email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะคะ : ) ผิดพลาดยังไงก็ขออภัยด้วยนะคะ

ในรอยร้าว ก้อนเนื้อที่อก...ข้างซ้าย 1

ชื่อตอน : ในรอยร้าว ก้อนเนื้อที่อก...ข้างซ้าย 1

คำค้น : เเค้น / ร้าย /รัก / โหด / ทรมาน / ดราม่า

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.6k

ความคิดเห็น : 33

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ก.ค. 2562 23:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ในรอยร้าว ก้อนเนื้อที่อก...ข้างซ้าย 1
แบบอักษร

“นอนเถอะ” แอรอนฝืนใจผละตัวออก แม้ว่าความปรารถนามัยจะมีมากล้นแต่เขาก็ต้องอดเปรี้ยวไว้กินหวานเพราะร่างกายของมุทิตายามนี้มันคงจะรับแรงถาโถมไม่ไหวแน่ๆ  

 “...คนบ้า” เสียงข้นว่าของมุทิตาดังออกไปให้คนตัวสูงได้ยิน แต่เขาก็ไม่โต้ตอบใดๆ ทำก็เพียงแค่หันมามองและส่งยิ้มที่มุมปากมาให้เธอ 

 

 หลังจากออกโรงพยาบาลมาได้แอรอนก็ทำอย่างที่พูดไม่ใช่เพียงแค่เรื่องที่เธอนั้นจะได้ไปพบมารดาแต่เรื่องที่เขานั้นจะไปด้วยเขาก็ทำ ชายหนุ่มติดสอยห้อยตามเธอไปด้วย ไม่รู้ว่าจะไปทำไม ไม่ได้เป็นญาติฝ่ายไหนกับเธอเสียสักหน่อย! พอขึ้นรถได้มุทิตาก็ไม่เอ่ยพูดอะไรอีกเลยได้แต่นั่งนิ่งอยู่ข้างเขาที่ทำหน้าที่เป็นคนขับรถ ทั้งรถเงียบชนิดที่ว่าเสียงลมหายใจยังดีงกว่าเสียด้วยซ้ำไป! 

 “หิวมั้ย” เสียงทุ้มเข้มถามขึ้น แต่สายตานั้นยังจับจ้องอยู่ที่เบื้องหน้า ไม่หันมามองคนที่นั่งอยู่ด้วยแม้แต่หางตา

 “ไม่ค่ะ” เธอไม่หิวอะไรทั้งนั้นแหละแม้ว่าจะนั่งรถมานานนับชั่วโมง เธอก็ไม่อยากกินอะไรทั้งนั้น ถึงหิวก็กินไม่ลงเพราะมันจะพล่านให้คนเมารถยามที่เดินทางไกลอย่างเธอนั้นอาเจียนออกมาได้

 “ดี จะได้ไม่ต้องแวะ” นี่สิแอรอนตัวจริง! ไม่มีคำพูดไหนถนอมใจคนฟังเลยสักครั้ง! อีตาบ้า! โรคจิต! พูดกับคนอื่นด้วยถ้อยคำสุภาพไม่ถากถางนี่ไม่เป็นเลยเหรอ! คำพูดของเขามันทำให้มุทิตาหัวเสีย ไม่แวะก็ไม่ต้องแวะ! หิวก็ไม่กินโว้ย! จากนั้นเธอก็พลิกกายหนีคนตัวโตทันที หาได้สนใจเขาอีกต่อไป สายตาคู่สวยทอดมองออกไปนอกหน้าต่างชมวิวทิวทัศน์เมื่อยามที่รถนั้นเคลื่อนตัวผ่านป่าเล็กป่าน้อยหรือวิวบ้านของชาวบ้าน

 คนที่เห็นว่ามุทิตาเงียบไปนานก็ต้องใช้สายตาเหลือบมองและสิ่งที่เขาเห็นคือตอนนี้สาวเจ้ากำลังเกาะติดอยู่ที่หน้าต่าง สายตามองออกไปข้างนอก เธอไม่มีแม้แต่จะหันมามองทางเขาเลยสักนิด!

 “ใจคอเธอจะเงียบยันถึงบ้านตัวเองเลยหรือยังไง” สุดท้ายก็อดที่จะได้ยินเสียงของมุทิตาไม่ไหว

 “.....” มุทิตาหันมาเมื่อได้ยินเสียงเขาพูดขึ้น ก่อนที่จ้องมองคนที่กำลังขับรถอยู่

 “แล้วจะให้พูดอะไรล่ะคะ ฉันจำเป็นต้องพูดด้วยเหรอ”

 “ฉันก็ไม่ได้เอาอะไรไปมัดปากเธอไว้นิ”

 “ค่ะ คุณไม่ได้เอาอะไรมามัดปากฉันไว้ แต่ฉันไม่อยากพูดไม่อยากคุย ไม่อยากสนทนาอะไรกับคุณทั้งนั้น” แล้วเธอก็สะบัดหน้าหนีเขาทันที ในใจก็คิดว่าวิวป่าเขาเล็กใหญ่ยังน่าสนใจกว่าคนที่เดินร่วมทางมาด้วยเลย แอรอนเองก็ไม่พูดอะไรต่อเพราะเดี๋ยวมันจะว่าความยาวสาวความยืด วันนี้ก็คงจะไม่จบไม่สิ้น แต่สิ่งที่เขาทำคือกดปุ่มข้างประตูรถฝั่งตนเองแล้วกดเลื่อนกระจกของมุทิตาลง

 ลมที่มันปะทะเข้าหน้าและกระจกที่ลดต่ำลงทำให้สาวเจ้านึกสงสัย หันไปมองที่เขา แต่แอรอนก็ทำตัวราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตั้งหน้าทำหน้าที่ต่อไป...มุทิตาเริ่มยิ้มขึ้นมาน้อยๆเมื่อลมของธรรมชาติมันโกรกปะทะเข้าที่ใบหน้า มืออวบเกาะเกี่ยวราบกับขอบหน้าต่างไว้ โน้มหน้าลงเข้าแนบกับแขนของตัวเอง...สายตาสาดมองออกไปตามเส้นทางที่ผันผ่าน

 

 

 “ขอบคุณนะคะที่มาส่ง เชิญคุณกลับไปได้แล้วค่ะ” มุทิตากล่าวลา เมื่อเธอยืนอยู่ที่หน้าบ้านของตัวเองที่มีสภาพเป็นห้องแถวเช่า 

 “ใจคอเธอจะไม่ให้ฉันไปสวัสดีแม่ยายเลยหรือยังไง”

 “แม่ยายอะไรของคุณ อย่ามาพูดมั่วแบบนี้”

 “ฉันมั่วตรงไหน ฉันเป็นผัวเธอส่วนเธอก็...”

 “หยุดพูดเดี๋ยวนี้ ฉันไม่อยากฟัง” จากนั้นเธอก็เดินหนีเขาเข้าไปด้านในห้องแถวทันที

 แอรอนใช้สายตาคมกวาดมองพื้นที่อยู่อาศัยของมุทิตาซึ่งมันก็ทำให้เขาไม่ค่อยชอบใจนักเพราะขนาดสถานที่ที่มันเล็กและแคบ สภาพแวดล้อมโดยรอบก็ใช่ว่าจะดี มีแต่ป่าขึ้นรกไปหมด ไม่รู้ว่างูเลี้ยวเขี้ยวขอจะมาวันไหนก็ไม่รู้ เขาวิเคราะห์สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าราวๆเกือบสองนาทีได้ ก่อนที่จะรีบสาวเท้าตามคนอวบเข้าไปภายด้านใน มาถึงหน้าห้องของสาวเจ้า แอรอนก็เห็นว่ามุทิตานั้นกำลังกกกอดอยู่กับมารดาด้วยความคิดถึงเขาจึงไม่เอ่ยปากขัดความสุขได้แต่ยืนนิ่งอยู่กับที่ “อ้าว แล้วนั้นใครล่ะ” แม่ของมุทิตาเห็นว่ากำลังมีคนยืนอยู่ที่หน้าห้องจึงถามลูกสาวตัวแสบว่าเขาคือใคร “เอ่อคือ...”

 “ผมเป็นเจ้านายของมุทิตาเขาน่ะครับ” เขาเห็นเธออ้ำอึ้งอยู่ก็เลยตอบเองเสียเลย “ใช่ค่ะ”

 “ถ้าอย่างนั้นก็เชิญค่ะคุณ ที่มันจะแคบๆหน่อยนะจ๊ะ อยู่กันแบบตามพอมีพอใช้” เพราะถ้าเป็นถึงระดับเจ้านายของลูกสาว ฐานะของผู้ชายคนนี้คงจะไม่ใช่คนจำพวกเช่นเธอ คงจะไม่เคยได้อยู่ได้ใช้ชีวิตเช่นนี้สักเท่าไหร่หนา จึงบอกไว้ก่อนเผื่อว่าเขานั้นจะอึดอัด

 “ขอบคุณครับ” ว่าแล้วก็เดินเข้าไปนั่งบนพื้นกระเบื้องตามแม่ลูกทั้งสอง

 “เราก็ไปหาน้ำหาท่าให้เจ้านายเขาซะสิ”

 “จ้า” มุทิตาลากเสียงยาวราวประชด ก่อนที่จะหันตาค้อนกลับไปมองคนร่างสูงที่นั่งนิ่งอยู่ พอสาวเจ้านำน้ำมาเสิร์ฟเสร็จตอนเองนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นอากาศธาตุทันทีเพราะแม่ของตนนั้นก็พูดคุยกับแอรอนจนลืมไปเสียแล้วกระมังว่ายังมีลูกสาวอยู่ตรงนี้อีกคน ทีท่าที่แอรอนเผยออกมาให้มารดาเธอได้เห็นมันไม่เหมือนกับสิ่งที่เธอเจอมาแทบทุกวันเลย วันนี้เขามีท่าทีที่สดใส พูดเล่นหยอกล้อ ใบหน้าหล่อยิ้มแย้ม แถมยังเล่นมุขกับแม่ของเธอกันอย่างสนุกสนานจนเธอคิดว่าเขาเป็นคนละคนกับตอนที่เป็นเจ้านายซาตานของเธอเสียอีก! ฮึ! นึกแล้วมันก็ขัดใจ! หมั่นไส้! ทำไมต้องทำท่าทีแบบนั้นด้วย ทำไมต้องทำราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งๆที่ผู้หญิงตรงหน้าคือแม่ของคนที่เขาคอยย่ำยีอยู่ตลอดเวลาเสียด้วยซ้ำ! “แม่หนูไปหาป้านะ” ขืนอยู่ตรงนี้ต่อไปคงจะได้อาเจียนกับความเสแสร้งของเขาแน่ๆ สู้เธอหนีไปที่อื่นคงจะดีกว่า “จะไปก็ไป ว่าแต่เจ้านายเราล่ะให้เขาไปด้วยมั้ย เดี๋ยวสักพักแม่ก็จะออกไปทำธุระแล้ว”

 “ไม่หรอกค่ะ เดี๋ยวเขาก็กลับแล้ว”

 “ใครว่าล่ะครับ ผมอยู่ที่นี่ได้อีกยาว หากไม่เป็นการรบกวนมุทิตามากนักขอผมไปด้วยได้มั้ยครับ พอดีว่าไม่ค่อยจะคุ้นทางในพัทยาเสียเท่าไหร่” ใช่แล้ว! ที่นี่คือพัทยาเมืองท่องเที่ยวติดอันดับโลก หากวิ่งรถออกมาจากกรุงเทพมันก็ใช้เวลาราวๆสองชั่วโมงได้ สิ่งที่เขาพูดนั้นมันมีความจริงอยู่เพราะไม่คุ้นเส้นทางในเมืองพัทยานี้จริงๆ เชื่อเขาสิ ไม่ได้มีแผนอะไรเลยนะ

 “เฮอะ! ฉันคิดว่ามันรบกวนมากเลยล่ะค่ะ ฉันคงจะไม่มีเวลามาหิ้วคุณไปไหนด้วยมันเป็นภาระ ลำพังแค่ตัวเองก็ยังแทบจะเอาไม่รอด” หมั่นไส้นัก! จะมีใครหน้าด้านได้เท่าผู้ชายคนนี้อีกมั้ยนะ

 “เอ๊ะ! ทำไมพูดกับคุณเขาแบบนั้นล่ะ เขาเป็นถึงเจ้านายเราเลยนะมุ แบบนี้แม่ไม่ชอบเลย” คนเป็นแม่เมื่อเห็นกิริยาที่ไม่ค่อยเหมาะสมของลูกก็รีบปรามทันทีเพราะยังไงเราก็เป็นลูกจ้างเขาควรที่จะให้เกียรติเจ้านายเสียบ้าง

 จู่ๆน้ำตามันก็คลอเรื่ออยู่ขอบตาและมันก็เริ่มร้อนผาว เธอเข้าใจว่าตัวเองเป็นคนที่ร้องไห้ได้กับเรื่องง่ายๆ แต่ไม่คิดว่ามันจะง่ายแบบนี้เพราะผู้ชายคนนั้นนั่นแหละ ไม่รู้จะเข้ามายุ่งกับเธอแบบนี้ทำไม ทำไมไม่ปล่อยเธอไปเสียที พล่านจะกลับมาบ้านก็ตามมาประจบประแจแม่เธอราวกับเป็นแม่ของเขา!

 “ไม่เป็นอะไรหรอกครับ ผมไม่ได้คิดอะไรมาก” แอรอนเริ่มแก้ต่างให้มุทิตาเมื่อเห็นว่าสาวเจ้านั้นนิ่งเงียบไป แถมยังก้มหน้างุนราวกับว่ากำลังเก็บกั้นน้ำตาไว้ไม่ให้ไหลออกมา แถมยังทำตัวราวกับว่าไม่มีแรงอีก เดาได้ว่าใบหน้าตอนนี้มันก็คงจะหงิกงอเป็นหมาหงอยแน่ๆ

 “ไม่ได้หรอกจ๊ะ เดี๋ยวจะติดเป็นนิสัย แล้วเอาไปทำกับเจ้านายคนอื่นเขา ถ้าเป็นแบบนี้อีกปิดเทอมคราวหน้าก็ไม่ต้องมาหาแม่แล้วนะ” ต้องเด็ดขาดเสียหน่อย ไอลูกคนนี้ยิ่งเป็นคนโผงผางเจ้าอารมณ์อยู่ด้วย ยิ่งกิริยาเมื่อกี้มันไม่เหมาะสมเลย เจ้านายตรงหน้าไม่ว่ามันก็ดีอยู่หรอก แต่ถ้าไปทำกับคนอื่นเข้าเดี๋ยวเขาจะหาว่าไม่มีการศึกษาไม่รู้จักเคารพผู้หลักผู้ใหญ่

 “ขอโทษค่ะ” เธอรู้ว่าตัวเองต้องทำยังไงและเธอก็ไม่อยากที่จะทะเละกับแม่ด้วยเรื่องแค่นี้ “ทีหลังอย่าทำอีกนะ ที่แม่พูดเพราะเป็นห่วง”

 “ค่ะ” ความน้อยใจยังไม่หายไปแต่ก็ต้องตอบรับคำของมารดาเสีย “เอาเถอะแม่จะไปข้างนอกแล้ว จะไปหาป้าก็ไป ดูแลตัวเองด้วยแม่มีลูกสาวแค่คนเดียวกับไอลูกชายหัวรั้น ดูสิ! น้องมันมามันยังไม่เฉียดเวลางานมาเลย” แม่ของมุทิตาพูดบ่นกับมุทิตาเพียงลำพัง โดยที่แอรอนนั้นขอตัวไปเข้าห้องน้ำเสียหน่อย

 “พี่เขายุ่ง หนูไม่อยากทำให้เขาเสียเวลางาน” พี่ชายเธอนั้นแทบจะเอาตัวไปนอนบนกองเอกสารเลยก็ได้ถ้ามันทำได้ ไม่รู้ว่าจะห่วงตัวเองบ้างมั้ย ทำงานหนักแทบทุกวัน วันพักก็แทบจะไม่มี นึกแล้วก็เสียใจเพราะที่พี่เธอต้องวุ่นวายทำงานหนักแบบนี้ก็เพราะส่วนหนึ่งมาจากเธอเองที่เลือกเรียนสายที่ค่าใช้จ่ายสูงมาก แต่ลำพังจะพึ่งแค่พี่หรือคนที่บ้านก็คงจะไม่ได้ ตัวเองเป็นคนเรียนเองแท้ๆแล้วจะมาให้คนอื่นมาจ่ายค่าเทอมให้โดยที่ตัวเองไม่ทำอะไรเลยเธอทนไม่ได้ “เอาเถอะแม่รู้ พี่เรามันบ้างาน ว่างๆจะแวะเข้าไปหาก็ได้นะพี่เขาน่าจะพอแวะมาหาเราสักสองสามนาทีได้” ถ้าเวลาเท่านั้นมันก็คงจะได้แต่ถ้าให้มาเจอกันทั้งวัน ไอพี่บ้านั้นมันไม่ยอมแน่ๆ ต้องเป็นเธอสินะที่ต้องไปหา คิดถึงจนแทบใจจะขาดแล้ว “ถ้างั้นแม่ไปแล้วนะ” จากนั้นมารดาของเธอไปทำธุระดั่งที่ท่านว่า ตอนนี้ก็เหลือแค่...เธอ...กับเขา! 

 มุทิตาไม่รีรอที่จะยืนอยู่ใกล้เขาอีกต่อไป เธอรีบเดินออกมาจากบ้านหลังจากที่ลงกุญแจล็อกกลอนเรียบร้อยแล้ว เท้าของสาวเจ้าเดินจ้ำอ้าวทันที คนร่างหนาที่เดินตามก็แทบจะตามไม่ทันจึงต้องรีบเร่งสาวเท้ายาวๆของตัวเองให้ทันเจ้าหล่อน “จะรีบไปไหน บ้านป้าเธอมันไม่หายไปไหนหรอก”

 “ก็จะรีบไปบอกป้าฉันไงว่าคนเลวอย่างคุณจะมา จะได้ให้ท่านย้ายบ้านหนีได้ทัน” หันมาประชดประชันเขา

 “นั้นปากหรือโถส้วม”

 “โถส้วมมั้งคะ ใครมันจะไปปากหอมน่าจูบพูดเพราะเหมือนใครบางคนล่ะ” นาทีนี้จะเรียกว่าโยงพล่านถึงคนอื่นด้วยก็ได้และคนนั้นก็คงไม่พ้น...’คุณกัณฑ์คะ มุขอโทษ’

      “ฮ่าเช๊ย!!!” เสียงจามของกัณฑ์ธราดังขึ้นขณะที่กำลังนั่งจัดเตรียมเอกสารอยู่ 

     “เป็นอะไรหรือเปล่าครับ” 

     “สงสัยจะเป็นหวัดนะจ๊ะ” สาวเจ้าตอบกลับไปก่อนจะก้มทำงานต่อ 

 “ทำไมเธออิจฉากัณฑ์ธิราเหรอ” ถามได้อย่างหน้าด้านๆ ผู้ชายคนนี้มันคบไม่ด้ายยยยยย!!! 

 “ทำไมฉันต้องอิจฉาด้วยค่ะ มันมีเรื่องอะไรที่ให้น่าอิจฉากัน” เธอตอบเขากลับไปนิ่งๆทำท่าทีเรียบๆทั้งที่ในใจนั้นมันเต้น ตึกตัก! ตึกตัก!

 “เธอกำลังอิจฉาที่ฉันรักกัณฑ์ธิราใช่มั้ย” แอรอนถามสาวเจ้าตรงหน้า แถมเขายังยื่นหน้าเข้ามาใกล้เธออีกด้วย ลมหายใจของชายหนุ่มมันรดรินลงที่ข้างเเก้มของมุทิตา จนเธอนั้นรู้สึกอย่างชัดเจน ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อครู่มันก็ยิ่งเต้นโครมครามเข้าไปใหญ่

 ใบหน้าของเขาและเธอมันห่างกันแทบจะไม่ถึงห้าเซนติเมตร หัวใจของเธอมันกำลังเต้นโครมครามประกาศกร้าวว่าเธอกำลังเขินผู้ชายคนนี้ คนที่ชอบทำร้ายเธอ “ใครมันจะไปอิจฉากัน ฉันออกจะดีใจเสียมากกว่า” เธอกำลังโกหก...กำลังโกหก...ความรู้สึกของตัวเอง

 “เธอว่ายังไงนะ” เงี่ยหูฟัง ทำราวกับว่าไม่ได้ยิน

 “ฉันออกจะดีใจเสียมากกว่า ไม่ได้มีความอิจฉาอะไรเลยทั้งนั้น”

 “อะไรนะ พูดใหม่อีกทีสิ” ใบหน้าคมเข้าใกล้หน้าของสาวเจ้ามากขึ้น ชนิดที่ได้ยินและรู้สึกถึงลมหายใจของกันและกัน และรอฟังคำจากปากของมุทิตาอีกครา

 “นี่คุณ! จะให้...!”

 ‘จุ๊บ!’ ยังพูดไม่จบเลย เรียวปากของแอรอนก็จุ๊บจูบน้อยๆลงที่ริมฝีปากของเธอ ดวงตาของมุทิตาก็ถึงกับเบิกโผเมื่อจู่ๆ เข้าก็ฉกจูบเข้าที่ริมฝีปากเธอในขณะที่เธอนั้นไม่ได้ทันตั้งตัวอะไรเลยสักนิด! อีตาบ้า! เอาอีกแล้วนะ!

“อืม ใช้ได้ ก็ไม่ได้เหม็นนี่นา”

 

 

มาเเล้วจ้าาาาา 

แอรอนมันเจ้าเล่ห์นัก ทั้งร้ายทั้งเล่ห์เหลี่ยมเยอะขนาดนี้ รีดของไรท์จะรักกันบ้างหรือเปล่าน้าาา 

ช่วงนี้เอาหวานปนขมไปอ่านจนให้ช้ำปอดก่อนนะคะ ก่อนที่ดราม่าลูกโตมันจะมาเยือนอีกคราหนึ่ง หุหุ 

ปล.อย่าลืมคอมเม้นมาให้ไรท์เยอะๆกันด้วยนะคะ ไรท์อ่านเเล้วมันมีเเรงกระตุ้น ความคิดนี่ผุดเป็นดอกเห็ดเลยค่ะ 

ความคิดเห็น