ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ภาพลับอ๋องจิ้ง | บทที่สี่ ● ท่านอ๋องจิ้งอยู่ในกำมือ ใครเล่าจะกล้าเป็นศัตรู! [2/2]

ชื่อตอน : ภาพลับอ๋องจิ้ง | บทที่สี่ ● ท่านอ๋องจิ้งอยู่ในกำมือ ใครเล่าจะกล้าเป็นศัตรู! [2/2]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 286

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 05 มี.ค. 2562 11:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ภาพลับอ๋องจิ้ง | บทที่สี่ ● ท่านอ๋องจิ้งอยู่ในกำมือ ใครเล่าจะกล้าเป็นศัตรู! [2/2]
แบบอักษร

บทที่สี่


เขียนโดย:  泠豹芝 หลิงเป้าจือ

แปลโดย:  ยูมิน

------------------------------------------------

หมายเหตุ*: ต้นฉบับที่นำมาลงให้ทดลองอ่านนี้ ยังไม่ผ่านกระบวนการพิสูจน์อักษรนะจ๊ะ*

------------------------------------------------

ท่านอ๋องจิ้งอยู่ในกำมือ ใครเล่าจะกล้าเป็นศัตรู**!**

ท่านพี่หยวน!”

“ท่านพี่หยวนมาแล้ว ท่านต้องเขียนกลอนให้เราสักบทนะ”

“ถูกต้องๆ ท่านพี่หยวนมีพรสวรรค์เก่งกาจ กลอนทุกบทของท่านล้วนแต่งดงาม บรรยากาศดีๆ เช่นนี้จะขาดลายน้ำหมึกของท่านพี่หยวนไปได้อย่างไรกัน”

“เรื่องที่ท่านพี่หยวนไม่ได้รับความเป็นธรรมนั้น พวกเราต่างรับรู้กันดี คุณชายสามจวนจงหย่งโหวไม่สมควรเป็นคนเลยจริงๆ โชคดีเหลือเกินที่ท่านอ๋องจิ้งมีปรีชาชาญยิ่งนัก สั่งโบยเขาชุดใหญ่ คืนความบริสุทธิ์ให้แก่ท่านพี่หยวน”

“นั่นสิ ชื่อเสียงและความบริสุทธิ์ของบัณฑิตจะถูกทำลายลงเพราะคนชั่วช้าสารเลวไร้การศึกษาได้อย่างไร”

งานเลี้ยงชมทิวทัศน์จัดขึ้น ณ ภูเขาซีซาน บรรยากาศครึกครื้นเป็นพิเศษ

หยวนหลิงเหอทำท่าทางลำพองใจ คนในเมืองหลวงล้วนเป็นพวกหัวสูงมาแต่ไหนแต่ไร แม้ว่าเมื่อก่อนจะชื่นชมเขา ทว่านอกจากคนที่ชื่นชมความเก่งกาจทางภาษาของเขาไม่กี่คน คนอื่นๆ ก็แสดงท่าทีเฉยชากับเขามาตลอด แต่พอเขาปรากฏตัวขึ้นในวันนี้กลับได้รับการต้อนรับอย่างล้นหลาม

คำสรรเสริญเยินยอดังลอยเข้าหูไม่ขาดสาย ความรู้สึกที่ถูกเตะก็แทบจะไม่เจ็บปวดอีกต่อไป ตรงกันข้าม เขากลับรู้สึกว่าเจ็บเบาเกินไปนิดด้วยซ้ำ

“ท่านอ๋องจิ้งไม่เห็นแก่หน้าใครมาแต่ไหนแต่ไร ทั้งยังไม่คบค้าสมาคมกับผู้อื่นด้วย ท่านพี่หยวนมีโอกาสได้พบหน้าเขา ซ้ำยังได้รับการชื่นชมจากเขา ท่านเป็นคนแรกในเมืองหลวงเชียวนา”

หยวนหลิงเหอเอ่ยอย่างถ่อมตนว่า ‘มิกล้าๆ’ ทว่าใบหน้านั้นกลับเต็มไปด้วยความยโส พอเห็นคุณชายเลี่ยวเสาหัวจากจวนฝู่กั๋วกง...หนึ่งในสี่บัณฑิตแห่งเมืองหลวงยืนอยู่ห่างออกไป เขาก็เดินเข้าไปคารวะอีกฝ่าย ทว่าสายตานั้นกลับแฝงรอยดูแคลน เลี่ยวเสาหัวมองเห็นเขา แต่กลับไม่ขยับแม้แต่นิด ทั้งยังไม่คารวะกลับตามมารยาทด้วย

ความเดือดดาลผุดวาบขึ้นในใจหยวนหลิงเหอ เลี่ยวเสาหัวผู้นี้นิสัยเย็นชาโอหัง ทั้งยังมีลิ่วล้อคอยตามประกบมากมาย ทำให้เขาที่อยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้ต้องอดทนอดกลั้นมิใช่น้อย เขาทนมองท่าทางหยิ่งจองหองของอีกฝ่ายแทบไม่ได้ หยวนหลิงเหอคิดในใจอย่างร้ายกาจว่า หากมิใช่เพราะเลี่ยวเสาหัวเป็นคุณชายใหญ่จากจวนฝู่กั๋วกง บางทีตำแหน่งบัณฑิตอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวงอาจตกไปไม่ถึงมือของเขาก็เป็นได้

วันนี้เขาได้รับการหนุนหลังจากท่านอ๋องจิ้ง ฝ่าบาทย่อมต้องให้ความสนใจกับเขามากขึ้นอย่างแน่นอน ถึงตอนนั้นตำแหน่งบัณฑิตอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวงก็จะนอนแน่นิ่งอยู่ในฝ่ามือของเขา เลี่ยวเสาหัว เชิญลำพองต่อไปเถอะ ดูสิว่าจะยโสได้สักกี่น้ำเชียว

หยวนหลิงเหอแค่นหัวเราะในใจ พลางเพ้อฝันไปถึงอนาคต จังหวะนี้เองเสียงอุทานก็ดังขึ้นจากไกลๆ ตามมาด้วยเสียงกระซิบกระซาบวิพากษ์วิจารณ์...

“คนผู้นั้นเป็นใครกัน”

“เป็นไปไม่ได้ ไฉนสองคนถึงมาด้วยกันเล่า”

“นั่นมันคุณชายสามแห่งจวนจงหย่งโหวนี่”

“คุณชายสามเฉียวหย่งจ้วนผู้ขยันก่อเรื่องอย่างนั้นหรือ”

“เฉียวหย่งจ้วนเป็นพวกดื้อรั้นเอาแต่ใจ จำได้ว่าสองสามปีก่อนราชเลขาธิการหลูหลุดปากไปไม่กี่คำว่าจวนจงหย่งโหวเกี่ยวข้องกับอ๋องเสียน เขาก็รวบรวมบรรดานักเลงโตกลุ่มหนึ่งนำอาจมมาขว้างใส่กำแพงจวนของอีกฝ่าย แล้วด่าว่าฝ่ายนั้นปากเน่า หน้าไม่อาย พูดจาเลอะเทอะ จะไม่ปล่อยเอาไว้เด็ดขาด ถึงต่อให้ล้างกำแพงจนสะอาด แต่ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่มีใครกล้าเดินผ่านกำแพงจวนแห่งนั้นอีกเลย”

“พฤติกรรมชั่วร้ายของคนผู้นี้มิได้มีเพียงเท่านี้ บุตรชายคนเล็กของชิ่งอันป๋อล่องเรืออยู่ดีๆ ก็ถูกเขาแกล้งจนตกน้ำตกท่าไป”

แววตระหนกฉายชัดอยู่ในสีหน้าของคนอื่นๆ จวนชิ่งอันป๋อเป็นสกุลที่มีชื่อเสียง บุตรชายคนเล็กของเขาก็ใช่ว่าจะล่วงเกินได้ง่ายๆ แล้วไฉนถึงไม่เคยมีใครเอ่ยถึงเรื่องนี้เลยเล่า ทางฟากฝั่งของชิ่งอันป๋อก็ปิดข่าวเงียบ

“ไม่ใช่แค่นั้น บุตรชายของท่านเสนาบดีกรมขุนนางพูดจาไม่เข้าหูเขาก็ถูกถีบจนตกลงไปในน้ำ…”

“ช้าก่อน บุตรชายของเสนาบดีกรมขุนนางหรือ เสนาบดีกรมขุนนางมีบุตรชายโทนมิใช่หรือไร เช่นนี้แล้วมิเล่นงานเฉียวหย่งจ้วนให้ตายๆ ไปอย่างนั้นหรือ”

พอเอ่ยถึงเรื่องนี้ขึ้นมาแล้ว ทุกคนที่พากันจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ก็สังเกตเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้...แม้ว่าเฉียวหย่งจ้วนจะก่อเรื่องขึ้นเป็นประจำ แต่เรื่องที่เขาก่อกลับไม่มีใครตามคิดบัญชีคืนเลยสักราย นอกจากเรื่องที่เขาเตะท่านอ๋องจิ้งเมื่อไม่นานนี้และทำให้ท่านอ๋องจิ้งบันดาลโทสะขึ้นมา ทว่าดูจากที่ท่านอ๋องจิ้งเดินทางมาพร้อมกับอีกฝ่ายในเวลานี้ก็เหมือนว่าระหว่างสองคนนั้นหาได้มีความแค้นใหญ่หลวงไม่…

ทั้งๆ ที่คนสกุลหยวนบอกว่าท่านอ๋องจิ้งโบยเฉียวหย่งจ้วนไปยี่สิบไม้ หนักหนาเสียจนเฉียวหย่งจ้วนต้องถูกหามร่างออกจากตำหนักอ๋องจิ้ง สกุลหยวนมีชัยในหมากตานี้ หนึ่ง ได้รับความสนใจจากท่านอ๋องจิ้ง สอง จัดการเจ้าตัวต้นเหตุจนได้แต่ร้องโอดโอยครวญคราง

เรื่องนี้สกุลหยวนบอกเล่าออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ บวกกับตลอดระยะเวลาหลายวันในช่วงนั้น ตัวร้ายอย่างเฉียวหย่งจ้วนก็แทบไม่ออกมาจากจวน ดูท่าแล้วเรื่องนี้คงมิใช่คำพูดโป้ปด ทว่าพอดูจากเหตุการณ์ตรงหน้าในเวลานี้ ไฉนถึงได้ผิดไปจากเรื่องราวที่สกุลหยวนป่าวประกาศเล่า

“คุณชายสามสกุลเฉียวคงจะรู้ว่าข้าอยู่ที่นี่และตั้งใจมาขอขมาข้ากระมัง”

พอได้ยินเสียงกระซิบกระซาบรอบด้าน หยวนหลิงเหอก็เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้ายโส ทว่าคนที่อยู่รอบตัวเขาพอได้ยินคำพูดนี้กลับเอาแต่มองหน้ากัน รู้สึกว่าท่าทางของเฉียวหย่งจ้วนดูอวดโอ้โอหัง ท่านอ๋องจิ้งที่อยู่ข้างๆ ก็ยิ่งเต็มไปด้วยอำนาจและบารมี ดูประหนึ่งราชสีห์ตัวใหญ่ที่มาพร้อมกับลูกเสือตัวน้อย

เฉียวหย่งจ้วนเป็นบุรุษหน้าตาจิ้มลิ้มน่ารัก ทว่ารอยยิ้มที่เจ้าเล่ห์ร้ายกาจและฉายความลำพองนั้นกลับประดับอยู่บนใบหน้าขาวเนียนราวกับแป้งซาลาเปาของเขา เจ้าตัวก้าวอาดๆ เข้ามา จังหวะหนึ่งไม่ทันระวังก็เดินสะดุดเข้า หลี่เหยียนฮวนที่อยู่ข้างๆ รีบยื่นมือไปประคองเอาไว้ทันที จากนั้นก็โอบต้นแขนเขาเอาไว้แน่นและไม่ปล่อยให้ห่างกายอีก ทุกคนพากันรู้สึกว่าท่าทางอ่อนโยนและปกป้องเช่นนั้น ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนกับว่าเมื่อหลายวันก่อนท่านอ๋องจิ้งเป็นผู้สั่งโบยเฉียวหย่งจ้วนจนเกือบจะดับดิ้นอาสัญไป

พอความคิดนี้ผุดขึ้นมา ความคลางแคลงก็ปรากฏขึ้นในใจของหลายๆ คน

หรือว่าคนสกุลหยวนจะปั้นน้ำเป็นตัว เพราะผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ก็มีแค่ท่านอ๋องจิ้ง สกุลเฉียว และสกุลหยวน

พอคิดถึงสกุลหยวนที่เพิ่งมาอยู่เมืองหลวงได้ไม่เท่าไร ทว่าเนื้อในนั้นกลวงโบ๋และจอมปลอมอยู่ไม่น้อย แค่ดูก็รู้ว่าเป็นพวกรักหน้ารักศักดิ์ศรี คนอื่นๆ จึงเริ่มพากันรู้สึกว่าน่าจะเป็นไปได้

สกุลหยวนเก็บรักษาภาพวาดภาพหนึ่งของศิลปินแห่งราชสำนักก่อนเอาไว้ ตอนที่ย้ายมาเมืองหลวงก็จัดงานใหญ่เพื่อแสดงผลงานให้ทุกคนได้เห็นเป็นบุญตา แม้ว่าจะมีคนชื่นชมไม่น้อย แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นคำเยินยอจากพวกขุนนางกระจิบกระจอก ของสะสมในสกุลใหญ่นั้นมั่งคั่งหรูหราเพียงใด มีหรือที่จะให้ค่ากับภาพวาดธรรมดาๆ เยี่ยงนั้น

เพราะเหตุนี้เอง สหายหลายคนที่ยืนรายล้อมอยู่ข้างๆ หยวนหลิงเหอก็ก้าวถอยห่างออกมา ทว่าเจ้าตัวกลับไม่เอะใจถึงท่าทีนั้น เขายังยกพัดในมือขึ้นโบก ด้านบนเป็นภาพที่เขาวาดขึ้นเอง ปากก็เอ่ยออกมาด้วยท่วงท่าสง่างาม “น้องเฉียว”

“ถุย! ข้าเป็นอะไรกับเจ้า อย่างเจ้าก็กล้าเรียกข้าว่าน้องเฉียวอย่างนั้นหรือ ข้าจะเล่นงานเจ้าเสียให้เข็ด…อ๊ะ! ไม่ถูกๆ ข้าจะให้ท่านอ๋องจิ้งเล่นงานเจ้า”

“ไฉนเจ้าถึงได้ไม่เคารพท่านอ๋องจิ้งถึงเพียงนี้ ลืมบทลงโทษเมื่อหลายวันก่อนไปแล้วหรือไร” หยวนหลิงเหอปรายตามองไปที่ก้นของเฉียวหย่งจ้วน

เฉียวหย่งจ้วนโมโหขึ้นมา ที่เขาถูกโบยมิใช่เพราะสกุลหยวนเล่นสกปรกหรือไร เจ้าหยวนหลิงเหอผู้นี้ยังจะมีหน้ามาจี้ใจดำของเขาอีก อยากจะถูกเขาแก้แค้นคืนนักใช่หรือไม่

พอสังเกตเห็นตำแหน่งที่หยวนหลิงเหอปรายตามองมา ไอเย็นยะเยือกก็แผ่ซ่านออกมาจากกายของหลี่เหยียนฮวน คนที่อยู่ใกล้ๆ ท่านอ๋องจิ้งพากันตัวสั่นเป็นแถว ทั้งๆ ที่ไม่มีลมพัด แต่กลับรู้สึกหนาวเหน็บ

“พูดจาเหลวไหลให้น้อยๆ หน่อย วันนี้ข้ามายื่นคำท้ากับเจ้า...”

หยวนหลิงเหอหัวเราะลั่นออกมา เฉียวหย่งจ้วนผู้นี้ชื่อเสียงกระฉ่อนเรื่องความไม่เอาถ่าน อย่าว่าแต่บรรดาคุณชายในเมืองหลวงที่ดูแคลนอีกฝ่ายเลย แม้แต่เขาที่เพิ่งจะมาจากต่างเมืองก็ยังรู้ว่าบิดาแท้ๆ ของเฉียวหย่งจ้วนเองยังละทิ้งความหวังในตัวบุตรชายคนนี้ไปหมดแล้ว ขยะไร้ค่าเช่นนี้มีหน้าจะมาอวดโอ้โอหังกับเขาอย่างนั้นหรือ

“ข้ายกโทษเรื่องที่เจ้าทำร้ายข้าแล้ว ไฉนน้องเฉียวถึงได้ยังโกรธขึ้งจนถึงกับส่งสารท้าทายข้าเช่นนี้เล่า”

หยวนหลิงเหอจำได้แม่นว่าผู้ก่อเหตุเตะหน้าอกเขาจนบาดเจ็บก็คือหลี่เหยียนฮวน ทว่าเขายอมล่วงเกินคนทั้งแผ่นดินดีกว่าจะต้องล่วงเกินท่านอ๋องจิ้ง ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ คำพูดที่ป่าวประกาศออกไปแล้วบอกว่าเป็นฝีมือเฉียวหย่งจ้วน แล้วจะให้เขากลับคำได้อย่างไรกัน เพราะเหตุนี้เจ้าตัวจึงดึงดันที่จะป้ายความผิดให้เป็นของเฉียวหย่งจ้วนต่อไป

ภายใต้สายตาบีบคั้นของเฉียวหย่งจ้วน หยวนหลิงเหอได้แต่หัวเราะเฝื่อนอย่างเวทนา “ทั่วทั้งเมืองหลวงต่างรู้ดีว่าเจ้าทำร้ายข้าอย่างไร หากยังดื้อดึงต่อ เจ้าก็ย่อมต้องเสียหน้า อายุของข้าก็นับได้ว่าเป็นพี่เจ้า ข้าจึงมิอยากที่จะทำร้ายเจ้า”

อีกฝ่ายเอ่ยออกมาอย่างมีคุณธรรม ขณะเดียวกันก็ยั่วยุให้ผู้คนพากันชิงชังความดื้อด้านความเอา

แต่ใจของเฉียวหย่งจ้วน

“คุณชายสามสกุลเฉียว คนเราไม่ควรปฏิบัติตัวเช่นนี้นะ”

“เจ้านิสัยต่ำช้า ซ้ำยังทำท่ากำเริบเสิบสานใส่ท่านพี่หยวน เจ้ารู้จักยางอายบ้างหรือไม่!”

“คุณชายสามสกุลเฉียว คนอื่นว่าเจ้าเป็นนักเลง ข้าเองมิได้เชื่อถือ แต่วันนี้ได้เห็นกับตาตัวเองแล้วจริงๆ”

“เฉียวหย่งจ้วน จะพูดจะจาก็ว่ากันด้วยเหตุผล ไม่จำเป็นจะต้องใช้กำลัง ชื่อเสียงของตระกูลเจ้าถูกเจ้าทำลายป่นปี้แล้ว”

“พรืด!” เลี่ยวเสาหัวหลุดหัวเราะพรืดออกมาเบาๆ แต่เนื่องจากดังขึ้นจากไกลๆ จึงไม่มีใครได้ยิน

คำพูดของคน ทำลายได้แม้กระทั่งทองคำและก้อนหิน!

เฉียวหย่งจ้วนได้รับการขนานนามจากคนภายนอกว่าเป็นปีศาจร้ายจอมอันธพาล เรื่องนี้มิใช่ความลวง แล้วมีหรือที่เขาจะมองจิตใจอันชั่วร้ายของหยวนหลิงเหอไม่ออก

แสร้งทำเป็นคนดี แต่แท้จริงแล้วจิตใจโฉดชั่ว ปากหวานก้นเปรี้ยว เป็นพวกไม่ได้ความ ครั้งนั้นเขาคิดถูกแล้วที่ออกหน้าแทนแม่นางน้อยผู้นั้น

พอปรายตามองบรรดาลิ่วล้อที่พากันเข้าข้างหยวนหลิงเหอ เฉียวหย่งจ้วนก็รู้สึกขึ้นมาว่า ‘ผู้คนเมามายเลอะเลือน มีเพียงข้าที่สติแจ่มชัด’ จากนั้นเจ้าตัวก็ยกมุมปากสูงขึ้น ลักยิ้มเล็กๆ ข้างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้ากลมเกลี้ยงเกลานั้น

หลี่เหยียนฮวนจับสังเกตอยู่ที่เฉียวหย่งจ้วนตลอดเวลา พยายามสะกดกลั้นไม่ให้ตัวเองบุ่มบ่ามยื่นหน้าเข้าไปเลียลักยิ้มนั้นดูว่าจะหวานสักแค่ไหน เขายืนนิ่งอยู่ข้างๆ เหมือนกับสุนัขเชื่องๆ ที่จะลงมือเมื่อเจ้าของออกคำสั่ง

“เล่นงานข้า? เจ้ามีคุณสมบัติพอหรือไร!” เฉียวหย่งจ้วนเดินมาหยุดอยู่หน้าหยวนหลิงเหออย่างไม่หวาดเกรงคำพูดวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ เขาเลิกคิ้วขึ้นอย่างดูแคลน “ว่าอย่างไร ข้าขอท้าเจ้า เจ้ากลัวหรือไร”

หากยังปั้นหน้าเป็นคนดีต่อในเวลานี้เกรงว่าผู้คนจะคลางแคลงว่าเขาหวาดกลัวอีกฝ่ายก็เท่านั้น ด้วยเหตุนี้หยวนหลิงเหอจึงเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าเรียบเฉยว่า “ข้ากลัวจริงๆ นั่นละ เพราะหากจะแข่งขันก่อเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ ข้าเองก็หาใช่คู่ต่อสู้ของเจ้าไม่”

เสียงหัวเราะครืนดังขึ้นจากรอบด้าน ทำเอาหลี่เหยียนฮวนคว้าหมับเข้าที่ด้ามกระบี่ทันที เขาทนเห็นใครหัวเราะเยาะใส่จ้วนจ้วนไม่ได้ ทว่าท่าทีของเฉียวหย่งจ้วนกลับทำให้เขาอดยิ้มอ่อนโยนออกมาไม่ได้ นั่นสิ ใต้หล้านี้จะมีใครทำอะไรจ้วนจ้วนของเขาได้ แล้วนับประสาอะไรกับหยวนหลิงเหอคนไม่ได้ความพรรค์นี้

“พูดมากเสียจริง ถ้าเจ้ากลัวก็ยอมรับความพ่ายแพ้มาเสีย” พูดจบก็แย่งพัดมาจากมือของหยวนหลิงเหอ หลังจากหรี่ตามองอยู่ครู่ก็บอกว่า “โอ้สวรรค์! นี่มันภาพวาดอาจมอะไรกัน มีแต่จุดหมึกกระจายเปรอะเปื้อนเต็มไปหมด แล้วไหนจะยังเส้นขีดประหลาดๆ ชี้โบ๊ชี้เบ๊พวกนี้อีกเล่า ภาพนี้มันของเล่นอะไรหรือ”

หยวนหลิงเหอถูกยั่วโมโหจนเดือดดาลขึ้นมาจริงๆ “น้องเฉียว หากเจ้าไม่รู้จักศิลปะก็แล้วไป แต่วาจาสกปรกที่เจ้าเอ่ยออกมามิเป็นการลบหลู่ผู้มีปัญญาไปหน่อยหรือไร”

“แล้วจะทำไมเล่า ข้าจะลบหลู่เจ้า ไม่อย่างนั้นเราก็แข่งวาดภาพแล้วกัน ความสามารถระดับเจ้า ดูอย่างไรก็เสียสายตาชัดๆ”

บรรดาคนนอกผู้อยากรู้อยากเห็นย่อมรู้สึกสนุกขึ้นมา หยวนหลิงเหอเองก็ไม่เห็นเฉียวหย่งจ้วนอยู่ในสายตา เขาแค่นหัวเราะเมื่อเอ่ยว่า “แข่งก็แข่งสิ แต่น้องเฉียวจงรู้ไว้ด้วยว่า ภาพวาดของข้าได้รับการชื่นชมจากท่านหยวน”

“หึๆ ตาเฒ่าหยวนชื่นชมแล้วเลิศเลอนักหรือไรกัน ตาเฒ่าหยวนเซียงจื่ออยากจะรับข้าเป็นศิษย์ตั้งแต่ข้าอายุสามขวบ แต่ข้านึกดูแคลนที่ผลงานของเขาทื่อๆ เกินไป หากได้รับการสั่งสอนจากเขา งานของข้าต้องไร้ชีวิตชีวาแน่ ข้าจึงปฏิเสธคำขอของเขา”

คำพูดนี้เรียกเสียงหัวเราะครืน ปีศาจน้อยอย่างเฉียวหย่งจ้วนขึ้นชื่อลือชาเรื่องความไม่เอาถ่าน ด้อยความรู้ ไม่เคยมีใครเคยเห็นภาพวาดของเขามาก่อน ต่างก็คิดว่าอีกฝ่ายกำลังโอ้อวดตนอยู่เท่านั้น

บรรดาผู้คนที่อยู่ ณ ที่นี้ช่วยกันจัดพื้นที่ให้แก่หยวนหลิงเหอและเฉียวหย่งจ้วน จากนั้นก็นำทั้งสองคนมาหยุดอยู่หน้าโต๊ะไม้ที่เว้นระยะห่างพอประมาณ บนโต๊ะมีม้วนกระดาษและน้ำหมึกพร้อมสรรพ หยวนหลิงเหอเริ่มสะบัดข้อมือ ก่อนจะแต้มหยดหมึกลงบนกระดาษจนเกิดเป็นรูปใบไม้ แต่ละเส้นแต่ละขีดที่วาดลงไปเผยทิวทัศน์ในฤดูใบไม้ร่วงแห่งภูเขาซีซาน ผู้คนไม่น้อยที่ยืนดูผลงานของเขาพากันเปล่งเสียงอุทานชื่นชมออกมา

บางคนมองไปยังเฉียวหย่งจ้วนที่ยืนเท้าคางอยู่ในอาการทึ่มทื่อด้วยแววตาเห็นใจ ในใจก็คิดว่าครั้งนี้เจ้าปีศาจน้อยตัวนี้พลาดท่าเสียทีเป็นแน่แท้

เวลานี้เลี่ยวเสาหัวผู้ยโสกลับคลี่ม้วนกระดาษให้แก่เฉียวหย่งจ้วน สายตาของเขาปราดมองไปยังกลุ่มคนที่พากันเยินยอหยวนหลิงเหอ ก่อนจะหันมามองผู้คนประปรายที่ยืนอยู่ข้างเฉียวหย่งจ้วน จากนั้นกดนิ้วลงไปบนกระดาษพลางใช้ปลายเล็บกรีดจนเป็นลวดลาย ราวกับว่าจะให้เฉียวหย่งจ้วนลงพู่กันตามแนวที่เขาบอกใบ้เอาไว้

ตอนนี้เองที่หลี่เหยียนฮวนต้องตกใจไม่น้อยเมื่อรู้ว่าคนที่ยืนล้อมอยู่รอบๆ เฉียวหย่งจ้วนส่วนหนึ่งเป็นเพียงผู้ชมธรรมดาสามัญ ทว่าก็มีอยู่สองสามคนในนั้นที่เป็นถึงคุณชายจากสกุลสูงศักดิ์และบุตรหลานของขุนนางใหญ่ รวมทั้งโอรสขององค์หญิงเหิงโซ่วซึ่งมีสถานะเป็นลูกพี่ลูกน้องของตนเองด้วย

ที่แปลกยิ่งกว่านั้นก็คือ ทั้งๆ ที่คนเหล่านี้รู้ว่าเลี่ยวเสาหัวช่วยเฉียวหย่งจ้วนโกงการแข่งขัน แต่กลับไม่มีใครเอ่ยวาจาใดออกมา ถึงขั้นแสร้งทำเป็นเอะอะโวยวาย ออกท่าออกทางใหญ่โตเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของคนอื่นๆ ไปจากเฉียวหย่งจ้วนแทน

หลี่เหยียนฮวนมองประเมินเหตุการณ์ด้วยความฉงน จากนั้นก็เห็นว่าคนที่ชื่นชมผลงานอยู่ข้างๆ หยวนหลิงเหอส่งสัญญาณยักคิ้วหลิ่วตาให้แก่คนรอบๆ ตัวเฉียวหย่งจ้วน จากนั้นพากันตะโกนโหวกเหวกขึ้นมา ดูเหมือนว่าจะช่วยให้การโกงของเฉียวหย่งจ้วนดูแนบเนียนยิ่งขึ้นกว่าเดิม

คนเหล่านี้ล้วนเป็นลูกหลานจากสกุลใหญ่ที่มีทั้งอำนาจและบารมี ตำแหน่งขุนนางของบิดาก็ไม่ด้อยไปกว่ากัน มีอยู่หลายคนที่เป็นขั้วอำนาจตรงข้ามกันในราชสำนักเสียด้วยซ้ำ ทุกครั้งที่เผชิญหน้าก็มีแต่จะเชือดเฉือนใส่กัน แล้วไฉนเวลานี้ถึงได้ดูปรองดองกันนัก ซ้ำยังมองมาทางเลี่ยวเสาหัวด้วยท่าทางร้อนรน เหมือนจะเร่งเลี่ยวเสาหัวให้ลงมือเร็วขึ้นอีกนิด ทำท่าว่าอีกฝ่ายระมัดระวังตัวกับการโกงในครานี้มากเกินไป นี่…นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

เหตุใดพวกเขาถึงต้องช่วยเหลือจ้วนจ้วนแบบนี้ด้วย

แม้ว่าจ้วนจ้วนจะเป็นคุณชายสามของจงหย่งโหว แต่จงหย่งโหวก็หาได้มีชื่อเสียงใดๆ ในเมืองหลวงแห่งนี้ สกุลเฉียวก็เป็นตระกูลตกอับ คนเหล่านี้ไม่มีความจำเป็นจะต้องใกล้ชิดจ้วนจ้วน ต่อให้ช่วยเหลือเขาก็ไม่เห็นจะได้ประโยชน์อันใด ทำไมพวกเขาถึงไม่รังเกียจเดียดฉันท์จ้วนจ้วน กลับกลายเป็นว่าอยากจะให้เขาชนะขึ้นมาเสียด้วยซ้ำ?

หลี่เหยียนฮวนไม่เข้าใจ เขามองไปที่เฉียวหย่งจ้วนอีกครั้ง ก็เห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้ลากพู่กันตามคำบอกใบ้ของเลี่ยวเสาหัว แต่กลับจรดหมึกลงบนตำแหน่งที่ไกลจากจุดที่เลี่ยวเสาหัวชี้บอก

กลุ่มคนที่พากันสุมหัวคิดกลโกงถึงกับปวดศีรษะขึ้นมา แม้แต่คนเยือกเย็นอย่างเลี่ยวเสาหัวก็ยังเหงื่อซึมขมับ เขากระซิบต่ำๆ ว่า “ไม่เป็นไร ไม่ต้องกังวล หมึกหยดนั้นแก้ไขทีหลังได้”

เฉียวหย่งจ้วนปรายตามองอีกฝ่าย “พวกเจ้ามายืนล้อมหน้าล้อมหลังข้าทำไม ข้าวาดภาพไม่ต้องให้ใครมาสอน ข้ามีพรสวรรค์มาแต่กำเนิด”

หนึ่งในนั้นคือบุตรชายของแม่ทัพนายหนึ่ง ผู้คนพากันตั้งสมญานามให้เขาว่า ‘เจ้าทมิฬ’ เนื่องจากอีกฝ่ายผิวเข้มและรูปร่างกำยำ เขาเป็นพวกไม่รู้จักศิลปะการวาดภาพ พอได้ยินคำพูดนี้ของเฉียวหย่งจ้วนก็ร้อนใจปานไฟเผา แทบอยากจะกระโจนเข้ามาคว้าตัวชายหนุ่มแล้วเขย่าให้หัวสั่นหัวคลอนสักทีสองที

ใครไม่รู้บ้างว่าเฉียวหย่งจ้วนร้ายกาจเพียงใด ทุกคนอุตส่าห์หาวิธีการช่วยเขา เจ้าตัวไม่สำนึกบุญคุณยังไม่เท่าใด แม้แต่สมองก็พลอยกลวงไปด้วยหรือไรกัน

หยวนหลิงเหอเป็นถึงหนึ่งในสี่บัณฑิตเลื่องชื่อแห่งเมืองหลวง แม้ว่าจะถูกจัดอันดับเป็นที่สุดท้าย แต่เขาก็ได้เป็นถึงหนึ่งในสี่ เฉียวหย่งจ้วนจะชนะอีกฝ่ายก็แค่เรื่องกินดื่มเที่ยวเตร่เฮฮาเท่านั้นละ ยังจะมีหน้ามาพูดว่ามีพรสวรรค์มาแต่กำเนิด ไม่กลัวว่าลมจะพัดลิ้นปลิวไปหรือไรกัน

“เร็วเข้า หยวนหลิงเหอใกล้จะวาดเสร็จแล้ว ถึงตอนนั้นก็ขวางเขาเอาไว้ไม่ได้อีกแล้วนะ”

ใครบางคนร้อนใจขึ้นมา เตรียมทำท่าจะยื้อแย่งพู่กันมาจากเฉียวหย่งจ้วน ทว่าเฉียวหย่งจ้วนกลับหลบฉากไปอย่างว่องไว จากนั้นก็สบถบริภาษออกมา หลายคนพากันยกมือกุมหน้าผาก ท่าทางหมดอาลัยตายอยากราวกับ ‘เมื่อหายนะมาเยือนก็ยากจะหลีกเลี่ยง’

เนื่องจากการเบี่ยงตัวหลบของเฉียวหย่งจ้วนเมื่อครู่ทำให้หมึกดำข้นกระเซ็นลงไปบนกระดาษอีกหลายหยด แม้แต่เลี่ยวเสาหัวก็ยังหน้าซีดเผือด ด้วยความสามารถระดับเขา หากจะแก้ไขรอยหมึกเหล่านี้ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ แต่สุดท้ายแล้วก็ได้เพียงแค่ผลงานระดับกลางๆ เท่านั้น แล้วนับประสาอะไรกับคนที่ไม่เคยวาดภาพมาก่อนอย่างเฉียวหย่งจ้วน

คนที่ยืนอยู่ฝั่งนี้ รวมไปถึงบางคนที่เยินยอหยวนหลิงเหอทั้งๆ ที่ขัดกับปณิธานในใจฝั่งนั้นล้วนแต่ไม่อยากให้เฉียวหย่งจ้วนพ่ายแพ้ ทั้งนี้ก็เพราะไม่อยากเห็นเฉียวหย่งจ้วนที่มักจะทำตัวกร่างวางโตต้องมีจุดจบที่น่าอับอายขายหน้าเช่นนี้ เทียบกับเรื่องที่เฉียวหย่งจ้วนเคยทำเพื่อพวกเขาแล้ว เรื่องนี้ก็เป็นเพียงแค่การตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ ที่พวกเขาทำให้อีกฝ่ายก็เท่านั้นเอง

ทว่า…แม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างนี้ก็ยังทำพังยับเยิน…

หยวนหลิงเหอวาดเสร็จแล้ว จากนั้นก็เดินตรงเข้ามาด้วยสีหน้าแฝงเจตนาร้าย พร้อมกับสหายรู้ใจสามสี่คน พอเห็นหยดหมึกสามจุดที่ไม่อาจแก้ไขได้บนกระดาษขาวของเฉียวหย่งจ้วน ทั้งหมดก็พากันหัวเราะเยาะออกมา

“หากน้องเฉียวยอมแพ้โดยดี ข้าก็จะไว้หน้าเจ้าด้วยการถือว่าเสมอกันก็แล้วกัน”

พอได้ยินน้ำเสียงราวกับเสนอบุญคุณของฝ่ายนั้น บรรดาผู้ที่ยืนข้างเฉียวหย่งจ้วนก็ได้แต่ลอบกัดฟันกรอดในใจ

ด้วยความไร้ยางอายของหยวนหลิงเหอ เกรงว่าวันพรุ่งคนสกุลหยวนคงจะโพนทะนาเหตุการณ์ในครั้งนี้ออกไปแน่ๆ ถึงตอนนั้นเฉียวหย่งจ้วนเป็นได้อับอายจนไม่กล้าก้าวเท้าออกจากบ้านเป็นแน่แท้

หลี่เหยียนฮวนกุมด้ามกระบี่มั่น เจ้าทมิฬเองก็พร้อมจะล้มโต๊ะเพื่อยุติการแข่งขันนี้ลงเต็มที โชคดีที่เลี่ยวเสาหัวปรามเขาไว้ ไม่อย่างนั้นทุกคนคงไม่มีโอกาสได้เห็นฝีมือที่เรียกว่าชั้นเซียน...

“ไฉนต้องยอมแพ้ ทั้งๆ ที่ข้าต้องเป็นผู้ชนะอยู่แล้ว” เฉียวหย่งจ้วนทำสีหน้าเฉยเมย

หยวนหลิงเหอหัวเราะจนเกือบหายใจไม่ทัน “อาศัยหมึกสามหยดนี้น่ะหรือ”

“ถูกต้อง” เฉียวหย่งจ้วนเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย นัยน์ตาเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มโอหังลำพอง เจ้าตัวแทบไม่มองม้วนกระดาษด้วยซ้ำ มือที่ถือพู่กันตวัดไปทางซ้ายทีขวาที เส้นหมึกก็ก่อตัวขึ้นเป็นรูปร่าง หมึกหยดแรกแปรเปลี่ยนเป็นดอกโบตั๋นตูม หมึกหยดที่สองเป็นดอกโบตั๋นที่กำลังผลิบาน สุดท้ายฝีมือชั้นยอดของเขาก็ทำให้หมึกหยดที่สามกลายเป็นดอกโบตั๋นที่เริ่มเหี่ยวเฉาโรยรา

หยวนหลิงเหอด้านหลังสองก้าว ดวงตาเบิกกว้างจนแทบจะพลัดหลุดออกมา “เป็นไปได้อย่างไร! ไฉนเจ้าถึงวาดภาพเป็น...”

“ข้าก็บอกไปแล้วไม่ใช่หรือไรว่าตอนที่ข้าสามขวบ หยวนเซียงจื่อเห็นภาพวาดของข้าก็อยากจะรับข้าเอาไว้เป็นศิษย์”

ที่แท้ก็มิใช่คำพูดอวดอ้าง!

ทุกคนต่างก็ตะลึงงันไปเพราะฝีมือการวาดภาพอันเหนือชั้นของเฉียวหย่งจ้วน แม้แต่เลี่ยวเสาหัวยังต้องยกมือขึ้นลูบอก เป็นครั้งแรกในชีวิตที่รู้สึกตระหนกตกใจขนาดนี้

เจ้าทมิฬผู้ไม่เข้าใจในศิลปะการวาดภาพก็ยังรู้สึกว่าภาพนี้ช่างน่าหลงใหล ตอนที่เห็นดอกไม้ดอกแรก หัวใจของเขาก็พลันเบิกบานขึ้นมา ไพล่คิดไปถึงช่วงที่ตนเองเข้าร่วมกองทัพใหม่ๆ ดอกไม้ดอกที่สองก็ดูพัดพลิ้วเป็นอิสระ ดึงดูดสายตาจนไม่อาจผละเคลื่อนไปทางอื่นได้ ขณะที่ดอกที่สามนั้นกลับทำให้เขารู้สึกปวดปลาบในใจ

เฉียวหย่งจ้วนมีชัยอย่างสมบูรณ์เพราะฝีมือการวาดภาพของเขาเหนือชั้นกว่าหยวนหลิงเหอมาก แม้อยากจะโกหกก็ไม่อาจปริปากออกมาได้ว่าเฉียวหย่งจ้วนวาดไม่ดี

สีหน้าของหยวนหลิงเหอบ่งบอกให้รู้ถึงความพ่ายแพ้หมดรูป เขาปราชัยให้แก่เจ้านักเลงหัวไม้ไร้การศึกษาต่อหน้าธารกำนัลมากมาย หากเรื่องนี้หลุดออกไปจะแย่แค่ไหนกัน อย่าว่าแต่ตำแหน่งบัณฑิตอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวงเลย แม้แต่อันดับสี่ก็คงจะรักษาเอาไว้ไม่ได้แล้ว…

หยวนหลิงเหอยิ่งคิดก็ยิ่งอยากจะกระอักเลือด จังหวะนี้เฉียวหย่งจ้วนก็เหลือบมองหลี่เหยียนฮวนที่อยู่ข้างๆ พลางเอ่ยว่า “เฮ้! ถึงตาเจ้าแล้ว”

หลี่เหยียนฮวนเองก็ไม่รีรอ เขาก้าวเนิบนาบเข้าไปหาหยวนหลิงเหอ จู่ๆ หยวนหลิงเหอก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาจับใจ เขาอยากจะร้องห้าม ทว่ากลับตื่นเต้นเสียจนพูดจาติดๆ ขัดๆ

คนอื่นๆ พากันจับจ้องไปที่หลี่เหยียนฮวน หูตั้งขึ้นมาทันที

“ได้ยินว่าเจ้านำชื่อของเปิ่นหวางไปแสดงอำนาจบาตรใหญ่อย่างนั้นหรือ”

“ท่านอ๋อง ไม่มีเรื่องเช่นนี้แน่ขอรับ!”

“บอกว่าเปิ่นหวางให้ความสำคัญกับเจ้า ช่วยลงโทษคนที่ล่วงเกินและทำร้ายเจ้าแทน”

หยวนหลิงเหอเป็นพวกบัณฑิตหนอนหนังสือ มีหรือที่จะเคยเผชิญหน้ากับคนที่ใบหน้าทะมึนและเปี่ยมไปด้วยรังสีสังหารอย่างหลี่เหยียนฮวนมาก่อน เจ้าตัวอดสั่นเทาไม่ได้ แม้แต่คำพูดปฏิเสธก็ยังเอ่ยออกมาอย่างตะกุกตะกัก “ท่าน…ท่านอ๋อง…ได้โปรดอย่า…ฟังคำเล่าลือ”

“เจ้าบอกว่าเปิ่นหวางมีสายสัมพันธ์อันแนบแน่นกับฮ่องเต้ ฝ่าบาทจะต้องรู้จักนามของเจ้าอย่างแน่นอน!”

“ฝ่าบาทเคยชื่นชมลายมือของผู้น้อยจริงๆ” เขาเอ่ยอึกๆ อักๆ ออกมา เรื่องนี้ฝ่าบาททรงยอมรับ แล้วท่านอ๋องจิ้งจะไม่รู้ได้อย่างไรกัน

หลี่เหยียนฮวนแค่นเสียงเย็นเยือก เขาไม่ตวัดกระบี่ออกมา แต่ใช้ปลอกกระบี่กระแทกเข้าใส่หยวนหลิงเหอแทน หยวนหลิงเหอกุมหน้าอก เหงื่อกาฬไหลท่วม เจ็บจนเอ่ยออกมาไม่เป็นคำพูด ทว่าหลี่เหยียนฮวนกลับไม่พูดไม่จา เหยียบลงไปบนมือที่กุมหน้าอกนั้นอีกที เขาทำหยวนหลิงเหอแทบวิญญาณหลุดลอยออกจากร่าง

จากนั้นก็ได้ยินเสียงหยันของหลี่เหยียนฮวนดังขึ้นว่า “แอบอ้างชื่อเปิ่นหวางกุเรื่องหลอกลวงเพื่อสร้างผลประโยชน์ให้ตนเอง เปิ่นหวางหาใช่คนที่เจ้าจะเหยียบหัวเพื่อตะกายไปเป็นใหญ่เป็นโตไม่ อยากจะไต่ชั้นในสังคมก็ต้องดูว่าตนเองมีวาสนาหรือไม่ หากยังมีครั้งต่อไปเปิ่นหวางจะไม่ใช่แค่เตะเจ้าจนกระดูกหักเป็นสองท่อน ยังไม่รีบไสหัวไปอีก!”

หยวนหลิงเหอถูกสหายประคองออกไปในสภาพกระเซอะกระเซิง คนที่เหลือได้แต่มองหน้ากัน ฟังแบบนี้แล้ว ก่อนหน้านี้คนที่ทำร้ายหยวนหลิงเหอจนบาดเจ็บก็คือท่านอ๋องจิ้ง แต่หยวนหลิงเหอกลับป้ายความผิดให้แก่เฉียวหย่งจ้วน จากนั้นก็ปั้นเรื่องโกหกมดเท็จ ซ้ำยังบอกว่าท่านอ๋องจิ้งชื่นชมเขาและบอกเป็นนัยๆ ให้ทุกคนรู้ว่า เมื่อท่านอ๋องจิ้งชื่นชมเขาก็เท่ากับฝ่าบาทชื่นชมเขาเช่นกัน

“ช่างเป็นเจ้าโง่ที่มักใหญ่ใฝ่สูงเสียจริงๆ” เฉียวหย่งจ้วนมองแผ่นหลังของหยวนหลิงเหอแล้วส่ายหน้า ท่าทางเหมือนมองเด็กโข่งที่ไม่รู้จักศึกษาหาความรู้ตั้งแต่วัยเยาว์และเติบโตขึ้นมาอย่างไม่เอาถ่าน น่าผิดหวังแท้ๆ

ถ้าพูดถึงคนด้อยการศึกษา ยังจะมีใครเทียบเจ้าได้อีกเล่า

จังหวะนี้หลี่เหยียนฮวนก็รินน้ำชาและจ่อถ้วยมาที่ริมฝีปากของเฉียวหย่งจ้วน “จ้วนจ้วน ไม่โมโหแล้วนะ ดื่มชาสิ”

คนทั้งหมดพากันตะลึงงัน ได้แต่มองหลี่เหยียนฮวนปฏิบัติต่อเฉียวหย่งจ้วนด้วยท่าทางอ่อนโยนและใส่ใจในอาการตาค้าง เดี๋ยวๆ ก็พัดให้ เดี๋ยวๆ ก็รินน้ำชาให้ จากนั้นก็คว้าของว่างมาป้อนให้ถึงปาก พอเฉียวหย่งจ้วนบอกว่าอร่อย เขาถึงจะยอมกินบ้าง ระหว่างนั้นก็ทานขนมร่วมกันด้วยความชื่นมื่น ดูไม่ถือสากับสถานะที่แตกต่างระหว่างกันเลยแม้แต่นิดเดียว

ทุกคนมองหน้ากันอีกครั้ง ก่อนจะขยี้ตาตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า ผู้นี้คือท่านอ๋องจิ้งผู้ล้างบางและเป็นดาวมฤตยูที่ชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วทั้งเมืองหลวงอย่างนั้นหรือ!

#ภาพลับอ๋องจิ้ง

โปรดติดตามตอนต่อไป...

FAN

**[

TAS

](https://writer.dek-d.com/kuyaZanji2712/writer/view.php?id=1615914)**

TIC

ความคิดเห็น