facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

"คบกับผม แล้วผมจะปล่อยคุณไป"

ตอนที่ 17 ฝันเห็นหนุ่มรูปงาม

ชื่อตอน : ตอนที่ 17 ฝันเห็นหนุ่มรูปงาม

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.1k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 28 พ.ย. 2562 15:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 600
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 17 ฝันเห็นหนุ่มรูปงาม
แบบอักษร

ฮวาเหยาเป็นคนพูดเก่ง ป้อนของกินเฉียวซือมู่ไป ก็เล่าเรื่องที่พวกเธอได้ตระกูลจิ้นรับเข้ามาเลี้ยงดูและฝึกฝนไปด้วย หลังจากนั้นก็ถูกเลือกให้เข้ามาเป็นสาวใช้ในคฤหาสน์ของจิ้นหยวน และเล่าอีกว่าเฉียวซือมู่เป็นผู้หญิงคนแรกที่จิ้นหยวนพากลับมาที่นี่ และเป็นเพียงหนึ่งเดียวที่มีคนรับใช้คอยดูแล 

เฉียวซือมู่ยกมุมปากขึ้น ทว่ารอยยิ้มไม่ส่งไปถึงดวงตา แต่กลับเจือด้วยท่าทางเสียดสีแทน 

ฮวาเหยาสะดุ้งไปเล็กน้อย 

ฮวาฉิงสะกิดเธอเบาๆ ฮวาเหยาถึงได้ยิ้มอย่างขอโทษ หลังจากนั้นทั้งสามคนก็เก็บของและออกไป 

... 

หยางฉี่ไปถึงตึกใหญ่ของเครือจ้าน พอประชาสัมพันธ์ได้ยินชื่อเขา อารมณ์บนใบหน้าก็เปลี่ยนจากเบื่อหน่ายเป็นรอยยิ้มทันที หลังจากนั้นจึงนำเขาขึ้นไปยังห้องทำงานด้วยตัวเอง ไม่ต้องพูดก็รู้ว่า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่จ้านซีเยวี่ยจัดเตรียมเอาไว้ 

โต๊ะทำงานหรูหรา สไตล์การตกแต่งสวยงาม เป็นบรรยากาศที่เขาฝันอยากจะเห็นมาตลอด และตอนนี้เขาก็ได้เป็นผู้บริหารฝ่ายการตลาดของธุรกิจเครือจ้านแล้ว 

นี่ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงได้ทิ้งเฉียวซือมู่อย่างใจดำ และตอบรับคำขอของจ้านซีเยวี่ย 

เขาเป็นเพียงคนจนๆ ที่มาจากตำบลเล็กแห่งหนึ่ง พยายามจนได้เข้ามหาวิทยาลัยที่เมือง D และด้วยการเรียนดีเด่น มหาวิทยาลัยจึงเสนอชื่อให้ไปเรียนต่อต่างประเทศ เขาพยายามมาขนาดนี้ ความจริงคือต้องการก้าวยืนได้อย่างสง่างามสักวัน 

เขาก็เคยไร้เดียงสามาก่อน ตอนที่เขาเพิ่งรู้จักเฉียวซือมู่นั้น ก็อยากจะใช้ความสามารถความพยายามของตัวเอง กลายเป็นเจ้าคนนายคน เพื่อที่จะคู่ควรกับเฉียวซือมู่ 

แต่ว่าชีวิตมหาวิทยาลัยสี่ปี เขาต้องไปเรียนต่างประเทศถึงสองปี ซึ่งได้ทำลายความไร้เดียงสาของเขาไปนานแล้ว 

ด้วยเขาไม่ได้มีชาติกำเนิดดีเด่มาจากไหน และไม่มีคนรู้จักมากมาย ย่อมไม่มีอำนาจด้วยเช่นกัน ยากมากที่จะเติบโต แม้แต่ไปเรียนต่างประเทศสองปี ก็ได้รับการปฏิบัติที่ไม่ยุติธรรมและการดูถูกดูแคลนอยู่บ่อยครั้งเพียงเพราะเป็นคนจีน 

แต่ว่าแฟนสาวของเขา คุณหนูตระกูลเฉียว กลับไม่เคยเสนอความช่วยเหลือเขา เธอมักจะให้กำลังใจเขา ปลอบใจเขา บอกเขาว่าค่อยเป็นค่อยไป ด้วยเชื่อว่าเขาจะต้องเติบโตได้แน่ๆ หรือต่อให้ทั้งชีวิตเขาราบเรียบธรรมดา เธอก็ยังรักเขาและอยู่เคียงข้างเขา 

เธอรู้ว่าเขาหยิ่งในศักดิ์ศรีของตัวเองมากขนาดไหน เธอจึงไม่ใช้ทรัพย์สมบัติหรืออำนาจของครอบครัวมาเหยียดหยามเขา 

แต่ในยามที่เขาต้องยากลำบากกับชีวิตต่างแดน เขาก็อยากให้เธอหยิบยื่นเงินทองและอำนาจของครอบครัวมาช่วยเหลือบ้าง 

เพียงแต่...เขาไม่พูดมันออกมา 

และในเวลานั้นเอง จ้านซีเยวี่ยก็ปรากฏตัวขึ้น เธอมาอยู่ข้างกายของเขา ช่วยเขาแก้ปัญหายุ่งยากทั้งหมด และยังรับปากว่าถ้าเขาเรียนจบ ก็จะจัดการให้เขาไปทำงานในธุรกิจของครอบครัว 

ธุรกิจเครือจ้านถือว่าอยู่อันดับต้นๆ ของเมือง D และจ้านซีเยวี่ยยังให้ตำแหน่งผู้บริหารฝ่ายการตลาดกับเขาอีกด้วย 

ตำแหน่งนี้ เป็นตำแหน่งที่คนธรรมดาต้องพยายามกว่าครึ่งค่อนชีวิตถึงได้มา 

ข้อตกลงเดียวของจ้านซีเยวี่ย ก็คือให้เขาทิ้งเฉียวซือมู่ แล้วมาเป็นแฟนของเธอ 

เขาประหลาดใจ ถามอออกไปว่า ‘ทำไม?’ 

จ้านซีเยวี่ยกลับบอกว่า เธอชอบเขาก่อนที่เขากับเฉียวซือมู่จะคบกันเสียอีก แต่เห็นแก่ความเป็นพี่เป็นน้อง เธอจึงไม่อยากเข้าไปแทรกลางกระหว่างทั้งคู่ แต่ตอนนี้ เฉียวซือมู่เห็นแก่ตัวสนใจแต่ตัวเอง เธอจึงปล่อยไปไม่ได้อีก ด้วยเพราะไม่อยากเห็นเขาใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก 

เขาทั้งรู้สึกผิดทั้งลังเล แต่อาการป่วยของพ่อทรุดตัวลง เขาไม่มีเงินจึงได้แต่ตอบรับข้อเสนอของจ้านซีเยวี่ย 

และอีกอย่าง จ้านซีเยวี่ยก็ดีกับเขาจริงๆ 

เธอเป็นผู้หญิงสวย มีความมั่นใจในตัวเอง และตอบสนองความหวังทุกอย่างของเขา นอกจากบางครั้งชอบเอาตัวเองเป็นใหญ่แล้ว เธอก็เป็นคนใช้ได้ในสายตาเขา 

กลับกัน เขาคิดว่าเฉียวซือมู่ไม่ค่อยปกติ 

คุณหนูตระกูลใหญ่ควรถูกตามใจจนเคยตัวแบบจ้านซีเยวี่ยไม่ใช่เหรอ ทำไมเธอต้องแสร้งเป็นเข้มแข็ง ยอมบากบั่นเหมือนคนธรรมดาด้วย 

และอีกอย่าง ความสามารถความเก่งกาจของเธอ ไม่ใช่ว่าควรแสดงออกในสถานการณ์ที่เธอยังมีทุกอย่างเหรอ 

แต่ว่า บางครั้งนึกถึงเธอ บางแห่งในใจของเขาก็ยังคงเจ็บปวด 

เธอมักจะนั่งซ้อนท้ายจักรยานของเขา กอดเอวเขาไว้ พลางยิ้มหัวเราะราวกับโลกทั้งใบสดใสขึ้น เธอกินขนมท้องถิ่นที่เขานำติดมาจากบ้านเกิดอย่างเอร็ดอร่อย ไม่เหลือทิ้งเลยสักนิด เธอไม่สนใจการขัดขวางของป้าผู้ดูแลหอ และพุ่งเข้าไปดูแลเขาในห้องถึงสองวันสองคืน จนรูมเมทของเขาต้องไปนอนห้องอื่นแทน… 

เขาอยากลืมเรื่องพวกนี้ไปให้หมด แต่ภาพเหล่านี้กลับเหมือนหนังที่ฉายซ้ำไปซ้ำมา ยิ่งเขาอยากลืม มันยิ่งฉายซ้ำมากขึ้น 

เขายืนอยู่หน้าม่านที่ยาวระพื้น เขาคิดอะไรมากมายจนกระทั่งโทรศัพท์ดัง เป็นจ้านซีเยวี่ยที่โทรเข้ามา 

“อาฉี่ เธอถึงห้องทำงานแล้วใช่ไหม เป็นยังไงบ้าง ชอบการตกแต่งแบบนี้ไหม ฉันออกแบบเองเลยนะ” 

หยางฉี่ยิ้มบางๆ “อืม ชอบสิ” 

“ฉันดีกับเธอใช่ไหมล่ะ ฉันนี่แหละใจกว้างที่สุด ไม่เหมือนยัยเฉียวซือมู่จอมเห็นแก่ตัว ปากก็พูดว่ารักเธอ แต่กลับไม่ยอมทำอะไรเพื่อเธอเลย” 

“เรา…ไม่พูดถึงซือมู่ได้ไหม?” หยางฉี่รำคาญเล็กน้อย ราวกับชื่อเฉียวซือมู่เป็นเหมือนยาขม เขาไม่อยากได้ยินใครพูดถึงเธออีก 

หลังจากเงียบไปไม่กี่วินาที เสียงเหลืออดของจ้านซีเยวี่ยก็ดังมาจากโทรศัพท์ 

“ทำไมฉันจะพูดถึงหล่อนไม่ได้ หรือว่าเธอยังคิดถึงหล่อนอยู่ ผู้หญิงคนนั้นหมดตัวไปแล้ว บ้านก็ล้มละลาย หล่อนจะให้อะไรเธอได้? ตอนนี้ฉันให้เธอได้ทุกอย่าง เธอต้องคิดถึงแค่ฉันเท่านั้น” 

หลายวันมานี้ จ้านซีเยวี่ยตกอยู่ในภวังค์แห่งความสุขจากการได้ครอบครองหยางฉี่ แต่หยางฉี่กลับไม่ได้ให้ความสุขแบบที่เธอคาดไว้ เขาเอาแต่คิดฟุ้งซ่าน แสดงสีหน้าซึมเซาให้เห็นบ่อยๆ ไม่เหมือนชายหนุ่มจิตใจฮึกเหิม กระปรี้กระเปร่าในความทรงจำของเธอเลย 

เธออดทนมานานมากแล้ว ในที่สุดวันนี้เธอก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป 

หยางฉี่ได้ยินเธอพูดอย่างนี้ ก็ขมวดคิ้วขึ้นทันที ความอับอายจากการดูถูกกระจุกอยู่ในจิตใจ จ้านซีเยวี่ย ที่แท้คิดกับเขาแค่นี้น่ะเหรอ? เธอคิดว่า ก่อนหน้าที่เขาอยู่กับเฉียวซือมู่ ทั้งหมดก็เพื่ออำนาจและเงินทองของเธอ และตอนนี้ จ้านซีเยวี่ยให้อำนาจและเงินทองกับเขา เขาก็ต้องเชื่อฟังเธองั้นเหรอ? 

หลังจากจ้านซีเยวี่ยตะคอกประโยคนั้นออกมา เธอก็รู้สึกพลาดทันที 

“อาฉี่ ขอโทษ ฉันโมโหไปหน่อย ขอโทษนะ” เธอรีบพูดเสียงอ่อนลงทันที “เธอก็รู้ ฉันต้องทนมองเธออยู่กับเฉียวซือมู่มาสี่ปีกว่า ถึงตอนนี้เธออยู่กับฉันแล้ว ฉันก็ยังกลัวอยู่ดี กลัวว่าเธอยังคิดถึงหล่อนอยู่ ฉันกลัวเธอกลับไปหาหล่อนอีก…” 

เธอพูดด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้น ปกติหยางฉี่ก็เป็นคนหูเบาใจอ่อนง่ายอยู่แล้ว ได้ยินน้ำเสียงเศร้าของเธอ ใจก็อ่อนลงไปเกินครึ่ง 

“เธอ…เธออย่าร้องสิ ฉันไม่ทำแบบนั้นหรอก ฉันเลิกกับซือมู่ไปแล้ว ไม่มีทางกลับไปหรอก” 

“แล้วทำไมเธอไม่ให้ฉันพูดถึงหล่อน หรือว่าพอฉันพูดถึงหล่อน เธอก็จะคิดถึงขึ้นมาอีก” 

ความรำคาญเกิดขึ้นในหัวใจของหยางฉี่ แต่ก็ด้วยนิสัยอดทนจึงปลอบจ้านซีเยวี่ยไปว่า “โอเค เธออยากพูดถึงซือมู่ก็ได้ ฉันรับรองว่าไม่คิดถึงซือมู่แน่นอน ฉันมีแต่เธอเท่านั้น” 

จ้านซีเยวี่ยหัวเราะคิกคัก เง้างอนเล็กน้อย “ต้องอย่างนี้สิ” 

หลังจากทั้งสองนัดทานข้าวเย็นด้วยกัน จ้านซีเยวี่ยถึงได้วางสายโทรศัพท์ 

หยางฉี่ถอนหายใจ มองไปยังห้องทำงานหรูหรานี้ ฉับพลันก็รู้สึกไม่ชอบใจเล็กน้อย แม้กระทั่งตำแหน่งผู้บริหารฝ่ายการตลาด จู่ๆ เขาก็รู้สึกเคว้งคว้าง ราวกับว่าที่นี่ไม่ใช่ที่ของตัวเอง 

เฉียวซือมู่ถูกกลิ่นยาฉุนจมูกปลุกให้ตื่น เธอลืมตาขึ้นช้าๆ ด้วยท่าทางสะลึมสะลือ ก็เห็นใบหน้าหล่อเหลา คิ้วคมเข้ม จมูกโด่งเป็นสัน นัยน์ตาสีนิลราวกับดวงดาวในกาแลกซี่ ริมฝีปากบางเซ็กซี่ที่ยกขึ้น พารูปเส้นที่ปลายคางขยับตาม ใบหน้านี้ของเขา เกรงว่าแม้แต่ช่างแกะสลักฝีมือเยี่ยมก็คงยากที่จะแกะสลักออกมาได้ 

ฮ่าๆ…ฝันเห็นชายหนุ่มรูปงามแฮะ 

เธอสู้กับความง่วงต่อไปไม่ไหว จึงหลับตาลงอีกครั้ง แต่หางตาและริมฝีปากกลับเผยรอยยิ้มน้อยๆออกมา เป็นสีหน้าบ๊องๆ บื้อๆ 

“ผมหล่อขนาดคุณเก็บไปฝันเลยเหรอ” น้ำเสียงไพเราะดังขึ้น เฉียวซือมู่ก็พลันตกใจตื่นทันที 

ที่แท้…ที่แท้ก็เป็นผู้ชายสารเลวคนนี้! 

ท่าทางของจิ้นหยวนคล้ายกำลังดูเรื่องสนุก เขาส่งเสียงจิ๊ปาก แล้วยื่นมือออกมาเช็ดน้ำลายตรงมุมปากของเธอ 

เฉียวซือมู่อยากตายให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย น่าขายหน้าสิ้นดี! 

เฉียวซือมู่อายจนต้องยกมือขึ้นปิดหน้า ไม่ยอมมองเขาอีก 

จิ้นหยวนหัวเราะเบาๆ ต้องบอกเลยว่า ท่าทางเขินอายของผู้หญิงคนนี้ทำเขาใจอ่อนจริงๆ 

เขาบีบยาลงบนปลายนิ้วเรียวนิดหน่อย แล้วเริ่มทายาลงบนตัวเธอต่อ หน้าที่การทายานี้หนักหนาสาหัสนัก เขาต้องเร่งมือซะแล้ว 

ปลายนิ้วเย็นแตะลงบนผิวเนียนนุ่มของเธอ แค่เขาชำเลืองมองเห็นเรือนร่างบอบบางของเธอ คอก็แห้งผากอย่างแทบอดไม่ไหว 

เฉียวซือมู่เพิ่งจะแสร้งไม่รู้ไม่ชี้ได้ไม่นาน พอรู้สึกว่ามีคนมาลูบเธอ ก็รีบหดตัวทันที จึงกระทบไปถึงบาดแผล เธอเจ็บจนต้องกัดฟัน แต่แล้วก็ทนไม่ไหว เงยหน้าขึ้นมาร้อง “อ๊า!” 

“คุณ…คุณทำอะไร?” เธอไม่สนใจกับความเจ็บปวดอีก รีบดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวเองอย่างมิดชิด นัยน์ตาทั้งคู่ถลึงมองไปยังผู้ชายข้างตัวอย่างระแวดระวัง 

จิ้นหยวนถือหลอดยาไว้ในมือข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างยังค้างเติ่งอยู่ที่ท่าทายา ดวงตาคู่สวยของเขาหรี่ลง ราวกับมีเรื่องขัดใจ แต่หากดูดีๆ ก็จะพบว่า หางตาของเขานั้นซ่อนรอยยิ้มไว้ไม่มิด 

หญิงสาวร่างเล็กบนเตียงคนนี้ ช่างไร้เดียงสาเสียจริง 

เธอเป็นผู้หญิงของเขาแล้ว แต่ยังน่ารักไร้เดียงสาขนาดนี้ 

พอเฉียวซือมู่เห็นหลอดยาในมือของเขา ถึงได้เข้าใจว่าเขากำลังทำอะไร 

“คุณเอาหลอดยามานี่ ฉันทาเอง” เธอยื่นมือข้างหนึ่งออกมาจากผ้าห่ม บ่งบอกให้จิ้นหยวนส่งหลอดยาให้เธอ เธอยื่นมือออกมาเพียงข้างเดียวเท่านั้น ส่วนอื่นๆ ยังคงปิดไว้อย่างมิดชิดแน่นหนา 

จิ้นหยวนกลับไม่ทำตามคำขอของเธอ เขายกหยอดยาขึ้นสูง ให้เธอเอื้อมไม่ถึง อีกมือหนึ่งก็เลิกผ้าห่มของเธอขึ้น 

เฉียวซือมู่ตกใจจนเผลอดิ้นเกือบตกเตียงไปทั้งคนทั้งผ้าห่ม 

บาดแผลทั้งร่างของเธอตึงขึ้นทันที เธอเจ็บจนร้องโอดครวญ 

จิ้นหยวนสีหน้าขรึมลง รีบขึ้นเตียงไปคว้าเธอไว้ เขาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและส่งเธอเข้าอ้อมกอดอย่างระวังระวัง 

“กว่าผมจะรักษาแผลบนตัวคุณให้ดีขึ้นได้ ผมต้องลำบากขนาดไหน แต่คุณนี่ไม่ห่วงตัวเองเลยหรือไงฮะ?” ท่าทางเขินอายของแมวป่าน้อยตัวนี้น่ารักมาก แต่เขินอายเกินไปจนเขาชักจะโกรธแล้วสิ 

ความอบอุ่นบนใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นดุดัน นัยน์ตาสีนิลก็เปลี่ยนเป็นเยือกเย็น ราวกับแผ่กระจายความเย็นออกมาได้ รูม่านตาของเฉียวซือมู่หดตัว รู้สึกกลัวขึ้นมาเล็กน้อย 

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว