facebook-icon

ในเมื่อลูกชายตัวเล็กของเขาดันมาเรียกผมว่า 'หม่าม้า' งั้นไหนๆ ก็ต้องตายอยู่แล้ว ขอลองจีบยากูซ่าตัวพ่อดูสักครั้งก่อนตายแล้วกัน!

ตอนที่ 2-3 ความอิจฉาของโซจูหนึ่งขวด

ชื่อตอน : ตอนที่ 2-3 ความอิจฉาของโซจูหนึ่งขวด

คำค้น : ตกหลุมร้าย ยากูซ่าพ่อลูกติด นิยายเกาหลี นิยายวาย Yaoi

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 43.6k

ความคิดเห็น : 28

ปรับปรุงล่าสุด : 01 พ.ย. 2562 14:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2-3 ความอิจฉาของโซจูหนึ่งขวด
แบบอักษร

มินจุนนั่งลงที่หน้าโต๊ะอาหารว่างเปล่าพลางหันมองไปรอบๆ อย่างไม่เข้าใจ โทมะนั่งอยู่บนเก้าอี้สำหรับเด็กเหมือนปกติ เอาหน้าท้าวกับโต๊ะมองเขาแล้วอมยิ้ม ส่วนไดกิที่มักจะจิบกาแฟพร้อมอ่านหนังสือพิมพ์เสมอกลับนั่งไขว่ห้างพิงหลังสบายๆ กับเก้าอี้โดยไม่มีหนังสือพิมพ์ในมือ จ้องมองมาทางเขาอย่างทะลุทะลวง รอบดวงตาปรากฎรอยยิ้มแปลกๆ ไม่รู้ทำไมท่าทางอีกฝ่ายถึงชวนให้มินจุนเสียวสันหลังขึ้นมา 

“โทมะจะกิงข้าวพ้อมหม่าม้า ก้ะเลยยังมะกิง กิงด้วยกังนะ” 

“อ๋อ โทมะยังไม่ได้ทานข้าวนี่เอง แล้วป๊ะป๋าล่ะ” 

“ป๊ะป๋ากิงแย้ว” 

‘แล้วทำไมยังนั่งอยู่อีกเล่า ช่วยหายไปที่อื่นจะดีมาก’ 

คนตัวเล็กเหลือบมองไดกิด้วยความไม่สบายใจ และตอนนั้นกลิ่นหอมชวนคิดถึงลอยมาเตะจมูกพร้อมๆ กับถาดที่ถูกยกออกมา ว้าว ซุปถั่วงอก! อาหารแก้อาการเมาค้างในตำนานของเกาหลีที่ต้องกินให้ได้หลังจากดื่มเหล้า เมื่อคิดว่าอีกฝ่ายเตรียมซุปถั่วงอกชั้นยอดให้ตัวเอง จู่ๆ ความเกลียดชังทั้งหมดก็กลายเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ คล้ายมวลสารเล็กๆ อย่างอะตอม ไม่สิ เป็นอนุภาคฮิกส์[1]หรืออะไรก็ตามที่ไม่สามารถแบ่งแยกได้และจางหายไปอย่างรวดเร็ว 

เมื่อซุปถั่วงอกยกมาวางตรงหน้า มินจุนมองไปทางไดกิแล้วยิ้มส่งคำขอบคุณพร้อมหยิบช้อนขึ้นมา ทว่าขณะกำลังจะตักซุปตรงหน้า ชายหนุ่มก็ยกมือหยุดเขาไว้  

“เดี๋ยวก่อน เอาเข้ามา” 

เดี๋ยวสิ แค่นี้ก็พอแล้วนะ จะสั่งให้เอาอะไรมาอีกล่ะ น้ำผึ้งเหรอ มินจุนมองชินบะถือถาดมาให้ไดกิด้วยใบหน้าเคร่งเครียด แต่รอยยิ้มก็ยังไม่จางหายไปจากใบหน้า 

พอคนตรงหน้าทำมือส่งสัญญาณ ถาดซุปถั่วงอกของมินจุนก็ถูกย้ายไปไว้ตรงหน้าไดกิทันที  

“หลังดื่มเหล้าก็ต้องกินซุปถั่วงอกรสเผ็ดสิ ถึงจะสุดยอด ว่าไหม ฉันก็เลยเตรียมไว้เพื่อนายโดยเฉพาะ ไปซื้อถึงร้านอาหารเกาหลีที่ไกลออกไปถึงสิบสามกิโลเลยนะ “ 

ชินบะนำอาหารที่บนถาดที่ตัวเองถือมาให้มินจุนดู 

มันคือจานสีขาวที่เต็มไปด้วยพริกสีแดงเข้มกับพริกชองยัง[2]แสนเผ็ดร้อนจนจมูกแทบหยุดทำงาน  

ไดกิไม่ได้ใช้ช้อนของเด็ก แต่เป็นช้อนสำหรับผู้ใหญ่ตักพริกขึ้นมาจนพูนใส่ในถ้วยซุปถั่วงอกควันฉุยแล้วคนให้เข้ากัน  

“แค่นี้คงไม่พอใช่ไหม นายเป็นคนเกาหลีแท้ๆ เลยนี่” 

จากนั้นก็พริกขึ้นมาจนพูนใส่ถ้วยซุปอีกช้อนพร้อมคนอย่างตั้งใจเพื่อให้มันละลายเข้ากัน ก่อนจะเลื่อนถ้วยมาให้เขา 

ภายในหัวของมินจุนที่เมื่อครู่คิดไปถึงอนุภาคฮิกส์ รวมถึงก้อนความเกลียดชังที่สลายหายไป มันเพิ่มหัวข้อเลวร้ายเข้าไปอีกหนึ่งและเริ่มรวมตัวกลับมาอย่างรวดเร็ว  

‘ว่าแล้วว่าทำไมถึงมาทำดีด้วย ทั้งเอาเสื้อคลุมมาให้ ทายาให้ ไหนถามอะไรแปลกๆ แถมเตรียมซุปถั่วงอกให้... ไอ้คนต่ำช้า เอาของกินมาเล่นตลกได้ไง’ 

โทมะกังวลเมื่อเห็นมินจุนเริ่มมีท่าทางฟืดฟาดจึงเอามือน้อยๆ ลูบหลังมือเบาๆ 

“หม่าม้า อังนี้อาหย่อยมั้ย” 

โทมะตักซุปถั่วงอกสีใสตรงหน้าขึ้นมาช้อนหนึ่ง และเมื่อกินเข้าไปก็ร้องว่าอาหย่อยๆ ออกมา  

“รีบกิน ฉันรออยู่” 

‘ไดกิ ไอ้คนเลว ถ้าฉันกินซุปนี้เข้าไปแล้วเผ็ดจนตายนะ ต่อให้ต้องกลายเป็นผีก็จะมาตามหลอกนาย เอาพริกมาโปรยใส่นายไปตลอดชีวิตเลย’ 

มินจุนตะโกนร่ำร้องอยู่ภายในใจพลางมองซุปถั่วงอกสีใสของโทมะด้วยความอิจฉา ก่อนจะตักซุปถั่วงอกที่กลายเป็นสีแดงของตัวเองเข้าปากด้วยมือสั่นเทา  

 

“นี่อะไรเหรอครับ” 

ระหว่างมินจุนกำลังจัดระเบียบตู้เสื้อผ้าของโทมะก็เจอเข้ากับผ้าห่มผืนเล็กสีดำ เขาจึงเอ่ยถามเคนตะ  

“เป็นผ้าห่มที่ท่านโทมะเคยใช้ตอนเป็นทารกครับ ท่านโทมะชอบมากไม่ยอมทิ้งเลยเก็บไว้น่ะครับ” 

เขามองผ้าห่มที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนอย่างสนใจและเมื่อคิดอะไรบางอย่างออกเลยร้องเรียกโทมะ 

“โทมะ~” 

เด็กน้อยเพิ่งเรียนภาษาญี่ปุ่นกับเคนตะเสร็จ และตอนนี้กำลังระบายสีลงบนกระดาษสีขาวอยู่ในห้องเรียน 

ถึงจะไม่น่าตกใจขนาดนั้น แต่เคนตะก็เป็นคุณครูโรงเรียนประถมที่ผ่านการสอบมาแล้ว ไม่รู้เหตุผลหรอกกว่าทำไมอีกฝ่ายถึงไม่เลือกทางนั้นต่อ แต่กลับมาเป็นยากูซ่าแทน แต่ที่แน่ๆ คือโทนน้ำเสียงเคนตะไม่มีความสูงต่ำและไม่ควรเอาไปใช้กับใครนอกจากคนป่วยเป็นโรคนอนไม่หลับ ตัวอย่างก็เห็นได้จากมินจุนกับโทมะ ทั้งคู่เข้าเรียนด้วยกันยังไม่ถึงหนึ่งนาที หัวก็สักปงกเหมือนตุ๊กตาติดสปริง การที่คนๆ นี้ไม่ไปเป็นครูสอนนักเรียนประถมวัย แต่เลือกจะมาเป็นยากูซ่าต้องเป็นพรจากสวรรค์ประมานให้แก่เด็กๆ ในประเทศญี่ปุ่นแน่นอน  

“คร้าบ หม่าม้า~” 

โทมะวิ่งมาหามินจุนทั้งๆ ที่สองมือเต็มไปด้วยสีเทียน  

“โทมะ จำครั้งก่อนที่ทำข้าวห่อสาหร่ายกินกับหม่าม้าได้ไหม” 

เด็กน้อยเอียงคอครุ่นคิดก่อนจะพยักหน้าแล้วหัวเราะเสียงดัง  

“อื้อ ข้าวฉีดำ!” 

“นั่นแหละๆ ข้าวสีดำ! โทมะเรามาเล่นห่อข้าวกันไหม” 

“เย่นๆ” 

ถึงจะไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่พอได้ยินคำว่าเล่นโทมะก็ชูมือทั้งสองข้างขึ้น ยิ้มแย้มและส่งเสียงร้องอย่างสนุกสนานไปรอบๆ ตัวมินจุน 

“งั้นเอาสีเทียนไปเก็บแล้วล้างมือก่อนนะ” 

“คร้าบ~” 

“โทมะเป็นข้าวนะ” 

“อื้อๆ โทมะเปงข้าว! เปงข้าว” 

มินจุนปูผ้าห่มสีดำผืนนั้นไปทางโทมะ “วันนี้คือวันกินข้าวห่อสาหร่าย! ตักข้าวขึ้นมา” ก่อนจะอุ้มเจ้าตัวเล็กวางลงไป 

“ว้าว! ซาหนุกจังๆ” 

จากนั้นก็เอาผ้าขนหนูอีกผืนที่เตรียมไว้ก่อนแล้วมาวางไว้ข้างๆ โทมะอีกที 

“นี่คือหัวไชเท้าดอง... อะ วันนี้มีแต่หัวไชเท้าดองแฮะ งั้นทำข้าวห่อสาหร่ายหัวไชเท้าดองเนอะ” 

ว่าแล้วก็เริ่มม้วนผ้าห่มที่มีโทมะอยู่ข้างใน ด้วยการหมุนๆ กลับหัวกลับหางไปด้านหน้า โทมะสนุกสนานหัวเราะเสียงใสก้องกังวาน แม้เสียงหัวเราะของโทมะที่ดังสะท้อนไปทั่วห้องภายในบ้านของยากูซ่า ซึ่งครองพื้นที่ส่วนหนึ่งของโตเกียวจะให้ความรู้สึกไม่เข้ากันสักเท่าไรนัก แต่มินจุนก็มีความสุข  

“อ้าว ด้านข้างแตกซะแล้ว” 

มินจุนจั๊กจี้เข้าที่สีข้างเด็กน้อย โทมะจึงขยับดุ๊กดิ๊กไปมาเหมือนงูอยู่ใต้ผ้าห่ม ร่างบางหันไปมองเคนตะที่กำลังเฝ้ามองภาพตรงหน้าด้วยใบหน้ากระตุกอยู่บ่อยครั้ง ก่อนจะเช็ดหางตาที่น้ำตาไหลเนื่องจากหัวเราะมากเกินไปแล้วเอ่ยถาม  

“ทำไมเหรอครับ คุณเคนตะก็อยากเล่นเหรอ” 

“ไม่ครับ ไม่ใช่แบบนั้น...” 

นั่นมันก็แค่จับเด็กนอนไม่ใช่หรือไง เคนตะมองมินจุนด้วยสายตาแบบนั้นพลางส่ายหัว  

“ไม่มีอะไรครับ” 

ขณะนั้นโทรศัพท์มือถือของเคนตะก็ดังขึ้น เจ้าตัวกดรับสายด้วยสองมืออย่างสุภาพ 

[ฉันเอง โทมะล่ะ ทำไมถึงเสียงดังขนาดนี้] 

“ท่านโทมะกับท่านมินจุนเล่นกันอยู่ครับ” 

[เล่นเหรอ เปลี่ยนสาย!] 

แม้จะไม่ได้ระบุว่าเปลี่ยนสายให้ใคร แต่เคนตะก็ส่งมือถือไปทางมินจุนแล้วพูดอย่างนอบน้อม 

“บอสครับ” 

ร่างบางหยุดหัวเราะทันทีเมื่อได้ยินว่าเป็นไดกิ คลายผ้าห่มให้โทมะแล้วรับโทรศัพท์ไป 

“มินจุนครับ” 

[ทำไมเสียงดังนัก] 

“คือ..” 

“ป๊ะป๋า โทมะเปงข้าว ข้าวห่อสาหย่าย ฮ่าๆ ข้าวห่อสาหย่าย!” 

พอรู้ว่าเป็นสายจากพ่อ โทมะก็จับมือถือแล้วตะโกนเข้าไป 

[เล่นแบบปกติกันไม่ได้เลยใช่ไหม] 

“ผมก็คิดว่ามันปกติแล้วนะครับ โทมะเองก็ชอบ” 

[ฉันอยากให้ลูกฉันเป็นคน ไม่ใช่ข้าวห่อสาหร่าย เห็ด หรือสีเทียน] 

“จะพยายามครับ” 

[ดี ฝากด้วย วันนี้พาโทมะนอนสักสองชั่วโมง ตอนห้าโมงฉันจะเข้าไปรับ] 

“วันนี้จะออกไปทานข้าวข้างนอกเหรอครับ เยส! ผมเองก็ต้องนอนสักสองชั่วโมงด้วยใช่ไหม ฮ่าๆ ล้อเล่นครับ จะเตรียมตัวให้พร้อมก่อนห้าโมงนะครับ” 

[แค่โทมะก็พอ] 

ความคาดหวังที่คิดว่าจะได้ไปด้วยกัน ความอ้างว้างใจสลายพร้อมความอับอายที่ไม่สามารถอธิบายได้ก็ถาโถมเข้ามาในชั่วพริบตา ทำเอามินจุนพูดไม่ออกเหลือแต่แรงที่ใช้จับโทรศัพท์มือถือเท่านั้น หวังอะไรอยู่ นี่เราอยู่ในภาพลวงตาคิดว่าตัวเองเป็นแม่โทมะจริงๆ มาตลอดเลยสินะ ความเป็นจริงทำให้หัวใจของมินจุนรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมา 

[จะไปบ้านใหญ่ ทานข้าวข้างนอกน่ะไว้คราวหน้า] 

ไดกิดูเหมือนจะรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจของปลายสาย เลยอธิบายตารางของวันนี้ให้ฟังสั้นๆ บ้านใหญ่อาจจะหมายถึงสถานที่รวมตัวของกลุ่มอุเอยามะ ถ้าหากเป็นสถานที่แบบนั้นจริงๆ ต่อให้อีกฝ่ายชวนไปมินจุนเองก็คงจะอยากปฏิเสธ แต่หัวใจที่หวาดหวั่นไปแล้วก็ไม่สามารถทำอะไรกับมันได้ 

“ครับ ทราบแล้วครับ” 

มินจุนตอบเสียงเบาแล้วกดวางสายไป 

 

[1] อนุภาคฮิกส์  (Higgs Boson) เป็นอนุภาคมูลฐานชนิดหนึ่งที่อยู่ในแบบจำลองมาตรฐานของฟิสิกส์ของอนุภาค 

[2] พริกชองยัง หนึ่งในพริกที่เผ็ดที่สุดของประเทศเกาหลี 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว