ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทส่งท้าย

คำค้น : BlackscorpionSP,มาเฟียสเปเชียล

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.4k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ก.ย. 2562 18:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทส่งท้าย
แบบอักษร

 

บทส่งท้าย 

 

ติ๊ง!

 

เสียงสัญญาณลิฟต์ดังขึ้นก่อนที่ประตูลิฟต์จะเคลื่อนตัวออกจากกัน ระยะห่างระหว่างประตูลิฟต์ที่กำลังเพิ่มมากขึ้นเผยให้เห็นร่างสูงของโอยามะที่ยืนอยู่ด้านใน รวมไปถึงฮานะที่ยืนอยู่ข้างกายของเขา ตลอดจนคิราวะยืนอยู่ด้านหน้า ซึ่งกำลังทำหน้าที่เปิดทางให้กับโอยามะได้ก้าวนำออกไปก่อน

 

ด้านนอกลิฟต์เต็มไปด้วยพนักงานของแบล็กทาวน์ที่ยืนเรียงแถวกันไปจนสุดโถงทางเดิน ทุกคนล้วนแล้วแต่มารอต้อนรับโอยามะที่จะกลับมานั่งทำงานในตำแหน่งประธานของแบล็กสกอร์เปี้ยนอีกครั้ง

 

“ยินดีต้อนรับค่ะคุณโอยามะ” ริโกะเดินเข้ามาต้อนรับเป็นคนแรกพร้อมกับยื่นดอกไม้ช่อโตให้กับเจ้านายที่เธอเคารพเสมอ ความรู้สึกตื้นตันในอกเอ่อล้นออกมาทางสายตา ไม่ต่างจากคนอื่นๆ ที่กำลังเฝ้ารอการกลับมาของเขา

 

โอยามะมาเฟียหนุ่มที่กุมเมืองมารุและหัวใจของชาวแบล็กสกอร์เปี้ยนเอาไว้ในกำมือ

 

“ขอบใจ”

 

“ริโกะกับพวกเราทุกคนดีใจมากนะคะที่คุณโอยามะกลับมา แล้วก็ดีใจมากๆ ที่พาฮานะกลับมาด้วยค่ะ” ริโกะยิ้มกว้าง

 

โอยามะยิ้มตอบพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ เขารู้สึกซาบซึ้งกับน้ำใจที่ทุกคนที่นี่มีให้เขาเสมอ เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้เขารู้ว่าทุกคนคือพนักงานของเขาอย่างแท้จริง พนักงานที่ซื่อสัตย์และจงรักภักดีกับเขา ไม่ว่าเขาจะอยู่ในสถานะใดก็ตาม

 

“ฉันขอบใจทุกคนมากก็แล้วกัน” โอยามะบอกยิ้มๆ รอยยิ้มของเขาทำให้ทุกคนฮือฮากันยกใหญ่ ก่อนที่เสียงฮือฮานั่นจะค่อยๆ เงียบลงเมื่อเขาก้าวเท้าออกเดิน

 

ทุกก้าวของโอยามะยังคงมั่นคงเสมอเหมือนกันกับวันแรกที่เขาเข้ามารับตำแหน่งที่นี่ ต่างออกไปก็แต่วันนี้ ข้างกายของเขาไม่ว่างเปล่าอีกแล้ว

 

ถ้าหากโอยามะคือผู้ชายที่กุมเมืองมารุและหัวใจของชาวแบล็กสกอร์เปี้ยนเอาไว้ ฮานะก็คือคนที่กุมหัวใจของโอยามะเอาไว้อีกที

 

บรรยากาศภายในห้องทำงานเงียบสนิท แทบไม่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงของเครื่องปรับอากาศด้วยซ้ำทั้งที่มันถูกตั้งอุณหภูมิเอาไว้จนเย็นเฉียบ

 

โอยามะเดินตรงไปนั่งลงที่เก้าอี้ด้านหลังโต๊ะทำงาน ส่วนฮานะก็กำลังกวาดสายตามองไปรอบๆ สองตาของเธอเบิกโพลง ดูตื่นเต้นกับสิ่งที่กำลังได้เห็นจนโอยามะต้องยกมุมปากยิ้มอย่างเอ็นดู

 

“มานี่สิ”

 

เสียงเรียกของโอยามะทำให้ฮานะที่กำลังมองสำรวจห้องทำงานของโอยามะอยู่เพลินๆ ถึงกับสะดุ้งเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ เดินไปหาเขาตามคำสั่ง

 

ทุกอย่างรอบกายทำให้ฮานะรู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ผิดที่ผิดทาง นอกจากโอยามะแล้ว ก็ไม่มีอะไรที่เธอคิดว่ารู้จักหรือคุ้นชินกับมันเลยสักอย่างเดียว

 

ฟุ่บ!

 

“เธอไม่ได้กำลังกลัวฉันใช่มั้ยฮานะ” โอยามะแกล้งถามหลังจากที่ดึงฮานะเข้ามากอดเอาไว้ในอ้อมแขนได้สำเร็จ

 

“ก็...นิดหน่อยน่ะ ยังไม่ชินเท่าไหร่เวลาที่เห็นทุกคนก้มหัวให้นายแบบเมื่อกี้” ฮานะสารภาพ

 

คำสารภาพของเธอทำให้โอยามะกระตุกยิ้มมุมปาก ก่อนจะดันไหล่ทั้งสองข้างของเธอออกเบาๆ เพื่อจะได้มองเห็นดวงตาคู่สวยของผู้หญิงที่เป็นทุกอย่างของเขา

 

“พวกเขาไม่ได้เคารพฉันแค่คนเดียว”

 

“นั่นแหละที่บอกว่ายังไม่ชิน นายสั่งห้ามพวกเขาให้หน่อยสิ บอกว่าไม่ต้องก้มหัวให้ฉันแบบนั้นก็ได้ บอกพวกเขาให้ทีว่า ฉันไม่ใช่เจ้านายของพวกเขา”

 

“แต่ฉันเป็น” โอยามะบอกเสียงเรียบ พูดจบก็เห็นว่าฮานะแอบเบ้ปากใส่เขาในทันที

 

“ทุกคนต้องทำตามหน้าที่ของตัวเอง เธอเองก็เหมือนกัน”

 

“แล้วฉันมีหน้าที่อะไร” ฮานะรีบถาม

 

“เป็นแม่ที่ดีของลูก แล้วก็เป็นเมียที่ดีของฉัน เริ่มจากไปนั่งพักตรงนั้น ฉันจะทำงาน ถ้าหิวหรือว่าอยากได้อะไรให้บอก” โอยามะบอกยิ้มๆ แต่ฮานะกลับเบ้ปากใส่เขาหนักกว่าเดิม

 

“หน้าที่ฉันมันง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ แค่นั่งพักเฉยๆ เนี่ยนะ ฉันขอช่วยนายทำงานได้มั้ย ฉันไม่อยากอยู่เฉยๆ มันน่าเบื่อ”

 

“หรืออยากทำหน้าที่เมีย” โอยามะแสร้งถามด้วยน้ำเสียงที่เข้มขึ้นพลางกระตุกยิ้มมุมปากอีกครั้ง สายตาที่เขามองฮานะในตอนนี้ก็วิบวับมากขึ้นสื่อความหมายของคำว่า ‘หน้าที่เมีย’ อย่างชัดเจน

 

“ฉันว่าฉันไปพักตรงนั้นดีกว่า เหมือนจะเพลียๆ สงสัยลูกจะอยากนอน”

 

ข้ออ้างของฮานะทำให้โอยามะแค่นหัวเราะในลำคอ ก่อนจะยอมปล่อยให้เธอไปพักตามข้ออ้างของเธอแต่โดยดี

 

ก๊อกๆๆ

 

“เข้ามา” โอยามะเอ่ยปากอนุญาตทันทีเพราะเขาเป็นคนสั่งริโกะเอาไว้ว่าให้เตรียมเอกสารรายงานผลประกอบการของแบล็กซิโนในช่วงที่เขาไม่อยู่ รวมถึงรายงานเรื่องหุ้นทั้งหมดของซาเกะกรุ๊ปที่เพิ่งจะตกเป็นของแบล็กสกอร์เปี้ยนมาให้ทันทีเมื่อเขามาถึง

 

“ริโกะเช็กเบื้องต้นแล้ว ทุกอย่างปกติดีค่ะ แต่ถ้าคุณโอยามะมีตรงไหนที่อยากให้ริโกะเช็กเพิ่มเติม แจ้งริโกะได้ทันทีค่ะ” ริโกะบอกพลางวางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะ ก่อนจะถอยกลับออกมานิดหน่อย

 

“ขอบใจ แล้วถ้าต้องการอะไรเพิ่มฉันจะแจ้งอีกที ไปเถอะ” โอยามะบอกเสียงเรียบพลางเอื้อมมือไปแตะแฟ้มเอกสาร

 

“ริโกะ”

 

แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้เปิดอ่าน เสียงกระซิบกระซาบของฮานะก็ทำให้เขาต้องหันไปมอง ทำเอาคนกระซิบเรียกเมื่อครู่ทำหน้าเหมือนตกใจที่ถูกจับได้ ในขณะที่ริโกะพยายามกลั้นหัวเราะ

 

“ขอโทษ แต่ฉันอยากคุยกับริโกะน่ะ นายอนุญาตมั้ย” ฮานะบอกเสียงอ่อยพลางทำหน้าละห้อยใส่โอยามะ ท่าทางของเธอทำให้ริโกะต้องยิ่งพยายามกลั้นขำหนักกว่าเดิม ในขณะที่โอยามะถึงกับปั้นหน้ายาก

 

“ฉันก็ไม่ได้ห้ามให้เธอพูดสักหน่อยนี่”

 

“งั้นฉันออกไปคุยกับริโกะข้างนอกนะ” ฮานะกระโดดลุกขึ้นยืนด้วยความดีใจ แต่สายตาที่โอยามะมองมากลับวาววับขึ้นทันทีเมื่อเห็นกับตาว่าเธอกระโดดซะตัวลอย

 

“เอ่อ โทษที แค่ดีใจมากไปหน่อย ตกลงว่านายอนุญาตให้ฉันไปคุยกับริโกะข้างนอกมั้ย”

 

“ไม่ จะคุยก็คุยที่นี่ ทำไมต้องออกไปคุยข้างนอก” น้ำเสียงของโอยามะเข้มขึ้นจนฮานะใจฝ่อ เขาช้อนตามองเธอครู่หนึ่ง ก่อนจะทำทีเป็นไม่สนใจสายตาเว้าวอนของเธอ ก้มหน้ามองเอกสารในแฟ้มที่เขาเพิ่งจะเปิดมันออกแทน

 

“ก็...”

 

“ก็อะไร” โอยามะยังคงแกล้งทำเสียงดุ ทั้งที่เขายังไม่เงยหน้าขึ้นจากเอกสารตรงหน้าเลยด้วยซ้ำ เพียงแค่นั้นก็มากพอจะทำให้ฮานะรู้แล้วว่าเขาไม่อนุญาต

 

“ก็...ได้”

 

ท้ายที่สุดฮานะก็ต้องยอมเสียงอ่อนลง ก่อนจะหันไปสบตากับริโกะที่พยายามกลั้นยิ้มด้วยการเม้มริมฝีปากเข้าหากันจนแน่น

 

“ริโกะ มานี่สิ”

 

“กระซิบกระซาบทำไม”

 

“ก็...เถอะน่า นายทำงานไปเถอะ จะมาแอบฟังฉันคุยกับริโกะทำไม” ฮานะกระฟัดกระเฟียดใส่โดยที่เธอไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังถูกผู้ชายเย็นชาที่นั่งหน้าตึงอยู่ด้านหลังโต๊ะทำงานแกล้งอยู่

 

คนรู้คงมีเพียงเจ้าตัวกับริโกะเท่านั้น นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ริโกะหยุดยิ้มให้กับสิ่งที่เห็นตอนนี้ไม่ได้เลย ก่อนหน้านี้คุณโอยามะที่เธอรู้จักไม่มีอารมณ์ขันแบบนี้ ไม่เคยแกล้งหยอกกับใครหรือว่านั่งยิ้มมุมปากคนเดียวแบบนี้ เธอสังเกตเห็นว่าเขายิ้มอยู่ตลอดเวลาแม้จะก้มหน้าทำทีเป็นอ่านเอกสารอยู่ก็ตาม

 

“นี่ห้องทำงานฉัน”

 

“ก็แล้วทำไมไม่ให้ออกไปคุยข้างนอกล่ะ นายจะได้ทำงาน”

 

“ไม่ให้ไป”

 

“โอยามะ”

 

“ริโกะ ไปทำงานต่อไป เอาไว้ถ้าฮานะนึกเรื่องที่จะพูดกับเธอได้เมื่อไหร่ ฉันจะโทรไปตาม”

 

“ไม่ต้องๆ ฉันแค่...”

 

“แค่อะไร”

 

“แค่...”

 

ก๊อกๆๆ

 

ยังไม่ทันที่ฮานะจะได้พูด เสียงเคาะประตูห้องทำงานก็ทำให้เธอต้องเม้มริมฝีปากเอาไว้ก่อน

 

“เข้ามา” โอยามะที่ยังสนุกกับการแกล้งฮานะรีบเอ่ยปากอนุญาต ทั้งที่ปกติแล้วถ้าเขายังคุยหรือจัดการกับปัญหาตรงหน้าไม่เสร็จ เขาจะไม่รับปัญหาหรือภาระงานเข้ามาเพิ่ม แต่ตอนนี้เขารู้สึกอยากได้ยินคำสารภาพของคนที่กำลังอึกอักๆ อยู่มากกว่า

 

ฮานะจะคุยอะไรกับริโกะ เป็นเรื่องที่เขากำลังอยากรู้ นี่คงเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่โอยามะรู้สึกตัวดีว่ากำลังทำในสิ่งที่ตัวเองไม่เคยทำ เพราะปกติแล้วเขามักไม่ค่อยสนใจกับเรื่องจุกจิก แต่เพราะเป็นเธอ เขาถึงเลือกจะมองข้ามทุกอย่างไปอย่างง่ายดาย

 

“ไดสึเกะมาขอพบครับ ผมให้รออยู่ที่ห้องประชุมสาม” คิราวะรายงาน รายงานจบเขาก็แอบชำเลืองหางตามองไปที่ฮานะนิดหน่อย เพราะเขาเองก็เป็นอีกคนที่เห็นว่าเจ้านายของเขากำลังแอบยิ้มซึ่งรอยยิ้มของผู้ชายคนนั้น เกิดขึ้นได้จากสาเหตุเดียวก็คือเธอ

 

“ปล่อยให้มันรอไปก่อน ฮานะ คิดออกรึยัง ริโกะมีงานต้องทำ” โอยามะยังไม่วายจะแกล้งเร่ง

 

“โอ๊ย ฉันก็แค่อยากชวนริโกะไปกินบะหมี่เย็นก็เท่านั้นเอง” ฮานะโพล่งออกไปในที่สุด แรงกดดันจากสายตาของทุกคนทำให้เธอพูดออกไปเร็วปร๋อ

 

ริโกะถึงกับเบิกตาโพลงทันทีที่เธอได้ยิน ไม่ต่างจากคิราวะที่กำลังจ้องมองฮานะด้วยสองตาโตๆ สลับกับมองไปที่โอยามะอยู่หลายครั้ง

 

“นี่แปลว่าเธอจำได้แล้วเหรอฮานะ ความจำเธอกลับมาแล้วใช่มั้ย” ริโกะถามด้วยความตื่นเต้นดีใจ เธอวิ่งเข้าไปหาฮานะพลางจับมือของฮานะขึ้นมาเขย่าอย่างเร็วรี่

 

“ฉัน...ยังจำไม่ได้หรอก”

 

คำตอบของฮานะทำให้ริโกะหน้าเหี่ยวลงในทันที เธอถอนหายใจยาวเหยียดก่อนจะมองกลับไปที่โอยามะที่ยังคงนั่งเงียบมาตั้งแต่ต้น เหมือนตั้งใจหลอกให้เธอดีใจเล่นๆ

 

“แต่จำไม่ได้ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่ เพราะยังไงซะโอยามะก็เล่าให้ฉันฟังหมดแล้ว เพราะงั้นเย็นนี้เราไปกินบะหมี่เย็นกันนะริโกะ นายด้วยนะคิราวะ” ฮานะบอกเสร็จสรรพ พูดจบแล้วเธอก็ยิ้มกว้างตรงกันข้ามกับริโกะและคิราวะที่ได้แต่มองหน้ากันไปมา เพราะคนเดียวที่จะให้คำตอบในเรื่องนี้ได้ก็ยังคงเป็นโอยามะคนเดิม

 

“เอ่อ คือว่า...”

 

“ไปนะ ร้านประจำของพวกเราไง”

 

“พวกเรา” ริโกะทวนคำเสียงดังด้วยความตกใจหนักกว่าเดิม

 

“อืม โอยามะบอกว่าฉันชอบกินบะหมี่เย็นร้านนั้นมาก เขาพาฉันไปกินบ่อยๆ แล้วฉันก็ชอบชวนเธอกับคิราวะไปด้วย ร้านนั้นก็เลยเป็นหนึ่งในร้านโปรดของพวกเราไง”

 

อึก!

 

คิราวะกลืนน้ำลายลงคอไปอึกใหญ่ เขาเอาแต่ก้มหน้าเพราะไม่ต้องการแสดงความคิดเห็นใดๆ กับเรื่องนี้

 

“ทำไมทุกคนถึงได้ทำหน้าแบบนั้นล่ะ มีอะไรรึเปล่า หรือว่าโอยามะโกหกฉัน” น้ำเสียงของฮานะเบาลง สายตาของเธอฉายชัดถึงความผิดหวัง

 

“ฉันโกหกรึเปล่าริโกะ” โอยามะแสร้งถาม ทำเอาคนถูกถามหัวใจจะวายตายเพราะไม่รู้ว่าควรตอบยังไงในเมื่อความจริงคืออะไรก็รู้ๆ กันอยู่

 

“เอ่อ คือว่า...”

 

“คิราวะ”

 

“ไม่ครับ คุณโอยามะไม่ได้โกหก” คิราวะตอบฉะฉาน ทำเอาริโกะต้องค่อยๆ แอบหันหน้าไปมองคนโกหกในทันที

 

นี่สินะถึงเรียกว่าอยู่เป็น!

 

“จริงนะ” ฮานะถามย้ำอีกรอบ

 

“ครับ” คิราวะยังคงยืนยันตามเดิม น้ำเสียงหนักแน่นเหมือนเดิมแม้จะยังไม่กล้าสบตาฮานะก็ตาม

 

“งั้นก็แล้วไป แล้วนี่สรุปยังไงล่ะ เย็นนี้ฉันอยากกินบะหมี่เย็น ทุกคนจะไปกับฉันมั้ย”

 

“ผมมีงานด่วนพอดีครับ ริโกะก็เหมือนจะ...”

 

“ไปทุกคนนั่นแหละ ห้าโมงเย็นเจอกันข้างล่าง” โอยามะตัดบทเสร็จสรรพ และคำพูดของเขาถือเป็นการตัดสินใจแทนคิราวะและริโกะเรียบร้อย

 

ในขณะที่คิราวะและริโกะยังคงยืนเงียบท่ามกลางความรู้สึกงุนงง ฮานะกลับยิ้มกว้างจนตาหยีด้วยความตื่นเต้นดีใจ

 

“ฉันอยากให้ถึงห้าโมงเย็นแล้วสิ”

 

“ให้คนอื่นเขาได้ทำงานก่อนมั้ยฮานะ” โอยามะขัดเสียงดุ แต่คนที่นับเวลารอกินบะหมี่เย็นแล้วกลับยิ้มตาหยีใส่ ไม่มีวี่แววจะกระเง้ากระงอดใส่เพราะถูกดุเลยสักนิด

 

ก๊อกๆๆ

 

แล้วเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นอีกครั้ง เรียกเสียงถอนหายใจของโอยามะให้ดังขึ้นตามมาติดๆ

 

“เข้ามา”

 

มาเริ่มงานวันแรกก็ดูเหมือนจะมีเรื่องให้เขาปวดหัวเยอะกว่าที่คิดเอาไว้

 

หลังจากที่โอยามะอนุญาต ประตูห้องทำงานของเขาก็ถูกเปิดเข้ามาพร้อมกับการก้าวเข้ามาของไดสึเกะที่เดินจูงมือนามิเข้ามา

 

ไดสึเกะกวาดสายตามองไปที่ทุกคนด้วยความแปลกใจนิดหน่อย ตรงกันข้ามกับทุกคนที่เริ่มแยกย้ายกันไปคนละทิศละทางเมื่อเขาปรากฏตัว

 

“ผมขอตัวกลับไปทำงานครับคุณโอยามะ”

 

“ริโกะด้วยค่ะ ฉันไปก่อนนะฮานะ แล้วเจอกัน” ริโกะไม่ลืมที่จะหันกลับมากระซิบกระซาบร่ำลาฮานะก่อนที่เธอจะเดินตามหลังคิราวะที่กำลังเดินไปที่ประตู

 

“อย่าเพิ่งไป” ไดสึเกะโพล่งออกมากลางคัน ทั้งคิราวะและริโกะต่างก็ชะงักฝีเท้าลงในฉับพลัน เหมือนกันกับที่โอยามะเองก็ช้อนตาขึ้นมองไดสึเกะทันที

 

“ฉันมีเรื่องจะมาบอก”

 

“แล้วเกี่ยวอะไรกับคิราวะและริโกะ” โอยามะถามขึ้นด้วยความไม่ไว้ใจ

 

“เพราะฉันต้องการให้ทุกคนรู้”

 

“รู้ว่าอะไร” โอยามะยังไม่หยุดที่จะจี้ถาม

 

“รู้ว่าฉันต้องการเงินปันผลจากแบล็กซิโนเพิ่มอีกสิบเปอร์เซ็นต์ และจากซาเกะกรุ๊ปอีกยี่สิบ”

 

ปัง!

 

โอยามะฟาดฝ่ามือหนาๆ ลงกับโต๊ะทำงานเสียงดังจนทุกคนต่างก็พากันสะดุ้งตกใจ

 

“แกอย่ามาเพ้อเจ้อ!”

 

“ทุกสิ้นเดือน เงินปันผลทั้งสามสิบเปอร์เซ็นต์นั้นของฉันจะต้องถูกโอนเข้าบัญชีลูกทั้งสองคนของฉันนับตั้งแต่สิ้นเดือนนี้เป็นต้นไป”

 

“แกว่าไงนะ”

 

เรื่องเงินปันผลสามสิบเปอร์เซ็นต์โอยามะพอจะเข้าใจ แต่ที่ไม่เข้าใจก็คือลูกทั้งสองคนของไดสึเกะต่างหาก

 

“คุณนามิได้ลูกแฝดงั้นเหรอคะ” คนที่ตื่นเต้นและหัวไวที่สุดในตอนนี้คือริโกะ ซึ่งเมื่อเห็นว่านามิยกมุมปากยิ้มพลางพยักหน้าอยู่หลายครั้ง เธอก็ถึงกับยิ้มกว้าง

 

“ริโกะดีใจด้วยนะคะ”

 

“ขอบใจ” นามิบอกแล้วยิ้มกว้าง

 

“อย่ามัวแต่ดีใจจนลืมบอกเจ้านายเธอด้วยก็แล้วกันว่าฉันต้องการเพิ่มสามสิบเปอร์เซ็นต์” ไดสึเกะย้ำพลางกระตุกมุมปากยิ้ม เขากระชับฝ่ามือของนามิเอาไว้เบาๆ หางตาเหลือบมองไปที่โอยามะที่ยังคงนั่งหน้าตึงอยู่ด้านหลังโต๊ะทำงาน

 

ถึงแม้จะไม่อยากตกลง เพราะข้อเรียกร้องของไดสึเกะนั้นมากเกินไป แต่เพราะเหตุผลที่ไดสึเกะอ้างออกมาก็ทำให้เขากลืนไม่เข้าคายไม่ออก

 

ไม่บ่อยนักที่คนอย่างไดสึเกะจะทำเพื่อคนอื่น และจะพูดว่านี่เป็นครั้งแรกก็ได้ที่คนอย่างไดสึเกะกำลังเรียกร้องผลประโยชน์ให้คนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเองเหมือนที่ผ่านมา มันทำให้โอยามะมองเห็นถึงความตั้งใจที่จะทำเพื่อลูก และมันยากที่จะปฏิเสธเพราะเขาเองก็กำลังจะมีลูกเหมือนกัน

 

หัวอกเดียวกันสิน่า...

 

“ตกลงมั้ยไอ้โอยามะ” ไดสึเกะถามย้ำเพื่อความมั่นใจ เขาจะต้องกลับออกไปพร้อมกับคำตอบ ซึ่งจะต้องเป็นคำตอบที่เขาต้องการเท่านั้น

 

“แกจะได้เพิ่มตามที่ต้องการก็ต่อเมื่อ...” โอยามะเว้นวรรคคำพูดไปสักพัก ทำเอาคนที่รอฟังเริ่มชักสีหน้าหงุดหงิด

 

“เมื่ออะไร”

 

“เมื่อนามิยินยอมจะแบ่งเงินปันผลสิบห้าเปอร์เซ็นต์ของเสือขาว และอีกสิบห้าเปอร์เซ็นต์ของยามาดะกรุ๊ปที่กำลังจะเปลี่ยนชื่อเป็นโยชิดะกรุ๊ปให้กับลูกทั้งสองคนของแกกับเธอด้วยเหมือนกัน รวมเป็นสามสิบเปอร์เซ็นต์เท่ากันพอดี”

 

“ไอ้...”

 

ข้อต่อรองของโอยามะทำให้ไดสึเกะกัดฟันกรอด

 

“ไม่เห็นจำเป็น”

 

“จำเป็นสิ ของแบบนี้มันต้องวินวินทั้งสองสองฝ่าย ในเมื่อแกอยากทำเพื่อลูก ฉันก็แค่ให้เมียของแกยินดีจะทำเพื่อลูกของแกด้วย มันจะเป็นไร”

 

“ยังไงซะนามิก็ต้องทำแบบนั้นอยู่แล้ว”

 

“เรื่องนั้นก็แล้วแต่แกจะคิด แต่ถ้าแกไม่รับเงื่อนไขของฉัน ฉันไม่ให้”

 

“ไอ้...”

 

“ฉันตกลง” นามิรีบพูดแทรก เธอไม่ได้มีข้อโต้แย้งใดๆ เพราะเต็มใจจะทำเพื่อลูกตั้งแต่แรกอยู่แล้ว อีกอย่างมันก็ไม่มีเหตุผลที่เธอจะไม่ยอมรับเงื่อนไขนั้นของโอยามะสักนิด เพราะเงินปันผลที่ถูกแบ่งออกไป ก็คือการโอนเข้าบัญชีลูกของเธอ ไม่ใช่คนอื่น

 

“ดี งั้นทำรายงานบัญชีพร้อมกับหลักฐานเงินปันผลทั้งสามสิบเปอร์เซ็นต์นั้นมาให้ฉันตรวจด้วยล่ะ ถ้าทุกอย่างถูกต้อง ไม่เกินสามวันหลังจากที่ฉันได้รับข้อมูล เงินปันผลของแบล็กซิโนและซาเกะกรุ๊ปทั้งสามสิบเปอร์เซ็นต์จะถูกโอนเข้าบัญชีเด็กสองคนนั้นทันที” โอยามะยื่นคำขาด

 

นี่ต่างหากที่โอยามะต้องการ เพราะถ้าหากเขารู้ข้อมูลทางการเงินของเสือขาวและยามาดะกรุ๊ป แม้จะเพียงแค่น้อยนิด แต่การคาดคะเนแนวโน้มรายได้ของทั้งสองกิจการก็จะสามารถทำต่อได้ไม่ยาก

 

“ไม่มีทาง” ไดสึเกะตัดสินใจที่จะไม่รับข้อเสนอ

 

“งั้นก็แล้วแต่แก ในเมื่อแกไม่พร้อมจะแลก ก็เชิญ” โอยามะบอกอย่างไม่คิดจะสนใจ เพราะเขาไม่มีอะไรจะเสียตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

 

การทำสงครามประสาทของโอยามะและไดสึเกะทำให้อีกหลายคนที่อยู่ร่วมเป็นสักขีพยานมองหน้ากันเลิ่กลั่กไปมา แม้แต่ตัวนามิเองก็ยังปั้นหน้าไม่ถูก

 

“แล้วแกอย่ามาโทษฉันทีหลังก็แล้วกัน ในเมื่อแกเป็นคนทำให้เรื่องง่ายมันกลายเป็นเรื่องยากเอง” ไดสึเกะบอกทิ้งท้าย ก่อนจะจูงมือนามิเดินออกมาจากห้องทำงานของโอยามะพร้อมกัน

 

“เดี๋ยวไดสึเกะ”

 

แต่แล้วทั้งไดสึเกะและนามิก็ต้องชะงักเท้าลงด้วยกันทั้งคู่ ไดสึเกะหันขวับกลับมามองหน้าฮานะซึ่งเป็นคนเรียกเขาเอาไว้ด้วยสายตาหงุดหงิดและพร้อมจะพาลใส่ แต่อารมณ์มาคุในอกของเขากลับถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกเซ็งเมื่อหันมาเจอรอยยิ้มกว้างๆ เผยให้เห็นฟันสีขาวๆ ที่เรียงแถวกันสะอาดสวยงามเต็มปากของฮานะ

 

“อะไร”

 

จากที่ตั้งใจจะโมโหใส่ เพราะหมั่นไส้เจ้าของห้องทำงานแต่กลับทำอะไรไม่ได้ ไดสึเกะก็ต้องถามแบบไม่ใส่ใจ แล้วปรับอารมณ์ด้วยการถอนหายใจออกมาแรงๆ แทน

 

“เย็นนี้นายกับนามิว่างรึเปล่า”

 

“เอ่อ คุณฮานะครับ ผมว่า...” คิราวะพยายามจะตัดบท แต่ฮานะกลับถลึงตาใส่จนเขาต้องเงียบลงอย่างไม่มีทางเลือก

 

“คือฉันอยากชวนนายกับนามิไปกินบะหมี่เย็นด้วยกันน่ะ”

 

“เธอว่าไงน่ะ” ไดสึเกะถึงกับย้อนถามเสียงดัง

 

คำชวนของฮานะทำให้ทุกคนหน้าตึงไปตามๆ กัน และต่างก็พร้อมใจกันหันหน้าไปคนละทิศละทาง ซึ่งคนที่น่าจะกำลังปวดหัวที่สุดคงหนีไม่พ้นโอยามะ

 

“ฉันจะชวนนายกับนามิไปกินบะหมี่เย็นด้วยกันน่ะ ที่ร้านโปรดของพวกเราไง”

 

“ซวยแล้ววว” ริโกะรำพึงรำพันเบาๆ พลางหันหน้าหนีออกไปทางประตู

 

“เหอะ”

 

“นะ โอยามะเลี้ยง”

 

“ไอ้ไดสึเกะมันไม่ว่างหรอกฮานะ”

 

“ฉันว่างพอดี ช่วงนี้นามิเองก็บ่นอยากจะกินอะไรแปลกๆ อยู่เหมือนกัน” ไดสึเกะพูดแทรกโอยามะขึ้นมาอย่างตั้งใจ

 

“ว่าแต่ร้านโปรดของเรานี่ เธอหมายถึงร้านไหน”

 

“ไอ้ไดสึเกะ”

 

“ก็ร้านที่แถวๆ หน้าโรงเรียนของฉันกับริโกะไง ไหนโอยามะบอกว่าพวกเราชอบไปกินที่ร้านนั้นบ่อยๆ แต่เมื่อกี้คิราวะกับริโกะก็ทำหน้างงเหมือนนายกับนามิตอนนี้เลย ตกลงแล้วมันยังไงกันแน่ ฉันชักสงสัยแล้วนะ”

 

“ฉันว่า...” ไดสึเกะเว้นช่วงจังหวะการพูดอย่างตั้งใจ เหมือนกันกับที่โอยามะเองก็เพิ่งจะทำกับเขาไปเมื่อครู่ และสิ่งที่โอยามะทำในตอนนี้ก็คือการช้อนตามองแล้วเคาะนิ้วลงกับโต๊ะทำงาน ป๊อก!

 

เป็นอันว่าโอยามะกับไดสึเกะรู้กันว่าเขายอมแบ่งเงินปันผลให้ไดสึเกะเพิ่ม แต่แค่ห้าเปอร์เซ็นต์

 

ทำไมไดสึเกะจะไม่รู้ล่ะว่าเสียงสัญญาณการเคาะนิ้วลงบนโต๊ะนั่นคือการต่อรองของโอยามะ ซึ่งจะว่าไปทุกคนในที่นี้ก็คงพอจะดูออก แม้จะไม่มั่นใจเรื่องของตัวเลขของการต่อรองก็ตาม ซึ่งนั่นไม่ใช่ปัญหาของไดสึเกะหรอก เพราะเขารู้

 

ไดสึเกะรู้ดีว่าจำนวนการเคาะหนึ่งครั้งคือห้าเปอร์เซ็นต์ อย่าลืมสิว่าเขาไม่ได้เพิ่งเคยต่อรองกับโอยามะเป็นครั้งแรก และรายละเอียดเชิงลึกเรื่องนี้ก็ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีแค่เขากับโอยามะที่รู้กันแค่สองคนมาโดยตลอด“ฉันคิดว่า...”

 

ป๊อก!

 

ป๊อก!

 

ป๊อก!

 

เคาะเพิ่มสามครั้ง รวมเป็นยี่สิบเปอร์เซ็นต์!!!

 

“คืองี้นะฮานะ”

 

“ฉันตกลง ไดสึเกะเขาแค่จำร้านไม่ค่อยได้น่ะ แค่ร้านอาหารที่พาฉันไปเดตครั้งแรกเขายังจำไม่ได้เลย อีกอย่างร้านที่พวกเราชอบไปกินกันมันก็มีหลายร้านนะ” นามิรีบแก้สถานการณ์ เธอพอใจในข้อตกลงที่ถึงแม้ว่าตัวเธอเองจะยังไม่แน่ใจถึงจำนวนที่แน่นอน แต่เท่าที่สังเกตเห็นท่าทีและรอยยิม้ของไดสึเกะ เธอเดาว่าเขาเองก็คงจะพอใจแล้วเหมือนกัน เพียงแต่ที่กำลังโยกโย้อยู่เพราะตั้งใจจะกวนประสาทโอยามะเท่านั้น

 

“อ๋อ แบบนี้นี่เองงั้นเหรอ ขอโทษทีนะ ฉันจำอะไรไม่ได้เลย โอยามะบอกแต่ร้านบะหมี่เย็น เขาบอกว่าเธอชอบกินซารุอุด้งมากเลยล่ะ”

 

“อะแฮ่ม” โอยามะกระแอมในลำคอเบาๆ ก่อนจะใช้สายตาคมปลาบของเขากวาดมองไปที่ทุกคนที่กำลังกลั้นยิ้ม

 

“อืม ฉันชอบมากจริงๆ เอาเป็นว่าเย็นนี้เจอกันก็แล้วกันนะ จะล้างท้องรอให้โอยามะเป็นเจ้ามือเลย” นามิบอกทั้งที่พยายามกลั้นขำ

 

ทุกคนในที่นี้ต่างก็รู้ดีว่าทุกอย่างที่ฮานะพูดล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องโกหก แต่ที่ทุกคนเลือกจะเงียบและเก็บเรื่องโกหกนี้ไว้เป็นความลับก็เพราะเห็นใจคนความจำเสื่อมอย่างฮานะ และจะว่าไปแล้วก็ไม่มีใครเคยได้เห็นโอยามะกุเรื่องโกหกตลกๆ แบบนี้สักเท่าไหร่ นี่อาจจะเป็นเรื่องเดียวที่เขาสร้างขึ้นมาเพื่อเธอเลยก็ได้

 

“อืม แล้วเจอกันนะนามิ เจอกันนะไดสึเกะ” ฮานะบอกแล้วยิ้มกว้าง รอยยิ้มของเธอทำให้ทุกคนต่างก็พากันยิ้มตอบ ก่อนจะทยอยกันเดินออกไป เหลือเพียงโอยามะเท่านั้นที่ยังคงนั่งหน้าตึง ไม่พูดไม่จา

 

หลังจากที่ทุกคนออกไปแล้ว โอยามะก็ถึงกับถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก

 

“ทำไมนายทำหน้าแบบนั้นล่ะ นายไม่อยากกินบะหมี่เย็นเหรอโอยามะ” ฮานะที่ได้ยินเสียงถอนหายใจของโอยามะรีบหันมามอง ทันได้เห็นว่าเขาทำสีหน้ากระอักกระอ่วนใจพอดี

 

“เปล่านี่ ฉันแค่ปวดหัวกับไอ้ไดสึเกะน่ะ”

 

“แน่ใจนะ”

 

“อืม เธอพักเถอะ ฉันจะทำงานต่อ” โอยามะบอกยิ้มๆ ก่อนจะก้มหน้าลงมองเอกสารตรงหน้า ทั้งที่ไม่มีสมาธิจะอ่านมันเลยแม้แต่ตัวเดียว

 

“หน้าตานายดูเครียดจัง ฉันนวดให้นะ” ฮานะเดินเข้าไปยืนอยู่ด้านหลังเก้าอี้ทำงานของโอยามะ ก่อนจะวางนิ้วมือลงบริเวณขมับของเขาแล้วออกแรงนวดเบาๆ

 

“นี่ ไปพักเถอะน่า”

 

“แต่ฉันไม่เหนื่อยนี่นา”

 

“ไม่เหนื่อยหรือดีใจจนเก็บอาการที่จะได้ไปกินบะหมี่เย็นไม่อยู่กันแน่” โอยามะบอกอย่างรู้ทัน ก่อนที่เขาจะคว้าข้อมือเล็กๆ ของฮานะเอาไว้แล้วออกรั้งให้เธอเดินอ้อมมาด้านหน้าเพื่อสบตากัน

 

“ก็นั่นแหละ นายอุตส่าห์ใจดีพาไปเลี้ยง ฉันก็ต้องตอบแทนนายบ้างไงล่ะ”

 

“ขอบใจ แต่แค่มีเธออยู่ใกล้ๆ ฉันก็พอใจแล้ว” โอยามะบอกอย่างใจดี สายตาที่เขามองเธอยังคงอบอุ่นเสมอ

 

“ฉันก็พอใจที่ได้อยู่ใกล้ๆ นาย ต่อให้ฉันจะจำอะไรไม่ได้แบบนี้ไปตลอดชีวิต ขอแค่มีนายก็พอ” ฮานะขยับเข้าไปนั่งลงบนตักของโอยามะ เธอเอียงคอซบลงบนไหล่กว้างที่ทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยได้เสมอ ในขณะที่โอยามะก็พร้อมจะโอบอุ้มเธอเอาไว้ด้วยความยินดี

 

“ฉันขอถามอะไรนายหน่อยสิโอยามะ”

 

“ว่ามาสิ”

 

“นายกับไดสึเกะเป็นพี่น้องที่ไม่ค่อยถูกกันเท่าไหร่ใช่มั้ย”

 

คำถามของฮานะค่อนข้างจะตอบยากสักหน่อย แต่โอยามะก็พร้อมจะหาคำตอบมาให้เธอในทุกคำถาม ไม่รู้ว่ามันเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เขากลายเป็นคนช่างพูดไปแล้ว ทั้งที่ปกติแล้วเขาแทบจะนับคำพูดของตัวเองในแต่ละวันได้

 

“อืม”

 

“ฉันมีวิธีแก้นะ”

 

“อะไร” น้ำเสียงของโอยามะเริ่มแข็งขึ้นนิดหน่อยเพราะเขากำลังรู้สึกแปลกๆ หวั่นใจว่าวิธีของฮานะมันอาจไม่ค่อยดีกับเขาเท่าไหร่

 

“นายต้องชวนไดสึเกะไปกินข้าวบ่อยๆ เวลาที่คนในครอบครัวกินข้าวด้วยกัน ก็จะได้พูดคุยกันมากขึ้นไงล่ะ”

 

คำแนะนำของฮานะทำให้โอยามะรู้สึกกระอักกระอ่วนใจขึ้นมาในทันที...แบบที่คิด

 

“เป็นพี่น้องกัน ต้องรักกันนะ นายต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูก เผื่อวันหนึ่งถ้าเกิดฉันท้องขึ้นมาอีก นายจะได้สอนลูกให้รักน้องเหมือนที่นายรักไดสึเกะยังไงล่ะ”

 

ยิ่งฟังโอยามะก็ยิ่งรู้สึกขนลุก เขากับไดสึเกะน่ะเหรอจะเป็นพี่น้องที่รักกันได้แบบนั้น

 

“นี่ นายฟังที่ฉันพูดอยู่รึเปล่าโอยามะ”

 

“ฟังอยู่”

 

“แล้วเข้าใจรึเปล่า...อื้อออ”

 

เมื่อหมดความอดทนที่จะฟัง โอยามะก็เลือกจะใช้วิธีปิดปากฮานะด้วยการรั้งต้นคอของเธอลงมาแล้วทาบริมฝีปากของเขาเองลงไปปิดริมฝีปากของเธอที่ยังคงเจื้อยแจ้วไม่หยุดเอาไว้ทันที

 

ดูเหมือนว่าตั้งแต่ที่เธอความจำเสื่อม เธอจะพูดคุยเก่งขึ้น ต่อรองเก่งขึ้น แถมยังอ้อนเขาเก่งมากขึ้นด้วย ซึ่งถึงแรกๆ เขาจะรู้สึกไม่ชิน รวมถึงรู้ว่าเหตุผลที่ทำให้เธอกล้าพูดคุยกับเขามากขึ้นมันเป็นเพราะเธอจำเรื่องราวในอดีตที่มันคงจะทำให้เธอแอบกลัวเขาอยู่ลึกๆ พวกนั้นไม่ได้

 

แต่ท้ายที่สุดแล้วโอยามะก็เลือกจะมองมันในแง่ดี เพราะถ้าหากว่าการที่เธอจำทุกอย่างไม่ได้ มันจะทำให้เธอกล้าเปิดใจคุยกับเขาแบบทุกวันนี้เขาก็ยินดี แม้บางครั้งมันต้องแลกมาด้วยการฟังเธอพูดโน่นนี่นั่นที่มันอาจจะขัดกับความเป็นจริงไปบ้างก็ตาม ซึ่งก็คงต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งมันก็มาจากเขาที่สร้างเรื่องไปโกหกเธอเอาไว้ซะสวยงาม

 

“มีอะไรจะสอนฉันอีกรึเปล่า” โอยามะแกล้งถามทั้งที่หน้าผากของเขายังคงชิดอยู่กับหน้าผากของฮานะ ทำให้เธอไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง

 

“ขออีกนิดนึง”

 

“พูดมาสิ”

 

“นอกจากไดสึเกะแล้ว นายก็ต้องชวนคิราวะกับริโกะไปด้วย”

 

สองคนนั้นก็เกี่ยวด้วยเหรอเนี่ย โอยามะอยากจะพ่นลมหายใจออกทางหูได้จริงๆ

 

“ทำไมถึงต้องชวนสองคนนั้นไปด้วย”

 

“ก็คิราวะเป็นเพื่อนนาย ถึงแม้เขาจะทำหน้าที่เป็นบอดี้การ์ดให้นายก็เถอะ เพื่อนก็คือเพื่อน ส่วนริโกะเป็นเพื่อนฉัน เพื่อนกัน ห้ามทิ้งกันสิ”

 

น้ำเสียงจริงจังของฮานะทำให้โอยามะอมยิ้มนิดๆ

 

“แปลว่าฉันต้องแบกทุกคนไปด้วยหมดเลยงั้นเหรอ”

 

“ใช่ เพราะพวกเราคือแบล็กสกอร์เปี้ยนไง”

 

พวกเราคือแบล็กสกอร์เปี้ยนงั้นเหรอ ทำไมประโยคนี้ถึงได้ทำให้โอยามะหัวใจกระตุกขึ้นมาได้นะ

 

“ถึงคนอื่นอาจจะมองว่าแบล็กสกอร์เปี้ยนเป็นแค่องค์กร แต่สำหรับนาย ฉัน ไดสึเกะกับนามิ คิราวะกับริโกะ มันเป็นมากกว่านั้นไม่ใช่เหรอ ขนาดฉันที่จำอะไรไม่ได้ ฉันยังรู้เลยว่ามันทำให้นายกับทุกคนผูกพันกัน รวมถึงทำให้นายผูกพันกับฉันด้วยนะ” ฮานะยังคงย้ำ และคำพูดของเธอก็ทำให้โอยามะกอดเธอเอาไว้แน่นขึ้น

 

“ก็จริงของเธอ”

 

“งั้นก็อย่าลืมพวกเขาสิ พวกเขาคือครอบครัวของนาย คือเพื่อนของนาย ถ้าไม่มีพวกเขา นายเองก็อาจไม่มีวันนี้”

 

“รู้แล้วๆ ไหนบอกจะพูดนิดเดียวไง”

 

“ขออีกนิดสิ”

 

“ว่ามา”

 

“ฉันรักนาย” ฮานะบอกแล้วยิ้มกว้าง ก่อนจะโน้มตัวเองลงไปหาโอยามะ เกยคางเอาไว้บนไหล่กว้างเหมือนเด็กกำลังอ้อนขอขนมผู้ใหญ่

 

“ฉันก็รักเธอ สัญญาว่าจะรักเธอ รักลูก และจะรักแบล็กสกอร์เปี้ยนตลอดไป”

 

-The end- 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว