facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เด็กเสี่ย 22 (รีไรต์แล้ว)

ชื่อตอน : เด็กเสี่ย 22 (รีไรต์แล้ว)

คำค้น : เด็กเสี่ย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 126k

ความคิดเห็น : 136

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ส.ค. 2564 17:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 300
× 0
× 0
แชร์ :
เด็กเสี่ย 22 (รีไรต์แล้ว)
แบบอักษร

เด็กเสี่ย 22 

“เสี่ยจะกลับเลยไหมครับ” โชคที่นั่งหน้าคู่กับชาญซึ่งวันนี้ทำหน้าที่เป็นคนขับถามขึ้น ชายหนุ่มที่เข้ามานั่งในรถแค่พยักหน้าเพียงครั้งเดียวเป็นอันรับรู้ในความต้องการของเจ้าตัว 

หลังจากที่เดียวพูดจบประโยคนั้นเขาก็ไม่คิดจะต่อความยาวสาวความยืดอะไรอีก กลับออกมาตรงไปยังลิฟต์ทุบปุ่มที่มีลูกศรชี้ลงอย่างแรงระบายอารมณ์ที่โดนขัดใจและดูอีกฝ่ายจะไม่แยแสตัวเขาสักนิด เขาไม่คิดจะยื้อเด็กคนนั้นไว้เพื่อให้ทำท่าหยิ่งผยองแบบเมื่อครู่ใส่ได้อีก คนอย่างเสี่ยกานต์ไม่จำเป็นต้องหันมองคนที่ตีจาก 

“ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปจัดคนให้ตามเฝ้าเด็กคนนี้ไว้ด้วย” 

คำสั่งล่าสุดเอ่ยจากปากหยักสวยของคนที่มีใบหน้าคมคายเสี้ยวคนตะวันออก แต่กลับบึ้งตึงแสดงถึงอารมณ์ดุดันภายในที่กำลังระอุอยู่ในอก เมื่อเจ้าตัวเสนอมาให้แบบนี้เขาก็ไม่ขัดศรัทธาที่จะทำ ให้มันรู้ไปว่าคนอย่างเสี่ยกานต์จะปล่อยให้เด็กคนหนึ่งหลุดลอดไปได้ทั้งที่ยังตักตวงได้ไม่มากพอ โชคเหลือบมองนายตัวเองเป็นระยะๆ ไม่รู้หรอกว่าการคุยระหว่างคนทั้งสองเป็นอย่างไร แต่เท่าที่ดูคงไม่สมดั่งใจนายเขาเท่าไหร่นัก 

แม้จะนั่งบนรถราคาแพง แอร์ที่เปิดให้เย็นช่ำแต่ไม่ได้ดับความร้อนรุ่มในใจเขาได้เลย เสียงและคำพูดเดียวที่เขาได้ฟังแล้วทำให้เลือดขึ้นหน้ายังคงวนเวียนให้ได้ยินแว่วอยู่ในหู 

‘ผมไม่ได้รู้จักเสี่ยไปมากกว่าผู้ชายชื่อกานต์ที่ชอบมีความสัมพันธ์บนเตียงกับผม’  

มันเป็นความจริงที่แน่ชัดที่สุดระหว่างเขาสองคน 

‘ผมขอยืนยันว่าผมไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับตัวเสี่ยเลย’  

ประโยคทิ้งท้ายนี้เหมือนจะแช่แข็งชีพจรเขาเสียด้วยซ้ำ เด็กหนุ่มหน้าหวานคนนี้ไม่ได้รู้จักตัวเขาไปมากกว่านี้จริงๆ เหรอ แต่พอคิดดูแล้วมันก็คงจะใช่อย่างที่เจ้าตัวว่า เดียวไม่เคยถามเขาเรื่องงาน ไม่เคยเซ้าซี้หรือก้าวก่ายชีวิตของเขาแม้แต่น้อย แต่กลับเป็นเขาเสียอีกที่แทบจะรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเด็กคนนี้ จะเห็นก็มีแต่เรื่องเดียวที่เขาไม่รู้ 

เขาทำสัญญากู้ยืมเงินกับอิมเมจไปโดยไม่ได้สืบประวัติอีกฝ่าย เนื่องด้วยเพื่อนรักอย่างอู๋ยืนกรานว่าตนเองจะค้ำประกันให้เองเพราะยืนยันได้ว่าอิมเมจเป็นลูกคนมีเงินจริงๆ ยังบอกอีกว่าหากรู้ว่าอิมเมจเป็นใครเขาจะลืมหนึ่งเดียวไปเลย คำพูดที่โอ้อวดของอู๋เขายังยิ้มเยาะมันอยู่เลยที่กล้าพูดแบบนี้เพราะมันคงไม่รู้เหมือนกันว่าเด็กของเขานั้นอยู่ระดับใด เขาเห็นว่าในเมื่อเพื่อนยืนกรานแบบนั้นจึงอนุมัติเงินให้ไป ถ้าหากอิมเมจคิดเบี้ยวเขาก็ทวงเอาจากเพื่อนตนเองได้ ไม่จำเป็นต้องใส่ใจอะไรกับเงินก้อนนี้มาก เพราะเชื่อใจเพื่อนมากเกินไปเขาจึงกลายเป็นคนโง่ที่ไม่รู้อะไรเลยจนต้องเสียเด็กของตัวเองไป 

“สืบประวัติอิมเมจมาให้ฉันด้วย” เสี่ยกานต์สั่งอีกครั้ง 

ปฏิกิริยาเดียวทันทีที่เห็นอิมเมจเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จากใจเย็นกลับร้อนรนดั่งไฟเผา คำพูดของคนทั้งสองเหมือนรู้จักกันมานานมากกว่าจะแค่รู้จักกันเพียงผิวเผิน ความสัมพันธ์ระหว่างสองคนนี้เป็นยังไงกันแน่นั่นคือสิ่งที่เขาสงสัย แต่ครั้งนี้คนที่ได้รับความสนใจจากเขาไปคือเดียว เด็กหนุ่มที่โดนเขาฟาดหน้าไปอย่างแรงเพราะการกระทำและคำพูดที่ไม่เข้าหู แต่ที่แน่ๆ เลยคือเขาไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินเรื่องราวส่วนตัวของคนทั้งสองได้ ไม่ว่าเดียวจะบอกว่าเกลียดอิมเมจมากแค่ไหน หรืออิมเมจพูดยั่วโมโหมากแค่ไหน เพราะยังไงเขาก็คือคนนอกหากเป็นเรื่องส่วนตัวของคนเหล่านี้ ไว้เขามีสิทธิ์ในตัวใครคนใดคนหนึ่งมากกว่านี้เขาคงไม่ปล่อยให้เรื่องมันเลยเถิดไปกว่านี้แน่นอน 

สำหรับเขาเดียวเกลียดใครเขาไม่จำเป็นต้องเกลียดด้วย แต่หากคนๆ นั้นมีเรื่องให้กระทบกับงานของเขาหรืออะไรก็ตามที่เกี่ยวกับตัวเขา แน่นอนว่าเขาจะพิจารณาด้วยตัวเองว่าคนนั้นสมควรจะได้รับความรู้สึกจากเขาแบบไหน ไม่จำเป็นต้องมีใครมาชี้แนะชักจูงให้เพราะเขาไม่ใช่เด็กที่ต้องคอยทำตามคำบอกกล่าวของคนอื่นเพื่อหาพรรคพวก 

ถ้าเด็กมีปัญหากันผู้ใหญ่อย่างเขาจะรอดูทั้งสองฝ่าย จะให้ตัดสินจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งคงไม่ได้ แม้หนึ่งเดียวจะเป็นเด็กคนโปรดแต่ใช่ว่าจะได้รับอภิสิทธิ์เหนือคนอื่นที่เขาจะเข้าข้างไม่ลืมหูลืมตา 

“เอ่อ...เสี่ยครับ ผมขอถามอะไรหน่อยได้ไหมครับ” เมื่อกลับมาถึงคอนโดฯโชคที่ตามขึ้นมาส่งเขาถึงห้องพูดขึ้น เมื่อเขาพยักหน้าให้เป็นเชิงว่าอนุญาตอีกฝ่ายก็ถามทันที 

“คุณเดียวยังเป็นเด็กเสี่ยอยู่ไหมครับ” คำถามของโชคทำให้ขายาวที่กำลังจะก้าวขึ้นบนห้องหยุดชะงัก 

“แค่เฝ้าไว้อย่าให้คลาดสายตาตามที่ฉันสั่งก็พอ” ร่างสูงยกยิ้มมุมปากตอบออกไป ไม่ได้บอกว่าใช่หรือไม่แค่ย้ำคำสั่งที่ให้ไปชัดๆ จะใช่หรือไม่ใช่ยังไงเดียวก็ไม่พ้นสายตาเขาได้หรอก 

:::::::::::: 

เดียวตื่นมาในเช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากหอบสังขารตัวเองกลับมาพักที่ห้องได้โดยไม่มีเสี่ยกานต์ตามมาเช่นที่คิดไว้ ยิ่งอีกฝ่ายไม่สนใจที่จะตามเขามาก็ยิ่งทำให้เขามั่นใจว่าเสี่ยคงปล่อยเขาแล้วจริงๆ ยาแก้ไข้ที่กินไปสองเม็ดเมื่อคืนทำให้อาการไข้ทุเลาลงแต่ไม่ได้ช่วยให้อาการปวดบวมที่แก้มเบาลงสักนิด แก้มเขาตึงยิ่งกว่าเมื่อคืน พอไปหยุดยืนหน้ากระจกเห็นร่องรอยนิ้วจางๆ และอาการบวมก็ได้แค่ถอนหายใจ วันนี้คงต้องเอาที่ปิดปากมาใช้อำพรางหน้าตอนไปเรียนเสียแล้ว 

เดียวเดินออกมาจากที่พักหลังจากทำอะไรทุกอย่างบนห้องเสร็จ ความรู้สึกเหมือนการเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ยังจำวันที่เขาเจอเพื่อนใหม่วันแรกได้จนต้องยิ้มออกมา ร่างบางเดินเรื่อยๆ มายังป้ายรถเมล์ที่คราคร่ำไปด้วยผู้คนทั้งวัยทำงานและวัยเรียน รถเมล์สายที่ต้องไปเขาจำได้แม่นและวันนี้เขาจะต้องนั่งไปลงจุดหมายที่คิดไว้ให้ได้ 

ทิ้งความกลัวไปพร้อมกับความสะดวกสบายที่เคยได้รับ แล้วยืดอกเรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตใหม่ๆ ดังเช่นคนทั่วไปที่เขาทำกัน 

เด็กหนุ่มร่างบางในชุดนักศึกษา ใบหน้าหวานสวยถูกหน้ากากอนามัยสีดำปิดไปครึ่งหน้า หากแต่ยังมีคนจำตาสวยที่เป็นอวัยวะบนเครื่องหน้าเพียงอย่างเดียวที่เปิดให้เห็นได้จนต้องเข้ามาทัก 

“เป็นไงบ้าง” เด็กช่างเสื้อช็อปเดินเข้ามาทัก 

“ภีม!” เดียวร้องออกมาด้วยความตกใจไม่คิดว่าจะได้เจอภีมอีกครั้ง พอมองเลยไปด้านหลังก็เห็นกลุ่มเด็กนักเรียนจากที่เดียวกันยืนจับกลุ่มคุยเล่นกันอยู่ แต่ไม่มีใครจะหันมาแซวเขาอย่างคราวที่แล้วเลย 

“เรียกกูเหมือนเห็นผี แล้วนี่มันบวมมากจนต้องใส่ที่ปิดปากเลยเหรอวะ ขอดูหน่อยได้ไหม” ภีมว่าก่อนที่อีกฝ่ายจะพยักหน้ารับแล้วเปิดให้ดูตามคำขอ เมื่อคืนด้วยความที่ไข้กำเริบทำให้เขาไม่ได้ประคบเย็นมันจึงบวมเป่งเต็มพื้นที่หน้าแบบนี้ ภีมพยักหน้าหน่อยๆ 

“จากนี้ก็ประคบร้อนนะ มันจะได้ลดบวม” คนมีประสบการณ์มากกว่าบอก เดียวพยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนจะหันไปมองรถเมล์ที่กำลังจะจอดเทียบป้าย 

“ไปสายนี้ใช่ป่ะมึง” 

“ครับ” 

สิ้นสุดคำตอบภีมก็คว้าข้อมือเล็กไปยืนต่อแถวทันทีโดยมีพวกพ้องตามประกบเป็นพรวน เมื่อขึ้นมาได้ก็ใช่ว่าจะมีที่นั่ง เขาเลยให้เดียวยืนเกาะเก้าอี้ไปส่วนเขายืนประกบด้านข้าง มีเพื่อนเขาประกบอีกด้าน 

“เดียว...ไอ้นี่ชื่อเม่นเพื่อนกูเอง ไอ้เม่นนี่เดียวมึงเคยเจอแล้วตอนที่มีเรื่องที่ผับ” 

“เออ กูจำได้ขึ้นใจละห่า ครั้งก่อนแม่งเกือบพาซวยส่วนครั้งนี้...” เม่นเงียบไปก่อนจะมองออกไปนอกหน้าต่างแล้วเลยไปทางด้านหลังที่มีรถยนต์สีดำขับตามอยู่ห่างๆ เขาเห็นว่าจอดรอตอนที่เพื่อนเขาไปคุยกับเดียวตั้งนานแล้ว พอขึ้นรถมาก็ตามมาอีก 

“มึงโดนเจ้าหนี้ขึ้นบัญชีดำรึไง รถคันนั้นขับตามมาตั้งแต่ป้ายละ” เดียวขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองหน้าภีมแล้วมองเลยออกไปนอกรถ 

“อ๋อ เขาก็แค่ตามดูพฤติกรรมผมแหละครับ” เดียวตอบให้เมื่อเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร ก่อนจะหันมาสนใจกระเป๋ารถเมล์ที่เดินเก็บตังค์ตั้งแต่หน้ารถจนมาถึงส่วนท้ายรถที่พวกเขายืนอยู่ 

“ไม่ต้องจ่ายเดี๋ยวกูจ่ายให้” ภีมบอกแต่เดียวกลับส่ายหน้าให้ มือเล็กรีบล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบเหรียญออกมา 

“ผมเตรียมมาแล้ว” เมื่อเช้าเขาไปขอแลกกับร้านสะดวกซื้อแถวคอนโดฯ ได้มา 60 สิบบาท คงพอค่ารถเมล์ไปกลับล่ะนะ 

“เก่งนี่หว่า” ภีมชมแล้วยกยิ้มให้ 

วันนี้คนไม่แน่นอย่างที่เคยขึ้นครั้งแรกทำให้ไม่รู้สึกแออัดนัก อีกอย่างเขายืนใกล้หน้าต่างเลยมีลมพัดเข้ามาพอให้ได้คลายร้อนบ้าง แม้ว่ามลพิษจากควันท่อไอเสียของรถบนถนนจะมีเยอะก็ตาม 

“ไอ้ภีม! มึงจะลงเลยป่ะ” เม่นหันมาถามเมื่อถึงจุดหมายที่พวกเขาต้องลง 

“ไม่ว่ะ เดี๋ยวพาเดียวไปส่งมหา’ ลัยก่อน” ภีมว่า อีกฝ่ายก็พยักหน้าแต่เดียวกลับบอกปฏิเสธ 

“ไม่เป็นไร นายไปเรียนเถอะ ผมไปคนเดียวได้อีกสามป้ายผมก็ลงแล้ว” เสียงอู้อี้ที่ลอดออกมาจากผ้าปิดปากแต่ก็ยังได้ยิน 

“หุบปากบวมๆ มึงไปเถอะ” ภีมว่าแค่นั้นก่อนจะดึงให้เดียวนั่งลงเมื่อมีที่ว่าง 

“แล้วเรื่องมึงกับไอ้เสี่ยเป็นไงล่ะ แม่ง! ตีนลูกน้องมันหนักฉิบหาย ตัวอย่างกะพญาควายเสือกเตะอัดเข้าชายโครงดีที่ไม่หักสัด” ประโยคแรกแค่ถามแต่ต่อมาเป็นการบ่นล้วนๆ 

“ผมขอทะ...” 

“มึงเป็นคนต่อยกูเหรอ เตะกูรึเปล่าหรือมึงสั่งให้คนพวกนั้นมาซ้อมกูถึงได้พูดว่าขอโทษ เดียว...กูแค่บ่นก็เท่านั้นไม่ต้องคิดมาก” 

“ขอบคุณที่ช่วย ผมไม่รู้ว่าจะตอบแทนนายยังไงดีแต่ขอบคุณมากๆ นะ” 

“หมดเวลาซึ้งแล้วมึง ลงป้ายหน้าไม่ใช่รึไง ไปๆๆ” 

ภีมตัดบทแล้วพาเดียวลงจากรถโดยคอยระวังไม่ให้คนตัวเล็กหล่นจากรถเสียก่อนที่เท้าจะแตะพื้น เขาสองคนแยกกันตรงหน้ามหา’ ลัยของเดียว ภีมบอกว่ามายังไงก็กลับอย่างนั้นซึ่งเขาพยักหน้ารับรัวๆ ส่งยิ้มกว้างไปให้เท่าที่แก้มจะอำนวย แม้จะมีหน้ากากอนามัยปิดไว้แต่อีกฝ่ายก็รับรู้ได้จากสายตาของเดียวที่หยีเล็กกว่าปกติ 

“เชี่ยเดียว!! เป็นหวัดเหรอวะ เมื่อคืนกูโทรหาก็เสือกปิดเครื่อง” นัทถามทันทีเมื่อเห็นสภาพเพื่อนของตนเอง มองเลยไปด้านหลังก็แทบขยี้ตาให้เห็นชัดๆ ว่าวันนี้เพื่อนเขาไม่ได้ขับรถมาอย่างเคยแต่ลงจากรถเวียนของมหา’ ลัย แล้วเดียวมาได้ยังไง? 

“รถมึงล่ะ” 

“คืนเสี่ยไปแล้ว” 

“ห้ะ?! เกิดไรขึ้นวะ เสี่ยเขา...” 

“เลิกเป็นเด็กเสี่ยแล้ว ของทุกอย่างคืนเสี่ยหมดแล้ว มือถือก็ของเสี่ยเลยคืนเสี่ยไปด้วย” 

“แล้วเสี่ยเขา...ยอม?” 

เดียวไม่ตอบแต่หันกลับไปมองด้านหลัง แน่นอนว่าสิ่งที่เขาเห็นอยู่ไกลๆ คือรถคันสีดำที่จอดปะปนอยู่กับรถของเหล่าอาจารย์ในมหา’ ลัย แต่ที่แปลกไปจากรถของอาจารย์ก็คงจะเป็นพวกชายหุ่นกำยำที่ขับรถมาและไม่ได้ใส่สูทอย่างในหนังยืนอยู่บริเวณนั้น ซึ่งบรรยากาศรอบตัวที่ดูยังไงก็ไม่ใช่บุคลากรในมหา’ ลัยอย่างแน่นอน 

“ก็ยอมแต่ก็มีคนตามเฝ้าดูอยู่ เสี่ยกลัวกูเอาความลับเขาไปบอกคนอื่น” 

“ความลับ? แล้วมึงไปรู้ความลับอะไรเสี่ยเขาวะ” 

“ไม่รู้สิ ศัตรูเสี่ยต้องการรู้ลีลาบนเตียงเสี่ยมั้ง” 

“แล้วนี่ทำไมมึงต้องใส่แมสปิดปากเนี่ย ถอดออกๆๆ เห้ย!” ทันทีที่เห็นแก้มบวมตุ่ยของเพื่อนนัทก็ร้องออกมาด้วยความตกใจ ก่อนจะยอมให้เดียวเอาสายเกี่ยวหูใส่กลับไปเหมือนเดิม 

“มึง” ใจเต้นรัวอยู่ในอก คำพูด คำถาม ทุกอย่างตีวนอยู่ในหัว จะว่าช็อกก็คงจะได้เพราะใบหน้าของเพื่อนเขาขึ้นรอยช้ำเล็กน้อยแต่บวมอย่างเห็นได้ชัด มันพอๆ กับวันที่เดียวโดนพ่อตัวเองตบมานั่นแหละ เมื่อคืนมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ 

“กูขอโทษเดียว กู...ขอโทษ” พูดเสร็จน้ำตาก็พาลคลอเสียดื้อๆ เขาไม่รู้ว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น รู้แค่เมื่อดูโทรศัพท์ก็เห็นสายไม่ได้รับจากเดียวขึ้นหลายสาย หากเขาไม่ชะล่าใจและโทรหาเดียวเร็วกว่านี้หรือรับสายเดียวในตอนนั้นเขาก็คงจะปกป้องเพื่อนคนนี้อย่างที่เคยบอกไปหลายครั้งได้ 

“ไม่ต้องร้อง ร้องทำไมยังไม่ตาย” เดียวหัวเราะให้หน่อยๆ กับท่าทีของเพื่อนรักที่เปลี่ยนจากซ่ากลายเป็นซึมน้ำตาหยดลงบนโต๊ะหินอ่อน 

“เมื่อคืนเกิดไรขึ้น บอกกูได้ไหม บอกกูเถอะเดียว” เห็นนัทเว้าวอนขนาดนั้นเขาเลยเลือกที่จะเล่าทุกอย่างให้ฟังแม้ตอนแรกว่าจะไม่พูดถึงแล้วก็ตาม เมื่อฟังจบอีกฝ่ายหน้าถอดสีทันที 

“กูแม่งเหี้ย! กูทิ้งมึงให้เผชิญหน้ากับเหตุการณ์นี้ได้ไงวะ มึงไปอยู่กับกูเลยเดี๋ยวกูบอกป๊าให้จัดการเสี่ยให้เอง ทำกับมึงแบบนี้ได้ไง แล้วไอ้อิมเมจเหี้ยไรนั่นอีก กูไม่เคยเจอมันสักครั้งแต่โคตรเกลียดมันเลยว่ะ มึงมีรูปมันไหม กูจะได้จำไว้แล้วพอเจอจะอัดให้หน้ายับ เอาให้ดั้งไปกองรวมกับแกนสมองเลย” 

“ก็ไหนมึงบอกว่ามันจะทำอะไรกูไม่ได้ไง ถ้ากูไม่ลดตัวลงไปให้มันเล่นหัว” 

“คำพูดกูไม่ทันเตือนมึงแล้วมั้ง เล่นไปตบเขาซะขนาดนั้น แล้วเสี่ยก็ยังไปเข้าข้างมันอีก ขัดใจว่ะ” 

“เลิกพูดเรื่องนี้เหอะ ขึ้นเรียนดีกว่า” เดียวว่าก่อนจะเดินนำเพื่อนตัวเองขึ้นห้องเรียน สายตาของคนอยากรู้อยากเห็นมองตามร่างบางที่มีหน้ากากอนามัยปิดหน้าไปกว่าครึ่งอย่างสงสัย เสียงซุบซิบแว่วให้ได้ยินว่าเสี่ยคงซ้อมเดียวเพราะมีรอยช้ำที่แก้ม แต่เด็กหนุ่มไม่ได้ให้ความสำคัญกับคำพูดเหล่านั้น แม้มันจะมีความจริงอยู่แค่กึ่งหนึ่งนั่นคือเขาโดนเสี่ยทำร้ายร่างกายจริง 

ตกเย็นแต่เพราะฟ้าอึมครึมไปด้วยเมฆที่กำลังก่อตัวเหมือนฝนกำลังจะตกทำให้เดียวถอนหายใจเบาๆ หากเขากลับห้องเองก็ต้องซื้อร่มเพราะฝนคงตกก่อนถึงห้องแน่ๆ เงินส่วนที่ได้จากเสี่ยเมื่อครั้งสุดท้ายที่เจอกันเหลืออยู่ไม่มากนักแล้วด้วย เขาอยากประหยัดไว้ก่อน หากเขาต้องการเงินเพิ่มก็ต้องเริ่มหางานทำไม่งั้นเงินคงหมดภายในอาทิตย์นี้แหละ แต่เพื่อนรักเหมือนจะรับรู้ถึงความกังวลเลยอาสาขับไปส่งห้องเองแม้ว่าเดียวจะปฏิเสธเพราะอยากขึ้นรถเมล์กลับเองก็ตามที 

“พรุ่งนี้กูมารับเอาไหม” 

“ไม่เอา จะไปเอง ยังไงก็ต้องเรียนรู้วิธีเอาตัวรอดแบบเบสิคไว้บ้าง” เดียวตอบเมื่อคนขับเลื่อนกระจกลงเพื่อสอบถาม นัทเงียบไปก่อนจะยิ้มให้ 

“มึงเป็นเด็กเสี่ยก็ดีนะเดียว อย่างน้อยพอมึงเลิกเป็นมึงก็กลายมาเป็นคุณหนูติดดิน ในเรื่องร้ายๆ ก็ยังมีเรื่องดีอยู่เสมอแหละวะ” 

เดียวยิ้มรับก่อนจะโบกมือลานัทอีกทีจากนั้นเจ้าตัวจะขับรถออกไป ร่างบางเดินเข้าคอนโดฯ แต่เหมือนว่าไข้ที่ยังไม่หายดีนั้นจะกำเริบเพราะจังหวะที่เขาหันตัวเร็วๆ ทำเอาเขาวูบเกือบล้มไป ดีที่มีคนมาช่วยพยุงไว้ได้ทันจึงไม่ล้มไปเสียก่อน 

“คุณเดียวเป็นอะไรไหมครับ” คำถามจากชายหนุ่มคนหนึ่งที่มีสำเนียงใต้ปนอยู่เล็กน้อยถามมาพร้อมอ้อมกอดที่รับตัวเขาเอาไว้ไม่ให้ทรุดลงพื้น เขารีบดีดตัวออกติดจะงงเล็กน้อยว่าชายคนนี้เป็นใคร แต่ก็สงสัยได้ไม่นานเมื่อนึกได้ว่าคนคนนี้เรียกเขาไม่ต่างจากโชคเรียกเลย 

“แค่ตามเฝ้าพฤติกรรมไม่ต้องถึงกับเข้ามาใกล้ชิดผมขนาดนี้ก็ได้ครับ” 

“เสี่ยบอกให้ผมเอาโทรศัพท์มาคืนคุณเดียวครับ บอกว่าหากคืนให้เสี่ยเกรงว่าจะเอาไปทิ้งเสียเปล่าๆ” 

“งั้นก็ทิ้งไปเถอะครับ ผมไม่สามารถรับของอะไรจากเสี่ยได้อีกไม่ว่าของสิ่งนั้นจะดูไร้ประโยชน์ในสายตาเสี่ยแต่เป็นประโยชน์ต่อผมมากแค่ไหนก็ตาม” กะอีกแค่เศษเงินของเสี่ยที่เขามีอยู่ในตอนนี้มันก็บาดใจมากพออยู่แล้วที่เขาไม่สามารถให้คืนเสี่ยทั้งหมดได้ ถ้าต้องรับของอะไรคือมาอีกเขาคงเกลียดตัวเอง 

“ขอโทษนะครับ ผมต้องขอตัว” เดียวก้มหัวให้เล็กน้อยเพราะถือว่าอีกฝ่ายคงอายุมากกว่าตน แต่ยังไม่ทันจะได้เดินต่อไปอีกสักสองก้าวร่างบางก็ทรุดฮวบไปกองกับพื้นพร้อมสติที่ดับไป 

::::::::::::: 

“เสี่ยครับ คุณเดียว...” 

“โดนใครอุ้มไปรึไง” น้ำเสียงเย้ยหยันโดยที่สายตายังไม่ละไปจากเอกสารตรงหน้าทำให้โชคต้องหยุดพูดไป เริ่มไม่มั่นใจว่าจะรายงานสิ่งที่ตนได้รับรายงานมาจากลูกน้องอีกทอดหนึ่งดีหรือไม่ 

“หากเสี่ยหมายถึงศัตรูของเราผมขอตอบว่าไม่ใช่ แต่ขอบอกว่าเป็นคนของเราเองครับที่อุ้มคุณเดียว” 

“ใครใช้ให้มันแตะต้อง!! ฉันสั่งว่าให้คอยตามดูเด็กคนนั้นเฉยๆ ไม่ใช่รึไง!!” 

เลือดขึ้นหน้าทันทีเมื่อได้ฟังคำพูดจากปากของมือขวา เสียงตวาดอย่างเกรี้ยวกราดดังลั่นห้องทำงาน โชคก้มหน้านิ่งพยายามนับหนึ่งถึงร้อยในใจกับอารมณ์ของเจ้านายที่เปลี่ยนไปมาตลอดทั้งวัน 

“คุณเดียวเป็นลมครับ ยอดเลยพาส่งโรงพยาบาล” สรุปใจความสั้นๆ เพื่อบอกให้เสร็จในประโยคเดียว หากเสี่ยจะอาละวาดอีกก็ขอให้เขาได้รายงานในสิ่งที่รู้ให้จบเถิด 

“เมื่อไหร่” 

“ผมได้รับรายงานเมื่อเย็นครับ” 

“ตอนนี้สามทุ่ม อมอะไรไว้ถึงเพิ่งมาพูด!!” 

เสี่ยกานต์ทิ้งงานที่ทำค้างไว้แล้วตรงดิ่งไปยังประตูห้องทันทีโดยมีโชคสั่งการลูกน้องที่อยู่ข้างล่างให้แสตนบายรถไว้ ตอนนี้สิ่งเดียวที่รับรู้คือไม่อยากให้เด็กคนนั้นเป็นอะไร มันคือความรู้สึกที่ชัดเจนที่สุดในตอนนี้ แทบจะลืมความคิดก่อนหน้านี้ที่บอกว่าจะไม่สนใจคนที่ตีจากตนไปอีกแล้ว 

ใช้เวลาในการเดินทางไม่ถึงชั่วโมงก็มายังโรงพยาบาลใจกลางเมืองได้ ลูกน้องชุดที่คอยตามเดียวตลอดทั้งวันในวันนี้รออยู่หน้าโรงพยาบาล ก่อนจะเดินนำเขาขึ้นไปยังห้องพักฟื้นที่ลูกน้องเขาจัดการให้เด็กหนุ่มได้พักเสร็จสรรพ โดยบอกให้ฟังถึงอาการที่ร่างบางเป็นว่าเป็นไข้หวัด แต่เมื่อมาถึงหน้าห้องเสียงที่ดังอยู่ภายในห้องทำให้เขาชะงักไป 

“พวกคุณจะพาผมมาโรงพยาบาลทำไม แล้วจองห้องพิเศษทำไมครับ ผมไม่มีเงินเยอะขนาดที่จะจ่ายค่าห้องได้หรอกนะ” 

เสียงโวยจากปากเล็กนั้นพร้อมใบหน้าที่ไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นักของเจ้าตัว เดียวถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะกุมขมับ ลำพังตัวเขาไม่มีเงินแต่จะขอยืมเพื่อนมาจ่ายก่อนก็ได้ แต่เขาไม่อยากบอกให้นัทรู้เพราะคิดว่าเรื่องที่เขามาโรงพยาบาลควรเป็นสิ่งสุดท้ายที่นัทควรรู้ เพื่อนเขาคนนี้ไม่ถูกโฉลกกับโรงพยาบาลนัก เนื่องจากมีเรื่องฝังใจตอนเด็กที่นัทเล่นซ่อนแอบในโรงพยาบาลจนหาตัวไม่เจอ และนัทก็ไม่เจอใครมันเลยเป็นเรื่องฝังใจ เขาจึงไม่อยากให้เพื่อนต้องเดินทางมาโรงพยาบาลคนเดียวในเวลากลางคืนแบบนี้ 

“แต่เสี่ย...” 

“หยุดอ้างเจ้านายพวกคุณได้แล้ว ผมกับเสี่ยไม่ได้เป็นอะไรกันแล้ว คุณไม่จำเป็นต้องพาผมมาถึงนี่เลยด้วยซ้ำ เสี่ยให้คุณตามดูพฤติกรรมผมนะครับไม่ใช่ดูแล ไม่ต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้” เดียวบอกน้ำเสียงราบเรียบติดจะอ่อนใจเล็กน้อยที่ลูกน้องเสี่ยดื้อแพ่งไม่แพ้ผู้เป็นนายเลย 

เดียวลงจากเตียงเพราะยืนยันที่จะออกจากโรงพยาบาลตอนนี้ ลูกน้องเสี่ยกลับเข้ามายืนขวางไว้ เขาดันอีกฝ่ายออกแต่ดูเหมือนว่าร่างสูงใหญ่ที่ผ่านการฝึกมาจะเอาชนะกำลังเขาได้ 

“พูดมากขนาดนี้หายดีแล้วรึไง” เสียงเข้มจากผู้มาเยือนคนใหม่ทำให้คนที่ถูกจับนั่งบนเตียงหันมอง ลมหายใจสะดุดไปเล็กน้อยเพราะมีความรู้สึกเหมือนว่าไม่ได้เจอคนๆ นี้มาแรมเดือนทั้งที่ยังไม่ถึง 24 ชั่วโมงเลยด้วยซ้ำ 

“ผมไม่ได้เป็นอะไรครับ” 

“ไม่ได้เป็นอะไรแล้วทำไมลูกน้องฉันบอกว่าเธอเป็นลม ตัวร้อนและไข้ขึ้นสูง” ไม่พูดเปล่าแต่ขายาวก็สาวเท้าเข้ามาใกล้จนติดขอบเตียง เดียวกระถดตัวหนีไปชิดขอบเตียงอีกฝั่ง ทำท่าจะลงจากเตียงแต่โดนรั้งแขนเอาไว้ด้วยมือหนา พยายามแกะมืออีกฝ่ายออกแต่ก็ไม่เป็นผลเมื่อคนแรงเยอะนั่งลงบนเตียงและรั้งเอวเขาเข้าหาตัว 

“โอ๊ย!” เขาร้องออกมาเมื่อเสี่ยกานต์จับหน้าเขาด้วยมืออีกข้าง บีบให้เขาหันหน้าเข้าหาตัวเองจนมันกระเทือนแก้มที่บวมอยู่ 

“ผมแค่เป็นหวัดนิดหน่อย กินยาเดี๋ยวก็หายแล้วครับ” เดียวพูดเสียงไม่ดังไม่เบา อีกฝ่ายไม่ได้โต้กลับหรือตอบรับใดๆ เพียงแค่มองหน้าหวานนิ่งๆ เท่านั้น สายตาหยุดอยู่ที่แก้มใสที่บวมตุ่ย อยากจะถามอาการว่าเป็นอย่างไรบ้างถ้าไม่ติดกับประโยคต่อมาที่เจ้าตัวเอ่ยขึ้น 

“รบกวนปล่อยมือจากตัวผมด้วยครับ ผมอึดอัด” 

อึดอัด คำพูดที่เขาไม่เคยได้ยินใครกล้าพูดแบบนี้ใส่ทำให้เสี่ยกานต์หน้าตึง อยากจะบีบเอวเล็กในวงแขนให้แหลกคามือเสียจริงๆ 

“วันนี้มีใครเข้าหาเธอบ้างรึเปล่า” 

แม้จะได้รับรายงานจากลูกน้องเป็นระยะๆ ว่าเด็กหนุ่มคนนี้ทำอะไรบ้างแต่เขาก็อยากจะหาเรื่องคุยกับอีกฝ่าย หงุดหงิดไม่น้อยที่ได้ยินว่าเด็กช่างคนนั้นไปส่งเดียวที่มหา’ ลัยแต่ก็ปล่อยไปเพราะลูกน้องเขาบอกว่าไม่มีอะไรไปมากกว่าการนั่งรถเมล์เป็นเพื่อน 

เขาไม่ชอบสายตาและท่าทางของเดียวที่กำลังต่อต้านเขาในตอนนี้ อาจเพราะเขาเคยได้รับอะไรจากเด็กหนุ่มมามากก็เป็นได้ เดียวไม่อ้อนแต่เมื่อเขาขอเดียวก็ทำให้ ดวงตากลมโตคู่นี้แม้จะมีแววเศร้าแต่ก็ไม่เคยแสดงออกว่าต่อต้านเขาขนาดนี้ มันให้ความรู้สึกเหมือนว่าเขาไม่มีความสำคัญกับเด็กคนนี้เลยแม้แต่นิดเดียว ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขา ‘รู้สึก’ ว่าเดียวให้ความสำคัญกับเขาตลอดเวลา 

“ทำไมผมต้องบอกครับ มันคือเรื่องของผมชีวิตของผม คุณไม่เกี่ยว” ไม่เพียงแต่ท่าทางที่เปลี่ยนไป แต่สรรพนามที่ใช้ก็เปลี่ยนไปด้วยทำเอาเสี่ยกานต์อึ้ง 

“เดียว!! อย่าดื้อให้มันมากนะ!” 

“คุณครับ ถ้าจะมาหาเรื่องกันงั้นผมขอรบกวนเวลาให้ผมได้พักผ่อนได้ไหม” 

เดียวผลักอกแกร่งออก ปฏิเสธอ้อมกอดที่รัดตัวเองแน่นอย่างชัดเจน เสี่ยกานต์ได้แค่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างคนทำอะไรไม่ได้เพราะไม่อยากรังแกคนป่วย เมื่อวานเห็นหน้าซีดๆ เดาไม่ผิดว่าลูกกวางของเขาคงป่วย แต่ไม่คิดว่าพอเจ้าตัวบอกว่าไม่เป็นเด็กเสี่ยแล้วจะดื้อได้ขนาดนี้ 

แต่แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน จะได้ลองกันสักตั้งดูสิว่าใครจะดื้อได้มากกว่ากัน 

“ขออนุญาตวัดไข้หน่อยนะคะ” พยาบาลสาวเดินเข้าห้องมาพร้อมกับอุปกรณ์วัดไข้และวัดความดัน รอยยิ้มเป็นมิตรเหมือนคนใจดีส่งมาให้ แม้จะตกใจกับท่าทางของคนป่วยและคนที่นั่งอยู่บนเตียงด้วยกันแต่ก็ยังเก็บอาการนั้นไว้ 

“พี่พยาบาลครับ ผมอยากย้ายห้องไปเป็นห้องพักฟื้นปกติมีไหมครับ พอดี...” 

“ถ้ายังจะดื้อกับฉันอีกพยาบาลคนนี้ได้เห็นเธอโดนจูบแน่ๆ” เสี่ยกานต์กระซิบข้างหูเล็ก จงใจให้ริมฝีปากสัมผัสกับใบหูเบาๆ เป็นการยืนยันว่าเขาทำจริงแน่ เดียวนั่งตัวตรงนิ่งไปทันทีก่อนจะปล่อยให้พยาบาลได้ทำหน้าที่ของตนเองไป 

“เมื่อกี๊คนไข้ว่าอะไรนะคะ” 

“ไม่มีอะไรครับ เด็กป่วยเลยงอแง” เสี่ยกานต์ตอบปัดก่อนจะปรายสายตาไปมองโชคสื่อให้รู้ว่าหากพยาบาลจัดการทุกอย่างเสร็จเขาต้องการอยู่กับเดียวเพียงสองคน 

“ผมไม่ใช่เด็ก” 

“งั้นเธอแก่กว่าฉันรึไง” 

เดียวได้แค่เงียบกับคำพูดของเสี่ยกานต์ที่เถียงออกมาเหมือนเด็กๆ พอไม่มีใครอยู่ในห้องแล้วเขาก็รู้สึกหวิวๆ ขึ้นมาในทันทีเพราะไม่รู้ว่าเสี่ยจะมาไม้ไหนกับเขาอีก 

“คุณปล่อยผม...” 

“เสี่ยกานต์” คนแก่กว่าทวนชื่อตัวเอง 

“ครับ?” 

“เรียกฉันว่าเสี่ยกานต์...เหมือนเดิม” ชายหนุ่มย้ำ มองลึกเข้าไปในตาสวยเพื่อยืนยันสิ่งที่ต้องการ ใบหน้าคมเข้มค่อยๆ เคลื่อนเข้าหาอีกฝ่ายหมายประทับจูบหากเดียวทำตามที่เขาบอก 

“เหมือนเดิมไม่ได้หรอกครับ เพราะสำหรับผมมันไม่มีอะไรที่เหมือนเดิม” พูดจบเขาก็เบือนหน้าหนีปลายจมูกโด่งของเสี่ยจึงเฉียดแก้มเขาไปให้รู้สึกได้แค่ลมหายใจอุ่นๆ ที่รดแก้มเพียงเท่านั้น 

 

 

โปรดติดตามตอนต่อไป 

ขอบคุณทุกความเห็นค่ะ 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว