email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 13

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 404

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ต.ค. 2562 00:47 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 13
แบบอักษร

เช้าวันต่อมาไผ่กับเพื่อนอีกสองคนก็ได้ไปให้ปากคำที่โรงพักตามคำเชิญของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจในฐานะพยานและเป็นผู้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั่นเอง ไผ่กับเพื่อนของเขาขี่มอเตอร์ไซซ้อนกันมาสองคันสามคนโดยมีเลื่อนกับปื๊ดขี่ซ้อนกันมาและไผ่ขี่ลำพังคนเดียว แต่ยังไม่ทันจะขี่รถพ้นจากเขตของหมู่บ้านเลย ทั้งสามคนก็มาเจอเข้ากับแตนและน้องชายระหว่างทางเข้าเสียก่อนไผ่จึงหยุดแวะทักทายขึ้น

"สูสิไปใสแตน" ไผ่เอ่ยถามเพื่อนสาวที่เคยเรียนร่วมกันมาตั้งแต่สมัยอยู่ประถมนมนานมาแล้วนั้น

"ไปนามื่อนี่สิเกี่ยวข้าวดอแล่ว" เด็กสาวตอบเพื่อนพลางถามกลับว่า

"ล่ะสูสิไปใสกัน"

"ไปโรงพัก ตำรวจเผิ่นเอิ้นไปสอบถามเรื่องที่เขาตีกันในงานกาชาดนั่นล่ะ" เลื่อนเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาบ้าง ไผ่จึงพยักหน้าตาม แตนมองเพื่อนๆที่นั่งอยู่บนรถมอเตอร์ไซอย่างรู้สึกแปลกๆและใจคอไม่ดีนัก เธอรู้สึกเป็นกังวลกับเพื่อนเล็กน้อยจึงตัดสินใจเอ่ยออกมาว่า

"สูสิไปหม่องเดียวกัน กะคือบ่เอารถกระบะของลุงกำนันเผิ่นไปล่ะ เอามอไซไปมันอันตรายยุเด้ไผ่" ไผ่มองหน้าแตนแบบงงๆที่จู่ๆเพื่อนสาวก็แสดงความเป็นห่วงเป็นใยพวกตนออกมาเช่นนี้ เพราะถึงแม้ว่าพวกเขาทั้งหมดจะเคยเรียนหนังสือมาด้วยกันและเห็นกันมาแต่เล็กแต่น้อย แต่ก็ไม่ค่อยที่จะได้รวมกลุ่มกันหรือสนิทสนมกันมากนัก แต่เมื่อเพื่อนสาวแสดงน้ำใจและมีความห่วงใยออกมาเช่นนี้ก็น่าจะรับฟังไว้บ้างก็ดีไผ่คิดเช่นนั้น

"มันกะแมนยุ กะซั่นเฮากลับเอารถไปเปลี่ยนเอากระบะอิพ่อดีกว่าเนาะสู" ไผ่หันไปบอกกับเพื่อนๆ ซึ่งทุกคนก็เห็นดีด้วยเช่นเดียวกัน

"ไปก่อนเด้อแตน ขอบใจที่เป็นฮ่วงกัน" ไผ่หันไปพูดกับเพื่อนสาวยิ้มๆอย่างรู้สึกดีต่อกันมากขึ้น

"บ่เป็นหยังดอกมูกัน ขับรถดีๆเด้อ.." แตนพูดจบก็พาน้องชายเดินต่อไป เลื่อนมองตามหลังเพื่อนสาวพลางคิดในใจว่าแตนโตขึ้นมาแล้วก็หน้าตาไม่เลวเลยทีเดียว แล้วทั้งสามหนุ่มก็หันหัวรถกลับเพื่อไปเปลี่ยนเป็นรถกระบะตามที่ได้คิดกันเอาไว้

แล้วลางสังหรณ์ของแตนก็เกิดเป็นจริงขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อไผ่กับเพื่อนไปเปลี่ยนเป็นรถกระบะแทนมอเตอร์ไซแล้วก็พากันเดินทางเข้าไปในเมืองแต่ในระหว่างทางนั้นไผ่ได้แวะปั๊มน้ำมันข้างทางเพื่อเติมน้ำมันเสียก่อนตามคำสั่งของกำนันสุขผู้เป็นพ่อที่ได้บอกไว้ก่อนจะเอารถออกมา ว่าน้ำมันเหลือน้อยแล้วให้เติมมาด้วยนั่นเอง และในขณะที่ไผ่กำลังนั่งรอเด็กปั๊มเติมน้ำมันไห้อยู่ภายในรถนั้น ก็บังเอิญได้ยินเสียงของวัยรุ่นที่ขี่มอเตอร์ไซเข้ามาเติมน้ำมันอยู่อีกช่องหนึ่งซึ่งไม่ไกลกันนักเช่นกันนั้นคุยกันว่า

"มึงแนมเบิ่งหนทางไว่เด้อบักแก่น ถ่าเห็นพวกบ้านหนองเสือมันเข้าเมืองตอนได๋ กูสิโทรบอกอ้ายศักดิ์อย่าไห่พลาดเด้อมึงกะซั้นถืกตีนเลาคักๆเฮา" ก่อนที่จะมีเสียงของเพื่อนอีกคนนั้นพูดตอบขึ้นมาว่า

"กูฮู้แล้ว แต่อ้ายศักดิ์เผิ่นคึดอีหลีบ้อว่าซุมบ้านหนองเสือเขาสิยอมไห่เผิ่นง่ายๆ กูได่ยินมาว่าพวกนั่นกะบ่ธรรมดาเด้ได่ข่าวว่าเป็นลูกกำนันนำ"

"ยอมบ่ยอมกะซางเผิ่นบ่เกียวนำเฮา เผิ่นบอกไห่เฝ่าเบิ่งแล้วรายงานไปกะเฮ็ดตามนั่นกะพอแล้ว มึงบ่ต้องไปคึดแนวอื่นเข่าใจบ่บักจิหล่อ" คำพูดต่างๆที่หนุ่มวัยรุ่นทั้งสองคนพูดกันอยู่ไม่ไกลจากท้ายกระบะมากนักนั้นทำให้ทั้งสามหนุ่มที่นั่งอยู่ในรถคันดังกล่าวถึงกับนิ่งงันไปในทันทีด้วยความคาดไม่ถึงว่ากำลังจะมีภัยมาถึงตัวเช่นนี้ หลังจากที่เติมน้ำมันเสร็จไผ่ก็บึ่งรถไปหาพี่สาวของตนที่ทำงานอยู่ที่ที่ว่าการทันที หลังจากนั้นเขาก็ได้เล่าเรื่องทุกอย่างที่ได้ยินมานั้นให้กับมะลิฟัง มะลิจึงตัดสินใจพาไผ่และเพื่อนๆไปพบกับก้องเกียรติเพื่อให้เขาหาทางช่วยเหลือในเรื่องนี้ ก้องเกียรติพามะลิและน้องๆไปพบกับผู้กำกับเพื่อขอคำปรึกษา ไม่นานนักทุกคนก็ลงความเห็นร่วมกันว่าไผ่และเพื่อนๆไม่ควรจะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับคดีนี้มะลิจึงให้ทุกคนถอนตัวออกจากการเป็นพยานและปฏิเสธการรู้เห็นทุกๆอย่างในเรื่องนี้

"ที่จริงแล้วเรื่องนี้ก็ยังไม่มีอะไรมากนักหรอกครับ คนเจ็บก็ไม่ได้เป็นอะไรมากนักโดนสีข้างไปแค่ถากๆเท่านั้นเองแต่ด้วยความตกใจหรืออะไรก็ยังไม่แน่ชัดนักที่ทำให้เขานั้นสลบไป ตอนนี้อาการก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้วส่วนทางผู้ต้องสงสัยที่กระทำผิดนั้นเราคงต้องติดตามตัวมาดำเนินคดีกันต่อไป ส่วนหลานชายก็ให้ถือเสียว่าตัวเองนั้นไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นอะไรมาก่อนเลยก็แล้วกันนะ จะได้ไม่ต้องมาเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนี้อีก" ผู้กำกับสรุปแบบคร่าวๆให้กับทุกคนได้ฟังเพราะว่าเรื่องมันพึ่งเกิดขึ้นเพียงข้ามคืนเท่านั้นเองถ้าไผ่กับเพื่อนๆไม่เข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ทีแรกเรื่องมันก็ง่ายขึ้น

"ขอบพระคุณท่านผู้กำกับมากนะคะ น้องของหนูยังเด็กอยู่มากพ่อก็เลยค่อนข้างจะห่วงไม่อยากจะให้ไปมีเรื่องมีราวหรือข้องแวะอะไรกับเรื่องหนักๆแบบนี้เลยจริงๆค่ะ" มะลิบอกกับท่านผู้กำกับพร้อมกับยกมือไหว้ขอบคุณแล้วทั้งสามหนุ่มนั้นก็ไหว้ตามพี่สาวด้วยเช่นเดียวกัน เพียงไม่นานนักเรื่องต่างๆก็ผ่านไป เพราะท่านผู้กำกับที่อยู่สน.นี้นั้นก็รู้จักมักคุ้นอยู่กับกำนันสุขเป็นอย่างดีอยู่แล้วนั่นเอง มะลิเดินออกมาส่งน้องชายที่หน้าสถานีตำรวจพร้อมกับบอกขึ้นว่า

"แล้วจากหนี่กะเมือบ้านเลยเด้อ อย่าเพิ่งพากันไปเล่นใสอีกเดี่ยวสิมีเรื่องมาราวกันขึ่นอีก"

"แต่เฮากะออกมาบ่ไปยุ่งเกียวนำเรื่องนี่แล้วนั่นเด้ พวกนั่นคือสิบ่มาวุ่นวายอิหยังนำพวกข่อยอีกดอกเอื้อยแตน" ไผ่พูดออกมาตามที่ตนคิดแต่เลื่อนกลับเห็นด้วยตามที่มะลิบอกเพราะยังไม่วางใจในสถานการณ์นัก

"เมือกะดีคือกันล่ะไผ่ จังได๋กะกันเอาไว่ก่อนดีกว่าได่ยินว่าทางนั้นมันเป็นลูกชายอ.บ.ต กะเลยกร่างหลาย นี่ดีเด๊ะที่เซือที่อีแตนมันเว้า ขั่นจังซั่นปานนี่เฮาอาจสิมีเรื่องอิหยังเกิดขึ้นกะได่"

"กูกะว่าซั่นล่ะ" ปื๊ดพูดอย่างเห็นด้วยกับเลื่อน

"อีแตนมันมาเกี่ยวอิหยังนำเรื่องนี่" มะลิพูดด้วยน้ำเสียงสะบัดนิดๆเพราะไม่ค่อยจะชอบแตนนักเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว..

ความคิดเห็น