facebook-icon

แม้จะเริ่มต้นจากการแต่งงานด้วยความจำเป็น แต่สุดท้ายแล้ว เขากับเธอก็ได้รู้ว่าความรักอันแท้จริงเป็นอย่างไร...

ตอนที่ 1-6 ถือว่าผ่าน

ชื่อตอน : ตอนที่ 1-6 ถือว่าผ่าน

คำค้น : ซ่อนรัก วิวาห์จำเป็น Dear Love นิยายเกาหลี นิยายแปล

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.3k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ธ.ค. 2562 14:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1-6 ถือว่าผ่าน
แบบอักษร

ซอนแจสังเกตอาการปั่นป่วนของคนที่นั่งตรงข้ามได้ แม้จะเห็นไม่ชัด แต่หูเธอก็เริ่มแดง... ผู้หญิงที่โกหกแล้วหูแดง พูดเปลี่ยนเรื่องไม่เก่ง ส่งผลให้ความรู้สึกที่เสียไปค่อยๆ ดีขึ้นมานิดหน่อย 

เขากลับมาเยือกเย็นและใจกว้างอีกครั้ง ก่อนจะพูดกับหญิงสาวที่จ้องหน้ากันเหมือนตัดสินใจลำบาก 

“ลองพยายามดูสิครับ” 

“อะไรนะคะ” 

“ทำให้ผมอยากแต่งงาน พิสูจน์ตัวเองกับผม” 

“ฉันจะพยายาม… ถึงจะไม่รู้ว่าต้องทำยังไง แต่ก็จะลองทำดูค่ะ คุณจะไม่ยอมบอกวิธีหน่อยเหรอคะ” 

แปลกจริงๆ ความพยายามนั้นดูเป็นนามธรรมมาก สีหน้าของเธอดูกังวลเหมือนคิดแบบนั้นจริงๆ ซอนแจเลยเผลอแกล้งอีกฝ่ายเล่นโดยไม่รู้ตัว 

“ลบการพบกันครั้งแรกทิ้งไปซะก่อน คุณเคยได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับผมบ้างไหมครับ” 

“ได้ยินมาว่าข้อเสียเดียวของคุณ ก็คือมองผู้หญิงเหมือนก้อนหิน ส่วนข่าวลือว่าคุณเป็นคนเลว ก็ดังมากเลยค่ะ” 

แม้จะอ้ำๆ อึ้งๆ สุดท้ายแต่เธอก็พูดจนจบ อีมาริ เป็นผู้หญิงที่จับความรู้สึกยาก แต่ก็แสดงความรู้สึกบ้างอย่างสมวัย ทว่าพอรู้ตัวก็จะรีบลบความรู้สึกนั้นออกไปจนไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ เธอคาดเดาไม่ได้ ซอนแจเองก็อยากพูดโพล่งออกมาเหมือนเธอบ้าง แต่เขาไม่แก้ตัว เพราะด้วยประสบการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา ด้วยอายุของเขา จึงไม่อาจแก้ตัวได้ง่ายๆ 

“ใครบอกแบบนั้นเหรอครับ” 

“แล้วไม่จริงเหรอคะ” 

“ผมอยากรู้จริงๆ นะครับว่าใครบอกคุณ” 

“ลูกพี่ลูกน้องของฉันค่ะ แต่เขาอาจจะโกหกฉันก็ได้ เพราะเขาไม่ชอบฉัน คงไม่อยากให้ฉันได้แต่งงานกับคนดีๆ” 

“ข่าวลือมันก็ไม่ได้ผิดซะทีเดียวหรอกครับ ผมเองก็เคยทำผิดพลาด แน่นอนว่าผมจะพยายามอดทนต่อภรรยาให้มากที่สุด ถึงผมจะไม่ใช่พวกทำตัวน่ารำคาญ แต่ก็ไม่มีใครรู้อนาคตอยู่ดีนี่ครับ” 

ในความคิดของมาริ ยูซอนแจเป็นผู้ชายอ่อนโยน เขารู้จักถอยเมื่อกำลังจะข้ามเส้น แข็งกร้าวและมีมารยาทอย่างเหมาะสม เป็นพวกเจ้าระเบียบตรงไปตรงมา เย็นชา แต่ก็รู้จักยิ้มและหยอกล้อ คอยเอาใจใส่ไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามรู้สึกกดดันมากเกินไป ตอนทานอาหาร เขาก็แอบสังเกตเธอก่อนจะทานให้ช้าลง 

ยิ่งเทียบกับมูฮยองแล้ว ซอนแจยิ่งดูอ่อนโยนและมีความเป็นมนุษย์มากกว่า ถึงเธออาจจะไร้เดียงสาเกินไปจนดูคนไม่ออก แต่เขาก็ดูไม่เหมือนคนเสแสร้งแกล้งทำ แม้บางครั้งจะมีสีหน้าไร้อารมณ์และพูดจาเย็นชาบ้าง แต่ส่วนใหญ่แล้วก็ใจดี จริงๆ เขาไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้ด้วยซ้ำเพราะมีทุกสิ่งทุกอย่างครบแล้วจริงๆ 

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ฉันเป็นพวกอดทนเก่ง” 

ไม่ว่าจะพูดอะไร เธอก็เออออตามหมด ต่อให้เขาบอกว่าตัวเองเป็นฆาตกร เธอก็คงบอกว่าไม่เป็นไรเหมือนกัน 

“งั้นก็ดีเลยครับ วันนี้พอแค่นี้แล้วกัน” 

ซอนแจพูดจบแล้วก็ลุกขึ้นยืน ซึ่งมันเป็นคำตอบที่ฟังดูไม่น่าพอใจเท่าไหร่นัก ไม่สมกับเป็นเขา มาริจึงกังวลใจนิดหน่อย เธอต้องการความแน่ใจก่อนถึงจะจบเรื่องวันนี้ได้ 

“แล้วฉันผ่านไหมคะ” 

เอ่ยถามเหมือนจะถ่วงเวลา หลังจากจัดปกเสื้อให้เข้าที่แล้วช้อนตาขึ้นมองผู้ชายตรงหน้า นี่เป็นครั้งแรกที่เธอยิ้มให้เขา แม้ภาพลักษณ์จะดูเหมือนแมว แต่พอยิ้มแล้วกลับเหมือนลูกหมาไม่มีผิด 

นัยน์ตาสีดำ หางตาโค้งลง มุมปากยกขึ้น ลักยิ้มบุ๋มลงไป ใบหน้าขาวๆ เล็กๆ แต่แจ่มแจ้งคมเข้มละเอียดอ่อน เส้นผมสลวยโค้งงอได้รูป เขารู้สึกถึงสิ่งเหล่านั้นได้อย่างชัดเจนภายในช่วงเวลาสั้นๆ 

เธอเป็นผู้หญิงยิ้มสวยเหมือนนางฟ้า แต่กลับไม่ค่อยยิ้ม แถมยังยืนอยู่บนเส้นแบ่งอารมณ์อันน่าปวดหัว เหมือนจะมองเห็นแต่ก็ไม่เห็น เส้นทางที่เห็นตรงหน้าทำให้เธอลังเลจนเวียนหัว 

“ผมขอตัวก่อนนะครับ…” 

เขาพูดแค่นั้นแล้วเดินจากไป ถ้าอีกฝ่ายยิ้มก็ต้องยิ้มตอบ มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ แต่ไม่รู้ทำไมวินาทีนี้เขาถึงยิ้มไม่ออกเลย 

 “ขอบคุณค่ะ…” 

ซอนแจหยุดเดินเมื่อได้ยินคำว่าขอบคุณเบาๆ เมื่อหันไปมองก็เห็นว่าเธอยังคงนั่งมองตรงไปข้างหน้า เขาเลยเดินกลับไปหา มาริจึงจ้องมองด้วยความประหลาดแปลกใจ 

“ผมจะไปส่งคุณเองครับ” 

ไม่รู้ว่าทำไมอยู่ๆ เขาถึงอยากทำแบบนั้น อาจจะเพราะอยากทำตัวให้น่าขอบคุณมากกว่าเดิม หรืออยากให้เธอพูดคำนั้นอีกครั้ง 

“ไม่เป็นไรค่ะ ยังไงคนขับรถ…” 

“ไม่มีอะไรให้ความมั่นใจได้เท่ากับผมเป็นคนพาคุณไปส่งแล้วครับ ประธานอีคงคาดหวังกับการพบกันวันนี้มาก ประธานยูเองก็คาดหวังเหมือนกัน บางทีชีวิตของเราก็ต้องมีการแสดงกันบ้างแหละครับ” 

มาริฉุกคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า จากนั้นก็ก้าวขึ้นรถยนต์คันเดียวกับซอนแจ หลังจากทักทาย เลขาของเขาก็เอ่ยถามอย่างสุภาพถึงจุดหมายปลายทางของเธอ คนขับรถเองก็เข้านั่งประจำที่แล้วรอคอยคำตอบเช่นกัน 

“บริษัทค่ะ” 

บริษัท… ไปหามูฮยองงั้นเหรอ 

“ออกรถ” 

ซอนแจพูดแค่นั้นแล้วก็เริ่มเช็กข้อมูลออนไลน์ต่างๆ ผ่านทางแท็บเล็ต รถยนต์ออกตัวอย่างนิ่มนวลโดยไม่มีบทสนทนาใดๆ อีก มีแต่ความเงียบอันหนักอึ้งอัดแน่นอยู่ภายใน 

“ไปบริษัทเพื่อพบคุณปู่เหรอครับ” 

ผู้มีมนุษย์สัมพันธ์ดีเยี่ยมอย่างคนขับรถคิมอดทนต่อความเงียบนี้ไม่ไหวจึงชวนมาริคุย หญิงสาวที่เอาแต่มองนอกหน้าต่างจึงหันกลับมาตอบ พร้อมรอยยิ้มมีเสน่ห์ผ่านกระจกมองหลัง 

“ไปหาพี่ชายค่ะ” 

“ฮ่าๆ ดูท่าทางคุณจะสนิทกับพี่ชายมากเลยนะครับ” 

“ฉันกับพี่สนิทกันมากค่ะ” 

“คนเป็นพี่ชายมักจะรักแล้วหวงน้องสาวกันทั้งนั้น เป็นพี่น้องที่รักกันดีนะครับเนี่ย” 

เธอดูน่าสนใจ แต่ดูๆ ไปก็น่าโมโห แม้จะมีคุณสมบัติตามที่เขาต้องการ แต่ก็เป็นคุณสมบัติที่ทำให้เขาโมโหเหมือนกัน ความรักที่ไม่ยั้งคิด ความรักที่นำมาซึ่งความเลวร้าย นั่นเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับเขาทุกครั้งเวลาเห็นผู้คนเหล่านี้ 

ผู้หญิงที่แขวนชีวิตไว้กับความรัก เอาแต่ยึดติดกับความรู้สึกนั้นและทำทุกอย่างโดยไม่นึกถึงตัวเอง ไม่สิ จริงๆ แล้วความรักก็ไม่ได้ทำให้ผู้หญิงเป็นแบบนั้นทุกคน เขาก็แค่รังเกียจคนแบบนั้นเท่านั้นเอง 

“ถึงแล้วครับ” 

“ขอบคุณค่ะ” 

มารินั่งฝั่งถนน ทว่าเมื่อเธอกำลังจะเปิดประตู ซอนแจก็เปิดประตูฝั่งทางเท้าแล้วก้าวลงจากรถก่อน และเนื่องจากมีรถยนต์วิ่งผ่านกระจกหน้าต่างฝั่งเธออย่างรวดเร็ว มาริจึงก้าวลงฝั่งเดียวกับเขาแทน 

“ขอบคุณที่มาส่งนะคะ ที่อุตส่าห์ลงจากรถเพื่อหลีกทางให้ฉันลงด้วย…” 

ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย 

“แล้วก็ที่คุณอนุญาต...ห้าครั้ง เราจะได้พบกันอีกใช่ไหมคะ” 

เขาพยักหน้าให้แล้วยิ้ม 

“ฉันจะพยายามทำให้คุณซอนแจถูกใจค่ะ กลับดีๆ นะคะ” 

ตึก ตึก เสียงรองเท้าส้นสูงกระแทกพื้นถนนฟังดูสดใส ชายเสื้อโค้ตของเธอปลิวสะบัดด้วยแรงลมของฤดูหนาว เขาคิดไปเองหรือเปล่านะว่าด้านหลังของเธอดูร่าเริงเหลือเกิน 

“ไปกันได้แล้ว” 

ความสัมพันธ์ที่ไม่อาจให้อารมณ์ไม่จำเป็นแทรกเข้ามา แต่บางครั้งอารมณ์ไม่จำเป็นนี้มันก็ทำให้โมโหจนเหมือนมีไฟลุกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำได้แค่จัดการให้เรียบร้อยเท่านั้น 

การต่อสู้ครั้งนี้ในความคิดของเขาไม่มีแพ้หรือชนะ มันเป็นตัวเขาที่ยืนอยู่บนภูเขาแห่งผลประโยชน์ เขาจะล้มการแต่งงานนี้เมื่อไหร่ก็ได้ถ้าอยากทำ ซึ่งทางฝั่งนั้นก็รู้ดี แต่ซอนแจก็ไม่สบายใจเลย 

คิดอย่างไรเขาก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ มันเป็นการค้าที่ขาดทุน 

 

มูฮยองถึงกับต้องปริปากพูดก่อน เมื่อเห็นมาริดูตื่นเต้นนิดหน่อย 

“เห็นหน้าเธอแล้ว ผลคงไม่แย่เท่าไหร่สินะ” 

เขาพูดแล้วยกชาขึ้นดื่ม แต่ดวงตายังคงจ้องมองเธอ 

“ฮึ ฉันถูกทำร้ายจิตใจค่ะ” 

ผู้หญิงพูดน้อยกลับพูดแบบนั้นพร้อมรอยยิ้ม เหมือนกำลังนึกถึงการพบกันเมื่อครู่ 

“ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ พวกเราต้องพบกันอีกห้าครั้ง เขาคงเสียความรู้สึกมากที่ฉันพูดแบบนั้นใส่ตอนเจอกันครั้งแรก เลยบอกให้ฉันพิสูจน์ตัวเอง” 

“เธอพูดอะไรล่ะ” 

“ต่อให้ฉันพูดไป พี่ก็จะไม่โกรธใช่ไหม” 

มูฮยองแกล้งทำเป็นไม่รู้ ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่ามาริพูดอะไรในการดูตัวครั้งแรก เขายิ้มแล้วลุกขึ้นยืน ก่อนจะหยิบช็อกโกแล็ตออกมาจากลิ้นชัก หญิงสาวไม่ชอบกินของหวาน แต่ช็อกโกแล็ตก็ถือเป็นสิ่งหนึ่งที่เธอชอบ 

“ฉันบอกว่ามีคนรักแล้ว” 

“ตรงเกินไป” 

มูฮยองแกล้งกดศีรษะของมาริแล้วลูบเบาๆ เขาไม่มีทางไม่รู้ว่าวันนั้นเธอพูดอะไร ไม่มีทางที่คุณปู่จะไม่บอกเขา คงแค่ต้องการเช็กให้แน่ใจเท่านั้น ส่วนเธอก็อยากบอกเขาเพื่อให้แน่ใจเหมือนกัน แม้จะรู้สึกเศร้าที่ไม่อาจเช็กความรู้สึกของมูฮยองได้ แต่อย่างน้อยก็ได้ลองทำ 

โชคดีที่เขายิ้มให้ ถึงแม้จะไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วรู้สึกอย่างไรก็ตาม มันแต่ก็เป็นรอยยิ้มที่หาดูได้ยากในช่วงนี้ จึงกลายเป็นสิ่งมีค่า และเธอก็ต้องอดทนโดยใช้มันเป็นเครื่องปลอบประโลมจิตใจ 

มาริยิ้มอย่างอารมณ์ดีพลางรับช็อกโกแล็ตที่อีกฝ่ายยื่นให้ แล้วแกะกระดาษห่อออก 

“แล้วเธอบอกว่าจะพิสูจน์ตัวเองยังไง” 

“ไม่รู้สิ ก็ต้องลองพยายามดู” 

ถึงแม้จะยิ้มแต่ก็ไม่ได้รู้สึกดี เธออยากร้องไห้อย่างดื้อดึงแล้วพร่ำบ่นออกมาตอนนี้ด้วยซ้ำ ทว่ากลับทำได้แค่กลืนช็อกโกแล็ตในปากลงไป ช็อกโกแล็ตรสหวาน แต่ก็เฝื่อนขมมากทีเดียว เหมือนกับมูฮยอง... 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว