email-icon facebook-icon Line-icon

คนเราผิดพลาดกันได้ เมื่อพลาดแล้วจงนำข้อผิดพลาดนั้นมาเป็นบทเรียนในการดำรงชีวิตต่อไป ชีวิตต้องเดิน ไม่ใช่ถอยหลัง

บทที่ 5 รับขวัญพ่อ

ชื่อตอน : บทที่ 5 รับขวัญพ่อ

คำค้น : อาคิระ ขิม ภูผา แม่เลี้ยวเดี่ยว พ่อสายอ่อย สายโหด หวง หึง จีบเมียเด็ก เรท18+ Villan เด็กแก่แดด จิ้งจอกร้อยหาง

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 45.4k

ความคิดเห็น : 54

ปรับปรุงล่าสุด : 30 มิ.ย. 2564 23:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 5 รับขวัญพ่อ
แบบอักษร

บทที่ 5 รับขวัญพ่อ 

 

“อาคิระ” เตโชเดินหาพี่ชาย “เรามีเรื่องต้องคุยกัน”

“อืม” อาคิระขานรับในคอ เขายังคงทอดมองตามเงาสองแม่ลูกจนหายลับสายตา

“แกเตรียมคำตอบของทุกถามไว้แล้วใช่ไหม?” ศรุตถามลูกชายคนโตด้วยใบหน้าที่เคร่งขรึม

“ครับ” อาคิระพยักหน้ารับ

“เรื่องเป็นมายังไงเล่ามาให้หมด พ่อไม่อยากถามแกให้มากความ” ศรุตพยายามข่มความโกรธและความผิดหวังไว้ ใจจริงเขาอยากเข้าอัดหน้าไอ้ลูกชั่วคนนี้ใจแทบขาด แต่ก็ต้องข่มใจไว้ 

อาคิระพ่นใจหายใจออกทางจมูกแล้วเริ่มเล่าเหตุการณ์เมื่อแปดปี และสาเหตุที่เขาหน้ามืดตามัวทำเรื่องบัดซบกับขิม

ผลัวะ!

“มึงมันเลวมาก!” เตโชต่อยใบหน้าซีกซ้ายอาคิระเต็มแรง สายตาที่มองพี่ชายเต็มไปด้วยความผิดหวังและโกรธ “กูไม่สนว่าตอนนั้นมึงจะเมาหรือไม่เมา แต่ที่กูสนคือมึงข่มขืนขิม มึงทำให้ขิมมีตราบาปติดตัว! มึงทำสารเลวกับเด็กผู้หญิงที่ใสซื่อบริสุทธิ์ลงคอได้ยังไง?! มึงทำกับขิมได้ยังไงวะ?! ไอ้ชั่ว!”

“เตโช!” รานีโผล่เข้ากอดห้ามลูกชายคนเล็กไว้แน่น ไม่ใช่เธอไม่โกรธและผิดหวังในตัวลูกชายคนโต แต่เธอไม่ต้องการให้เรื่องมันเลวร้ายลงไปมากกว่านี้ “ใจเย็น ๆ ก่อนลูก ลูกเองก็อย่าใช้อารมณ์..”

“แม่! อาคิระมันเลวระยำขนาดนี้ แม่ยังจะปกป้องมันอีกเหรอ?” เตโชสลัดตัวออกจากอ้อมแขนของแม่

“เตโช! อย่าใช้อารมณ์” ประมุขของบ้านตะคอกเสียงเข้ม “แกเองก็โตแล้ว มีสติและช่วยเห็นหัวพ่อกับแม่ด้วย นี่ไม่ใช่เวลาที่เราจะมาทะเลาะกัน”

“เตโชเราทุกคนเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นนะลูก พี่เขาเองก็เสียใจกับการกระทำของเขา ลูกอย่าซ้ำเติม...”

“แม่!” เตโชตะคอกเสียงดัง เขามองพ่อ แม่ พี่ชาย ด้วยสายตาที่ผิดหวังและเจ็บปวด “หึ! ทั้งพ่อ ทั้งแม่ ก็เข้าข้างอาคิระ ทั้ง ๆ ที่มัน....”

“ไม่มีใครเข้าข้างกูหรอก!” อาคิระโพล่งแทรกขึ้น เขายืนเต็มความสูงสบตากับน้องชาย “ที่พ่อกับแม่นิ่ง เพราะพวกท่านกำลังโกรธกูจนทำอะไรไม่ถูกต่างหากล่ะ”

“เหรอ?” เตโชเหยียดยิ้มเย้ยหยัน มองหน้าพ่อแม่สลับกับพี่ชายอย่างผิดหวัง “ปีนั้นที่มึงหายไปโดยไม่บอกไม่กล่าว มึงแอบไปบวชโดยไม่บอกพ่อแม่และกู มึงกลับมาพร้อมกับภาพลักษณ์และความภาคภูมิใจของพ่อและแม่รวมถึงกู ตอนนั้นกูโคตรจะศรัทธาและชื่นชมมึง กูรู้สึกว่ามึงเป็นพี่ชายที่น่าเคารพและน่ารักขึ้นเยอะ อ้อ! ที่แท้บวชเพราะอยากไถ่บาป”

“กูแค่หวังว่าสิ่งที่กูทำจะช่วยให้กูได้เด็กผู้หญิงในวันนั้น กูยินดีจะรับผิดชอบทุกอย่างที่กูทำลงไป กูไม่ได้หวังว่ามันจะชำระล้างบาปที่กูทำ!” อาคิระสบตากับเตโช

“หึ! รับผิด!” เตโชเหยียดยิ้มขมขื่น “แต่ที่กูเห็นวันนี้คือมึงใช้อารมณ์และอำนาจกับขิม กูไม่แปลกใจเลยว่าทำไมมึงถึงได้หน้ามืดตาบอดทำระยำกับขิมได้ลงคอ และไม่แปลกใจที่ขิมไม่อยากได้มึงเป็นพ่อของลูกเธอ”

“เตโชพอได้แล้ว นั่งลง!” ศรุตปรามลูกชายทั้งสอง “แกก็ด้วยอาคิระ นั่งลง!”

เตโชหันมองหน้าคนเป็นพ่อสลับกับพี่ชาย แล้วเลื่อนสายตามามองคนเป็นแม่ “ทำไมพ่อกับแม่ดูใจเย็นกับเรื่องนี้จัง ทั้งที่อาคิระทำขนาดนั้น ยังนั่งนิ่งใจเย็นได้...”

“เตโชนั่งลง!”

“พ่อกับแม่รักลูกไม่เท่ากันวะ!”

“เตโช!” ศรุตตะคอกใส่เตโชเสียงดัง

“ทำไมเตโชคิดแบบนั้นล่ะลูก” คนเป็นแม่เดินเข้ามาจับแขนถามลูกชายทั้งน้ำตา “พ่อกับแม่รักลูกทั้งสองเท่ากัน ไม่ได้รัก....”

“แต่การกระทำของพ่อและแม่ทำให้ผมคิด” เตโชตัดพ้อ เขามองคนเป็นแม่ด้วยสายตาที่ผิดหวัง “แม่รู้ใช่ไหมว่าผมคิดยังไงกับขิม? แม่รู้เรื่องนี้ก่อนผมด้วยซ้ำ!”

“เต...” คนเป็นแม่ถึงกับพูดไม่ออก

“!!!!” อาคิระเบิกตากว้าง เขามองน้องชายอย่างไม่เชื่อในความคิดตัวเอง

“แม่ก็รู้ว่าผมไม่ได้คิดกับขิมแค่พี่น้อง!” เตโชสลัดแขนออกจากมือแม่ เขาทุบอกข้างซ้ายเสียงดัง “แม่รู้ไหมว่าตอนนี้ใจผมมันเจ็บปวดและเสียใจมากแค่ไหน? ใจมันเจ็บจนแทบจะหยุดเต้น ผมรักของผมมาตั้งแต่เด็ก ผมถนอมเธอราวกับไข่ในหิน แต่ไอ้พี่ชายสารเลวมันกลับย่ำยีเธออย่างเลือดเย็น มันทำให้เธอหายไปจากชีวิตผม!”

“เต...” อาคิระนิ่งอึ้งราวกับถูกสาปให้เป็นหิน

“วันนั้นแม่บอกผมว่าครอบครัวขิมขอกลับไปอยู่บ้านเกิด พอผมจะตามขิมไปแม่ก็ห้ามผม แม่บอกผมว่ามันยังไม่ถึงเวลา ผมควรจะไปพบขิมในวันที่ผมพร้อมจะดูแลขิมได้จริง ๆ ผมเชื่อแม่ ฮึก ฮือ ๆ” เตโชทั้งตัดพ้อ ทั้งร้องไห้อย่างน่าสงสาร เขาระเบิดทุกสิ่งทุกอย่างออกมาอย่างเจ็บปวด “แม่บอกว่าเมื่อถึงวันนั้นแม่ยินดีจะสนับสนุนผม ฮึก ฮือ ผมไม่น่าเชื่อคำพูดแม่เลย ถ้าวันนั้นผมตามขิมไป ผมอาจได้รู้ความความจริงและได้ช่วยเหลือขิม อย่างน้อยขิมก็คงไม่ต้องตกเป็นขี้ปากชาวบ้าน ภูผาก็ไม่ต้องเกิดมากำพร้าพ่อ อย่างน้อยผมก็ได้อยู่ข้าง ๆ ขิมในวันที่ขิมอ่อนแอ..”

“เตโช แม่ไม่รู้จริง ๆ ลูก ถ้าวันนั้นแม่รู้สาเหตุที่ครอบครัวขิมขอลาออก แม่จะ...”

“แม่ก็จัดการให้อาคิระแต่งงานกับขิม เพื่อเป็นการรับผิดชอบ!” เตโชเหยียดยิ้มทั้งน้ำตา “ส่วนผมก็ยืนมองผู้หญิงที่ตัวเองรักแต่งงานกับพี่ชาย หึ! เฝ้าถนอมแอบมองอยู่ทุกวัน อยู่ ๆ ก็ถูกหมาคาบไปแดกหน้าตายเฉย ดี!”

“เตโชไม่มีใครอยากให้เรื่องนี้เกิดขึ้น สงบสติอารมณ์แล้วมาคุยกันดี ๆ พ่อไม่อยากให้พวกเราใช้อารมณ์ปะทะกัน” ศรุตฝืนใจดุ ในใจทั้งรู้สึกสงสารและรู้สึกผิดกับลูกชายคนเล็ก

“เตโชพ่อกับแม่รักลูกสองคนเท่ากันจริง ๆ เราไม่ได้ลำเอียงหรือเข้าข้างใคร ฉะนั้นลูกอย่าตัดพ้อ....”

“ผมไม่สิทธิ์แม้กระทั่งตัดพ้อ” เตโชตัดพ้อเสียงสั่น “ให้ผมตัดพ้อเถอะ ในฐานะผู้ชายที่อกหักคนหนึ่งก็ได้!”

“เต...” อาคิระจุกจนพูดไม่ออก ทำได้แค่มองน้องชายอย่างรู้สึกผิด

เตโชไม่ยอมมองหน้าพี่ชาย “หาทางแก้ปัญหากันเอาเองเถอะ ส่วนผมจะไปหาที่เงียบ ๆ คุยกับตัวเอง”

“เตโช! ลูกจะไปไหนน่ะ เตโชฟังแม่ก่อนลูก เตโช!” รานีวิ่งตามหลังเตโช

ห้องโถงเหลือสองพ่อลูก อาคิระแอ่นตัวนอนลงบนโซฟาอย่างอ่อนล้า ส่วนคนเป็นพ่อก็กุมขมับด้วยใบหน้าที่เคร่งเครียด

“แกจะเอายังไงต่อ?” ศรุตถามลูกชาย

“ทุกอย่างที่คิดไว้ยกเลิกไปก่อน ตอนนี้ขอแค่อีกฝ่ายยอมรับค่าเลี้ยงดูภูผาก็ยังดี” อาคิระนอนกายหน้าผาก เขารู้สึกมืดแปดด้าน สมองตันไปหมด

“ว่าง ๆ ก็หาเวลาไปคุยกับน้องด้วยล่ะ ไปปรับความเข้าใจกัน เป็นพี่เป็นน้องกันก็ต้องรักกัน อย่าให้เรื่องไหนมาทำลายสายสัมพันธ์พี่น้องให้แตกหักได้” ศรุตหันมามองลูกชายคนโตด้วยแววตาที่เศร้าหมอง “พ่อก็เพิ่งรู้ว่าเตโชรักขิมก็วันนี้แหละ พ่อไม่รู้จะพูดยังไง พูดได้แค่ว่า ‘สงสาร’ เตโช แกเข้าใจพ่อใช่ไหม?”

“พ่อผมขอโทษ!” อาคิระเอ่ยปากขอโทษด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“ไม่ต้องขอโทษหรอก เรื่องมันมาถึงขั้นนี้แล้ว ตีแกให้ตายไปก็ช่วยอะไรไม่ได้” ศรุตเดินมาตบหัวลูกชายเบา ๆ “ปัญหานี้แกเป็นคนสร้าง แกก็ต้องหาทางแก้มันเอง ส่วนพ่อจะคอยให้กำลังใจและช่วยเหลือแกเอง”

“พ่อทำควรทำยังไงดี?”

“เรียนผูกก็ต้องเรียนแก้”

“.....” อาคิระยกแขนออกจากหน้าผาก 

“เราต้องเป็นฝ่ายเข้าไปหาพวกเขาเอง”

“พ่อ...”

“ต่อให้พวกเราต้องคุกเข่าหรือคลานเข่าเข้าไปกราบเท้าพวกเขา พวกเราก็ต้องทำ เพราะพวกเราผิด!”

 

 

21.00 น. 

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

“ภูผา! ภูผา! ลูกอยู่ในห้องใช่ไหม? แม่ขิมขอเข้าไปนะครับ”

แอ๊ดดด

ภาพที่เห็นเป็นประจำจนชินตา คือภาพลูกชายนั่งอ่านนิทานบนเตียง แต่ที่แตกต่างกว่าทุกวันคือความเศร้าหมองในดวงตาคู่นั้น

“น้องภูผาครับ..”

“ครับแม่” น้องภูผาละสายตาจากหนังสือในหันมายิ้มให้ฉัน

“แม่ขิมขอรบกวนเวลานอนของน้องภูผาได้ไหมครับ แม่ขิมมีเรื่องอยากคุยกับน้องภูผา...เกี่ยวเรื่องวันนี้” ฉันเดินมานั่งบนเตียงข้างน้องภูผา

“ได้ครับ” น้องภูผาปิดหนังสือนิทานลง เก็บหนังสือไปไว้บนหัวเตียง แล้วเอนศีรษะนอนหนุนนั่งตักฉัน

ฉันสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ รวบรวมความกล้าเปิดอกคุยกับลูก “ก่อนอื่นแม่ขิมต้องขอโทษน้องภูผาอีกครั้ง ขอโทษจริง ๆ ที่แม่ทำให้น้องภูผาไม่มีพ่อ ทั้ง ๆ ที่น้องภูผามีพ่อ”

“อืม ผมไม่โกรธแม่ขิมหรอก” น้องภูผายิ้ม แต่เป็นรอยยิ้มที่ดูก็รู้ว่าฝืนยิ้ม

“ผู้ชายคนนั้น เขาชื่ออาคิระเขาเป็นพ่อแท้ ๆ ของน้องภูผาครับ”

“.....” เป็นไปตามคาดน้องภูผาไม่มีแสดงความคิดเห็นหรือแสดงความดีใจอย่างที่ควรจะเป็น

“มันไม่ใช่ความผิดของพ่อเขาหมดหรอกนะครับ ที่น้องภูผาเกิดมาไม่เคยเห็นหน้าพ่อ ไม่มีพ่อ มันเป็นเพราะแม่ขิมเอง ตอนแม่ขิมท้องน้องภูผาอยู่ แม่ขิมไม่ได้บอกพ่อของน้องภูผาเรื่องที่แม่ขิมท้อง แต่แม่ขิมอุ้มท้องหนีเขามาเอง”

 

“หนีทำไมเหรอครับ?” น้องภูผาถามด้วยความสงสัย

“แม่กับพ่อมีปัญหากันจ๊ะ” จะบอกลูกว่าตัวเองถูกพ่อเขาข่มขืนก็คงไม่ดี “เป็นปัญหาที่......เป็นที่แม่เอง แม่ขิมไม่อยากมีส่วนเกี่ยวข้องกับเขา พ่อเขาไม่ผิดหรอก แม่ขิมผิดเอง ถ้าน้องภูผาจะโกรธที่ตัวเองไม่มีพ่อเหมือนเพื่อนคนอื่น น้องภูผาก็โทษแม่ขิมเถอะอย่าไปโทษพ่อเขาเลย....”

น้องภูผาส่ายหน้า “ผมไม่โกรธ ไม่โทษแม่ขิมหรอก ผมแค่....”

“น้องภูผาน้อยใจใช่ไหม?” ฉันลูบหัวน้องภูผา “ความจริงแล้วแม่ขิมไม่ได้มีเจตนาจะปิดบังเรื่องพ่อของน้องภูผาหรอก แม่ขิมแค่คิดว่ามันยังไม่ถึงเวลา ไม่ใช่เพราะน้องภูผายังเด็กนะ แต่แม่ขิมคิดว่าตอนนี้น้องภูผายังไม่มีวุฒิภาวะพอ แม่ขิมตั้งใจว่าวันไหนที่น้องภูผามีวุฒิภาวะพอ วันนั้นแม่ขิมจะเล่าความจริงทุกอย่างให้น้องภูผาฟัง จะไม่ปิดบังและไม่โกหกแม้แต่นิดเดียว”

น้องภูผาลุกขึ้นแล้วยกแขนเล็ก ๆ ขึ้นกอดคอฉัน แล้วซบใบหน้าลงบนอกฉัน

“แม่ขิมจะไม่ทิ้งผมใช่ไหมครับ?”

ฉันยกแขนขึ้นกอดน้องภูผาแน่น “แม่จะไม่มีวันทิ้งลูกชายแม่เด็ดขาด”

“ผมรู้อยู่แล้วน่า”

“เด็กเจ้าเล่ห์” ฉันยิ้มลูบหลังน้องภูผาเบา ๆ “ลูกคือดวงใจของแม่นะ”

“ผมรักแม่ที่สุดในโลกเลย” น้องภูผาผละกอดออกแล้วเปลี่ยนมาหอมแก้มทั้งสองข้างฉัน “คืนนี้ผมไม่แยกห้องนอนนะ ผมอยากนอนกับแม่ขิม”

ฉันฉีกยิ้มลูบหัวน้องภูผา “น้องภูผาพูดอย่างกับเคยนอนแยกห้องกับแม่”

“ถ้าไม่ได้กอดแม่ขิมผมนอนไม่หลับนี่น่า” น้องภูผาอ้อนฉันใหญ่ “ผมไม่อยากแยกห้องนอนกับแม่ขิม ผมอยากนอนกับทุกคืนเลย”

“ปากหวาน อ้อนเก่งที่หนึ่ง เจ้าเล่ห์ไม่มีใครเกิน” ฉันหยิกแก้มน้องภูผาด้วยความมันเขี้ยว “ลูกชายใครเนี่ย”

“แล้วรักไหม?” น้องภูผาหอมแก้มฉันอีกครั้ง

“รักครับผม” มีหลายครั้งที่ฉันคิดและถามตัวเอง ถ้าเมื่อแปดปีก่อนฉันตัดสินใจทำแท้ง ฉันจะมีวันนี้ไหมนะ? พอมาคิด ๆ ดูแล้ว ถ้าวันนั้นฉันใจเด็ดตัดสินใจทำแท้งจริง ชีวิตก็คงไม่ได้ดีไปกว่านี้หรอก

“น้องภูผารับปากกับแม่ขิมได้ไหมครับ? น้องภูผาจะไม่โกรธ ไม่จะเกลียดคุณพ่อของน้องภูผา” ฉันยกนิ้วก้อยขึ้นมา “ถึงแม้พ่อจะไม่ได้เลี้ยงน้องภูผามาตั้งแต่เกิดเหมือนคุณตา คุณยาย แม่ขิม แต่น้องภูผาต้องจำและระลึกไว้ในใจเสมอว่า ไม่มีคุณพ่อน้องภูผาก็ไม่ได้เกิด พ่อคือบุพการีที่เราต้องรักและเคารพนะครับ”

น้องภูผามีแววตาที่ลังเลเล็กน้อยก่อนจะยอมเกี่ยวก้อยกับฉัน “ครับแม่”

“ดีมากครับ” ฉันหอมแก้มน้องภูผาทีนึง “หวังว่าน้องภูผาจะทำตามที่รับปากกับแม่นะครับ”

“ครับ” น้องภูผายิ้มนิด ๆ ช่างเป็นรอยยิ้มที่รู้สึกไม่ดีเลย

ถึงฉันจะมีความทรงจำที่ไม่ดีกับพ่อของลูก แต่ฉันก็ไม่คิดที่จะปลูกฝังให้ลูกเกลียดพ่อแท้ ๆ ของเขาหรอก ถึงยังไงเขาก็เป็นพ่อของลูก คงไม่พ่อแม่คนไหนรู้สึกดีที่ลูกเกลียดหรอกว่าไหม?

“แม่ขิมครับผมง่วงแล้ว” น้องภูผาซบหน้าลงบนอกฉัน

“ได้ครับ มาสวดมนต์ก่อนกันก่อนเนอะ”

“ครับผม”

ถึงลูกจะเกิดจากความผิดพลาดละความเต็มใจของฉัน ถึงวันนั้นฉันจะเครียดและเป็นทุกข์ใจ แต่วันนี้ฉันไม่มีความรู้สึกนั้นเลย กลับกันฉันมีความสุขดีและมีกำลังใจในการก้าวต่อไปข้างหน้า จะยอมแพ้หรืออ่อนแอไม่ได้เด็ดขาด เพราะมีพ่อแม่และลูกชายคนนี้ที่ฉันต้องดูแล

 

คฤหาสน์ตระกูลสุริเยนทร์ 

22.00 น. 

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

“เตโช เตโช”

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

“เตโชมาคุยกันหน่อย”

“.....”

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

“เตโชมาคุยกันดี ๆ เถอะ พี่แคร์แกนะ”

“.....”

“เตโชพี่รู้แกไม่อยากเห็นหน้าพี่ แต่ออกมาคุยกันดี ๆ เถอะ พี่ขอร้อง”

“.....”

“งั้นพรุ่งนี้พี่จะมาคุยกับแกใหม่นะ” อาคิระพ่นลมหายใจออกมาอย่างอ่อนใจ ยืนรอน้องชายนานสองนานก็ไม่ยอมเปิดประตูห้องออกมาคุยกัน สุดท้ายจำต้องยอมเป็นฝ่ายก้าวถอยหลังกลับไปตั้งหลักที่ห้องตัวเองใหม่

ปัง

ตุ้บ

อาคิระทิ้งตัวนอนแผ่บนเตียงสีน้ำเงินด้วยความอ่อนแรงและเครียดจัด

“เฮ้อ! นี่กูควรเริ่มจากตรงไหนก่อน?!”

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

“อาคิระอยู่ในห้องหรือเปล่าลูก?”

“อยู่ครับแม่” อาคิระเด้งตัวลุกขึ้นจากเตียง

แอ๊ดดด

“แม่มารบกวนเวลาพักของลูกหรือเปล่า?” รานีหย่อนก้นนั่งลงข้างลูกชายพร้อมกับยิ้มให้นิด

“ไม่ครับ” อาคิระส่ายหน้า

“เรื่องเตโชแม่ว่าเราคงต้องเวลาน้องเขาก่อนนะลูก” รานีตบบ่าลูกชายคนโต

“ครับแม่ ผมเข้าใจ” อาคิระพูดเสียงเรียบ “เรื่องนี้จะโทษใครได้ถ้าไม่ใช่ผม”

คุณหญิงรานียิ้มเศร้า “แม่ยอมรับนะว่าแม่เองก็โกรธ ผิดหวัง และเสียใจในการกระทำของลูก แต่.....เฮ้อ! เรื่องมันมาถึงขั้นนี้แล้ว จะมามัวแต่ด่าหรือโกรธลูกก็คงไม่ช่วยอะไรให้ดีขึ้น”

“ผมขอโทษครับแม่” อาคิระเอนศีรษะลงบนบ่าแม่อย่างอ่อนล้า “ผมทั้งโกรธ ทั้งเกลียดตัวเอง วันนั้นผมทำอะไรลงไปผมไม่รู้ตัวจริง ๆ ผมนึกว่าตัวเองแค่ฝันไป แต่ที่ไหนได้.....มันคือเรื่องจริง! ผมมันขี้ขลาดเอง....”

“ลูกรู้สึกยังไงที่ตัวเองกลายเป็นพ่อคนแล้ว” รานีเปลี่ยนเรื่อง

“ตอนแรกตกใจ แต่พอตั้งสติได้มันก็แอบรู้สึกดีแปลก ๆ” อาคิระหลับตาลงซ่อนความเจ็บปวดในดวงตา “แต่เจ็บมากที่ลูกไม่ได้ต้องการผม”

“นี่แหละความรู้สึกของคนเป็นพ่อเป็นแม่” รานียกมือขึ้นหัวลูกชาย “เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก แม่เข้าใจความรู้สึกของนิรัชกับบุษย์เขานะ มันเป็นเรื่องยากจริง ๆ ที่คนเป็นพ่อเป็นแม่จะยอมรับคนที่ทำร้ายลูกสาวของตัวเองได้”

“ผมเข้าใจครับ” อาคิระพูดเสียงเศร้า

“อันที่จริงลูกควรบอกเรื่องนี้กับพ่อแม่ก่อนนะ ตามจริงแล้วเราต้องเป็นฝ่ายเดินไปหาครอบครัวหนูขิม ไม่ใช่ให้ครอบครัวลูกขิมเดินมาหาเรา”

“ผมวู่วามทำอะไรไม่คิดให้ดีเองครับแม่”

“อายุจะสามสิบแล้วนะลูก แถมยังเป็นพ่อคนแล้ว ก่อนจะทำอะไรลูกต้องคิดเยอะ ๆ คิดให้ดี คิดเผื่อคนรอบข้างด้วย” รานีคลี่ยิ้มอ่อนโยนลูบหัวลูกชายด้วยความรัก “คิดหรือยังว่าจะทำยังไงต่อ?”

“ก็คิดไว้เยอะอยู่ครับ แต่ต้องหยุดสิ่งที่คิดไว้ก่อน ตอนนี้ขอให้ขิมยอมหันหน้ามาคุยกับผมก่อนดีกว่า”

“ลูกต้องเข้าหาครอบครัวหนูขิมบ่อย ๆ อย่างน้อยก็เป็นการแสดงความจริงใจของเรา แม่กับพ่อคุยกันแล้วว่าวันมะรืนเราจะไปพบครอบครัวหนูขิม ลูกเตรียมตัวให้ดีล่ะ”

อาคิระมองหน้าคนเป็นแม่ “พ่อกับแม่ไม่ต้องมาลำบาก....”

“ไม่ลำบากหรอกลูก พ่อกับแม่เองก็มีส่วนผิด” คุณหญิงรานีลูบหัวลูกชาย “เราผิดที่อบรมสั่งสอนลูกไม่ดี เราผิดที่ไม่รู้จักสังเกตความผิดปกติ เราผิดที่ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของคนในปกครอง ถ้าตอนนั้นแม่เอะใจ เรื่องมันคงไม่ย่ำแย่ขนาดนี้”

“แม่....”

“ไม่ว่ายังไงเราต้องเป็นฝ่ายเข้าครอบครัวหนูขิมทุกทาง และลูกเองก็ต้องทำทุกวิธีให้ครอบครัวหนูขิมยอมเปิดอกคุยด้วย เฮ้อ! ไหนจะเรื่องหลานชายตัวน้อยอีก”

“แม่ของลูกก็เมินเฉยต่อผม ลูกชายก็ไม่ต้องการผม สวรรค์กำลังลงโทษผมใช่ไหมครับ?” เวรกรรมกำลังลงโทษเขาสินะ

 

 

โรงเรียนประถม...... 

เวลา 16.00 น. 

“ภูผาผู้ชายคนนั้น....” เอ

“เขาคือคนที่เราเจอในสนามแข่งรถนี่น่า?” เลย์

“....” ภูผาทำเป็นมองไม่ให้บุคคลที่เพื่อนกำลังกล่าวถึง

อาคิระมองภูผาผ่านทางแว่นกันแดดสีดำเงียบ ๆ หัวใจคันยุบยิบกับท่าทีอันเย็นชาและเมินเฉยของลูกชาย

“มาขึ้นรถ” อาคิระเอ่ยปากเรียกภูผา

“เชอะ” ภูผาสะบัดหนี

“ภูผาเขาเรียกนายเหรอ?” เอหันมาถามภูผาอย่างสงสัย

“นายรู้จักกับเหรอ? รู้จักกันตั้งแต่วันนั้นหรือเปล่า?” เลย์ถามด้วยความอยากรู้

“ภูผา!” อาคิระเพิ่มระดับเสียงให้เข้มขึ้นเล็กน้อย

“ผมจะกลับบ้านกับแม่ผม” ภูผาบอกเสียงแข็ง ดวงตาฉายความก้าวร้าวไม่ยอมคนเป็นพ่อ “อย่ามาสั่งผม!”

“พ่อไม่ได้สั่ง” อาคิระกอดอกจ้องตากับลูกชาย

“พ่อ!!” เอกับเลย์ทวนเสียงดัง ทั้งสองหันมามองภูผาอย่างขอคำยืนยัน

“คุณไม่ใช่พ่อผม!” ภูผาตอกกลับทันควัน ดวงตาคมสีดำฉายความแข็งกร้าว

“จะขึ้นรถดี ๆ หรือให้พ่ออุ้มขึ้นรถ” อาคิระไม่สนความแข็งกร้าวในดวงตาลูกชาย “เดี๋ยวจะพาไปรับแม่ด้วย”

พอได้ยินคำว่า 'แม่' ภูผาก็มีท่าทีที่อ่อนลง แต่ยังแสดงความเย็นชากับคนเป็นพ่อ อาคิระอ่านสายตาลูกออกจึงพูดต่อ

“วันนี้ปู่กับย่าจะมาเยี่ยมด้วยนะ”

ภูผาทำหน้าครุ่นคิดเล็กน้อย นึกถึงสิ่งที่แม่พูดแล้วก็พ่นลมหายใจออกมาเบา ๆ “ไปก็ได้”

“ดี” อาคิพึงพอใจกับท่าทีของลูกชายที่อ่อนลง

ภูผาหันไปลาเพื่อนทั้งสอง “เอ เลย์ วันนี้เราขอกลับก่อนพวกนายนะ พรุ่งนี้เจอกันใหม่”

“อือ ๆ เจอกันพรุ่งนี้” เอพยักหน้ารับ

“อย่าลืมทำการบ้านล่ะ” เลย์โบกมือลา

“ไม่ลืมหรอกน่า” ภูผายิ้มนิด ๆ ก่อนจะเดินมาตามหลังพ่อไปที่รถ

อาคิระพยักหน้าไปที่รถ “ไม่กลัวความเร็วใช่ไหม?”

“....” ภูผาไม่ตอบแต่ดวงตาเปล่งประกายทันทีที่เห็นรถ

อาคิระอมยิ้มกับดวงตาของลูกชาย เขารู้สึกดีใจที่สามารถเดาใจลูกชายถูก

วันนี้บ้านเรามีแขก!

คุณท่านศรุต คุณผู้หญิงรานี และคุณอาคิระ ทั้งสามมาเซอร์ไพรส์ครอบครัวฉันถึงในบ้าน มาแบบที่พวกฉันไม่ทันได้ตั้งตัวเลย

ที่เซอร์ไพรส์อีกอย่างคือคุณอาคิระไปรับน้องภูผาที่โรงเรียน และน้องภูผาก็มากับเขา คุณอาคิระขับรถบิ๊กไบค์ราคาแพงมารับฉันถึงที่ทำงาน โดยมีน้องภูผาซ้อนท้ายมาด้วย แต่ปัญหาคือรถบิ๊กไบค์มันนั่งได้แค่สองที่ไง เลยต้องลำบากการ์ดที่บ้านใหญ่เอารถยนต์มาเปลี่ยนให้

อันที่จริงฉันก็ไม่อยากข้องแวะอะไรกับเขาหรอก แต่มันหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว ฉันยอมลดทิฐิลงเปิดช่องว่างให้เขาเข้ามามีส่วนในตัวลูก ส่วนเรื่องในอดีตก็ยังคงเหมือนเดิม

“ภูผามาให้ย่าดูใกล้หน่อยสิลูก” คุณผู้หญิงรานีกวักมือเรียกน้องภูผาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มสดใส

น้องภูผาเดินไปไหว้ปู่กับย่าแล้วก็ถูกดึงเข้าไปกอดและหอม คุณท่านทั้งสองมีแววตาที่รักใคร่เอ็นดูน้องภูผามาก สิ่งที่พวกท่านแสดงออกมาคือความจริงใจโดยไม่เสแสร้งแกล้งทำ

“ดูสิปู่มีของเล่นมาฝากหลานด้วยน่า” คุณท่านศรุตโชว์หุ่นยนต์ให้น้องภูผาดู “หลานชอบไหมครับ?”

“ชอบครับ ขอบคุณมากครับ” น้องภูผายกมือไหว้รับหุ่นยนต์

“พวกเธอเลี้ยงเขามาดี” คุณหญิงรานีลูบหัวน้อภูผาด้วยใบหน้าที่อ่อนโยนปนเศร้า ๆ “ต้องขอบคุณพวกเธอมากนะ”

“ครับ/ค่ะ” คุณพ่อคุณแม่ฉันทำเพียงพยักหน้ารับ

“ภูผาไปเล่นกับคุณอา ๆ ด้านนอกก่อนนะ ผู้ใหญ่เขามีเรื่องจะคุยกัน” คุณอาคิระพยักพเยินหน้าบอกน้องภูผา

“ไม่!” น้องภูผาปฏิเสธทันควัน แล้ววิ่งมานั่งบนตักฉันพร้อมกับหุ่นยนต์ในมือ “ผมจะอยู่กับแม่”

“พ่อไม่ได้จะมาฉุดแม่ภูผาสักหน่อย พ่อมีเรื่องสำคัญต้องคุยจริง ๆ” คุณอาคิระพูดเสียงเรียบ

“ไม่!” ซึ่งคำตอบก็เป็นเช่นเดิมทุกครั้ง

“ไม่เป็นไรหรอกลูก” คุณผู้หญิงรานีเกริ่นเปิดประเด็น “เอาล่ะพวกเรามาเข้าประเด็นกันเถอะ ที่พวกเรามาในวันนี้ พวกเราไม่ได้มาในฐานะอดีตเจ้านายกับอดีตลูกน้อง หรือผู้มีพระคุณอะไรกันทั้งนั้น”

“เรามาในฐานะพ่อแม่คนนึงเหมือนกับพวกเธอทั้งสองคน” คุณท่านศรุตรับช่วงพูดต่อจากภรรยา “เรามาขอขมาพวกเธอและหนูขิม ลูกชายฉันทำกับผิดใหญ่หลวงกับลูกสาวพวกเธอ เรื่องนี้พวกเรารู้ผิดรับและน้อมรับผิดด้วยเช่นกัน”

“ลูกชายฉันทำผิด เราที่เป็นพ่อกับแม่เองก็ผิดที่บกพร่องในการอบรมสั่งสอนลูก” คุณผู้หญิงรานีพูดเสียงเศร้า “นิรัช บุษย์ พวกเธอได้โปรดรับการขอขมาจากพวกเราเถอะ เราบริสุทธิ์ใจและอยากรับผิดชอบทุกอย่างที่เกิดขึ้น เราเสียใจในการกระทำของลูกชายเราจริง ๆ ”

คุณพ่อสบตากับคุณท่านศรุต ส่วนคุณแม่ก็หลบสายตาจากคุณท่านทั้งสอง บรรยากาศอึดอัดตึงเครียดขึ้นมาทันที แม้แต่น้องภูผาที่เป็นเด็กยังรู้สึกได้

“ได้ครับ ผมยินดีรับการขอขมาจากคุณท่านทั้งสองและคุณชายใหญ่” คุณพ่อหันไปสบตากับคุณอาคิระ “ส่วนเรื่องภูผาเป็นสิทธิ์ของขิม ขิมว่ายังไงผมก็ว่าตามครับ”

“แล้วเธอล่ะบุษย์” คุณผู้หญิงรานีถามคุณแม่ฉัน

“ดิฉันก็ว่าตามสามีนั่นแหละค่ะ เรื่องที่คุณท่านทั้งสองและคุณชายใหญ่มาขอขมาถึงบ้านและขอรับผิดทุกอย่าง ดิฉันซึ้งใจและขอรับไว้ด้วยความจริงใจเช่นกันค่ะ แต่เรื่องให้อภัยก็คงต้องใช้เวลามากหน่อยนะคะ” ความขมขื่นที่คุณแม่เก็บมานานแปดปีถูกระบายออกมา “มันไม่ง่ายจริง ๆ ค่ะ ไม่ง่ายเลยที่พวกเราจะมองหน้าคุณชายใหญ่อย่างสนิทใจ”

“ผมเข้าใจครับ” คุณอาคิระพูดด้วยใบหน้าที่เรียบนิ่ง เขามองมาที่ฉันกับลูก “อย่างน้อย ๆ ก็ขอให้ผมได้ทำหน้าที่พ่อเถอะครับ ส่วนเรื่องให้อภัยอะไรนั่น ผมเข้าใจคุณอาทั้งสองครับ”

“หนูขิมว่ายังไงลูก?” คุณหญิงรานีหันมาถามความเห็นจากฉัน

ฉันสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ เพื่อรวบรวมความมั่นใจ “ดิฉันเองก็มีความผิด ดิฉันเป็นคนที่ทำให้ลูกไม่มีพ่อ ยอมรับค่ะว่าดิฉันมีทิฐิ ในเมื่อคุณชายใหญ่ขอสิทธิ์เป็นพ่อในตัวลูกชายดิฉัน ดิฉันก็ยินดีจะให้สิทธิ์นั้นค่ะ แต่การเลี้ยงดูลูกทุกอย่างจะอยู่ในความดูแลและการตัดสินใจของดิฉันนะคะ”

“หมายความว่าเธอจะเลี้ยงลูกด้วยวิธีและแนวทางของเธอ ส่วนฉันไม่มีสิทธิ์ก้าวก่ายใช่ไหม?” คุณอาคิระถาม

“ประมาณนั้นค่ะ คุณชายขัดข้องอะไรไหมคะ?” ฉันถามกลับ

“ถึงขัดไปก็ไม่สามารถเปลี่ยนใจเธอไม่ได้อยู่ดี” เขาไหวไหล่เบา ๆ 

“ขอบคุณที่เข้าใจดิฉันค่ะ”

การเจรจาของเราทั้งสองผ่านเป็นไปด้วยความราบรื่น คุณอาคิระผู้เย็นชาขอขมาพ่อกับแม่ฉันตามหลักประเพณีไทย โดยมีคุณท่านศรุตค่อยกำกับ พอถึงช่วงที่เขามาขอขมาฉันแอบประหม่าพอสมควร แต่ก็ต้องเก็บอาการไว้ ส่วนน้องภูผาก็ทำตัวเป็นเด็กดีนั่งดูเงียบ ๆ ไม่ดื้อไม่ซน

“เดี๋ยวปู่จะให้คนมารับภูผาไปเล่นที่บ้านใหญ่บ่อย ๆ นะลูก” คุณท่านศรุตอุ้มน้องภูผานั่งบนตัก

“ให้แม่ขิมไปด้วยไหมครับ?” น้องภูผาฉีกยิ้มถาม

“นั่นมันแน่อยู่แล้วครับ ไหนบอกปู่มาสิภูผาอยากได้อะไรเอย? เดี๋ยวปู่จะซื้อให้”

“บอกมาเลยลูกปู่กับย่าจะหาให้ภูผาทุกอย่างเลยครับ” คุณหญิงรานีเองก็เห่อหลานใช่ย่อย

“ผมอยากได้รถบังคับกับเครื่องบินครับ” น้องภูผายิ้มประจบ ซึ่งมันก็ได้ผล

“ได้แน่นอนครับ”

เห็นอาการเห่อหลานและตามใจหลานของคุณท่านทั้งสองแล้ว ฉันทำนายอนาคตได้เลยว่าหลังจากนี้จะมีคนโอ๋และตามใจน้องภูผา แล้วฉันก็คงต้องปวดหัวด้วยอีกมาก เห็นฉันรักลูก โอ๋ลูก หวงลูก แต่บอกไว้เลยฉันไม่ใช่คนตามใจลูกหรอกนะ เช่นพวกของเล่นฉันจะไม่ตามใจซื้อให้ลูกไปเสียทุกอย่าง ถ้าลูกทำผิดฉันก็มีดุบ้างตีบ้างควบคู่กับการใช้เหตุผลสอนเขาไปด้วย

ถึงน้องภูผาจะยังเด็กแต่ฉันก็แววความดุในตัวลูก ฉะนั้นต้องปรามต้องฝึกเขาไว้แต่เนิ่น ๆ น้องภูผาเขาเหมือนพ่อเขาไปเสียทุกอย่าง ไม่มีส่วนไหนหรือตรงไหนที่เหมือนฉันเลยสักอย่าง ทั้งหน้าตาและนิสัยได้พ่อเขามาเต็ม ๆ

“ถ้าวันไหนฉันว่าง ฉันจะไปรับไปส่งลูกที่โรงเรียนเอง หรืออาจให้ลูกน้องมารับส่งแทนเธอ” คุณอาคิระยืนอยู่ข้าง ๆ ฉัน เรามองน้องภูผาที่เริ่มคุ้นชินเล่นกับคุณปู่คุณย่าแล้ว

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันมีความสุขที่ได้ไปรับไปส่งลูกที่โรงเรียนค่ะ” ฉันพูดตามความจริง

“เธอทำงานไม่ใช่เหรอ?” เขาถาม

“ก็ใช่ค่ะ ฉันไม่ได้ทำงานหนักอะไร” ฉันหันมามองหน้าเขา “ฉันไม่อยากรบกวนคุณ”

“ฉันเป็นพ่อเขาแค่นี้ไม่เป็นภาระหรอก” เขาพยืนมองลูกเงียบ

“งั้นก็แล้วแต่คุณ แต่ช่วยโทรบอกฉันด้วยล่ะ” ฉันหันมาสนใจลูกต่อ “อ้อ! เกือบลืมไป ฉันขอความร่วมมือกับคุณอีกอย่างนะคะ พฤติกรรมอันไหนที่ไม่ดี กรุณาอย่าทำให้น้องภูผาเห็น เช่น สูบบุหรี่ กินเหล้า พูดคำหยาบคาย อะไรที่ไม่ดีอย่าทำ อย่าสอน อย่าให้ลูกชายฉันเห็นเด็ดขาด!”

คุณอาคิระหันมาสบตากับฉัน “ได้”

“ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือค่ะ” ฉันยิ้มนิด ๆ

“ค่าเลี้ยงดูลูก” คุณอาคิระยื่นเช็คเงินสดและเอกสารรายการค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของน้องภูผาให้ฉันดู

ฉันขมวดคิ้วกับตัวเลขของแต่ละรายการ “มันเยอะเกินไปค่ะ ค่าเทอมน้องภูผาเทอมละหมื่นสองเองค่ะ ค่าอาหารห้าถึงหกพันต่อเดือนก็เหลือเฟือแล้ว ค่าขนมเต็มที่ก็เดือนละสามพัน คือค่าดูแลที่คุณให้มันเยอะไป....”

“เยอะไปเหรอ?” คุณอาคิระขมวดคิ้ว เขามองฉันราวกับไม่เชื่อในสิ่งที่ฉันพูด “เดือนหนึ่งเธอใช้จ่ายเงินกี่บาท? เฉพาะของเธอนะไม่รวมกับของลูกและพ่อแม่เธอ ไม่รวมพวกค่าใช้จ่ายในบ้านด้วย”

“อืม ประมาณสี่ถึงห้าพันต่อเดือนค่ะ” ฉันว่าฉันใช้เงินเก่งพอตัวอยู่นะ เงินเดือนนิดเดียวเอง เพราะไม่มีวุฒิปริญญาตรีเงินเดือนฉันจึงได้หมื่นสี่หมื่นห้าต่อเดือนเอง “คุณทำหน้าแบบนั้นคืออะไรคะ? คุณไม่เชื่อเหรอ?”

“!!!” ไม่ใช่แค่คุณอาคิระที่ทำหน้าอึ้งแม้แต่คุณท่านศรุตกับคุณผู้หญิงยังอึ้ง

“ขิมเธอกินแกลบแทนข้าวเหรอ?” เขาถามฉัน

 

วันต่อมา....... 

“งั้นฝากด้วยแล้วกันค่ะ อย่าพาเด็ก ๆ กลับค่ำล่ะ.....ขอบคุณมากค่ะ”

ตื๊ด

ฉันวางสายจากคุณอาคิระ วันนี้เขาไปรับน้องภูผาแทนฉันแล้วก็พาเพื่อน ๆ ของน้องภูผาไปเที่ยวด้วย ดูเหมือนน้องภูผาจะเริ่มเปิดใจให้พ่อเขาบ้างแล้ว

“ขิมน้อย!

ขวับ

ฉันหันไปตามทิศทางของเสียง พลันก็ยิ้มออกมา

“คุณชายน้อย”

คุณเตโชเดินมาหาฉันด้วยรอยยิ้ม “ว่างไหม? ฉันขอรบกวนเวลาเธอได้หรือเปล่า?”

“ถ้าเป็นคุณชายน้อยได้แน่นอนค่ะ” ฉันพยักหน้ารับ ไม่ได้เจอกันตั้งแปดปีก็ต้องมีคิดถึงคนสนิทมักคุ้นกันบ้างล่ะจริงไหม?

“เธอยังน่ารักเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน!”

 

โรงเรียนประถม....... 

16.00 น. 

“ภูผาพ่อนายมารับ” เอเบิกตาโต “ฮู้ว! พ่อนายเท่มากอะ”

“ใช่ ๆ พ่อนายหล่อ เท่ อย่างกับพระเอกในหนังเลยเนอะ” เลย์พูดเสริมเอา เด็กชายทั้งสองมองอาคิระตาเป็นประกาย

“ซิ” ภูผาคว่ำปากกลอกตามองบน

“จะหยิ่งไปถึงไหน?” อาคิระกอดอกมองลูกชาย “แล้วนายสองคนมีใครมารับไหม?”

“มีครับ แต่แม่ยังไม่มา” เอตอบ

“ผมก็รอแม่มารับเหมือนกันครับ” เลย์ตอบ

อาคิระหันมามองลูกชายจอมหยิ่ง “อยากกินอะไรไหม?”

“ไม่” ภูผาเชิดหน้าตอบ

“แต่เมื่อกี้นายบ่นว่าอยากกินไอติมนิ” เอพูดหน้าตาใสซื่อ เขาจำได้ว่าเมื่อกี้ภูผาบ่นอยากกินไอติมเย็น ๆ 

“ใช่ นายบอกว่าจะขอให้แม่นายทำให้กินนี่น่า” เลย์พูดเสริมอีกแรง เพราะเขาเองก็ได้ยินภูผาพูดเหมือนกัน

“พวกนาย!” ภูผาขึงตาใส่เพื่อนจอมซื่อทั้งสอง ช่างไม่รู้อะไรเลย

อาคิระหัวเราะในคอ “อยากกินอะไร อยากได้อะไร ก็บอกพ่อสิพ่อจะได้ซื้อให้”

ภูผาตีหน้านิ่งแต่ในใจโห่ร้องเสียงดัง ขณะเดียวกันก็มีความคิดดี ๆ ลอยเข้ามาในหัว “เอ เลย์ พวกนายก็มาด้วยกันสิ ลุงให้เพื่อนผมไปด้วยได้ไหม?”

“ตามใจ” อาคิระพยักหน้าเบา ๆ 

“พูดแล้วนะ?” ภูผายกยิ้มนิด ๆ

“อยากไปทานที่ไหนล่ะ?”

 

ห้างXXX 

“ภูผานายรู้จักร้านหรูขนาดนี้ด้วยเหรอ?” เอกระซิบถามเบา ๆ ด้วยความตื่นตะลึง “ร้านนี้ฉันว่าแพงมากเลยน่า”

“ใช่ ๆ แม่ฉันเคยบอกว่าห้างนี้มีแต่คนรวยมาเที่ยวน่า” เลย์ทำหน้าตื่นเต้น “นายรู้จักร้านแบบนี้ได้ยังไงเหรอ?”

“ฉันเองก็ไม่รู้จักเหมือนกับพวกนายล่ะน่า พวกนายก็ถามคนที่พามาสิ” ภูผาพยักพเยิดหน้ามาที่คนข้าง ๆ

“อย่ามัวแต่คุยกัน อยากกินอะไรก็เลือก” อาคิระพูดหน้านิ่งพลางจ้องลูกชายจอมหยิ่งที่วางมาดนิ่งใส่เขา

ภูผาฉีกยิ้มร้าย เขาเลื่อนเมนูในร้านให้เพื่อนทั้งสองดู “พวกนายชอบอันไหน? อยากอันไหนก็เลือกเลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ! ลุงเขารวยยย!”

อาคิระคิ้วกระตุกเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองหลงกลลูกชายจอมหยิ่ง

“จริงเหรอครับ?” เอทำหน้าตื่นเต้น

“ขอบคุณมากนะครับ” เลย์ยกมือไหว้

“อืม อยากกินอะไรก็เลือกเลย ฉันรวย!” อาคิระพูดเสียงลอดไรฟันด้วยความหมั่นไส้ลูกชาย “ลูกพ่อก็เลือกสิ”

“ลุงป๋าจังเลย” ภูผายิ้มร้ายขยิบตาให้คนเป็นพ่อ “เอ๋! กินไอติมแล้วพวกเราไปเล่นเกมกันไหม?”

“ไป!/ไป!” เอกับเลย์พยักหน้ารับรัว ๆ

“อยากได้หุ่นยนต์ทรานฟอร์เมอร์ไหม?” ภูผาถามยิ้ม ๆ

“อยากได้/อยากได้” เอกับเลย์ตอบพร้อมกันด้วยดวงตาที่เปล่งประกาย

ภูผาหันมาพูดยิ้ม ๆ ให้คนเป็นพ่อ “รบกวนลุงด้วยนะครับ”

“ครับลูกพ่อ!” อาคิระหางคิ้วกระตุกถี่ยิบ ไม่คิดว่าตัวเองจะถูกลูกชายจัดพิธีรับขวัญแต่เนิ่น ๆ 

 

Light Speed Stadium 

“เฮียนั่งคิดอะไรเหรอ?” มิกซ์เท้าคางถามด้วยความสงสัย เพราะไม่เคยเจ้านายนั่งเหม่อแบบนี้มาก่อน

“กูมีเรื่องอื่นให้คิดเหรอ?” อาคิระเอนตัวพิงเก้าอี้แล้วยกขาขึ้นพาดกับโต๊ะ

“เรื่องลูกกับแม่ของลูกสินะ อ้อ! มีเรื่องเฮียเตโชด้วยนี่” มิกซ์มีสีหน้าที่หนักใจ “แต่ผมก็แปลกใจนะ ปกติไม่ว่าจะปัญหาจะเยอะหรือหนักแค่ไหน เฮียไม่เคยทำหน้าเครียดเลยสักครั้ง นี้เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นเฮียทำหน้าเครียดนะ”

อาคิระปรายตามองมิกซ์ “ไว้มึงมีลูกมึงจะเข้าใจ”

“โด่ว! เฮียพูดเหมือนตัวเองอายุห้าสิบหกสิบเลยนะ” มิกซ์แซว “จุ๊ ๆ มีลูกแล้วแก่ขึ้นเยอะเลยนะเฮียเรา”

“ถ้ามึงเจอเหมือนกูมึงจะรู้เอง” อาคิระหยิบบุหรี่ขึ้นมาสูบ พลันเขาก็ชะงักก่อนจะโยนบุหรี่ทิ้ง

“อ้าว? โยนทิ้งทำไมล่ะเฮีย?” มิกซ์ถามด้วยความสงสัย

“รบกวนมึงไปประกาศบอกทุกคนให้เลิกสูบบุหรี่ อย่าพูดคำหยาบ ช่วงนี้งดปาตี้ทุกอย่าง” อาคิระไม่ตอบแต่สั่งการด้วยใบหน้าที่เรียบนิ่ง

“หืม?” มิกซ์ทำหน้างุนงง “เกิดอะไรขึ้นเหรอเฮีย? ทำไมอยู่เฮียถึง....”

“เราต้องเป็นตัวอย่างที่ดี!” อาคิระหันมามองหน้ามิกซ์ “แม่ของลูกสั่งลงมา!”

“เฮียฟังคนอื่นตั้งแต่เมื่อไหร่?!” มิกซ์เบิกตากว้าง ทำหน้าราวกับไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองคิด “อย่าบอกนะว่าเฮียกลัวแม่ของลูก”

“กูไม่ได้กลัว” อาคิระตบหัวมิกซ์ “แต่กูให้เกียรติ ‘แม่ของลูก’ ต่างหาก ถ้าลูกชายกูเลียนแบบเอาพฤติกรรมพวกเราไปใช้กับแม่เขา ทั้งมึงกับกูงานเข้าแน่”

“ผมไม่เข้าใจตรรกะเฮียอยู่ดี” มิกซ์เกาหัว “เฮียแคร์ใครเป็นด้วยเหรอ? นอกจากครอบครัวและตัวเฮียเองแล้ว ผมก็ไม่เคยเห็นเฮียจะแคร์หรือสนใครหน้าไหนเลยนิ”

“....” อาคิระชะงัก

“เฮียแน่ใจเหรอว่าตัวเองแค่อยากทำหน้าที่ ‘พ่อ’ ของลูก”

“....”

“ผมไม่ได้ยุยงให้เฮียนะ แต่.....”

“แต่?”

“ผมว่าเฮียอย่าทำแค่เพื่อไถ่โทษหรือรู้สึกผิดเลย”

“พูดให้ชัดดิ”

“เอาตรง ๆ นะ ผมคิดว่าลึก ๆ เฮียอยากชนะใจแม่ของลูกด้วยเหมือนกัน”

“!!!!”

“มาถึงขั้นนี้แล้วก็จีบเถอะเฮีย!”

อาคิระตบหัวมิกซ์อีกครั้ง “กูยังไม่ได้เคลียร์กับน้องชายกูเลยนะ”

“โอ๊ย! ผมก็พูดไปตามความคิดผมอะ แต่....เฮ้อ! ก็เข้าใจเฮียเตโชอยู่หรอกนะ เขาก็รักของเขานี่เนอะ” มิกซ์เท้าคางจ้องหน้าอาคิระ “แต่ผมพูดจริง ๆ นะ เฮียไม่มีเจตนาจะยุเฮียน่า ผมว่าเฮียกำลังสนใจแม่ของลูกจริงแท้แน่นอน เฮียทำไมไม่รีบเคลียร์กับเฮียเตโชให้เข้าใจกันล่ะ”

“ตอนนี้ไม่มีใครเข้าหน้าเตโชได้” อาคิระเอนตัวพิงโซฟา “เพราะงี้กูถึงเครียดไง ปัญหากับน้องชายก็ยังไม่ได้เคลียร์ ถ้าสมติกูจะจีบขิมจริง ไม่เท่ากับกูแย่งคนรักน้องชายเหรอ?”

“ก็จริงของเฮีย” มิกซ์พยักหน้าเข้าใจ “คุณท่านคงไม่อยากให้แค่เฮียรับผิดเรื่องลูกแล้วปล่อยเรื่องแม่ของลูกไปเฉย ๆ มั้ง”

“กูไม่คิดจะปล่อยไปเฉย ๆ อยู่แล้ว แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง?” อาคิระเคาะหัวตัวเอง “กูเคยง้อใครหรือทำดีกับใครเสียที่ไหนล่ะ?”

“ถ้าเฮียถูกใจจริง ๆ ก็เดินหน้าจีบ เดินหน้าง้อไปเถอะ จะคิดมากทำไม?”

“ไอ้นี่ที่กูพูดมึงไม่....”

“เฮียก็เข้าไปเคลียร์ตรง ๆ กับเฮียเตโชเลยอย่ามัวแต่รอ ส่วนเรื่องคุณขิมผมว่าเฮียก็รีบ ๆ คิดรีบ ๆ ทำเถอะ”

อาคิระกุมขมับ เครียดเรื่องชายแล้วยังมาปวดหัวกับตรรกะแนวคิดของลูกน้องคนสนิท

“ลูกก็ต้องง้อ! เมียก็ต้องจีบ!” อาคิระกลอกตามองบน “ไหนต้องพิชิตใจพ่อตากับแม่ยายอีก ชีวิตกูเจริญ!”

 

 

‘’ ’’ ’’ ’’ ’’ โปรดติดตามกันต่อไป’ ’ ’’ ’’ ’’ ’’ 

 

 

ไรท์จะพยายามมาอัปให้ได้เยอะที่สุดนะคะ อดใจรอหน่อยนะคะ 

ปล.อย่าหาความสมเหตุสมผลในนิยายไรท์นะคะ เพราะไรท์เป็นคนไม่มีสาระ

ฝากติดตามเรื่อง ถ้าจะรักโปรดอย่าร้าย และ เรื่อง คูนพบรัก ด้วยนะคะ

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว