็นชีสเค้กโอริโอ้และพายแอปเปิ้ล หรือหากไม่สนใจสิ่งที่ผมเสนอไปคุณลูกค้าจะดูในเมนูก็ได้นะครับ มีเมนูของคาวด้วยผมรับรองว่าอร่อยทุกอย่าง” 

“อร่อยเหมือนตัวเธอรึเปล่า” เสี่ยกานต์เงยหน้าขึ้นมาถามคนที่ยืนเว้นระยะห่างกับตน ก่อนจะถอดแว่นออกทำเอาคนภายในร้านร้องในลำคอด้วยความตกใจ หล่อยิ่งกว่านายแบบเสียอีก 

เดียวเลือกที่จะไม่ตอบ ในตอนนี้สถานะของเสี่ยกานต์คือลูกค้าและเขาคือพนักงานของร้าน พี่จ๋าบอกว่าหากมีสถานการณ์แบบนี้ให้นิ่งไว้ซึ่งเขาก็ทำเป็นประจำเมื่อโดนลูกค้าแทะโลมทางคำพูด 

“เอาจริงๆ ตอนนี้ฉันไม่อยากกินอะไรทั้งนั้น” ขณะที่พูดก็ใช้สายตาสำรวจใบหน้าที่ไม่ได้เจอกันนานเกือบสองอาทิตย์นี้ ผิวพรรณที่เคยผุดผ่องบัดนี้หมองลงคงเพราะเจ้าตัวไม่มีเวลาดูแลหรือไม่ก็ครีมบำรุงหมดและไม่ได้ซื้อมาเพิ่ม หน้าตาดูอ่อนล้าแต่โดยรวมเดียวคงยังสนุกกับงานแบบนี้อยู่ 

“แต่ฉันอยากกินเธอ” คนฟังแทบหยุดหายใจเมื่อคำพูดที่ไม่คิดว่าจะได้ยินหลุดออกมาจากชายหนุ่มผู้นี้ แต่เขาก็กลับมาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเช่นเดิมได้ 

“ตัวผมไม่อร่อยเหมือนอาหารที่นี่หรอกครับ ยังไงคุณลูกค้ารอสักครู่นะครับ เดี๋ยวผมจะจัดเมนูแนะนำเอามาเสิร์ฟให้” พูดจบก็ตบท้ายด้วยรอยยิ้มก่อนจะเก็บเมนูออกไปด้วย 

รอไม่นานสิ่งที่เขาสั่งก็มาเสิร์ฟแต่ก่อนจะผละออกไปเขากลับฉวยข้อมือเดียวเอาไว้มั่น 

“นั่งก่อนสิ” 

“ไม่ได้หรอกครับ ผมต้องไปรับหน้าลูกค้าท่านอื่นอีก” 

“โชค” เสี่ยกานต์หรี่ตามองเดียวก่อนจะเรียกชื่อลูกน้องคนสนิทของตน เจ้าของชื่อเดินมาหยุดอยู่ข้างๆ เสี่ยกานต์โบกมือให้ไปจัดการกับเจ้าของร้าน โชคพยักหน้ารับสื่อว่าเข้าใจว่าเสี่ยกานต์ต้องการอะไร 

โชคจัดการเรียกลูกน้องมาอีกหนึ่งคนให้มารับหน้าที่แทนเดียว โดยคุณจ๋าเจ้าของร้านก็ยินยอม เพราะลูกค้าของเธอก็ให้ความสนใจกับพนักงานคั่นเวลาคนนี้ไม่แพ้กัน ซึ่งถือว่าเป็นนาทีทองที่ลูกค้าจะได้เข้าร้านเธอเพิ่มมากขึ้น ไม่รู้ว่าคนหน้าตาดีเขาไปกระจุกรวมอยู่ที่เดียวกันทำไมนะ 

“มีคนช่วยเจ้านายเธอแล้ว นั่งลงสิ” 

เดียวหันไปมองในร้านก็เห็นลูกน้องเสี่ยกานต์รับหน้าที่แทนเขาอย่างคล่องแคล่วเกินกว่าใครจะจับได้ว่าคนพวกนี้คือสมุนของเสี่ย และชีวิตประจำวันก็ถือปืนมากกว่าถาดกลมแบน 

“ผมพูดจริงๆ ครับ ตอนนี้ในเวลางานอย่าให้ผมต้องขาดความรับผิดชอบเลยครับ หากคุณต้องการอะไรเพิ่มก็สามารถเรียกผมได้แต่ให้ผมไปทำงานตามปกติเถอะครับ” 

“ฉันคิดถึงเธอ” 

คำสารภาพจากความรู้สึกทั้งหมดที่มีคือสิ่งเดียวที่รั้งเด็กหนุ่มไว้ให้นั่งอยู่ที่เดิม ไม่ได้เจอหน้า ไม่ได้ยินเสียง ไม่ได้พูดคุยหรือมาหานั่นเพราะโรงแรมที่สิงคโปร์ต้องเร่งสร้างให้เสร็จ งานเขาล้นมือจนแทบไม่มีเวลานอน คาสิโนที่เปิดอยู่ใต้ดินของโรงแรมก็เหมือนจะเจริญเติบโตจากที่หวังไว้มาก รวมไปถึงข่าวการอุ้มฆ่าที่มีมารายวันทำให้เขาต้องระวังตัวอีก แค่คำว่า ‘คิดถึง’ สำหรับเขาคงไม่พอ เขาอยากจะกอดจูบเด็กหนุ่มตรงหน้านี้ให้ชื่นใจถ้าทำได้ 

วันนี้ที่แวะมาได้เพราะทางนี้คือทางผ่านไปยังจุดหมายอีกที่ของเขาพอดีจึงได้แวะมา ที่รู้ว่าเดียวทำงานที่ร้านนี้ก็เพราะรูปอาหารต่างๆ ที่เดียวอัปโหลดลงอินสตาแกรมแล้วแชร์โลเคชั่นที่ร้านทำให้เขาตามมาถูกได้ 

“แต่เธอคงไม่คิดถึงฉันหรอกเพราะมีเด็กภีมตามติดตลอดนี่นะ” เสี่ยกานต์พูดเบาๆ ก่อนจะเบือนหน้าหนีออกไปทางสวนที่ให้ความสบายตาเหมือนกับกำลังประชดเล็กๆ เดียวยิ้มเล็กน้อยกับท่าทางนั้น 

“ภีมเขาช่วยผมตลอดเลย เขาเป็นเพื่อนที่ดี” 

“แต่ฉันไม่อยากให้เธออยู่ใกล้มัน” เสี่ยคว้าข้อมือเล็กไว้ได้ก็กระชากเข้าหาตัว กัดฟันพูดเสียงเข้ม เขาอยากจะทำมากกว่านี้แต่เพราะให้เกียรติคนตัวเล็กนี่เลยได้แค่บีบข้อมือเอาไว้แน่น 

“ผมเจ็บครับ” 

“เจ็บสิดีจะได้รู้บ้างว่าฉันรู้สึกยังไง” 

“ใจเย็นๆ ก่อนได้ไหมครับ คนอื่นมองแล้ว” 

“ถ้าไม่อยากให้มองก็พูดอะไรที่มันเข้าหูฉันหน่อย” เสี่ยกานต์ยอมคลายแรงบีบซึ่งมันทำให้ผิวขาวนั้นขึ้นเป็นรอยแดงรูปมือเขา เสี่ยใช้นิ้วโป้งลูบวนเบาๆ ก่อนจะรั้งให้เดียวขยับเก้าอี้เข้ามาใกล้ตน “เจ็บมากไหม” ถามเพราะเห็นข้อมือนั้นยังมีรอยแดงไม่หาย เดียวไม่ตอบแต่แกะข้อมือตัวออกจากมือเสี่ยแล้วลูบเบาๆ 

เสี่ยกานต์ไม่พูดอะไรต่อแค่นั่งมองคนตัวเล็กที่เริ่มทำตัวไม่ถูกเพราะโดนจ้องมองนานสองนานแต่คนมองก็ยังไม่คิดพูดอะไรออกมา เครื่องดื่มที่สั่งมาน้ำแข็งละลายไปกว่าครึ่งโดยที่คนสั่งไม่คิดแตะ เค้กอร่อยนั่นก็ด้วยที่ไม่โดนใส่ใจเลยสักนิด เดียวที่เห็นว่าคงไม่มีอะไรมากกว่าการนั่งจ้องตาไปมาเลยถือโอกาสลุกขึ้นยืนเพื่อเขาจะได้กลับเข้าไปทำงานในร้านต่อ 

“จะไปไหน” 

“ทำงานครับ” 

“นั่งก่อน ฉันมีเรื่องจะคุย” เดียวยอมนั่งแต่โดยดี แม้จะไม่เข้าใจนักว่าทำไมไม่พูดก่อนหน้านี้ ทั้งที่เสี่ยกานต์มีเวลามากแต่เอาแต่จ้องหน้าเขาอย่างเดียว 

“วันนี้กลับกับฉัน” 

“อย่าดีกว่าครับ ผมกลับเองดีกว่าที่พักผมห่างจากนี่ไปไม่กี่นาทีเอง อย่ารบกวนคุณเลย” 

“ถ้ามันเป็นการรบกวนฉันคงไม่พูดออกมาเองหรอก อย่าปฏิเสธ” 

ชายหนุ่มว่าเมื่อเห็นอีกฝ่ายตั้งท่าจะแย้งเขาอีก ที่จริงพรุ่งนี้เขามีบินไปฮ่องกงตอนเที่ยง ก็แค่อยากจะเห็นหน้าเดียวก่อนที่จะเตรียมตัวไปดูโรงแรมที่ฮ่องกงเกือบสองอาทิตย์ ซึ่งหากเป็นเมื่อก่อนเวลาแค่นี้น้อยนักที่เขาใช้ไปเกี่ยวกับงานที่ตัวเองจัดการ แต่เมื่อมีใครอีกคนมาวิ่งวนอยู่ในใจมันกลายเป็นเวลาที่ยาวนานไปเสียแล้ว 

“ก็ได้ครับ” 

สิ้นสุดคำตอบที่ตนได้ฟังอย่างพึงพอใจเขาก็ปล่อยเดียวให้ไปทำงานต่อ อดชื่นชมไม่ได้ว่าลูกผู้ดีอย่างเดียวมาทำงานแบบนี้ก็ได้ มันกลบภาพคุณหนูผู้ดีที่สูงส่งไปเกือบหมด แต่เพราะกิริยาที่อบรมมาดียังคงทำให้รู้ว่ายังไงหนึ่งเดียวก็ยังคงเป็นหนึ่งเดียว 

เสี่ยกานต์รอเดียวเลิกงานอย่างที่ว่าจริงๆ ยังไงวันนี้เขาก็มีงานแค่ตอนกลางคืนเพราะต้องไปกินเลี้ยงในงานของท่านทูต จะเลี่ยงก็ไม่ได้เพราะสนิทกันในระดับหนึ่งอีกทั้งยังรู้จักกับญาติผู้ใหญ่ของเขาอีกจึงต้องไปอย่างเสียไม่ได้ และยังมีคนระดับสูงอีกหลายท่านมาร่วมงานเรียกได้ว่าเป็นการพบปะพูดคุยและติดต่อธุรกิจกลายๆ มันเป็นนาทีทองเลยก็ว่าได้ เขาอยากจะไปส่งเดียวก่อนแม้เวลาที่ใช้ร่วมกันเพียงไม่กี่ชั่วโมงแต่เขาก็อยากทำก่อนจะเปลี่ยนเสื้อผ้าที่โชคเตรียมมาให้แล้วแล้วตรงไปงานเลี้ยงเลย 

ฝ่ายจ๋าเหลือบมองผู้ที่มีผู้ติดตามเป็นระยะๆ และยอมอนุญาตให้เดียวเลิกงานเร็วกว่าปกติหนึ่งชั่วโมงเพราะเห็นใจหนุ่มหน้าคมที่มานั่งรอตั้งแต่บ่ายจนกระทั่งตะวันตกดินไปแล้วก็ยังอยู่ที่เดิม ผู้ติดตามก็ยังกองอยู่หน้าร้านไม่ไปไหนกับรถฟิล์มดำจำนวนสามคัน และแน่นอนว่าสองในสามคันนั้นคือรถกันกระสุนอย่างดีจากต่างประเทศ 

“กลับบ้านดีๆ นะเดียว ขอบคุณนะจ๊ะสิท ขอบคุณอีกครั้งนะคะที่ให้คนของคุณมาช่วย” จ๋าขอบคุณผู้ช่วยจำเป็นของเธอในวันนี้และคนที่เป็นเจ้านายของสิทด้วย 

ขณะที่เดียวกำลังจะเดินขึ้นรถตามเสี่ยกานต์ไปแรงกระชากจากทางด้านหลังทำให้ตัวเขาเกือบล้มไปกองกับพื้น เมื่อหันไปดูก็พบภีมยืนสีหน้าบึ้งตึงอยู่ 

“ปกติมึงกลับกับกูนะเดียว จะไปกับคนอื่นได้ยังไง” 

“ผมขอโทษที่ผมไม่ได้โทรบอกพอดียุ่งๆ น่ะ” 

“แต่กูมาแล้วมึงก็ต้องไปกับกูสิ” ภีมพูดเป็นจังหวะเดียวกับที่คนของเสี่ยเข้าไปล็อกตัวภีมออกห่างจากเดียว แต่กระนั้นหนุ่มร่างสูงโปร่งก็ยังพยายามดิ้นเพื่อเข้าหาเดียวให้ได้ 

“มึงจะไปสนมันอีกทำไม! หลายวันที่ผ่านมาเขาไม่สนใจมึงเลยเนี่ยนะ กูต่างหากที่คอยดูแลมึงอยู่ มึงเห็นใจกูบ้างสิเดียว” น้ำเสียงอ่อนลงอย่างคนตัดพ้อ เดียวได้แค่นิ่งเงียบอย่างคนใช้ความคิด ที่ผ่านมาหลายวันภีมอยู่กับเขาก็จริงแต่หากเขาบอกไปว่าไม่มีสบายใจเลยภีมจะเชื่อเขาไหม ไม่ใช่เพราะเขาอยู่กับเสี่ยกานต์ในวันนี้ไม่กี่ชั่วโมงแล้วมีความสุขกว่า แต่เพราะความอึดอัดใจจากการกระทำที่เปลี่ยนไปของภีมต่างหาก 

“ถ้ามึงก้าวไปหาเสี่ยอีกก้าวเดียวกูจะพูดเรื่องกูกับมึงแน่” 

“หยุดพูดได้แล้ว” โชคเตือนเสียงเข้ม เสี่ยกานต์ที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิมโดยมีชาญยืนอยู่ใกล้ๆ ไม่ได้แสดงท่าทีอะไรออกมา แค่กำลังประเมินว่าจะจัดการอย่างไรกับเด็กวัยรุ่นคนนี้ดี 

“กูไม่หยุด!! หุบปากมึงไปเลยไอ้บอดี้การ์ด! กูจะบอกให้เลยนะว่าเดียวก็เป็นของกูเหมือนกัน กูกับเดียวได้กันแล้วที่บางแสน!!” คำประกาศกร้าวของภีมทำทุกคนได้แต่เงียบเพราะคิดไม่ถึงกับสิ่งที่ได้ยิน เดียวแทบช็อกกับคำพูดนั้น 

“หยุดวางก้ามได้แล้วเสี่ย รู้ไว้ด้วยว่าผมก็ผัวมันคนนึงเหมือนกัน!” 

จากความอัดอั้นและสิ่งที่ตนเองคิดเองเออเองไปคนเดียวตั้งแต่กลับจากบางแสนทำให้ภีมยังพูดต่อ เขาฉีกกรอบของตัวเองเพื่อรุกหนัก เอาให้รู้กันไปว่าการกระทำที่ลงทุนพูดความลับในที่แจ้งแบบนี้จะทำให้เดียวเห็นว่าเขามีตัวตนบ้าง 

แต่เขาคงลืมคิดไปกับสิ่งที่จะได้ว่ามันคุ้มที่จะเสียหรือไม่ 

สายตาที่เดียวมองภีมเปลี่ยนไปเหมือนหัวใจที่กำลังรู้สึกดิ่งวูบเหมือนโดนทิ้งจากที่สูง เขาไม่ได้รู้เรื่องอะไรที่ภีมพูดเลย แล้วทำไมภีมถึงได้พูดเรื่องอะไรแบบนี้ออกมาอย่างหน้าไม่อาย ภีมกำลังคิดอะไรอยู่ 

“เสี่ยครับ ได้เวลาไปงานเลี้ยงแล้วครับ” ชาญแทรกขึ้นเมื่อสายของเขาถูกเรียกโดยลูกน้องที่อยู่ในงานเลี้ยงว่าอีกไม่ถึงชั่วโมงท่านทูตจะกล่าวต้อนรับในงานเลี้ยงแล้ว ซึ่งหากเสี่ยกานต์ไปไม่ทันมันจะทำให้ภาพลักษณ์ดูไม่น่าเชื่อถือและอาจจะทำให้ธุรกิจที่ลงทุนไปทางฝั่งนั้นสั่นคลอน 

“ผมไม่เคยมีอะไรกับนายนะ ทำไมนายพูดแบบนี้ล่ะ” 

“มึงอย่าโกหกกูอีกเลย กูอยากรับผิดชอบในสิ่งที่กูทำไป กูมั่นใจว่านั่นคือมึง...” 

“แต่ผมมั่นใจว่านั่นไม่ใช่ผม!” ใจเขาเต้นช้าลงจนแทบจะไม่เต้นเลย ความร้อนใจทำให้เขาพูดปกป้องตัวเองออกไปแบบนั้น เขาไม่รู้ว่าเสี่ยกานต์ทำหน้าอย่างไรอยู่ตอนนี้ แต่ที่แน่ๆ เขาไม่พอใจภีมเป็นอย่างมากที่มาปรักปรำเขา 

“เสี่ยครับ...” ชาญขัดขึ้นอีกอย่างไม่นึกถึงมารยาทเพราะสิ่งที่กำลังรอเสี่ยกานต์มันสำคัญกว่ามาก 

สายตาสองคู่สอดประสานกัน เดียวมองเสี่ยกานต์เพื่อรอดูว่าอีกฝ่ายจะตัดสินตนอย่างไร ส่วนเสี่ยกานต์ตอนนี้ใจเต้นรัวในอกพร้อมหมัดที่กำแน่น ก่อนจะก้าวขึ้นรถไปเพราะเขาทิ้งงานตัวเองไม่ได้ 

เดียวที่เห็นรถคันหรูแล่นออกไปใจก็กระตุกวูบ เขาไม่รู้ว่าเสี่ยกานต์รู้สึกอย่างไรกับสิ่งที่ได้ยิน อาจจะผิดหวังและอาจจะไม่ถามเหตุผลเขาก็เป็นได้ เขายอมรับว่าแคร์คนที่ขึ้นรถจากไปมากกว่าคนที่ยืนทำหน้าเรียบนิ่งจ้องมองเขาอยู่ตรงหน้านี้ 

เขาเคยให้ความรู้สึกดีๆ กับภีมไปในฐานะเพื่อนและพร้อมที่จะรับความรู้สึกดีๆ ของภีมที่มีมากกว่าเขาไว้ แต่วันนี้ภีมกลับเปลี่ยนไปและทำให้ความรู้สึกเขาเกือบเท่ากับศูนย์ ใช้ด้านมืดของตัวเองงัดออกมาเพื่อกักขังเขาไว้ด้วยคำพูดที่ไม่เป็นเรื่องจริง แต่กับเสี่ยกานต์ที่เคยทำร้ายจิตใจและเคยทำให้เขาสับสนมาแล้วกลับพยายามทำดีทุกอย่างเพื่อให้ได้หัวใจเขา ยอมลดศักดิ์ศรีของตนเองลงเพื่อเขา 

ความพยายามของคนสองคนสวนทางกัน แต่เขามั่นใจแล้วว่าเขาจะขอปฏิเสธใครไปอย่างจริงจัง 

“ผมว่าภีมเลิกยุ่งกับผมเถอะ ผมขอโทษสำหรับเรื่องที่ผ่านมาที่ทำให้ภีมต้องเสียเวลา ขอโทษจริงๆ” เขาคิดออกมาดีแล้วที่จะพูดแบบนี้ ทั้งที่ไม่รู้หรอกว่าหลังจากคืนนี้เสี่ยกานต์ยังจะสนใจเขาอีกหรือไม่ แต่อย่างน้อยให้เขาได้ยุติความสัมพันธ์ที่มันเป็นไปไม่ได้นี้ลงเสียตรงนี้ 

“เพราะมึงรักเสี่ยสินะ” 

“ต่อให้ตอนนี้หัวใจผมไม่มีใครผมก็คงรักภีมกลับไม่ได้ เพราะผมไม่อยากรับหัวใจของคนที่ประกาศไปทั่วว่าเป็นสามีของคนที่ตัวเองคิดว่ามีอะไรด้วย” ภีมอึ้งไปเหมือนโดนไม้ตีแสกหน้า 

“ถ้าคืนนั้นไม่ใช่มึงแล้วจะเป็นใคร ไม่มีทางเดียว กูเมาแต่กูจำหน้ามึงได้” ภีมยังคงเชื่อในความคิดของตนเอง เดินเข้าหาเดียวเพื่อจะได้คุยกันให้รู้เรื่องแต่เดียวก้าวถอยออกห่าง 

“ผมปฏิเสธไปชัดแล้วว่าผมไม่ได้เป็นคนที่ภีมมีอะไรด้วยแต่ภีมก็ยังเชื่อแบบนั้น แล้วถ้าหากวันหนึ่งผมบอกว่าผมไม่ได้ทำอะไรที่เลวร้ายไปแต่ภีมเชื่อว่าตัวผมเป็นคนทำล่ะจะเป็นยังไง” คำพูดจากปากเดียวค่อยๆ ย้ำความรู้สึกผิดและเรียกสติเขากลับมา 

“ผมต้องการคนที่รักและฟังผมไม่ใช่คนที่ยัดเยียดอะไรต่างๆ ให้ผมเป็นทั้งที่ผมปฏิเสธไปชัดแล้ว” พูดจบเดียวก็เดินออกไปจากจุดยืนตรงนั้นทันที 

:::::::::::: 

ใครคนหนึ่งยกยิ้มกับสิ่งที่ตนเห็นเมื่อคืนวาน มันเป็นการกระทำชิ้นโบว์แดงล่าสุดที่เขาได้ทำในตอนนี้ นั่นคือการโยนหินให้มันเด้งกระทบจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งได้ก่อนฐานทุกอย่างจะพังครืน ทุกอย่างมันดีจนเขาต้องนั่งจิบไวน์อยู่ในห้องที่เป็นไฟสลัวๆ ของตัวเองเพื่อเป็นการฉลอง 

เสียงหัวเราะในลำคอดังขึ้นเมื่อในหัวกำลังนึกภาพที่หนุ่มร่างบางตัดสัมพันธ์กับเด็กนักเรียนช่างอย่างไม่ใยดี รวมไปถึงคนที่เป็นเสี่ยที่มีสีหน้าเจ็บปวดอย่างชัดเจนและเลือกที่จะจากเดียวไปก่อน แน่นอนว่าการปั่นหัวคนเราไม่จำเป็นต้องทำอะไรให้ยุ่งยาก แค่หย่อนระเบิดไว้แล้วปล่อยให้มันทำงานเองแค่นั้นพอ 

“สงสัยคงต้องไปคุยเล่นสักหน่อยแล้ว” ใบหน้าของผู้ที่คล้ายกับใครอีกคนราวกับพี่น้องสายเลือดเดียวกันนั้นยกยิ้มมุมปาก ดวงตาเต็มไปด้วยความสะใจก่อนจะกำก้านแก้วเรียวไว้แน่นจนมันหักคามือ ราวกับว่าสิ่งที่อยู่ในมือของเขานั้นเป็นคอของใครอีกคน 

เขามาถึงร้านน่านั่งร้านที่ตนเองขับรถผ่านไปผ่านมาเพื่อดูน้ำหน้าของ ‘ลูกผู้ดีตกยาก’ ว่าเป็นอย่างไรบ้าง แต่เมื่อได้เห็นก็แทบจะหัวเราะเสียงดัง ท่าทีที่ไม่ต่างกับคนรับใช้นั่นดูเหมาะสมกับสถานะของมันในตอนนี้เป็นอย่างดี 

“สวัสดีหนึ่งเดียว” คำทักทายที่ไม่ได้อยากพูดเท่าไหร่นักเอ่ยทักขึ้นเรียกความสนใจ หลังที่ค่อมลงเพื่อเก็บกวาดเช็ดโต๊ะเพื่อเตรียมเปิดร้านนั้นยืดตรงขึ้นทันควันจนเขาต้องขำในลำคอ 

“ต้องการอะไร” 

“ทำไมพูดกับคนสนิทแบบนี้ล่ะเดียว แล้วดูทำหน้าเข้า ยิ้มหน่อยสิ ยิ้มมมม” อิมเมจเดินเข้าไปใกล้เอื้อมมือไปเพื่อดึงแก้มเดียว แต่ยังไม่ทันถึงดีเดียวก็ปัดมือนั้นให้พ้นทางเหมือนเจอของร้อน 

“ออกไป!” เดียวตวาดเสียงดังลั่น ดีที่ว่ายังไม่ได้เปิดร้านและพี่จ๋ายังอยู่ข้างบนและพี่ต๊ะเตรียมของอยู่หลังร้านเลยไม่มีใครสนใจ 

“จะไล่ทำไมนักหนา ก็รู้อยู่ว่าไล่เท่าไหร่ก็ไม่ไป” 

“หน้าด้าน!” ด้วยความที่อีกฝ่ายลอยหน้าลอยตาเดียวเลยส่วนคำด่าออกไปทันทีอย่างไม่ต้องคิด มือเล็กกำหมัดแน่นเตรียมปล่อยหากอีกฝ่ายก้าวประชิดตนอีกเพียงก้าวเดียว อิมเมจที่ดูว่าการยั่วประสาทเดียวเป็นเรื่องสนุกเลยหัวเราะเสียงเบา 

“ว่ากูหน้าด้าน งั้นพ่อมึงก็สันดานชั่วน่ะสิ ที่ดันมีอะไรกับแม่ของคนหน้าด้านอย่างกูทุกวันเพื่อสนองตัณหาตัวเอง!” อิมเมจพูดยั่วคนที่เคยใจเย็นแต่กลับใจร้อนดั่งไฟเผายามที่เห็นหน้าเขา และมันก็ดูเหมือนจะยุขึ้นเสียด้วย 

ผัวะ!! 

หมัดส่งไปเน้นๆ ที่แก้มซ้ายของอิมเมจจนได้เลือดแต่อีกฝ่ายยังคงยืนได้อยู่ ระดับความเจ็บเทียบกับมีดหมอที่เขาลงทุนให้เฉือนตกแต่งศัลยกรรมใบหน้าไม่ได้เลยสักนิด 

“อะไร... ออกมาอยู่ข้างนอกแค่ไม่กี่เดือนก็เลียนแบบนิสัยสถุนๆ จากเด็กช่างคนนั้นแล้วเหรอ” ถามโดยไม่ทุกข์ร้อนว่าหน้าตนเองจะเจ็บเท่าไร น้ำเสียงที่ใช้มันทำให้เดียวที่กำลังเดือดปุดๆ แทบจะกระโจนเข้าไปกระทืบร่างนี้ให้แหลกคาเท้าหากแต่สติยังคงรั้งตัวเขาเอาไว้ได้ 

“แล้วแกล่ะ... ศัลยกรรมเปลี่ยนหน้าแต่สันดานยังเหมือนเดิมนะ คงติดแน่นฝังนานจนยากจะขูดออก” 

“กูกับมึงก็ไม่ต่างกันหรอกเดียว ต่อให้มึงทำตัวดูดีขนาดไหนท้ายสุดมึงก็เป็นแค่ไอ้เด็กบ้านแตก” อิมเมจยกยิ้มให้อย่างร้ายกาจสื่อว่าเขากับเดียวก็ไม่ต่างกันหรอก เดียวกัดฟันกรอดด้วยความอดทน เขาเดินไปทางข้างร้านที่เป็นที่จอดรถค่อนข้างลับตา เขาไม่อยากให้พี่จ๋า พี่โอ๊ตและพี่ต๊ะต้องมาเห็นหรือมารับรู้อะไรแบบนี้ 

“แล้วนี่คงคิดว่าจะจับเสี่ยให้อยู่หมัดเพื่อความสบายใช่ไหมล่ะ แต่โทษทีนะที่กูทำให้มึงต้องอดสบายไปอีกแล้ว เสี่ยเขาทิ้งมึงแล้วนี่” อิมเมจเดินตามมาและพูดอย่างคนมั่นใจเพราะเขาไม่เห็นเสี่ยกานต์มาหาเดียวอย่างที่ปกติชอบทำ 

“เออนี่! จะว่าไปรสชาติของไอ้เด็กช่างนั่นก็ไม่เลวนะ ดีจริงๆ ที่กูได้ลิ้มลองรสชาติมันก่อนมึง เสียใจด้วยนะหนึ่งเดียว คนที่รักมึงทิ้งไปถึงสองคนในวันเดียว น่าสงสารจริงๆ” 

เดียวง้างหมัดขึ้นทำท่าจะต่อยอิมเมจอีกสักหมัดแต่กลับหยุดมือไว้ 

‘ลูกไม่ชอบในสิ่งที่เขาทำลูกก็ไม่ควรทำแบบนั้น และนี่คือความต่างของลูกกับคนที่ลูกไม่ชอบเขา’  

คำสอนของคุณย่าดังก้องในหัว อิมเมจพยายามพูดยั่วเขาทุกอย่างเพื่อให้เขาได้ตอบโต้ออกไปเพราะนั่นคือความสะใจของผู้ชายคนนี้ แต่สิ่งที่ทำให้คนคนนี้สะใจมากที่สุดคือการทำให้คนที่อยู่รอบกายเขาหายไป ทำให้เขากลายเป็นอากาศธาตุสำหรับทุกคน 

“แล้วแกล่ะ เคยมีใครเห็นแกมีตัวตนจริงๆ บ้าง พยายามลอกเลียนแบบฉันทุกอย่างแต่แล้วไง ท้ายสุดก็เป็นได้แค่เงาของหนึ่งเดียวเท่านั้นเอง ทำตัวไม่ต่างจากสัมภเวสีขอส่วนบุญไปทั่วจนเคยตัว” น้ำตาคลอเบ้าเพราะความโกรธไม่ใช่เพราะเสียใจ โกรธที่ตัวเองเจ็บใจกับคำพูดมันทุกครั้ง แต่ครั้งนี้เขาเลือกที่จะตอกกลับไปบ้าง ให้คำพูดเหล่านี้ที่เขาพูดไปทำร้ายจิตใจอันหยาบกระด้างของมัน 

“หึ ปากดีไปเถอะเดี๋ยวมึงได้เจอกูมากกว่านี้แน่” อิมเมจชี้หน้าคาดโทษเพราะเห็นว่าคนในร้านออกมาดูเขาสองคน ก่อนจะขึ้นรถตัวเองแล้วขับออกไป 

เมื่อหลายวันก่อนเขาตามเสี่ยกานต์ไปบางแสนเพราะคำพูดหลุดปากของชาญที่เผลอบอกพิกัดของเสี่ยมา แต่ไม่คิดว่าเขาจะได้รู้ว่าภีมกำลังปลูกสัมพันธ์กับเดียวอยู่จากการพูดคุยของภีมกับเพื่อนที่ชื่อเม่นที่คาเฟ่ต์ แล้วโอกาสก็ประจวบเหมาะเจาะเมื่อเดียวพาภีมที่เมาแทบไม่ได้สติกลับมาจากที่พักแต่ภีมกลับรองเท้าหลุดอยู่หน้าบ้านพักทำให้เดียวต้องวิ่งกลับไปเอา เขาจึงสวมรอยเข้าไปในที่พักล็อกกุญแจแน่นหนา ก่อนจะใช้โอกาสตอนภีมเมาเข้าไประเริงสวาทกับอีกฝ่ายจนหนำใจ แน่นอนว่าเขาทำให้อีกฝ่ายเชื่อสนิทว่านั่นคือเดียว 

และแล้วสิ่งที่เขาทำทุกอย่างก็สัมฤทธิ์ผลเมื่อคืน มันช่างคุ้มกับระยะเวลาที่รอคอยเมื่อเด็กช่างไร้สมองคนนั้นพูดออกไปคำใหญ่ว่ามีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเดียวแล้วต่อหน้าเสี่ยกานต์ เขารู้ดีว่าเดียวเป็นคนอย่างไร หากปฏิเสธไปแล้วแต่อีกฝ่ายไม่ฟังก็จะไม่พูดอะไรต่อและตัดทุกอย่างมันตรงนั้นเลย 

คนหนึ่งเข้าหาแต่เดียวปฏิเสธ ส่วนอีกคนที่เหมือนเจ้าตัวจะพึงใจกลับหนีหายไปไม่คิดถามสักคำ 

“หึ... คนอย่างมึงเวลาไม่มีใครรักก็เหมือนเศษขยะที่คนไม่สนใจนั่นแหละ” อิมเมจยิ้มกับตัวเอง ผิวปากขับรถไปเรื่อยอย่างคนอารมณ์ดีจนลืมเรื่องเมื่อคืนไปว่าเขาได้เจอกับเสี่ยกานต์ 

“ดื่มมากไปแล้วครับ” เสียงกระซิบชิดริมหูเรียกร้องความสนใจจากคนที่ยกน้ำเมากระดกลงคอแก้วแล้วแก้วเล่า  

“ออกไป” ร่างสูงเอ่ยบอกเสียงเข้มแต่ก็พอรู้ได้ว่าสติไม่ครบรอยนัก ตอนนี้เขาไม่อยากเจอใครทั้งนั้น อารมณ์คุกรุ่นในใจที่สะสมมาตั้งแต่ช่วงค่ำทำให้ในอกเขาร้อนดั่งไฟเผา สมาธิก็ไม่ได้จดจ่ออยู่ที่งานเลี้ยงหากแต่เป็นคำพูดของเด็กช่างคนนั้น อยากจะเคลียร์กับเดียวให้รู้เรื่องแต่เพราะเช้าตรู่ของวันนี้ซึ่งเป็นเวลาในชั่วโมงอันใกล้ที่เขาต้องไปฮ่องกงอย่างเร่งด่วนเพราะเปลี่ยนไฟลท์กะทันหันทำให้เขาต้องเสียโอกาสที่จะคุยกับเดียวให้รู้เรื่องไป  

“หืม...ไล่ทำไมครับ ไม่คิดถึงกันเหรอ” เขาตั้งใจจะใช้แผนเดิมที่เคยใช้กับภีมโดยการสวมรอยเป็นเดียวอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เขาคงไม่มีอะไรกับเสี่ยเพราะจะยิ่งผูกใจของทั้งสองฝ่ายให้แน่นขึ้น แต่เขาจะปฏิเสธความสัมพันธ์อย่างไม่ใยดีเองโดยที่ตัวเดียวไม่รู้เลย 

นี่แหละข้อดีของการลงทุนศัลยกรรมหน้าตามาให้เหมือนกัน 

“คิดสิ...”  

คำตอบของเสี่ยกานต์ทำอิมเมจยกยิ้มมุมปาก คนเราก็เป็นแบบนี้ เมื่อแอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกายจนเมาได้ที่ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยทำหรือเคยเห็นในเวลาเป็นปกติมักจะเปลี่ยนไป สายตาของเสี่ยกานต์หรี่มองเขาก่อนจะยื่นหน้าเข้ามาใกล้ แก้มที่สากไปด้วยตอหนวดแต่ถูกจัดแต่งให้ดูดีแดงระเรื่อ กลิ่นแอลกอฮอล์โชยคลุ้งชัดเจน นึกสะใจยามคิดไปถึงเดียวว่ามันจะเป็นอย่างไรเมื่อรู้ว่าเสี่ยไม่เอามันอีกแล้ว 

“คิดว่าเงินสามแสนที่ยืมไปเมื่อไหร่จะคืน ไม่อยากจะทวงคนรวย แต่ฉันไม่ได้ใจดีกับทุกคนที่พยายามเข้าถึงตัวฉันด้วยมุขตื้นๆ หึ...”  

 

 

 

โปรดติดตามตอนต่อไป 

ขอบคุณทุกความเห็นค่ะ 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว