ความเห็นของทุกท่านคือกำลังใจของนักเขียน อ่านแล้วคิดยังไง รู้สึกยังไง อย่าเก็บไว้คนเดียวครับ มาแชร์กันดีกว่า

เผชิญจ้าวมายากล

ชื่อตอน : เผชิญจ้าวมายากล

คำค้น : แฟนตาซี,โลกอนาคต,ไซไฟ,ซูเปอร์ฮีโร่,วายร้าย,superhero,villain,Sci-fi,fantasy,action,แอ็คชั่น,หนุ่มหล่อ,แมวพูดได้,นินจา

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 762

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 08 พ.ค. 2560 09:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เผชิญจ้าวมายากล
แบบอักษร

เมแกนวิ่งไปตามทางแคบๆ ไร้ผู้คน ผนังพอลิเมอร์เรียบสีเงินด้านที่เคยสว่างไสวถูกอาบไล้ด้วยโทนสีแดงของไฟสัญญาณกะพริบเป็นจังหวะ ข้อความเตือนหลังเครื่องหมายตกใจสีเข้มล้อมรอบด้วยกรอบสามเหลี่ยมสีเหลืองจำนวนมากไหลแซงหน้าเด็กสาวไปตลอดแนวกำแพงทางเดินชั้นใต้ดินทั้งสองฟากของโรงเรียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า แจ้งให้นักเรียนที่ไม่เกี่ยวข้องอยู่แต่ในห้องรอจนกว่าจะได้รับอนุญาต

ทุกช่องทางเชื่อมต่อกับโลกภายนอกถูกตัดขาด โรงเรียนกำลังเข้าสู่โหมดปิดตัวเอง...

แสงสีแดงกับเสียงไซเรนโหมกระพือความหวาดหวั่น อารามร้อนใจทำให้เมแกนเร่งฝีเท้าขึ้นและเกือบสะดุดก้อนปุกปุยหน้าทิ่มตอนถึงหัวเลี้ยว เด็กสาวเซแซดๆ พยายามทรงตัวอย่างสุดความสามารถก่อนหงายหลังก้นจ้ำเบ้า เธอถึงกับจุกจนพูดไม่ออก พร้อมกันนั้น เสียงร้องลั่นก็ดังมาจากสิ่งมีชีวิตบางอย่างข้างใต้สะโพกเธอทั้งที่คนที่ควรโอดโอยน่าจะเป็นเธอมากกว่า พูดก็พูดเถอะ ถ้าคุณล้มใส่สัตว์ตัวเล็กๆ อย่างแมวเปอร์เซียสีขาวแสนสวย สิ่งแรกที่จะแวบเข้ามาในหัวโดยไม่นับเรื่องเศษเละๆ ติดบั้นท้ายของคุณก็คือความรู้สึกนุ่มนวลราวกระเด้งกระดอนบนปุยนุ่น ใช่แล้ว ตุ๊กตาไง! ตุ๊กตาสัมผัสนุ่มนิ่มน่ารักน่ากอด ทว่าเอาเข้าจริงความรู้สึกอย่างเดียวที่พุ่งตรงสู่ก้นของเด็กสาวกลับเป็นแผ่นเหล็กแข็งกระด้างซึ่งทำเอาก้นกบแทบแตกเป็นผุยผง

ขนเขินนี่ลุกซู่จากปลายเท้าถึงกลางกระหม่อมเลยทีเดียว เมแกนพบว่าตัวเองลอยขึ้นจากพื้นเล็กน้อยจากนั้นจึงค่อยล้มหน้าคะมำ คะมำแบบหน้าแนบไปกับพื้นเชียวนะ ไม่น่าเชื่อว่านั่นแค่แมวตัวเดียวโงหัวขึ้นเท่านั้นเอง!

แต่ขอโทษเถอะ เท่านี้ยังถือว่าน้อยไปด้วยซ้ำเมื่อคำนึงถึงวัสดุแท้จริงที่อยู่ใต้ชั้นผิวหนังนุ่มนิ่มหลอกตานั่น เหล็กเลยนะ**! โลหะทั้งดุ้น!** แถมยังผสมพิเศษเพิ่มความทนทานระดับเตาปฏิกรณ์ระเบิดก็ยังรอดได้สบายๆ เรียกว่าขนาดแมลงสาบสูญพันธุ์ไปแล้ว เขาน่าจะยังเป็นเศษเสี้ยวสิ่งมีชีวิตเดียวที่ยังคงเดินมึนๆ อยู่บนโลกนี้ด้วยซ้ำไป

*มึน...*ไม่สิ เธอน่าจะใช้คำอื่นเพื่ออธิบายสภาพของเขามากกว่า อย่างตาค้าง ตะลึงหรืออะไรทำนองนั้น

“มะ มัลเบอร์รี่” เจ้าเปอร์เซียพึมพำเสียงสั่น จากนั้นก็สะดุ้ง “เอ้ย ไม่ใช่สิยัยบ้า ลงไปคลานโชว์หวอทำไมตรงนั้นฟะ! นี่มันใช่เวลาที่ไหนกันเล่า!”

ไม่ใช่เวลาเรอะเมแกนคงโวยวายสวนไปแล้วหากไม่ใช่ว่าต้องคอยรวบกระโปรงซึ่งเลิกขึ้นอวดลวดลายผลไม้ข้างใต้เอาไว้ บั้นท้ายยังเจ็บแปลบๆ อยู่เลย นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ถ้าคุณมีสัตว์เลี้ยง(ผู้ช่วย)เป็นกึ่งจักรกล อย่าได้ให้พวกมันเอาหัวมาอยู่ใต้ที่นั่งตอนที่คุณทิ้งตัวลงไปเด็ดขาด นี่พูดจริงๆนะ

ไม่ใช่สิ! เธอสลัดความขุ่นเคืองนั้นออกไป ยันตัวขึ้นนั่งคุกเข่าหันหน้าเผชิญกับแมวขนฟูซึ่งมีเสียงพูดของชายชาตรีมาดเข้ม “อยู่นี่เอง กำลังตามหานายพอดีเลยเชสเชียร์ ฉันอยากให้ช่วยอะไรหน่อยน่ะ”

เปอร์เซียขาวปลอดดูหงุดหงิดขึ้นมาทันที “ชู่ว์! อย่าเรียกชื่อจริงผมสิ เธอไม่มีทางรู้หรอกว่าในโรงเรียนมีเครื่องดักฟังที่ไหนบ้าง” ว่าจบ นัยน์ตาของสิ่งมีชีวิตครึ่งแมวก็สว่างวาบท่ามกลางแสงกะพริบสีแดง เสียงวิ้งดังแผ่วๆ ก่อนที่เมแกนจะสังเกตเห็นม่านแสงเรื่อเรืองแทบจางหายไปกับสภาพแวดล้อมแผ่จากร่างขาวปลอดของเชสเชียร์โอบล้อมพวกเธอราวกับลูกบอลพลาสติกใส มันสลายวับไปในอึดใจต่อมา ทว่าเด็กสาวรู้ดีว่ากลุ่มก้อนพลังงานนั้นยังคงอยู่แม้จะไม่เห็นด้วยตาเปล่า พวกมันคือสนามพลังความถี่ต่ำซึ่งใช้เพื่อสร้างเขตปลอดสัญญาณดักฟังทั้งการบันทึกภาพและเสียงอย่างสมบูรณ์ โดยหากตอนนี้มีใครสักคนกำลังมองทางเดินที่เธอยืนอยู่ผ่านกล้องวงจรปิด สิ่งเดียวที่เขาหรือเธอคนนั้นจะเห็นก็คือประกายระยิบระยับบิดเบี้ยวอันเกิดจากการหักเหของแสงเท่านั้น “อีกอย่าง ผมไม่คิดว่าจะช่วยเธอเรื่องนี้ได้หรอก”

“อะ อะไรนะ นายรู้หรือว่าฉันจะขอเรื่องอะไรน่ะ” เด็กสาวดูตกใจ

“ผมรู้ว่าเธอต้องการอะไร และผมขอปฏิเสธ” เชสเชียร์พูดต่อทันควัน “เธอรู้ตัวเองบ้างหรือเปล่าว่าเป็นอะไร เธอเป็นวายร้ายนะ เมก! วายร้ายที่ไหนกันที่จะไปช่วยซูเปอร์ฮีโร่น่ะ”

“แต่ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ แอชเชอร์ต้องตายแน่ๆ”

“ก็ปล่อยให้ตายไปสิ!” อีกฝ่ายตอบเสียงดุดัน ขนสีขาวแปรเปลี่ยนเป็นเทาราวเมฆพายุฝนในชั่วอึดใจ จากรูปร่างปุกปุยกลับกลายเป็นปราดเปรียว เชสเชียร์จ้องเธอด้วยแววตาข่มขู่และตำหนิในเวลาเดียวกัน “ข้างนอกนั่นยังมีฮีโร่อีกมากมายที่พร้อมจะช่วยเหลือเขาโดยไม่ต้องเอ่ยปากขอ ไม่จำเป็นต้องถึงมือเธอเลย อีกอย่างในสถานการณ์แบบนี้ เหตุผลข้อเดียวที่ควรทำให้เธอนึกอยากไปที่นั่นก็คือการเข้าร่วมกับเจ้าคาร์ดินี่ มิราคูลัส ไม่ใช่บอมบลาสติก!”

“เข้ากับคาร์ดินี่ มิราคูลัสงั้นหรือ” เมแกนดูโกรธขึ้นมาบ้าง “ทำไมนายถึงคิดว่าฉันมีเหตุผลที่จะร่วมมือกับคนเลือดเย็นแบบนั้นกัน”

“ก็เพราะว่าเธอเป็น-”

“วายร้ายเหมือนกันเรอะ!” เธอตัดบท “ขอบอกตรงนี้เลยนะว่าฉันไม่มีอะไรเหมือนกับหมอนั่นเลยแม้แต่นิดเดียว ฉันไม่รู้หรอกนะว่าที่หมอนั่น... เจ้า... คาร์ดินี่อะไรนั่นออกมาทำเรื่องโหดร้ายเช่นนั้นเพราะต้องการอะไรกันแน่ และถึงฉันจะเป็นวายร้าย แต่เป้าหมายในการครองโลกของฉันก็มีอยู่อย่างเดียว คือการทำให้มันดีขึ้น ผู้คนอาจเห็นว่ามันเป็นการยึดอำนาจอย่างไร้เหตุผลในตอนแรกก็จริง ทว่าสุดท้ายแล้วสิ่งที่โลกจะจารึกถึงฉันก็คงหนีไม่พ้นความเปลี่ยนแปลงที่ฉันได้มอบให้ แน่นอนว่าคำว่าจักรพรรดินีกับการที่ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ตกเป็นของฉันทั้งหมดถือเป็นของแถมเพิ่มเติมเพื่อทำให้ชัยชนะของฉันสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น การครอบครองโลกน่ะ มันควรทำเพื่ออุดมคติที่ดีกว่า ไม่ใช่ทำลายความงดงามที่มีอยู่แล้วให้สิ้นไป สิ่งที่คาร์ดินี่ทำนั้นไม่ได้ต่างอะไรจากผู้คนที่ฉันเกลียดชังมาตลอดชีวิต พวกนั้นก็แค่ดีแต่สร้างความวุ่นวายโหดร้ายป่าเถื่อนเท่านั้น”

“ถึงงั้นก็เถอะ” เชสเชียร์ไม่ยอมแพ้ “การร่วมมือกับคนประเภทนั้นสามารถช่วยให้เธอไปถึงฝั่งฝันได้ง่ายขึ้นมาก ความโหดร้ายเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการครอบครองทุกสิ่ง”

“แค่หนทางหนึ่งต่างหาก” เด็กสาวแก้ “จากหนทางนับร้อยนับพัน ซึ่งไม่แน่ว่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดอย่างที่นายว่าจริงไหม นายเองก็น่าจะรู้จักฉันดีนะว่าฉันยอมตายดีกว่าจะทำแบบพวกนั้น ถ้าฉันจะได้ครอบครองโลก มันก็ต้องจากวิธีของฉันเท่านั้น!”

ความมั่นคงที่สะท้อนออกมาทางสีหน้าของเธอทำให้เชสเชียร์อึ้งไป นี่แหละความงดงามของเมแกน ความมั่นอกมั่นใจกับการทุ่มเทสุดชีวิตเพื่อตามความฝันของตนเป็นจุดที่ขับเน้นความน่าหลงใหลยิ่งกว่าผู้ใดออกมา สมุนหมายเลขหนึ่งสะดุ้งเล็กน้อย หลุดจากอาการตะลึงงันที่มีต่อเด็กสาว เขาถอนหายใจ เบือนหน้าจากตาคมเข้มคู่สวยหลังเลนส์แว่นและผมหน้าม้ายาวดำขลับอย่างเสียดาย

“เข้าใจละ วิธีนับร้อยนับพันของเธอ งั้นตอนนี้เธอพอมีสักวิธีแล้วหรือยัง”

เมแกนอ้ำอึ้ง “นั่น... ฉันก็ยังคิดอยู่ แต่ก่อนอื่น-” เธอบุ้ยใบ้ไปยังตัวอักษรวิ่งบนผนังด้วยท่าทีร้อนรน คำเตือน*: มีนักเรียนตกอยู่ในอันตราย เพื่อความปลอดภัยของทุกคนที่เหลือ กรุณาปฏิบัติตามข้อกำหนดที่สามสิบสาม หมวดเอ ว่าด้วยการเฝ้าติดตามสถานการณ์ในสถานที่ที่ทางโรงเรียนจัดขึ้นโดยเฉพาะ และไม่เดินเพ่นพ่านนอกห้องเรียนกรณีไม่ได้รับอนุญาตจากคณาจารย์หรือผู้มีอำนาจเทียบเท่า*

“เอาละ ก็ได้ๆ หมอนั่นใช่ไหม” รัสเซี่ยนบลูลุกขึ้นยืนสี่ขา หางโบกสะบัดเป็นตัวเอส ชุดสีดำแวววาวปรากฏจากช่องมิติแยกย่อยในรูปลิ้นชักที่กางออกข้างกายเจ้าเหมียวแล้วหล่นปุลงพื้นในสภาพพับเรียบร้อยทับด้วยหมวกกันน็อคทรงหนามแหลมๆ คล้ายศีรษะกิ้งก่าทะเลทราย เครื่องแบบของวายร้าย ดิ อินเวนทรี

ทั้งสองวิ่งไปตามทางเดินแคบๆ ซึ่งดูวกวนแม้กับนักเรียนของที่นี่เอง ทั้งยิ่งชวนคลื่นไส้กว่าเดิมเมื่อมีแสงสีแดงสว่างวาบเป็นจังหวะต่อเนื่อง หลังจากปวดตากับป้ายโฮโลแกรมตามหัวมุมที่ยามปกติจะคอยบอกทางทว่าตอนนี้แสดงคำเตือนห้ามนักเรียนเพ่นพ่านและบทลงโทษเมื่อถูกจับได้อยู่เกือบห้านาที ในที่สุดเด็กสาวกับแมวผู้ชั่วร้ายกว่าของเธอก็มาถึงปากทางโรงปล่อยตัว

แม้นักเรียนส่วนใหญ่มักติดปากเรียกพื้นที่ส่วนนี้ว่าโรงปล่อยตัว แต่ความจริงแล้วมันคือโรงเก็บเครื่องบินและอาวุธยุทโธปกรณ์หลักของทางโรงเรียน ด้วยพื้นที่กว้างขวางขนาดสนามฟุตบอลระดับชาติยังอาย โรงปล่อยตัวมีเครื่องบินทั้งหมดยี่สิบสองลำ แบ่งเป็นเครื่องบินลำเลียงหกลำซึ่งมีอยู่สองลำติดตั้งระบบพรางตัวด้วยการหักเหแสง เครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงที่สุดในโลกสิบลำ เมแกนได้ยินรุ่นพี่คลาสนักประดิษฐ์ที่ได้ฝึกงานในโรงปล่อยตัวคุยกันว่าพวกมันมีสนามพลังป้องกันขีปนาวุธด้วย แต่ที่น่าตื่นตาที่สุดก็คงหนีไม่พ้นเครื่องไอพ่นสำหรับเดินทางในอวกาศกับกระสวย คิดดูสิ โรงเรียนของเธอมีกระสวยไปดวงจันทร์ของตัวเองเลยเชียวนะ เท่เฉียบขาดสุดๆ*!*

นอกจากจุเครื่องบินแล้ว สถานที่นี้ยังใช้สำหรับปล่อยตัวนักเรียนคลาสซูเปอร์ฮีโร่ซึ่งได้รับอนุญาตให้ออกปฏิบัติการภาคสนามหรือซูเปอร์ฮีโร่ฝึกหัดไปยังพิกัดที่ต้องการที่ใดก็ได้ในทวีปนี้ ประตูระยะกระจัดของที่นี่มีกำลังสูงมากขนาดสามารถส่งคนไปพร้อมๆ กันได้ทีละครึ่งโรงเรียนเลยทีเดียว ผิดกับประตูที่เมแกนดัดแปลงจากพิมพ์เขียวรุ่นโบราณในฐานทัพลับของเธอ นั่นนอกจากจะเป็นเทคโนโลยีย้อนหลังไปเกือบสิบปี แถมยังขนส่งได้ทีละไม่เกินสองคนครึ่งอีกต่างหาก

เด็กสาวแอบหลังประตูทางเข้าที่ถูกปิดตาย ชะโงกมองผ่านทางช่องกระจกกันกระสุนแคบๆ สูงระดับสายตา เธอเห็นกลุ่มคนจำนวนหนึ่งออกันอยู่แถวเครื่องบินลำเลียงรุ่นล่องหนได้ พี่ชายของเธออยู่ที่นั่น ลุคแต่งกายด้วยคอมแบทสูทรัดรูปสีม่วงกับขาวซึ่งเป็นเครื่องแบบซูเปอร์ฮีโร่ฝึกหัดของเขา เอิร์ธเควก โดยยืนรั้งท้ายกลุ่มที่มีศาสตราจารย์โปรเฟสเซียกำลังประกาศบางอย่างกับนักเรียนคลาสซูเปอร์ฮีโร่คนอื่นๆ ทั้งที่ได้รับอนุญาตให้ออกภาคสนามได้แล้วกับนักเรียนที่ยังไม่ผ่านการสอบซีมิวเลชัน พนันว่าลุคไม่ได้ฟังที่หล่อนพูดแน่ๆ เพราะเขากำลังกระซิบกระซาบเคร่งเครียดอยู่กับเด็กหนุ่มที่ถึงกับทำให้เมแกนหนาววูบตั้งแต่แวบแรกที่เห็น คัตซึยะ*...*

เมแกนรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาพร้อมความกังวล คัตซึยะคือหนึ่งในตัวอันตรายต่อชีวิตเธอ(ซึ่งเพิ่งไต่อันดับขึ้นมาชนะอันบีทเอเบิ้ลบอยไปหมาดๆ) เขาเป็นซูเปอร์ฮีโร่คนเดียวในเมืองนี้ที่รู้ตัวจริงของเธอ แถมไม่ใช่แค่ซูเปอร์ฮีโร่ฝึกหัดธรรมดาด้วยนะ ตระกูลคามิซากะมีดีกรีเป็นถึงมือสังหารในโลกมืด จะเรียกว่าฮีโร่แห่งอาณาจักรอาชญากรรมก็ได้ เรื่องราวยิ่งเลวร้ายลงจากความจริงที่ว่าคัตซึยะเกลียดเธอ และต่อให้มีสถานะเจ้าบ้านกับลูกบ้านคอยกันอยู่ ทว่าท่าทีที่เขามีให้ก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเท่าใดนัก

ให้ตายสิ ถ้าเธอได้ยินว่าพวกเขาคุยอะไรกันละก็

“แม้ว่าปีสองส่วนใหญ่จะยังไม่ได้ถูกบรรจุให้เป็นซูเปอร์ฮีโร่ฝึกหัดก็ตาม แต่ทางคณาจารย์ต่างเห็นพ้องว่าเราต้องการกำลังของซูเปอร์ฮีโร่ทั้งหมดที่มีอยู่เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เราจะให้ผู้คนรู้สึกว่าถูกฮีโร่ทอดทิ้งไม่ได้” เสียงของศาสตราจารย์โปรเฟสเซียดังขึ้นราวกับหล่อนมายืนอยู่ข้างๆ เมแกนเลยทีเดียว เด็กสาวสะดุ้งโหยง หัวใจหล่นวูบไปถึงตาตุ่ม มันจะเป็นไปได้ยังไง ก็ในเมื่อเธอกำลังมองหล่อนยืนพูดกับกลุ่มนักเรียนในโรงปล่อยตัวอีกฟากของประตูทางเข้าออกที่ถูกปิดตายอยู่เลย ถ้าไม่นับประตูกันแรงระเบิดบานนี้อย่างน้อยๆ เมแกนกับพวกเขาก็อยู่ห่างกันเกือบร้อยเมตร ดังนั้นอย่าว่าแต่พูดข้างๆ หูเลย ไม่มีทางที่เธอจะได้ยินเสียงแม้เพียงกระซิบด้วยซ้ำ

“ถ้าอย่างนั้นมันก็จริงใช่ไหมคะ” คราวนี้เป็นเสียงของทรินิตี้ ยัยสาวบาร์บี้ผมทองน่ายี้สุดๆ ผู้ที่รู้กันดีว่าเป็นแฟนของโรอาหรืออันบีทเอเบิ้ลบอย “ที่ว่าซูเปอร์ฮีโร่ตัวจริงเกือบทั้งหมดถูกลวงให้ไปจากเมืองนี้พร้อมกันเป็นฝีมือของคาร์ดินี่ มิราคูลัส”

เมแกนหันไปยังต้นเสียง นึกอยากเหวี่ยงกำปั้นใส่หน้าโบ๊ะเครื่องสำอางหนาเตอะของแม่นั่นให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย แต่ถ้านั่นกลับกลายเป็นศาสตราจารย์โปรเฟสเซียที่ยืนอยู่ เธอคงเดือดร้อนแน่ๆ

แต่ผู้ที่อยู่ต่อหน้าเด็กสาวไม่ใช่ทั้งอาจารย์ฝ่ายรักษาวินัยจอมเฮี้ยบหรือยัยสาวผมบลอนด์โรคจิต “เชสเชียร์**!?!**” เธออุทาน ประหลาดใจที่เห็นเจ้ารัสเซี่ยนบลู สมุนผู้ชั่วร้าย(กว่า)และน่ารักน่าชังของเธอนั่งหลังตรงโดยมีจานดาวเทียมขนาดกะทัดรัดงอกขึ้นมากลางศีรษะ ขอโทษที คำว่างอกมันก็เกินไปหน่อย เอาเป็นว่าติดอยู่บนนั้นแล้วกัน ที่แปลกกว่าก็เห็นจะเป็นการที่ปากเชสเชียร์ขยับพูดกับเธอ ทว่าเสียงที่ออกมากลับเป็นเสียงของศาสตราจารย์โปรเฟสเซียแทน

“เรื่องนั้นเรายังไม่อาจสรุปได้ว่าจริงหรือไม่ ในตอนนี้สิ่งเดียวที่ครูอยากให้พวกเธอสนใจก็คือการช่วยเหลือ-” เสียงศาสตราจารย์โปรเฟสเซียดังอย่างตำหนิ จากนั้นโดยปราศจากสัญญาณเตือนใดๆ เสียงผู้หญิงดุๆ ก็ถูกแทนที่ด้วยเสียงซ่าจากการเปลี่ยนความถี่ แล้วมันก็เหมือนกับวิญญาณของคัตซึยะกำลังพูดกับเธอผ่านเชสเชียร์ ซึ่งเป็นอะไรที่น่าขนลุกสุดๆ “ถ้าจะช่วยแอชเชอร์จริงๆ เราควรต้องไปกันได้แล้ว!”

“นี่นาย... ทำแบบนี้ได้ด้วยหรือ” เมแกนถามเชสเชียร์ด้วยท่าทางขยะแขยง

แสงเรืองวาวในดวงตาทรงรีดับลง ดูเหมือนเขาจะจับความรู้สึกที่แฝงในน้ำเสียงของเธอได้ “แน่นอนสิ ไม่ใช่ว่าเธอเป็นคนติดตั้งตัวขยายสัญญาณเสียงให้ผมแต่แรกงั้นหรือ”

“ฉัน... เปล่านะ” เด็กสาวขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิด

“หมายความว่าไง ที่ว่าเปล่าน่ะ”

“ฉัน เอ่อ” จู่ๆ เมแกนก็ทำตาโตเมื่อเหลือบมองไปข้างในโรงปล่อยตัวอีกครั้ง เธอถูกดึงความสนใจจากการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน คัตซึยะก้าวฉับๆ ผ่านกลุ่มนักเรียนที่ขยับเปิดทางไปหาศาสตราจารย์  จากนั้นทั้งคู่ก็เริ่มโต้เถียงกัน ศาสตราจารย์โปรเฟสเซียพยายามรักษาอารมณ์สงบเยือกเย็นขณะที่หนุ่มผมทองโกรธจนหน้าแดง “เชสเชียร์ ขอเสียงพวกเขาหน่อย”

“เมื่อกี๊เธอยังทำเป็นรังเกียจเลยแท้ๆ” เจ้าแมวบ่น ทำหน้าบูดเท่าที่แมวตัวหนึ่งจะสามารถทำได้ ทว่าก็ยอมตามที่เมแกนสั่งแต่โดยดี ดวงตาเขาสว่างวาบ ส่วนจานรับสัญญาณก็ปรับองศาไปทางเป้าหมายทั้งสอง

“ยิ่งเราเสียเวลาไปกับการประกาศไร้สาระของคุณ โอกาสรอดของแอชเชอร์กับไรลีย์ก็ยิ่งริบหรี่” คัตซึยะโวยวาย ซึ่งเป็นภาพที่ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเกิดกับคนที่มักสงบนิ่งและอาฆาตลึกอย่างเขา(โอเค มันจะยิ่งแปลกกว่านี้ถ้าคุณเห็นว่าเสียงพูดพวกนั้นออกมาจากปากแมวสีเทาตัวหนึ่งที่ติดจานสีเงินเบ้อเร่อไว้บนหัว)

เมแกนพยายามไม่มองเชสเชียร์อย่างสุดความสามารถ คงต้องใช้เวลานานทีเดียวกว่าเธอจะชินกับความสามารถอันไม่คาดฝันนี้ของเขา หล่อนติดตั้งมันไว้ด้วยหรือเนี่ย ไม่เห็นรู้มาก่อนเลย

“ครูยืนยันว่าจะไม่มีการบุกจู่โจมสุ่มสี่สุ่มห้าเป็นอันขาด” ศาสตราจารย์โปรเฟสเซียตอบช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ “คาร์ดินี่ มิราคูลัสแสดงให้เห็นแล้วถึงความสามารถในการรับมือกับซูเปอร์ฮีโร่อย่างไม่น่าเชื่อ อันที่จริง จากการสืบค้นประวัติทำให้เรารู้ว่าเขาเคยจัดการกับซูเปอร์ฮีโร่มืออาชีพมาแล้วหลายราย เพราะงั้นเราต้องมีแผนการที่รัดกุมมากพอจะรับประกันความปลอดภัยของพวกเราที่เหลือได้ ครูมั่นใจว่าเธอเองก็น่าจะเคยเรียนเรื่องนี้มาแล้วนะ”

ช่างหัวแผนการสินั่นน่ะชีวิตของแอชเลยนะ เขาเป็นพวกพ้องของเราไม่ใช่หรือไง!”

เมแกนอ้าปากค้าง ไม่คาดคิดเลยว่านั่นจะเป็นคำพูดของเด็กหนุ่มผู้คลั่งไคล้การวางแผนในการทำสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวัน

ศาสตราจารย์อ้าปากจะตอบความกราดเกรี้ยวของคัตซึยะก็พอดีกับเสียงเย็นๆ ของระบบสมองกลอัจฉริยะที่คอยดูแลโรงเรียนดังขัดขึ้นเสียก่อน คราวนี้ไม่จำเป็นต้องใช้การดักฟังของเชสเชียร์ก็สามารถได้ยินชัดเจนเนื่องจากมันดังกระหึ่มรอบตัวเมแกนเลยทีเดียว

“<<เพิ่งมีรายงานเหตุระเบิดเกิดขึ้นยี่สิบจุดทั่วฟิวเจอร์ซิตี้>>” เสียงนั้นพูดจากลำโพงซึ่งผสานเป็นเนื้อเดียวกับกำแพง เมแกนเห็นจอโฮโลแกรมสีฟ้าปรากฏขึ้นลอยในอากาศอยู่กลางโรงปล่อยตัวต่อหน้าศาสตราจารย์โปรเฟสเซียกับกลุ่มนักเรียนคลาสซูเปอร์ฮีโร่ เด็กสาวมองไม่ถนัดเท่าไหร่จากมุมของเธอแต่ก็มั่นใจว่าสิ่งที่ฉายอยู่ต้องเป็นแผนที่อย่างแน่นอน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจุดสีแดงที่กะพริบบนนั้นคือสถานที่ที่มีการระเบิด “<<ขอแก้ไขข้อมูล ณ ตอนนี้มีทั้งหมดยี่สิบสามจุดแล้ว>>”

เกิดความเงียบขึ้นครู่ใหญ่ในกลุ่มอาจารย์และนักเรียน กระแสแห่งความหวาดหวั่นแผ่กระจายมาถึงที่ที่เมแกนหลบอยู่เลยทีเดียว เด็กสาวเชื่อว่าระเบิดพวกนั้นน่าจะเป็นการเบนความสนใจเพื่อให้แน่ว่าจะไม่มีใครว่างพอไปช่วยชีวิตแอชเชอร์ ขึ้นอยู่กับว่าศาสตราจารย์โปรเฟสเซียจะเล่นตามเกมของคาร์ดินี่หรือไม่ นี่เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าหมอนี่เป็นวายร้ายที่อันตรายแถมชั่วช้าเกินกว่าเธอจะควรเสวนาด้วย

“ขอให้ทุกคนรวมกลุ่มกันทั้งหมดยี่สิบสามกลุ่มแล้วไปรายตัวที่ช่องทางออกระยะกระจัดเพื่อให้ความช่วยเหลือชาวเมืองตามจุดที่เกิดระเบิด” ศาสตราจารย์โปรเฟสเซียเอ่ยขึ้นในที่สุด จากนั้นเสียงพูดคุยแตกตื่นก็ดังขึ้นราวกับตอบรับ

แล้วแอชกับไรลีย์ล่ะ**!**” คัตซึยะกระชากเสียงแข่งท่ามกลางความสับสนของเหล่านักเรียนทุกคน

“พวกเขารู้ถึงความเสี่ยงนี้ดีตั้งแต่วินาทีแรกที่ตัดสินใจเป็นซูเปอร์ฮีโร่แล้ว” หญิงสาวร่างบางวัยห้าสิบตอบเรียบๆ กระนั้นใบหน้าซีดเซียวได้เผยความรู้สึกแท้จริงซึ่งไม่ได้สงบนิ่งอย่างที่แสดงออกเลยแม้แต่น้อย หล่อนกำหมัดแน่นจนสั่นระริก

เมแกนจำได้ว่าศาสตราจารย์โปรเฟสเซียเป็นคนสอนเองด้วยซ้ำในคาบจริยธรรมการเป็นซูเปอร์ฮีโร่ ว่าสำหรับซูเปอร์ฮีโร่แล้ว ชีวิตของผู้บริสุทธิ์เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ในสถานการณ์ที่ต้องเลือกระหว่างพวกพ้องกับชีวิตของผู้คนจำนวนมาก ซูเปอร์ฮีโร่ต้องไม่ลังเลที่จะเลือกสิ่งที่ถูกต้องเหนือกว่าความรู้สึกส่วนตัว

และเธอกับทุกคนก็กำลังเผชิญกับบททดสอบนี้กับตัวเองเป็นครั้งแรก

“พวกเขาจะปล่อยให้แอชกับไรลีย์ตาย” เมแกนละสายตาจากภายในโรงปล่อยตัวมายังเชสเชียร์ที่เก็บจานรับสัญญาณกลับไปเรียบร้อยแล้ว ใจหายวาบกับการตัดสินใจของศาสตราจารย์โปรเฟสเซียถึงมันเป็นเรื่องที่ถูกต้องก็ตาม “เราต้องไปช่วยพวกเขานะ”

“นั่นก็เป็นสาเหตุที่พวกเราอยู่นี่ไม่ใช่หรือ” เชสเชียร์ตอบ “แต่พูดก็พูดเถอะ ผมค่อนข้างคิดว่าแผนการของคาร์ดินี่นั้นเฉียบขาดมาก- ซึ่งแน่นอนว่าผมไม่ชอบเลยสักนิด” เขารีบพูดต่อตอนที่โดนเด็กสาวถลึงตาใส่

“พนันว่าทางเข้าออกทั้งหมดของโรงเรียนต้องถูกปิดตายแล้วแน่ๆ” เธอคิดออกมาดังๆ “ปัญหาแรกของพวกเราคือจะออกจากที่นี่ยังไง”

แล้วเมแกนก็ต้องประหลาดใจกับรอยยิ้มแบบแมวๆ ของผู้ช่วยกึ่งจักรกลของตน

“คิดว่าผมเป็นใครกัน ไม่มีสถานที่ไหนในโลกที่ป้องกันไม่ให้แมวเข้าออกได้หรอก”

..............................................

“น่าทึ่งที่คุณยังทนได้อยู่” คาร์ดินี่พูดขึ้นพลางลูบหนวดไปด้วย “จนบัดนี้ยังไม่มีใครตายสักคน ถือว่าเป็นสถิติที่น่าทึ่งเชียวละ บางทีคุณอาจคิดว่าถ้ายังสามารถยื้อต่อไปเดี๋ยวก็คงจะมีฮีโร่คนอื่นๆ ยกโขยงมาช่วยสินะ เช่นนั้นผมขอบอกตรงนี้เลยว่าคุณควรจะทิ้งความหวังลมๆ แล้งๆ นั้นเสีย เพราะพวกนั้นคงไม่ว่างมาช่วยเพียงไม่กี่ชีวิตหรอก ในขณะที่มีมากกว่านั้นต้องไปกอบกู้น่ะ”

เบื้องหน้าเขาคือร่างปวกเปียกของหนุ่มซูเปอร์ฮีโร่ฝึกหัดในชุดรัดรูปสีส้มกับเหลืองเปิดโชว์หน้าท้องที่ถูกแขวนคอบนลานประหารสมัยศตวรรษที่สิบสี่ แม้เนื้อตัวจะเต็มไปด้วยรอยพกช้ำดำเขียวเลือดกบปาก แถมตรงไหนสักแห่งในเรือนผมนุ่มๆ สีแดงของเขาก็ยังมีแผลแตกเลือดไหลลงมาอาบใบหน้า แอชเชอร์ก็ยังคงยืนหยัดทรงตัวไม่ให้หล่นจากเก้าอี้ได้ นอกเหนือจากพลังใจอันแข็งกล้าแล้ว เครื่องแบบนาโนเทคเป็นอีกสิ่งที่ช่วยให้เขาคงสติอยู่ได้ อาการบาดเจ็บส่วนใหญ่ในตัวเขาอยู่ที่ราวสามสิบเปอร์เซ็นต์จากที่ควรจะเป็นจริงๆ กระนั้นตอนนี้เขาก็ไม่สามารถหายใจโดยไม่รู้สึกว่าซี่โครงเป็นกระดาษกรอบๆ ได้ ความเจ็บปวดทิ่มแทงปอดกับหลอดลม ตามตัวเขาร้อนฉ่า จุดที่ถูกฟาดด้วยอะไรก็ตามที่พวกวายร้ายสรรหามาประเคนใส่เขาปวดตุบๆ ทุกครั้งที่กลืนน้ำลายนั้นราวกับกำลังดื่มน้ำกรดก็ไม่ปาน

ประสิทธิภาพของคอมแบทสูทใกล้ขีดจำกัดของมันแล้ว หากเวลานั้นมาถึง ต่อให้เขาไม่ตายเพราะอวัยวะภายในฉีกขาดจากการถูกไม้หน้าสามกระหน่ำก็คงขาดอากาศหายใจไม่ก็คอหักตายอยู่ดี ทุกครั้งที่พวกนั้นหวดเขา โซ่ซึ่งผูกกับขื่อจะกระชากคอเขาอย่างแรง ทำให้มันไม่ต่างจากมีดทื่อๆ ค่อยๆ กรีดเฉือนเนื้อหนังออกไปทีละเล็กทีละน้อย เครื่องแบบบอมบลาสติกช่วยลดความเสียหายที่เกิดขึ้นได้บ้างบางส่วน ทว่าความสามารถของมันก็ลดลงฮวบฮาบโดยเฉพาะส่วนลำคอซึ่งได้รับผลกระทบบ่อยที่สุด เนื่องจากแต่ละครั้งพวกสมุนคาร์ดินี่ไม่ได้ฟาดเขาในที่เดิมเสียทีเดียว แต่โซ่คอยกระตุกคอทุกครั้งที่มีการโจมตี

เสื้อผ้าของเขาเปียกโชกด้วยเลือด แอชเชอร์คราง น่าแปลกที่ยังมีเสียงเล็ดรอดออกมาได้ทั้งที่ความรู้สึกเดียวที่หลงเหลืออยู่ในลำคอนั้นคืออาการแสบร้อนราวกับมีแม่น้ำลาวาไหลผ่าน ในความสิ้นหวัง เด็กหนุ่มอดสงสัยไม่ได้ว่าอีกนานแค่ไหนกว่าโซ่จะตัดเข้ามาถึงหลอดลมนะ แอชเชอร์หวังว่าอย่างน้อยเสียงครางอ่อนระโหยโรยแรงของเขาจะสื่อถึงความเกลียดชังต่อฝ่ายนั้นได้บ้าง

คาร์ดินี่ดีดนิ้วเป๊าะ จากนั้นชายร่างใหญ่ในชุดลายพรางสองคนก็ช่วยกันเข็นโทรทัศน์เครื่องใหญ่เข้ามา หนึ่งในนั้นกดเปิดเครื่อง แล้วหน้าจอก็เผยให้เห็นข่าวการระเบิดตามที่ต่างๆ ของฟิวเจอร์ซิตี้ แอชเชอร์เห็นตึกโรงเรียนประถมกำลังลุกไหม้ขณะที่ซูเปอร์ฮีโร่ฝึกหัดราวสี่คนกระโดดเข้าไปช่วยเด็กที่ติดอยู่ข้างในออกมา ภาพเปลี่ยนไปเป็นสถานีตำรวจ คราวนี้ช่างภาพเก็บจังหวะที่จู่ๆ ก็เกิดระเบิดขึ้นจากภายในไว้ได้ แอชเชอร์ไม่ได้ยินสิ่งที่ผู้สื่อข่าวภาคสนามพูดด้วยซ้ำ มีเพียงภาพของเปลวเพลิงโชติช่วงเท่านั้นที่ติดตา

“ช่างเป็นสีหน้าที่ยอดเยี่ยมเหลือเกิน” คาร์ดินี่ดูพออกพอใจกับแววตื่นตระหนกของแอชเชอร์ “คุณเชื่อจริงๆ หรือว่าผมจะโง่ขนาดบุกพิพิธภัณฑ์ที่เก็บข้าวของทรงอานุภาพมากเกือบที่สุดของฟิวเจอร์ซิตี้โดยไม่มีแผนการรับมือพวกซูเปอร์ฮีโร่น่ะ คุณคิดว่าที่พวกฮีโร่อาชีพเกือบทั้งหมดไปจากเมืองนี้มันเพราะอะไรกันล่ะ โชคงั้นหรือ จะบอกให้นะว่าโชคไม่มีส่วนอะไรกับเรื่องนี้เลย โอกาสนั้นต้องสร้างขึ้นด้วยมือเราเองต่างหาก”

เด็กหนุ่มผู้มีใบหน้าเสี้ยมแต่งกายด้วยเสื้อกั๊กยีนส์ทับเสื้อกล้ามสีดำมีลวดลายหัวกะโหลกสกรีนอยู่เดินขึ้นบันไดตะแลงแกงมายืนหน้าแอชเชอร์ ชื่อของหมอนี่คือฮักคุน เขาก็ไม่ได้อยากรู้เท่าไหร่หรอกแต่ช่วยไม่ได้ที่เผอิญได้ยินคาร์ดินี่คอยห้ามแบบเบื่อๆ ตอนที่ไอ้บ้านี่ฟาดหัวเขาซ้ำๆ จนเกือบหมดสติ เราคงไม่อยากให้เกมโอเวอร์เร็วนักหรอกใช่ไหม ฮักคุนคาร์ดินี่บอก

ฮักคุนฉีกยิ้มยียวนก่อนหวดชะแลงเข้าที่สีข้างแอชเชอร์ ร่างเขาสั่นอย่างน่ากลัวขณะขืนตัวไม่ให้เท้าหลุดจากขอบเก้าอี้ซึ่งตั้งเอาไว้อย่างหมิ่นเหม่ โซ่กระตุกคอหนุ่มซูเปอร์ฮีโร่กลับ มันเหมือนกับมีก้อนแข็งๆ จุกในหลอดลมทำให้อากาศไม่สามารถผ่านเข้าออกได้ ความเจ็บปวดจากกล้ามเนื้อที่ระบมจากการถูกฟาดครั้งก่อนๆ ดูจะตอบสนองขึ้นมาพร้อมกัน แอชเชอร์พยายามหายใจเพื่อสะกดกลั้นความทรมานและตั้งสติไว้ไม่ให้ตนสลบไปเสียก่อน

บรรดาตัวประกันส่งเสียงร้องด้วยความกลัว หลายคนหลับตา บ้างก็เบือนหน้าหนี มันมีความรู้สึกเปียกแฉะบนเส้นโลหะรอบคอเขา ทั้งที่เป็นแค่โซ่ธรรมดาแต่กลับให้สัมผัสอย่างกับหนามแหลมๆ นับพันติดอยู่บนนั้นกำลังทิ่มแทงอยู่ยังไงยังงั้น

“ทำไมคุณต้องทนทรมานเพื่อให้คนพวกนี้รอดด้วยล่ะ” คาร์ดินี่ผายมือไปทางกลุ่มตัวประกันที่ถูกแขวนคอรอประหารอยู่ “อย่างกับว่าเจ้าพวกนี้เคยทำอะไรเพื่อคุณจริงๆ งั้นแหละ พนันว่าคุณคงรู้จักกับคนในกลุ่มนี้ไม่มากไปกว่าคนหรือสองคนเท่านั้นด้วยซ้ำ”

ชายสวมหมวกทรงสูงลุกจากเก้าอี้กำมะหยี่สีแดงเลือดหมูหรูหราจากนั้นเดินไปใช้มือช้อนคางไรลีย์ซึ่งถูกแขวนทางฝั่งตัวประกัน แว่นตาขาหักเอียงกระเท่เร่บนดั้งจมูก เลือดกำเดาแม้จะหยุดนานแล้วแต่ก็ทิ้งร่องรอยบอกให้รู้ว่าเคยไหลออกมามากพอดู แก้มกับเบ้าตามีรอยสีเข้มน่าเกลียดประดับอยู่เนื่องจากคาร์ดินีสั่งให้สมุนของมันซ้อมเขาที่อ้อนวอนขอชีวิตของแอชเชอร์ คาร์ดินี่ควงไม้เท้าขวับก่อนกระแทกส่วนหัวกับลิ้นปี่หนุ่มผมเขียว ทำให้ไรลีย์ได้สติขึ้นมาสำลัก แอชเชอร์ส่งเสียงอู้อี้เป็นทำนองว่า*แน่จริงก็ปล่อยผมสิฟระ แล้วแกจะได้เห็นดีแน่**!*แต่แล้วเขาก็โดนฮักคุนหวดซ้ำที่เดิมอีกรอบ

“เพราะสิ่งที่เรียกว่าความเป็นฮีโร่งั้นหรือ” คาร์ดินี่พูดต่อไปโดยไม่สนใจการดิ้นรนของแอชเชอร์ “แล้วคุณรู้สึกยังไงบ้างล่ะกับการที่ตัวเองอยู่ในจุดที่เหนือกว่าคนอื่นๆ ถูกบูชาจากคนธรรมดาที่ดวงตามืดบอดทั้งที่แท้จริงแล้วตัวคุณนั้นก็ไม่ได้ดีเด่อะไรเลย ช่วยเหลือใครก็ไม่ได้ ปกป้องใครก็ไม่ได้-”

“ยะ อย่าไปฟังมันนะ” ไรลีย์พึมพำ “นายไม่ได้**- อั๊ค****!**”

ไม้เท้าหวดใบหน้าเด็กหนุ่ม แอชเชอร์คำราม ดิ้นและโดนฮักคุนฟาดเป็นรอบที่สิบ ตัวประกันคนอื่นๆ สะดุ้ง ก้มมองพื้นตัวสั่น บ้างก็เริ่มสวดอ้อนวอนต่ออะไรก็ตามที่ตนเชื่อถือซ้ำแล้วซ้ำอีก

“ขอโทษที พอดีมีแมลงมากวนน่ะ เมื่อกี๊ผมพูดถึงไหนนะ อ้อ! การที่นายปกป้องใครก็ไม่ได้ไงละ คุณคิดจริงๆ หรือว่าต่อให้คุณทนทั้งหมดนี่ได้แล้วผมจะไว้ชีวิตที่น่าสมเพชของเจ้าพวกนี้น่ะ” นัยน์ตาคาร์ดินี่ลุกวาว เขาหัวเราะตัวโยนประหนึ่งเพิ่งได้ยินเรื่องตลกสุดยอดของโลกใบนี้ก็ไม่ปาน เสียงของเขาพลอยทำให้ลูกสมุนคนอื่นๆ หัวเราะตาม กระทั่งฮักคุนเองก็เต้นท่าฉลองชัยต่อหน้าแอชเชอร์แล้วปิดท้ายด้วยการใช้หมัดลุ่นๆ ชกท้องเขาหลายต่อหลายครั้ง

“โอ้ไม่” คาร์ดินี่ปาดน้ำตา หันไปทางกล้องถ่ายภาพโทรทัศน์ที่สมุนร่างยักษ์ของเขาชูนิ้วโป้งมาให้เป็นสัญญาณว่าการถ่ายทำยังคงดำเนินต่อไปอยู่ “ดูเหมือนเกมโชว์ของเราจะล่มซะแล้วสิ แต่อย่างไรก็ตาม ผมขอรับรองว่าท่านผู้ชมจะได้รับชมสิ่งที่จะไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิตอย่างแน่นอน”

เขาสะบัดไม้เท้าทุบศีรษะไรลีย์ก่อนจะเดินลงจากตะแลงแกงฝั่งของตัวประกันมาหาแอชเชอร์ วายร้ายจอมมายากลโบกมือให้ฮักคุนที่ดูไม่ชอบใจนักถอยลงไป จากนั้นจิกผมสีสดของหนุ่มซูเปอร์ฮีโร่ฝึกหัดดึงศีรษะให้เงยขึ้น “ฟังให้ดี คุณไม่ใช่ซูเปอร์ฮีโร่อย่างที่กล่าวอ้างสักนิด คุณมันก็แค่ของเลียนแบบเท่านั้น ทั้งความคิด ความต้องการ ลักษณะท่าทาง แล้วก็การแต่งตัวที่... น่าจะไปอยู่ในคณะละครสัตว์มากกว่า”

เสียงฮาครืนดังรับ

“อยากรู้ไหมว่าตัวตนของคุณในสายตาผมคืออะไร” มุมปากคาร์ดินี่กระตุก ริมฝีปากบิดเบี้ยวเหยียดหยัน “ตัวประหลาดยังไงละ คนแบบพวกคุณ ไม่สิ สิ่งมีชีวิตแบบพวกคุณที่มีทั้งเหาะเหินเดินอากาศได้ ทั้งที่สามารถปล่อยรังสี มีร่างกายที่ร้อนหรือเย็นมากกว่าคนและสัตว์ทั่วๆ ไป คุณคิดว่าคนปกติมีใครบางที่จู่ๆ ก็ลุกเป็นไฟขึ้นมาได้บ้างละ วิปริตผิดธรรมชาติเป็นที่สุด ถึงอย่างนั้นพวกคุณกลับประกาศว่าตัวเองเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ซึ่งถูกประทานมาสู่โลกใบนี้ บิดเบือนความจริงเกี่ยวกับความผิดปกติของตัวเองให้กลายเป็นเรื่องน่าชื่นชมอย่างคำว่า ซูเปอร์ฮีโร่ ยอมรับเถอะคุณบอมบลาสติก คุณล้มเหลวที่จะช่วยคนพวกนี้ คุณล้มเหลวที่จะหยุดระเบิดภายในเมือง คุณก็เป็นได้แค่ตัวประหลาดเท่านั้น ตัวประหลาดที่ลุกเป็นไฟและทำได้เพียงสร้างความฉิบหายให้แก่ใครต่อใคร”

แอชเชอร์ตาเบิกกว้าง คำพูดของคาร์ดินี่กระทบใจเขามากกว่าที่เจ้านั่นจะรู้ หรือว่ามันรู้ดีอยู่แล้วกันนะ เด็กหนุ่มหนาวสันหลังวาบ ดิ้นรนสู้กับโซ่ขณะที่เรี่ยวแรงลดวูบ นอกจากรสชาติของเลือดกับความทรมานแล้ว ในปากของเขายังรับรู้รสชาติขี้เถ้ากับกลิ่นเหม็นไหม้ได้ หากเป็นเช่นทุกครั้ง เขาก็คงตัดสินว่ามันเป็นกลิ่นอายที่เกิดขึ้นจากพลังของตัวเองไปแล้ว ทว่าในสถานการณ์เช่นนี้แอชเชอร์นึกสงสัยว่าแหล่งที่มาของความรู้สึกเฝื่อนนั้นเป็นที่ไหนกัน ระหว่างความจริงที่เขาจวนจะตายอยู่รอมร่อแล้ว หรือจากความทรงจำกันแน่

มันเป็นฉากโกดังเก่าๆ ซึ่งเขาไม่แน่ใจนักว่าคือที่ไหน ข้างในนั้นไม่ได้มีอะไรอื่นนอกจากความว่างเปล่า มีโซ่และขอเกี่ยวระโยงระยางจากเพดาน มุมห้องมีเชือกป่านกองทิ้งไว้ลวกๆ ล้อมรอบด้วยกล่องกระดาษบุบบี้กับเศษขยะอย่างถุงพลาสติก ทุกอย่างถูกปกคลุมด้วยชั้นฝุ่นหนา ความเจ็บปวดเกิดขึ้นพร้อมกับรสชาติของสนิมเมื่อร่างเล็กๆ ร่างหนึ่งล้มกระแทกพื้น เสียงหัวเราะชวนขนลุกดังก้องไปทั่วทุกหนแห่ง

ใครสักคนกรีดร้องไม่**! อย่ายุ่งกับเขา!

ความกลัวแฝงในน้ำเสียงของหญิงสาว แต่เขากลับกลัวยิ่งกว่า ความกลัวของเขาคือความกลัวจากการไม่รู้อะไร ยิ่งกว่านั้นยังหวาดกลัวแทนเธอคนนั้นด้วย ทั้งที่ปกติแล้วเสียงของหล่อนจะมอบความกล้าให้กับเขา ปลอบประโลมว่าไม่เป็นไร ทว่าแววเร่งร้อนในน้ำเสียงนั้นทำให้ความรู้สึกแตกต่างออกไป ในยามนี้มันยิ่งทำให้เขาปั่นป่วน

“ถามหน่อยสิ” เสียงนุ่มๆ ของคาร์ดินี่ดึงแอชเชอร์กลับมายังเหตุการณ์ตรงหน้า “เกิดอะไรขึ้นกับบอมบลาสติกคนก่อน คุณเอาชื่อของหล่อนมาใช้ใช่ไหมล่ะ เพื่ออะไรกัน คารวะ? สดุดี? หรือความจริงแค่กลบเกลื่อนความเจ็บปวดของตัวเอง”

ภาพความทรงจำแวบเข้ามาในหัวแอชเชอร์อีกครั้งซึ่งคราวนี้ชัดเจนกว่าเดิม ใบหน้าบิดเบี้ยวพอกเครื่องสำอางสีสดจนแทบดูไม่เหมือนมนุษย์มนากำลังหัวเราะ ปากอ้ากว้างจนลิ้นไก่โผล่เผยให้เห็นฟันซี่โตบิ่นๆ ไร้ระเบียบ ผมชี้ๆ ราวกับหล่อนถูกไฟดูดมาตลอดชีวิตสั่นระริกตามแรงหัวเราะ “แกมันตัวประหลาด**! เอาสิ ไอ้ตัวประหลาด เผาที่นี่ให้ราบเลยสิ!!!**”

ของเหลวหนืดไหลนองพื้น มันค่อยๆ ซึมเข้ามาในเสื้อและกางเกงของเขา ร่างของหญิงที่สวยที่สุดเท่าที่เคยเห็นมานอนคว่ำอยู่ตรงหน้า หล่อนกุมมือเขาไว้ ความอบอุ่นเริ่มจางหายไปทีละน้อยจากมีดที่ปักคากลางหลังทะลุเนื้อผ้าสีแดงระยับลวดลายเปลวเพลิง “ไม่ต้องกลัวนะ เธอจะต้องไม่เป็นอะไรแน่”

“แกมันตัวประหลาด~” หญิงผมชี้แหลมในชุดสูทสีแดงเลือดหมูกับดำกรีดเสียงขณะเต้นระบำไปรอบๆ โกดังร้างที่กำลังลุกเป็นไฟ “ได้ยินไหม ไอ้หนู แกมัน ตัว- ประ- หลาด**!**”

แอชเชอร์คำราม นั่นเป็นความทรงจำที่เขาฝังมันเอาไว้กระทั่งเกือบลืมเลือนไปแล้ว หรือแค่แกล้งทำเป็นลืมเท่านั้น หมอนี่กล้าดียังไง แกกล้าดียังไงถึงได้ขุดเรื่องนี้ขึ้นมา*!*

ถ้าเขาจะหาเหตุผลที่จะหักคอไอ้นักแสดงข้างถนนกับหนวดงี่เง่าของมัน เขาก็ได้มาแล้ว ช่างเป็นเหตุผลที่สมเหตุสมผลเสียด้วย จะกฎของซูเปอร์ฮีโร่หรืออะไรก็ช่าง มันจะต้องเสียใจที่เอ่ยถึงหล่อนแบบนี้!!! เด็กหนุ่มกัดฟันกรอด เป็นครั้งแรกตั้งแต่ถูกกระหน่ำตีที่หัวสมองของเขาชัดเจนแจ่มแจ้งด้วยประกายแห่งโทสะ

มันต้องตาย เขาจะเผามันให้เป็นจุณ แก*! ไอ้เศษสวะคาร์ดินี่ มิราคูลัส!*

พลังความร้อนปะทุขึ้นจากในตัวเขาเหมือนลาวาเดือดพล่านใต้ภูเขา นัยน์ตาสีอำพันเต็มไปด้วยความคั่งแค้น มันเปล่งแสงเจิดจ้าออกมาก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีทองทั้งดวง ร่างทั้งร่างสั่นเทา ควันโชยจากผิวหนังกับลมหายใจของเขา อุณหภูมิรอบๆ พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนแม้แต่ไรลีย์ที่อยู่ห่างออกไปยังรู้สึกได้ เพลิงปะทุจากปาก แผดเผาโลหิตทุกหยาดหยดกลายเป็นไอ

กุญแจมือกักพลังลัดวงจรแล้วหลอมละลาย เหล่าสมุนวายร้ายตกใจพากันขยับออกห่าง

ยกเว้นคาร์ดินี่ มิราคูลัสเพียงผู้เดียว

นักมายากลผู้ชั่วร้ายเหวี่ยงไม้เท้า จากนั้นกดปุ่มเล็กๆ บนด้ามจับเพื่อปลดปล่อยกระแสไฟฟ้าออกมาตอนที่มันกระทบกับขมับของแอชเชอร์ ส่งผลให้หนุ่มซูเปอร์ฮีโร่ฝึกหัดกระตุกครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่นานนัก แสงสว่างเรืองรองจากร่างของแอชเชอร์ก็ดับลง คอเขาตกตาหรี่ปรือ ไม่แน่ใจว่าหมดสติไปแล้วหรือยัง ขณะเดียวกัน ประกายสีฟ้าแล่นวาบไปทั่วเครื่องแบบของเด็กหนุ่ม บอกให้รู้ว่าระบบต่างๆ เสียหายและหยุดการทำงานอย่างถาวร

“ไม่นะ!” ไรลีย์ตะโกน “ได้โปรดอย่าทำร้ายเขาเลย”

“ทำร้ายหรือ คุณพูดอะไรน่ะ” คาร์ดินี่หันไปพูดกับเขาอย่างสุภาพ “ในเมื่อระบบป้องกันของชุดเสียหายอย่างสมบูรณ์ ผมเชื่อว่าถึงเวลาแล้วที่จะจบโชว์อย่างเป็นทางการ” คาร์ดินี่แกว่งไม้เท้าไปมาแถวๆ เก้าอี้ที่ตั้งโงนเงนรองรับเท้าแอชเชอร์อยู่

ไม่!” หนุ่มผมสีเขียวอ่อนร้องเมื่อวายร้ายเงื้อไม้เท้าขึ้น

ตอนนั้นเองที่เสียงกระจกแตกดังขึ้นจากที่ไหนสักแห่ง

..............................................

คงไม่มีอะไรน่าเกรงขามมากไปกว่าเด็กสาวผู้โกรธเคืองในชุดรัดรูปที่นั่งอยู่บนแมวติดไอพ่นอีกแล้ว โดยเฉพาะเมื่อแมวตัวนั้นเล็กกว่าเธอห้าเท่า อย่าว่าแต่บินได้เลย แค่มันไม่แบนแต๊ดแต๋ไปซะก่อนก็เรียกว่าเหลือเชื่อสุดๆ แล้ว

เมแกนพุ่งทะลุกระจกหน้าต่างเข้ามา นั่นก็เกือบจะเท่แล้วเชียวถ้าเธอไม่ดันเอาหน้าผากไปเสยกรอบหน้าต่างซะก่อน ร่างสวมหมวกกันน็อคหมุนควงขวับๆ ก่อนหล่นลงบนนั่งร้านแล้วตีลังกาลงมากระแทกทีเดียวพื้นแตก พื้นหินอ่อนทั้งแผ่นเลยเชียวนะ! ถังสีหล่นโครมสาดของเหลวไปทั่ว นอกจากเรื่องการเดินทางสไตล์วายร้ายสุดๆ อย่างการขี่แมวบินได้หรือลงจอดแบบดูดีมีสกุลแล้ว สิ่งที่เธอยกโทษให้ไม่ได้เลยก็คือใครสักคนที่จะทักเรื่องน้ำหนักขึ้นมา ขอบอกไว้ก่อนนะว่าที่พื้นแตกเนี่ยไม่เกี่ยวกับเธอเลย ใช่แล้ว ต้องโทษอีตานิวตันกับทฤษฎีบ้าๆ บวมๆ จากการถูกแอปเปิลตกใส่หัวต่างหาก

“โอ้ ให้ตายเถอะ นี่เธอหนักขนาดนั้นเลยเหรอ” เชสเชียร์โพล่งออกมา ทำลายความเงียบจากการตื่นตะลึงของเหล่าชายชาตรีสวมหน้ากากสกี(หนึ่งในนั้นมีสวมถุงน่องซึ่งมันทำให้เขาดูเหมือนคนโรคจิตมากกว่าลูกกระจ๊อกวายร้ายเสียอีก)

ไม่ทันที่ใครสักคนจะขานรับขึ้นมาว่า เฮ้ย ยัยนั่นหนักสุดๆเลยว่ะ กระแสไฟฟ้าแรงสูงก็แล่นวาบไปในอากาศปะทะอกหนาล่ำของชายคนแล้วคนเล่า วินาทีต่อมา พวกเขาก็ลงไปนอนกองหมดสติควันโขมงกับพื้นจนสิ้น

“<<ดำเนินการหยุดยั้งเป้าหมายทั้งหมดเรียบร้อย>>” เสียงสังเคราะห์ดังขึ้นในหมวกหลังจากที่เด็กสาวกดปุ่มตรงเข็มขัดเมื่อสักวินาทีก่อน กระนั้นการเผาขนหน้าอกของคนพวกนั้นก็ยังไม่ทำให้เธอหายหงุดหงิดอยู่ดี

“นั่นมันเพราะพลังงานจลน์ของการตกต่างหากย่ะ” เมแกนกัดฟันลุกขึ้น การร่วงจากความสูงกว่าสิบเมตรทำให้สะโพกด้านขวาเจ็บแปลบ ชุดนาโนเทคของเธอยังไม่กลับมาสมบูรณ์นักหลังการต่อสู้กับคัตซึยะ โดยเฉพาะเครื่องไอพ่นที่บินขึ้นได้ไม่ถึงสิบเมตรก็ระเบิดเนี่ยเป็นอะไรที่น่าอับอายมากสำหรับนักประดิษฐ์ผู้ชั่วร้ายอย่างเธอ ถึงอย่างนั้นแค่มันไม่ช็อตเธอแทนพวกวายร้ายนั่นก็ถือว่าดีแล้วละ ขีดจำกัดของระบบดูดซับแรงกระแทกกะพริบบนหน้าจออยู่ที่ราวหกสิบเปอร์เซ็นต์ แต่จากความรู้สึกแล้ว เด็กสาวสงสัยว่ามันอาจเหลืออยู่น้อยกว่านั้น “ฉันน่าจะช็อตปากเสียๆ ของนายไปด้วยเลยนะ”

“ไม่เอาน่า เธอรักผมจะตาย” เชสเชียร์ว่า

เธออยากเถียงกลับไปใจจะขาดแต่ก็รู้ดีว่าเขาพูดถูก นับตั้งแต่เธอซ่อมเชสเชียร์เสร็จ อีตานี่ก็เริ่มกร่างขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเธอร้องห่มร้องไห้ตอนที่รอให้เขาฟื้นกลับมาหลังเปลี่ยนตัวจ่ายพลังงานเรียบร้อย เรื่องของเรื่องก็คือ ในบางครั้ง แม้จะมีความน่าจะเป็นเพียงหนึ่งในล้าน ทว่าก็มีโอกาสที่เครื่องกลซึ่งเคยเสียหายไปแล้วจะไม่กลับมาเหมือนเดิมอีก

ประตูมะฮอกกานีข้างหน้าเธอเปิดออก ตามด้วยกลุ่มคนจำนวนมากกรูกันเข้ามา พวกเขาดูประหลาดใจกับสภาพภายในห้องที่ทุกคนหมดสติโดยมีเด็กสาวในชุดรัดรูปราวกับคอสเพลย์จากการ์ตูนสักเรื่องยืนอยู่(แล้วก็แมวที่ติดเจ็ทอยู่ข้างๆ ถามจริงเถอะ แมวที่ไหนเขาติดเจ็ทกันบ้าง!) ดังนั้นสิ่งเดียวที่พวกเขาพร้อมใจกันทำก็คือ รัวปืนกลใส่เด็กหญิงที่ดูไม่มีพิษมีภัยมากไปกว่าพวกคลั่งการ์ตูนขึ้นสมองหรืออะไรทำนองนั้น

เมแกนยกมือขึ้น เปิดระบบสนามพลังต้านแรงโน้มถ่วง กระสุนทั้งหมดหยุดกึกในอากาศคล้ายกับเวลารอบตัวเธอโดนหน่วงให้ช้าลง ลูกตะกั่วกว่าร้อยนัดถูกแช่ในห้วงความเวิ้งว้างสีฟ้าสดใส เด็กสาวสะบัดแขนปัดกระสุนเหล่านั้นไปข้างๆ ขณะที่เหล่าชายสวมหน้ากากไอ้โม่งยังคงรัวปืนมาเรื่อยๆ เธอก็แค่โบกมือครั้งแล้วครั้งเล่าและชาร์จพลังพลาสมายิงตอบโต้กลับใส่ทีละคน สาเหตุที่ทำเช่นนั้นก็เพื่อข่มขวัญว่าลำพังกำลังของพวกนั้นไม่สามารถทำอะไรเธอได้เลย นั่นละวิถีแห่งวายร้ายของดิ อินเวนทรี

“โว้ว หยุดก่อนครับ ทุกท่าน” เสียงนุ่มๆ ดังขึ้นตอนที่เธอเดินผ่านประตูเข้ามายังห้องที่อยู่ติดกัน นั่นเป็นเสียงเดียวกับที่ได้ยินระหว่างดูจอโฮโลแกรมในห้องเรียนไม่ผิดแน่ เมแกนซัดกระสุนปืนใหญ่พลาสมาใส่ชายอีกสองคนก่อนจะเล็งไปทางคาร์ดินี่ มิราคูลัสผู้ซึ่งสวมหมวกทรงสูงสองสี ผ้าคลุมปกตั้งของเขาด้านนอกเป็นสีดำส่วนข้างในมีสีเขียวสด หมอนี่ดูเป็นคนบ้าๆ บวมๆ ที่คลั่งสีสันฉูดฉาด “นี่มัน... ดิ อินเวนทรีไม่ใช่หรือครับ ผมคิดว่าคุณจะไม่มาซะแล้ว”

“เข้าโหมดต่อสู้ประชิดตัว” เมแกนกระซิบกับไมโครโฟนในหมวกซึ่งเป็นโหมดส่วนตัวระหว่างเธอกับเชสเชียร์ แล้วแมวรัสเซี่ยนบลูก็กระโจนตามเธอเข้ามาในสภาพของเสือไซบีเรียสวมเกราะเคฟล่าและมีกรงเล็บกับหางติดใบมีดยาวหนึ่งฟุต เขาก้มตัวต่ำคำรามในท่าพร้อมขย้ำคอใครก็ตามที่หาญกล้าต่อต้านดิ อินเวนทรี

แม้ภายนอกนี่จะเป็นการปรากฏตัวอย่างน่าประทับใจก็ตามที สาววายร้ายในชุดรัดรูปวาววับปกปิดหน้าตาผู้มากับเสือโคร่งกึ่งจักรกล เธอโผล่มากลางห้องขนาดใหญ่สไตล์ย้อนยุคสีเอิร์ธโทนของพิพิธภัณฑ์อันเลิศหรูอลังการ ข้าวของเก่าแก่ซึ่งประเมินค่าไม่ได้จัดแสดงในตู้และห้องกระจกโดยรอบ ถูกรุมล้อมโดยกลุ่มผู้ชายตัวยักษ์ปักหลั่นติดอาวุธครบมือ ปากกระบอกปืนทั้งหมดเล็งตรงมาทางเธอ แต่เอาเข้าจริง เด็กสาวกลับนึกอยากกรีดร้องแล้ววิ่งหนีไปจากที่นี่ให้ไกลที่สุด ผู้ชายพวกนั้นก็เป็นเหตุผลส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะเด็กหนุ่มผิวซีดหน้าเสี้ยมสวมเสื้อกั๊กยีนส์กับเสื้อลายหัวกะโหลกขาวบนพื้นสีดำซึ่งยืนถือชะแลงในมือ บางอย่างเตือนเธอว่าเขาอันตราย อาจยังเทียบชั้นกับคาร์ดินี่ไม่ได้ในตอนนี้ ทว่าไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาจะเป็นตัวปัญหาอย่างมากในอนาคต

และก็คาร์ดินี่เอง ระหว่างทางมาพิพิธภัณฑ์ไบแซนไทน์ เมแกนก็ได้ทำการค้นคว้ามาเช่นกัน ประวัติของหมอนี่น่ะไม่ใช่เล่นๆ เลย วายร้ายผู้เชี่ยวชาญศาสตร์ด้านการตบตาและเบี่ยงเบนความสนใจผู้นี้เปิดตัวเมื่อครึ่งปีก่อนที่เมืองทางตอนใต้ของฟิวเจอร์ซิตี้ หลังปล้นเงินธนาคารกลางกว่าล้านเหรียญสำเร็จก็ตัดสินใจย้ายถิ่นฐานแล้วเริ่มเปลี่ยนเป้าหมายมาเล่นงานเหล่าซูเปอร์ฮีโร่แทน เอาเป็นว่าบอมบลาสติกไม่ใช่คนแรกที่ถูกเขาจัดการ อย่างเช่นเมื่อเดือนก่อนหมอนี่เพิ่งส่งซูเปอร์ฮีโร่ของแทนเจล่าที่ชื่อว่าบูลบาเรียนเข้าโรงพยาบาลยาวมาหมาดๆ จากคำแถลงการณ์ของคู่หูของบูลบาเรียน คอสมิกเกิร์ล ดูเหมือนทางแพทย์ก็ไม่รู้ว่าเขาจะมีโอกาสตื่นขึ้นได้อีกหรือไม่ ขณะเดียวกันคอสมิกเกิร์ลเองก็ประกาศลาวงการด้วยวัยเพียงสิบหกปีเท่านั้น

นั่นหมายความว่า หากเมแกนต้องประมือกับคาร์ดินี่ก็มีโอกาสมากที่เธอจะเสียท่าให้เขา ก็ฝ่ายนั้นน่ะเป็นถึงวายร้ายมืออาชีพเชียวนะ ยิ่งกว่านั้น เธอไม่รู้ว่าเป้าหมายจริงๆ ที่เขาบุกพิพิธภัณฑ์คืออะไรกันแน่ มันคงไม่ใช่แค่เรื่องรายการเกมโชว์วิปริตไร้สาระนั่นเท่านั้นหรอก ไม่เลย สถานที่แห่งนี้น่ะถือเป็นคลังแสงย่อมๆ ทีเดียว กระทั่งเธอเองก็เคยพยายามบุกที่นี่แล้วเช่นกัน(แต่แน่นอน ถ้าไม่ใช่เพราะอันบีทเอเบิ้ลบอยจับหัวเธอกดชักโครกละก็นะ) ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคาร์ดินี่มาที่นี่เพื่อขโมยของบางอย่าง เป็นไปได้มากด้วยว่าคืออาวุธและก็คงไม่ใช่ของดาษๆ ทั่วไปแน่ ดังนั้นจึงไม่ใช่ความคิดที่ดีเลยที่จะเผชิญหน้ากับเขาตรงๆ

“แน่นอน ฉันต้องมาสิ เพราะที่นี่คือเมืองของฉันนี่นา” เมแกนฝืนพูดออกไปโดยภาวนาให้เสียงของตนฟังกล้าหาญกว่าที่รู้สึกจริงๆ บรรดาตัวประกันที่ถูกแขวนคอรอความตายทำให้เธอพะอืดพะอม ไรลีย์ถูกซ้อมจนหน้าบวมปูด มุมปากมีรอยเลือดเป็นทาง ร่างบอบบางของเขาแทบจะแตกสลายลงยังไงยังงั้น แวบหนึ่งเด็กสาวเหลือบเห็นสภาพของแอชเชอร์ข้างมือคาร์ดินี่บนตะแลงแกง เธอถึงกับต้องสะกดกลั้นไม่ให้ตัวเองกรีดร้องออกมา ภาพนั้นเต็มไปด้วยเลือด จากการสแกนกระแสพลังงานบอกเธอว่าเครื่องแบบของเขาเสียหายแล้วร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็หมายความว่าถ้าวินาทีข้างหน้าใครสักคนเกิดทุบเขาจังๆ ไม่ว่าจะด้วยอะไรก็ตาม ผลกระทบจะเกิดขึ้นโดยตรงกับร่างของเขาเต็มที่ ...ร่างอันบอบช้ำพอกับผ้าขี้ริ้วของเขา

โชคดีที่ลำโพงหมวกกันน็อคของเธอเป็นของมือสองจากร้านรับของโจร ดังนั้นมันจึงให้รายละเอียดไม่ดีนัก หวังว่าเสียงซ่าๆ พวกนั้นจะช่วยเพิ่มความโหดให้เธอได้สักยี่สิบเปอร์เซ็นต์นะ

“เมืองของเธอเรอะ” หนุ่มหน้าซีดถ่มน้ำลาย “ใครบอกไม่ทราบ”

“ฮักคุน! สุภาพหน่อย นี่เรากำลังอยู่ต่อหน้าสุภาพสตรีนะ” คาร์ดินี่ถอดหมวกโค้งให้เมแกน “ต้องขออภัยในความไร้มารยาทของพ่อหนุ่มคนนี้ด้วย พอดีเขาเพิ่งเข้าวงการน่ะ แล้วก็เพิ่งเคยเห็นวายร้ายหญิงเป็นครั้งแรก ที่เมืองนี้เราไม่ค่อยเห็นวายร้ายผู้หญิงกันสักเท่าไหร่”

งั้นเขาก็เป็นลูกศิษย์สินะเมแกนตระหนักในนาทีนั้น วายร้ายไม่ใช่ศาสตร์ที่เปิดสอนกันในโรงเรียนโดยทั่วไป ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีอาจารย์นี่ ถ้าเธอได้คาร์ดินี่เป็นอาจารย์ ป่านนี้เธอจะอยู่ระดับไหนแล้วนะ

เมแกนสลัดความคิดอันตรายนี้ออกไปแทบจะทันที ไม่ เราไม่มีทางเข้ากับคนโหดร้ายอย่างหมอนี่หรอก “พอได้แล้ว เชสเชียร์” เธอพูดเสียงเย็นกับผู้ช่วยที่ขู่คำรามใส่หนุ่มผู้มีนามว่าฮักคุน นั่นน่าจะเป็นสิ่งเดียวที่ไม่ใช่การแสดงละครก็ว่าได้

“การแสดงฝีมือของคุณเมื่อครู่ยอดเยี่ยมมาก” คาร์ดินี่บุ้ยใบ้ไปทางร่างไร้สติของพวกลูกน้องในห้องถัดไป “แล้วก็การหยุดกระสุนพวกนั้นด้วย เป็นกลที่น่าทึ่งเหลือเกิน ว่าแต่ก็แปลกเหมือนกัน ทั้งที่คุณทำได้ขนาดนี้แต่กลับยังไม่ถูกจัดให้เป็นวายร้ายระดับหัวกะทิของที่นี่สักทีน่ะ”

น้ำเสียงของเขาแฝงทั้งแววข่มขู่คุกคามและขบขันในเวลาเดียวกัน ราวกับจะบอกว่าเขารู้ถึงความคิดของเธอนะ เรื่องที่เธอไม่สมกับวายร้ายเอาเสียเลย

“ฉัน เอ่อ... ฉันแค่กำลังเก็บข้อมูลอยู่น่ะ” หัวใจเมแกนเต้นแรง เกือบไปแล้วไหมละ แม้สีหน้าของฝ่ายนั้นจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ทว่าเธอก็เชื่อว่าเขาสามารถสัมผัสความลังเลของเธอได้แล้ว และมันก็อาจทำให้เธอถึงชีวิตไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง “ว่าแต่นายมาทำอะไรในเมืองของฉัน รู้ไหมว่านายรบกวนแผนการของฉันขนาดไหนน่ะ”

“ต้องขออภัยด้วยครับ คุณผู้หญิง ผมเองก็พอมีเป้าหมายเล็กๆ น้อยๆ กับเขาอยู่บ้าง มันมีของบางอย่างที่ไม่ว่ายังไงก็ต้องครอบครองให้ได้เพื่อที่ผมจะดังเปรี้ยงปร้างในฐานะจอมวายร้าย แน่นอนว่าด้วยความช่วยเหลือของคุณ พวกเราจะถูกจารึกในหน้าประวัติศาสตร์อย่างไม่ต้องสงสัย”

“นายกำลังพูดถึงอะไร”

เขาหรี่ตาลง ประกายวาววับล้อเลียน สัญชาตญาณวายร้ายของเมแกนซึ่งสั่นเตือนมาได้พักใหญ่แล้วยิ่งรุนแรงขึ้นอีก “โอ คุณจะต้องประทับใจแน่ๆ แต่ก่อนอื่น ขอผมจัดการกับธุระที่ยังไม่เสร็จนี่ก่อนนะครับ” คาร์ดินี่หันกลับไปหาบอมบลาสติกพลางควงไม้เท้าควับๆ เขาเกือบใช้มันฟาดเก้าอี้ล้มแล้วถ้าไม่ได้เมแกนร้องห้ามไว้เสียก่อน

ไม่**!**”

ชั่วพริบตาที่เธอเผยด้านอ่อนแอออกไป

“ช้าก่อน คาร์ดินี่” เด็กสาวพยายามทำเป็นขึงขังโดยการพูดด้วยโทนเสียงต่ำซึ่งเธอภาวนาว่าจะสามารถกลบเกลื่อนแววตื่นตระหนกที่เผลอแสดงออกไปเมื่อสองวินาทีที่แล้วได้ วายร้ายชะงัก หันมาอย่างเชื่องช้า ชำเลืองมองเธอด้วยสายตายากจะคาดเดา เขารู้ทันเธอแล้วอย่างนั้นหรือ หรือว่านั่นเป็นแค่การยิ้มยียวนตามแบบที่เขาชอบทำเฉยๆ กันนะ ฝ่ามือของเมแกนชื้นเหงื่อ น่ากลัวเหลือเกินว่าเธออาจหลุดสั่นออกไปโดยไม่ตั้งใจ

เขาจะต้องรู้แน่ๆ เลยเธอกลืนน้ำลาย จู่ๆ ก็เหมือนกับตนกำลังยืนล่อนจ้อนอยู่ท่ามกลางสายตาสมุนวายร้ายก็ไม่ปาน ไม่สิ มันแย่กว่านั้นนัก เพราะถ้าเธอพลาด นั่นหมายถึงตัวประกันทั้งหมดที่นี่ต้องตายอย่างแน่นอน ที่สำคัญเธอไม่แน่ใจว่าจะแบกรับความรู้สึกผิดที่เกิดขึ้นได้หรือไม่

“ใจเย็นๆ” เชสเชียร์พูดมาทางหูฟัง “เธอไม่ใช่เมแกน ควินน์หรอกนะ แต่เป็นดิ อินเวนทรีต่างหาก”

“นั่นเป็นเหยื่อของฉัน เพราะงั้นคนที่จะดับลมหายใจของเจ้านั่นได้ก็คือฉันเท่านั้น” เด็กสาวกัดฟันพูด ใช่แล้ว เมแกนบอกตัวเอง ในตอนนี้เธอไม่ใช่เด็กสาวนักประดิษฐ์เฉิ่มเชยอย่างที่ใครๆ เรียกอีกต่อไปแล้ว ตัวเธอน่าเกรงขามกว่านั้นนัก

ภายในห้องตกอยู่ใต้บรรยากาศเงียบงันชวนอึดอัด ไม่มีใครกล้าขยับตัว ทุกสายตาต่างจับจ้องอยู่ที่เธอไม่ก็คาร์ดินี่ที่ยืนทิ้งน้ำหนักลงบนไม้เท้า มือทั้งสองวางบนหัวทองเหลืองมันวับของมัน เป็นอึดใจอันน่าหวาดหวั่นอย่างกับฉากคาวบอยยืนจังก้าพร้อมชักปืนออกมาปลิดชีพอีกฝ่ายในชั่วพริบตายังไงยังงั้น เมแกนเดินเครื่องปืนใหญ่พลาสมาซึ่งซ่อนอยู่ในช่องว่างมิติแยกย่อยแถวข้อมืออย่างเงียบเชียบ ต้องขอบคุณหมวกกันน็อคผิวสะท้อนแสง ไม่อย่างนั้นฝ่ายตรงข้ามอาจได้เห็นเธอหน้าซีดจวนเจียนจะเป็นลมเป็นแน่

นิ้วของคาร์ดินี่กระดิกเป็นจังหวะ เมแกนขนลุกซู่ท้องไส้บิดเกลียวเขม็ง เธอไม่รู้เลยว่าเขาสามารถทำอะไรได้บ้าง อย่างการหายตัวแล้วมาปรากฏข้างหลังหรืออะไรทำนองนั้น ซึ่งก็ไม่น่าจะนะ เพราะถ้าทำได้ถึงขนาดนั้นคงเรียกว่าเป็นเวทมนตร์ไปแล้ว แต่หากเขาทำได้ละ ด้วยเทคนิคการเบนความสนใจอย่างที่พวกนักมายากลถนัด เธอก็แทบไม่มีโอกาสป้องกันตัวเองได้เลย ไม่ใช่ในขณะที่เครื่องแบบเธอยังแบกรับความเสียหายจากการต่อสู้ครั้งก่อนอยู่เช่นนี้

แต่แล้วโดยไม่มีใครคาดคิด คาร์ดินี่ก็เอ่ยขึ้นไม่มีปี่มีขลุ่ย “เอาสิ” เขาโยนไม้เท้าขึ้นเปลี่ยนเป็นถือตรงกลางด้ามแทน ชายไว้หนวดก้าวลงมาหยุดตรงชานพักบันไดตะแลงแกงก่อนโบกมือเชื้อเชิญให้เธอขึ้นไปบนนั้นแทน “เชิญคุณสุภาพสตรีเลยครับ”

เมแกนบังคับตัวเองไม่ให้สั่นขณะก้าวไปยังลานประหาร ฉับพลันสภาพรอบตัวเธอกลับข่มขวัญยิ่งขึ้นหลายเท่า ผู้ชายตัวโตๆ พวกนั้นยืนนิ่งผิดปกติ คาร์ดินี่ขยับไปทางด้านข้างช้าๆ เพื่อเปิดทางให้เธอพร้อมดูเชิงไปด้วย ยังดีที่เชสเชียร์ในร่างเสือโคร่งคอยเดินเคียงข้างไม่ห่าง ไม่เช่นนั้นเธอคงแข้งขาอ่อนยวบหมดเรี่ยวแรงเสียตรงนั้นแล้ว

เบื้องหน้าเธอคือร่างของเด็กหนุ่มถูกแขวนห้อยจากขื่อ เมแกนขึ้นบันไดทีละขั้น ใจเต้นระทึก ความกลัวต่างๆ นาๆ วิ่งนำหน้าเธอไปไหนต่อไหนแล้ว เลือด... ทั้งนั้นเลย เขายังหายใจอยู่หรือเปล่านะ รอยช้ำสีม่วงน่าเกลียดแผ่กระจายทั่วใบหน้าและผิวส่วนที่โผล่พ้นเสื้อผ้า ตาของเขาข้างหนึ่งหรี่ปรือส่วนอีกข้างปิดสนิท เธอก้าวขึ้นอีกขั้น ไม่เห็นว่าแอชเชอร์ขยับตัวอย่างใด แต่อย่างน้อยเขาก็ต้องหายใจนี่นา ใช่ไหม เขาต้องยังมีชีวิตอยู่สิ ดังนั้นหน้าอกก็ควรจะพองขึ้นลงตามจังหวะหายใจถูกไหม

*อย่างน้อยก็ยังมีผมอยู่ไม่ใช่หรือไง...* เสียงกังวานใสของแอชเชอร์เหมือนดังอยู่ข้างๆ เธออีกครั้ง เมแกนต้องห้ามตัวเองไม่ให้ยกมือปิดปากแล้วหลุดเสียงร้องออกมา เธออยากวิ่งไปช่วยเขาลงมา จากโซ่ที่รัดคอจนเลือดไหลท่วม เขาต้องเจอมากขนาดไหนกันนะถึงมาอยู่ในสภาพนี้ได้ คนประเภทไหนถึงได้ทำกับมนุษย์ผู้อื่นได้แบบนี้ มันต้องการความโหดร้ายเพียงใดกัน

เธอหลับตา นึกถึงภาพที่แอชเชอร์แต่งตัวโทรมๆ เข้ามาในห้องครัวแล้วหยิบแซนวิชไก่อบฝีมือเธอไปเคี้ยวหยับๆ อะไร ก็อร่อยดีนี่

วินาทีที่เขาชี้ตัวเองบนทางเท้าสีขาวหน้าโรงเรียนโดยมีแสงแดดส่องวิบวับลอดระหว่างพุ่มใบต้นเมเปิ้ลลงมาเป็นฉากหลังผมเป็นซูเปอร์ฮีโร่นะ ถ้าแค่ยอมรับว่าตัวเองทำผิดไม่ได้ ก็ไม่มีสิทธิเรียกตัวเองว่าฮีโร่ได้หรอก

อีกอย่าง การรังแกผู้หญิงไม่ใช่วิสัยของฮีโร่หรอกนะ...นั่นเป็นคำพูดแรกที่เขาพูดกับอันบีทเอเบิ้ลบอยเพื่อปกป้องเธอ แม้จะไม่ใช่การปกป้องอย่างที่คาดหวังเอาไว้ก็เถอะ แต่มันก็ถือว่ามากที่สุดเท่าที่ซูเปอร์ฮีโร่คนหนึ่งๆ จะมีให้กับวายร้ายที่เพิ่งพบหน้ากันเป็นครั้งแรกได้แล้ว

เมแกนยื่นมือออกไปในระดับเดียวกับสะดือของแอชเชอร์ กระแสอบอุ่นเต้นระริกอยู่รอบๆ แขน ประจุพลาสมาสว่างเรืองเป็นแสงสดใสจากปืนกระบอกโตล็อคติดข้อมือขวาที่ปรากฏขึ้นจากบรรยากาศบิดเบี้ยว เธอกดมันกับหน้าท้องของเขา เก้าอี้โงนเงนอย่างเสียวไส้ แค่เพียงออกแรงผลักอีกเล็กน้อยหรือไม่ก็เหนี่ยวไกเท่านั้น ชีวิตของแอชเชอร์ก็จะจบลง ช่างเป็นชีวิตกระจ้อยร่อยจนไม่น่าเชื่อเลยว่าเขาเป็นถึงซูเปอร์ฮีโร่ ต่อให้พ่วงคำว่าฝึกหัดไปด้วยก็ตาม

หากว่าเขาไม่ได้จากไปเรียบร้อยแล้วนะ เมแกนกัดริมฝีปาก

ทันใดนั้น ประกายสีแดงส่องวาบ มีเสียงโซ่ดังสั้นๆ แล้วร่างปวกเปียกของเด็กหนุ่มในชุดรัดรูปสีส้มก็ร่วงจากเก้าอี้ลงสู่พื้นไม้ยกสูง แต่แทนที่แอชเชอร์จะถูกแขวนคอ เขากลับหล่นสู่อ้อมแขนของเด็กสาว ด้วยการเคลื่อนไหวอย่างลื่นไหลเพียงครั้งเดียว ดิ อินเวนทรีเก็บมีดเลเซอร์กลับสู่อุ้งมือซ้ายพร้อมกันนั้นก็หันกลับไปยิงปืนพลาสมาใส่คาร์ดินี่

ผ้าคลุมสีเขียวดำกางออก หมุนควงตอนที่กระสุนพลังงานร้อนระอุปะทะกับมัน เมแกนไม่มีเวลาพอให้แน่ใจว่าการโจมตีของเธอถูกเป้าหมายหรือไม่ “กล้อง**!**” เธอตะโกน เจ้าเสือขานรับด้วยการทิ้งตัวลงจากแท่นประหาร มีดขว้างถูกยิงออกทุกทิศทางใส่บรรดาลูกสมุนวายร้ายที่ลนลานหยิบอาวุธของพวกตนขึ้นมาเตรียมพร้อมอีกครั้ง ชายสวมหน้ากากสกีกว่าสิบคนล้มลงแทบจะทันที ไม่ถูกมีดปักหัวไหล่ก็ตามต้นขา มันเป็นโปรแกรมที่เมแกนใส่ไว้ในระบบประมวลผลของผู้ช่วยอันดับหนึ่งของเธอเพื่อป้องกันไม่ให้เขาทำอันตรายใครถึงชีวิตได้

มีดรูปสายฟ้าตรงปลายหางตวัดไปผ่ากล้องถ่ายทอดสดขาดครึ่ง ระบบชักรอกลวดสลิงตรงโคนหางเชสเชียร์ส่งเสียงวี้ขณะดึงอาวุธกลับมาราวกับบูมเมอแรง

เมแกนหันไปทันเห็นร่างหนึ่งโถมใส่จากทางซ้าย เด็กหนุ่มหน้าเสี้ยมเหวี่ยงชะแลงกระแทกหมวกกันน็อคเธอ ต่อให้มันทำอันตรายไม่ได้จริงๆ แต่เมแกนก็เสียหลักหงายหลังหัวกระแทกพื้น <<ระบบตอบโต้ด้วยไฟฟ้าล้มเหลว>> คอมพิวเตอร์กรีดร้องอยู่ในหัวเธอ เด็กสาวกอดร่างแอชเชอร์แน่น ส่วนเล็กๆ ในสมองโล่งใจที่ไม่ได้ล้มทับเขา เสียงวี๊ดแหลมสูงดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าเมื่อเธอเล็งยิงพลังพลาสมาใส่ฮักคุนที่วิ่งจี๋ข้ามไปอีกฟากของห้อง กระสุนนัดสุดท้ายลอยไปตกและระเบิดตู้กระจกเป็นเสี่ยงๆ ทว่าฮักคุนหนีผ่านประตูหายไปแล้ว

บ้าเอ๊ย**!” เธอสบถ ลุกขึ้นยืน พอดีกับที่โซ่สีดำตวัดมารัดคอแล้วกระตุกเด็กสาวขึ้นไป คอเป็นส่วนที่ระบบป้องกันของชุดบอบบางที่สุด ทำให้เธอรู้สึกอย่างกับหลอดลมถูกฟาดด้วยไม้หน้าสามก็ไม่ปาน เมแกนเปิดการทำงานใบมีดเลเซอร์เพื่อตัดโซ่ เธอร่วงลงมาบนพื้นอีกครั้งก่อนที่ตัวกำเนิดเลเซอร์บนฝ่ามือซ้ายจะระเบิดเป็นผุยผง “กรี๊ดดดด!**”

โอเค เธอไม่เป็นไร แต่ความมั่นใจในฐานะนักประดิษฐ์หดหายไปพอสมควร มีดเลเซอร์เป็นระบบเสริมซึ่งยังสร้างไม่เสร็จดีนัก มันได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่ายังมีข้อบกพร่องอีกเพียบเกินกว่าจะนำออกมาใช้จริง

โซ่สีดำเส้นหนาห้าเส้นไหลไปรวมกันในหมอกแห่งความมืดหน้าประตูบานหนึ่งซึ่งติดป้ายทางออกสีเขียวไว้ด้านบน ชายสวมหมวกทรงสูงยืนอยู่ตรงนั้นโดยมีลูกกลมโลหะสีเงินในมือ เจ้าวัตถุแปลกประหลาดนี่เองที่กำลังดูดโซ่ทั้งหมดกลับเข้าไปทั้งที่มันมีขนาดเล็กเกินกว่าจะสามารถจุโซ่ทั้งหมดได้มิติแยกย่อยงั้นหรือ

“ความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับซูเปอร์ฮีโร่คนนั้นน่าสนใจจริงๆ” คาร์ดินี่พูด “นี่คงเป็นสาเหตุที่คุณเมินเฉยต่อข้อความรับสมัครกองกำลังวายร้ายของผมสินะ”

เมแกนชะงัก “ข้อความ!?! เป็นฝีมือนายเองหรือ เดี๋ยวสิ นายรู้ได้ยังไงว่านั่นเป็นมือถือของฉัน

“น่าเสียดายนะ พวกเราน่าจะไปกันได้สวยแท้ๆ ด้วยแผนการของผมและความปราดเปรื่องของคุณ พวกเราควรจะถูกจารึกในหน้าประวัติศาสตร์ร่วมกัน แต่คุณได้ทิ้งโอกาสนั้นไปแล้ว” หมอกดำทะมึนพวยพุ่งจากลูกกลมในมือของวายร้ายผู้ใช้มายากล โอบล้อมตัวเขาจากทุกทิศทาง “หากไม่ร่วมมือกันก็จงพินาศไปกับเมืองนี้เสียล่มสลายไปพร้อมกับพวกซูเปอร์ฮีโร่ซะเถอะ****!!!

“อย่าเพิ่งไป!” เด็กสาวร้อง

ทว่าช้าเกินไป ควันกลืนร่างของคาร์ดินี่เข้าไปทั้งหมด เมแกนวิ่งจี๋สุดฝีเท้าข้ามห้องไปหาเขา กระนั้นสิ่งที่เธอไขว่คว้าได้มีเพียงเนื้อบางเบาของสายหมอกที่ฟุ้งกระจายหายไปในอากาศ เด็กสาวเงยหน้ามองป้ายไฟทางออกฉุกเฉินเหนือศีรษะจากนั้นก็ผลักประตูเหล็กหนักๆ ออกไป ทางเดินแคบๆ มืดสลัวนั้นปราศจากเงาคน

คาร์ดินี่ มิราคูลัสได้จากไปแล้ว

เวร**!**” เมแกนกระทืบเท้า ดูท่าเรื่องนี้จะเป็นปัญหามากกว่าที่คิด เจ้านั่นรู้ช่องทางที่จะติดต่อกับเธอ เธอที่เป็นฐานะดิ อินเวนทรี ทว่าเบอร์โทรศัพท์มือถือที่ได้รับข้อความจากเขาน่ะลงทะเบียนในชื่อของเมแกน ควินน์น่ะสิ

“เมก! พวกเจ้าหน้าที่กำลังมาแล้ว” เสียงเชสเชียร์ดังขึ้นในหมวกพร้อมกับตัวเลขนับถอยหลังเริ่มเดินจากสองนาทีสามสิบห้าวินาที เด็กสาวหันกลับไป ได้สติเมื่อเห็นแอชเชอร์นอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้น

“ปล่อยทุกคนลง” เธอบอกผู้ช่วยของตน เจ้าเสือผงกศีรษะแล้ววิ่งไปยังกลุ่มตัวประกันที่รอโดนแขวนคอ เขาตวัดหางคมกริบตัดโซ่ลงมาทีละคนสองคน ส่วนเมแกนตรงไปหาซูเปอร์ฮีโร่ผมสีเพลิง

“เขาเป็นอะไรหรือเปล่า” ไรลีย์วิ่งตามมาทันทีที่เชสเชียร์ปล่อยเขาจากพันธนาการ

“คิดว่าไม่นะ เขายังหายใจอยู่” เมแกนตอบ พลิกร่างแอชเชอร์ขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน เธอลูบไล้เรือนผมนุ่มสลวยของเขาอย่างแผ่วเบาพลางถอนหายใจด้วยความโล่งอก

“คุณน่ะ เอ่อ...ดิ อินเวนทรีสินะครับ” เด็กหนุ่มผมสีเขียวจ้องเธอ ใบหน้าแบบเด็กเรียนน่ารักของเขาดูอิดโรยแต่ก็ระวังระไว ชั่วขณะหนึ่งที่เธอหลงลืมไปว่าตัวเองเป็นใคร เธอเกือบจะกอดแอชเชอร์แล้วด้วยซ้ำวินาทีที่รับรู้ว่าเขายังปลอดภัยดี “ผม... ไม่รู้ว่าจะพูดยังไง แต่ขอบคุณนะครับที่ช่วยพวกเราไว้”

“ฟังนะ เจ้าพวกหนอนแมลงทั้งหลาย” ไกลออกไปไม่มากนัก เชสเชียร์กระชากเสียงใส่บรรดาตัวประกันที่เขาช่วยปล่อยตัวลงมา “ดิ อินเวนทรีคือวายร้าย ถึงจะช่วยชีวิตพวกแกเอาไว้ แต่ก็เพื่อเป้าหมายอันเลวร้าย จำเอาไว้ด้วยละ!”

เหล่าตัวประกันขานรับแบบไม่กระตือรือร้นเท่าไหร่ขณะทยอยออกจากห้อง ส่วนใหญ่แล้วเรียกว่างุนงงมากกว่า

ขนาดเมแกนเองยังรู้สึกว่ามันแปลกเลย เธอเพิ่งช่วยหลายชีวิตจากการถูกสังหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ...ซูเปอร์ฮีโร่ ทั้งที่เธอควรจะทำลายเขามากกว่าทว่ากลับหวั่นเกรงว่าชีวิตของแอชเชอร์จะเป็นอะไรไป นี่เธอเป็นอะไรไปแล้วเนี่ย

“ฉันเป็นวายร้ายนะ” เธอรีบบอกไรลีย์ นัยน์ตาเขาเบิกกว้างอย่างประหลาดใจครู่หนึ่ง ก่อนที่รอยยิ้มหวานซึ่งทำให้หัวใจดวงน้อยๆ ของเด็กสาวเต้นถี่ขึ้นจะคลี่กว้างบนริมฝีปากชมพูระเรื่อของเขา “ฉันแค่... ผ่านมาแถวนี้พอดี”

กรี๊ดดดด อะไรของฉันเนี่ย เมแกนแอบร้องโหยหวนในใจ ทั้งที่มีไอคิวตั้งร้อยห้าสิบกว่าๆ แต่กลับหาเหตุผลได้แค่นี้เองเรอะ! พอดีผ่านมาเนี่ยนะ!?! เด็กประถมขู่แย่งของเล่นกันยังฟังดูชั่วร้ายกว่านี้ซะอีก! บ้าที่สุดเลย! เขาต้องคิดว่าเธองี่เง่าแน่ๆ

ตอนนั้นเองที่แอชเชอร์รู้สึกตัวขึ้นมา เขาบีบมือเมแกน น้ำตาหยดหนึ่งไหลวูบ “แม่ครับ...”

แล้วเขาก็หมดสติไป

เมแกนขมวดคิ้ว เงยหน้าสบตากับไรลีย์(กับเขาคงไม่รู้หรอกเพราะเธอมีกระบังหน้าสะท้อนแสงบังอยู่) และเพราะทำแบบนั้นสายตาเธอจึงพลันเหลือบไปเห็นบางอย่างเข้า จุดสีแดงกะพริบอยู่ข้างเสาติดกับตู้จัดแสดงมอเตอร์ไซค์สะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกของซูเปอร์ฮีโร่ในยุคหกศูนย์ จากมุมที่เธออยู่ต้องบอกว่าแทบจะมองไม่เห็นด้วยซ้ำถ้าไฟสีแดงไม่ติดตอนที่เงยขึ้นพอดิบพอดี ถึงอย่างนั้น มันก็ไม่ได้มีแค่ตรงนั้นที่เดียวหรอก หากลองหันมองสักสามร้อยหกสิบองศา เมแกนก็เชื่อว่าเธอสามารถหาเจ้าวัตถุเปล่งแสงนี่ได้ไม่ต่ำกว่าสิบชิ้น

“โอ๊ยตาย” เด็กสาวอุทาน

จากนั้นระเบิดซีโฟร์ทั้งหมดในห้องก็ทำงานขึ้นมาพร้อมกัน

Book-Order-noClick


ebooks.in.th

http://cdn-tunwalai.obapi.io/files/member/141205/912051809-member.jpg

>>พบกับผลงานใหม่ๆ ของผู้เขียนได้ที่นี่<<

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว