ขอบคุณที่ติดตามผลงานค่ะ : )

บทส่งท้าย เป็นแฟนกัน

ชื่อตอน : บทส่งท้าย เป็นแฟนกัน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.4k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 12 มี.ค. 2562 21:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทส่งท้าย เป็นแฟนกัน
แบบอักษร

image

บทส่งท้าย

เป็นแฟนกัน

“เดินช้าๆ นะมึง”


“ผมรู้แล้วครับ พี่ท่องคำนี้ให้ผมฟังมาตั้งแต่เมื่อวานแล้วนะ”


“ก็กูกลัวมึงรีบไง ถ้ารีบแล้วล้มไป มึงไม่ได้ออกจากโรงพยาบาลกูไม่รู้ด้วยนะ”


“ครับๆ ผมรู้แล้ว ผมก็อยากออกจากโรงพยาบาลจะแย่แล้วเนี่ย เรากลับกันเถอะครับ” ผมบอกยิ้มๆ ก่อนจะค่อยๆ กระเถิบตัวเองลงจากรถ


วันนี้หมออนุญาตให้ผมกลับบ้านได้แล้ว และบ้านที่ผมจะกลับก็คือ...คอนโดของพี่ปอ


ใช่ครับ ผมไม่ได้กลับบ้านของผม เพราะผมไม่มั่นใจว่าพ่ออยากให้ผมกลับไปรึเปล่า หลังจากวันนั้นที่เขาแวะมาบอกเรื่องที่จะส่งผมไปเรียนต่อที่อเมริกา เขาก็ไม่มาเยี่ยมผมอีกเลย แม้จะมาจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายให้ผมเรียบร้อยแล้วทั้งหมด แต่ก็ไม่ได้แวะมาที่ห้อง คงเพราะเขาไม่อยากจะเห็นหน้าผมนั่นแหละ


ส่วนเรื่องที่ผมจะต้องไปเรียนต่อที่อเมริกาก็เหมือนว่าจะต้องเลื่อนไปก่อน เพราะหมอบอกว่ากว่าที่ผมจะสามารถเดินเป็นปกติก็น่าจะต้องใช้ระยะเวลาอีกประมาณหกเดือนถึงหนึ่งปี ถึงตอนนี้ผมจะถอดเฝือกออกแล้ว แต่ยังต้องกลับมาตรวจอย่างสม่ำเสมอ นั่นอาจเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้พ่อของผมไม่ค่อยพอใจนัก เพราะความตั้งใจของพ่อน่าจะต้องการส่งผมไปให้เร็วที่สุด


และแม้ว่าถ้าถึงตอนนั้นแล้วพ่อของผมจะยังไม่ยอมล้มเลิกความคิดนั้น ผมก็มีแผนสำรองเอาไว้แล้ว นั่นก็คือการเรียนต่อที่เมืองไทยมันซะเลย อาศัยช่วงเวลาที่ผมพักรักษาตัวนี่แหละในการไปสมัครเรียน พอถึงตอนนั้นผมก็คงมีข้ออ้างเพิ่มขึ้นมาอีกข้อหนึ่ง


“พี่ปอครับ”


“ว่าไง มึงเจ็บตรงไหนรึเปล่า เดินไม่ถนัดเหรอ กูบอกแล้วให้มึงนั่งรถเข็นมึงก็ไม่นั่ง” พี่ปอรีบถามแล้วทิ้งท้ายด้วยการบ่นอุบอิบ เขากลัวว่าผมจะใช้ไม้ค้ำยันไม่เป็นน่ะ


อย่างที่บอกว่าตอนนี้ผมถอดเฝือกออกแล้ว และเปลี่ยนอุปกรณ์ช่วยเดินจากวอล์กเกอร์มาเป็นไม้ค้ำยันแล้ว


“เปล่าครับ ผมแค่จะถามพี่ว่าหนักมั้ย เอาเป้มาให้ผมช่วยสะพายได้นะ”


“เก่งอีกแล้วนะมึงอ่ะ เอาตัวเองให้รอดเหอะ”


เสียงบ่นของพี่ปอจบลงพร้อมกันกับเสียงสัญญาณของลิฟต์ก็ดังขึ้นพอดี พี่ปอรีบเดินนำผมเข้าไปก่อนเพื่อจะไปกดเปิดประตูลิฟต์ค้างเอาไว้เพราะผมเดินได้ช้าน่ะ เขาคงกลัวว่าผมจะโดนประตูลิฟต์หนีบตาย


หลังจากที่ผมเข้ามายืนอยู่ในลิฟต์เรียบร้อย พี่ปอถึงได้กดปิดประตู จากนั้นเราทั้งคู่ก็ต่างคนต่างเงียบ ยืนรอให้ลิฟต์เคลื่อนตัวขึ้นสู่ชั้นบน


หัวใจของผมเต้นดังขึ้นทีละนิดๆ มันเหมือนการได้ออกจากโรงพยาบาลวันนี้คือการที่ผมได้ก้าวออกมาสู่โลกของความเป็นจริงอีกครั้ง ความจริงที่ผมเองก็ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกัน เพราะมันคือการที่ผมได้กลับมาอยู่กับเขาอีกครั้ง แต่นั่นก็ยังไม่น่าตื่นเต้นเท่ากับการที่ผมจะต้องหัดใช้ไอ้ไม้เท้านี่ให้คล่อง คิดแล้วเซ็ง!


ติ๊ง!


เสียงสัญญาณลิฟต์ที่ดังขึ้นอีกครั้งดึงผมออกจากห้วงภวังค์ และครั้งนี้เมื่อประตูลิฟต์เปิดออก พี่ปอก็พยักพเยิดหน้าให้ผมเดินออกไปก่อนบ้าง


“พี่ยังจำรหัสเข้าห้องตัวเองได้ใช่มั้ย” ผมแกล้งแซวเมื่อพี่ปอกำลังจะกดรหัสผ่านประตู ระหว่างที่ผมอยู่ที่โรงพยาบาล พี่ปอแทบจะอยู่เฝ้าผมตลอด กลับคอนโดแทบจะนับครั้งได้ ถ้าผมจำไม่ผิด สามสี่วันเขาจะกลับคอนโดสักครั้งหนึ่งได้มั้ง และกลับมาแค่ครั้งละไม่เกินสามชั่วโมงในช่วงบ่ายที่ผมหลับ คือเขาแค่กลับมาเปลี่ยนเสื้อผ้าน่ะ เอาชุดใหม่ไปแล้วอาบน้ำที่โรงพยาบาล ตุนไปครั้งละสี่ห้าชุด ทำเหมือนไปพักตากอากาศต่างจังหวัด


ติ๊ด!


“กูไม่ได้ความจำสั้นเหมือนมึงนะ”


แหม! ได้ทีรีบคุยเชียว ก่อนที่สัญญาณปลดล็อกจะดังผมแอบเห็นนะว่าเขาทำท่าทางเหมือนจะไม่มั่นใจน่ะ


แกร๊ก!


พี่ปอเปิดประตูห้องช้าๆ ก่อนที่เขาจะผลักมันเข้าไป เปิดมันค้างเอาไว้เพื่อให้ผมเดินนำเขาเข้าห้องไปก่อน เพื่อที่เขาจะได้ทำหน้าที่ปิดประตูห้อง


แต่ทันทีที่ผมก้าวเท้าเข้ามาด้านใน ผมก็ต้องตกใจกับสภาพห้องที่เห็น ไม่ใช่เพราะว่ามันสกปรกเพราะเจ้าของห้องไม่กลับมาทำความสะอาดหรอกนะ แต่เป็นเพราะมันสะอาดมาก แถมยังมีลูกโป่งและดอกไม้เต็มห้องไปหมด


“นี่พี่...”


“ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะมึง” พี่ปอบอกพร้อมกับยิ้มกว้าง ทำเอาผมต้องกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องอีกครั้ง สองตาร้อนผ่าวไปหมด หัวใจเต้นถี่ยิบจนน่ากลัวว่ามันอาจจะวาย


“พี่...ทำให้ผมเหรอ”


“อืม มึงไม่ชอบเหรอ” พี่ปอแกล้งถามยิ้มๆ เมื่อเห็นว่าผมยืนน้ำตาไหล


คำถามของพี่ปอทำให้ผมต้องรีบหนีบไม้ค้ำยันเอาไว้เพื่อยกหลังมือข้างหนึ่งขึ้นปาดน้ำตาออก พร้อมกับพยักหน้าเบาๆ อยู่หลายครั้ง ก่อนจะค่อยๆ เดินเข้าไปด้านใน สายตายังคงกวาดมองไปรอบห้องด้วยความรู้สึกตื้นตันในอกปนตื่นเต้นนิดๆ


“อะไรเข้าฝันให้พี่ทำแบบนี้งั้นเหรอครับ” ผมแกล้งถาม พี่ปอที่กำลังวางกระเป๋าสัมภาระของเราลงบนโซฟาถึงกับยกมือขึ้นมาเกาท้ายทอยอายๆ เพราะเขาเองก็คงรู้สึกตลกตัวเองอยู่เหมือนกัน


เขาไม่ใช่ผู้ชายอ่อนโยนมาแต่ไหนแต่ไร และผมก็คิดว่าตัวเองก็ไม่ใช่ผู้ชายที่ชอบเรื่องเซอร์ไพรส์อะไรทำนองนี้ด้วย แต่ในทางกลับกันถามว่าตอนนี้รู้สึกยังไง ผมก็ตอบได้เต็มปากว่าผมประทับใจมากจริงๆ


“ถ้ากูบอกว่ากูเสิร์ชกูเกิ้ล มึงจะคิดว่ากูไม่มีความคิดเป็นของตัวเองมั้ยวะ”


“ผมรู้แต่แรกน่าว่าพี่คิดอะไรแบบนี้ไม่เป็น” ผมรีบบอก พี่ปอทำทีเป็นเบะปากนิดหน่อย ก่อนที่เขาจะเดินตามผมมาเรื่อยๆ เพราะผมกำลังสนอกสนใจกับลูกโป่งที่ลอยอยู่เต็มห้อง


“ไอ้การันต์”


“ครับพี่”


“ความจริงคือก็ถามไอ้ทอยมา”


ผมว่าแล้วเชียว


“ครับ ผมพอจะรู้” ผมบอกยิ้มๆ


ที่ผมบอกว่าผมพอจะรู้ เพราะผมมั่นใจว่ามีแค่ไม่กี่คนในชีวิตผมที่จะรู้ว่าผมชอบลูกโป่ง และมีความฝันว่าอยากจะมีห้องที่มีลูกโป่งลอยอยู่เต็มห้อง มองไปทางไหนมันคงมีแต่ความสุข ต่างจากชีวิตจริงของผม


“ไอ้ทอยมันบอกกูว่ามึงอยากจะจัดงานวันเกิดมาก เพราะถึงพ่อมึงจะจัดให้มึงทุกปี แต่คนที่มางานวันเกิดมึง มักจะมีแต่เพื่อนของพ่อมึง เพราะฉะนั้นความฝันของมึงคือการจัดงานวันเกิดที่มีแต่คนที่มึงรัก”


ไอ้ทอยนี่มันคนขายเพื่อนชัดๆ


“ต่อไปนี้มึงฉลองวันเกิดกับกูที่นี่ทุกปีเลยนะ” พี่ปอเดินเข้ามาประชิดทางด้านหลังของผม ก่อนจะก้มลงมากระซิบบอกข้างๆ หู


หัวใจของผมพองโตขึ้นทีละนิดๆ และมันกำลังโตขึ้นเรื่อยๆ เพราะเขาที่ขยันเติมความรู้สึกดีๆ ให้ผมทุกวัน


ผมค่อยๆ หมุนตัวกลับไปหาพี่ปอพร้อมกับส่งยิ้มให้เขา ช่วงหลังมานี้ผมมักรู้สึกว่าความรู้สึกอบอุ่นในหัวใจแบบนี้มันเกิดขึ้นบ่อยๆ แต่ไม่ว่าจะกี่ครั้งก็ไม่ชินสักที


“กอดกันมั้ยมึง”


คำถามอายๆ ของพี่ปอทำให้ผมหัวเราะเบาๆ เขาถามเองเขินเอง แล้วคนถูกถามอย่างผมจะไปเหลืออะไรล่ะ รีบเดินเข้าไปหาเขาตั้งแต่ที่เขาพูดจบแล้ว


พี่ปอยกสองแขนขึ้นมาโอบกอดผมเอาไว้ ส่วนผมก็ทำได้แค่เอนหัวไปซบไหล่ของเขาเพราะมือทั้งสองข้างยังคงต้องจับไม้ค้ำยันเอาไว้ แต่แบบนี้ก็อุ่นดี แค่นี้ก็พอแล้วที่ผมต้องการ


Rrrr~


เสียงโทรศัพท์มือถือของผมสั่นอยู่ในกระเป๋ากางเกง ทำให้ผมต้องผละตัวออกจากพี่ปอช้าๆ แล้วพยายามล้วงมันออกมาโดยใช้รักแร้หนีบไม้ค้ำยันเอาไว้ข้างหนึ่งเหมือนเดิม ชื่อที่โชว์อยู่บนหน้าจอก็ทำให้ผมถึงกับเบิกตาโพลงก่อนจะรีบมองพี่ปอในทันที


“รับเถอะ พ่อมึงเขาอาจจะอยากรู้ว่ามึงออกจากโรงพยาบาลแล้วรึยัง” พี่ปอเสนอความคิดเห็น ก่อนจะเดินเลี่ยงออกไปเพื่อให้ผมได้คุยกับพ่อที่กำลังรอให้ผมรับสายอยู่ ซึ่งผมก็ยังคงลังเลอยู่สักพักก่อนจะตัดสินใจกดรับสายตามคำแนะนำของพี่ปอ


“ครับพ่อ”


[แกออกจากโรงพยาบาลแล้วใช่มั้ย] เขารู้อยู่แล้วว่าหมอจะอนุญาตให้ผมออกจากโรงพยาบาลวันนี้ เพราะถึงเขาจะไม่แวะมาเยี่ยมผม เขาก็ให้ลุงจรเช็กกับลุงหมอเสมอนั่นแหละ แล้วแบบนี้ยังจะโทรมาถามผมทำไม หรือว่ามีแผนอะไรอีก


“ครับ แต่ว่าตอนนี้ผม...อยู่คอนโดพี่ปอครับ”


[ไม่เห็นหัวฉันแล้วสินะ]


“คือว่า...”


[ช่างเถอะ ฉันก็ไม่ได้คิดว่าแกจะเห็นว่าฉันสำคัญหรอก แต่ที่ฉันโทรหาแกก็เพราะมีเรื่องสำคัญจะบอก]


“ครับพ่อ” ผมตอบรับออกไปแม้จะยังรู้สึกไม่ดีเท่าไหร่ แต่ไม่ว่าผมจะพูดหรือแก้ตัวอะไร พ่อก็คงไม่ฟังผมอยู่ดี


[พรุ่งนี้ฉันนัดลูกค้าคนสำคัญเอาไว้ แต่ดันลืมไปว่าหมอนัดตรวจสุขภาพ กว่าจะเสร็จคงไปไม่ทัน บ่ายโมงครึ่ง ที่โรงแรม xxx] พ่อบอกรายละเอียดเสร็จสรรพ แต่นั่นทำให้ผมกำโทรศัพท์แน่น


ผมจะไปได้ยังไงในเมื่อผมยังขับรถไม่ได้


“คือว่าผม...”


[ให้แฟนแกไปส่งก็แล้วกัน แค่ไปเซ็นรับเช็คแล้วก็เลี้ยงอาหารเขานิดหน่อย คงไม่หนักหนาอะไร แค่นี้นะ] พูดจบพ่อก็วางสายไปซะเฉยๆ ทำเอาผมอึ้งไปสักพัก สองตากะพริบปริบๆ และกำลังพยายามทบทวนสิ่งที่เพิ่งจะได้ยิน


“พ่อมึงว่าไง เขาด่าอะไรอีกล่ะมึงถึงได้ยืนเป็นซอมบี้แบบนั้น” พี่ปอที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องนอนตะโกนถาม


ผมค่อยๆ หันไปมองเขา ในขณะที่สมองยังคงทบทวนคำพูดสุดท้ายของพ่อก่อนจะวางสายไปให้แน่ใจอีกรอบ เมื่อครู่นี้พ่อบอกผมว่าให้แฟนผมไปส่งใช่รึเปล่า มันหมายความว่า...


“พี่ปอครับ”


“อีกแล้วสินะ นี่ตกลงพ่อมึงจะไม่ให้มึงกับกูอยู่อย่างสงบกันเลยจริงๆ เหรอวะ” พี่ปอบ่นอุบอิบพลางเปิดตู้เย็นหยิบแกลลอนนมสดออกมา


จริงอยู่ว่าพ่อโทรมาเพื่อให้ผมไปทำงาน ทั้งที่ผมเพิ่งออกจากโรงพยาบาลวันนี้ แต่ทำไมผมถึงไม่รู้สึกหงุดหงิดเลย มิหนำซ้ำยังเผลอยิ้มออกมาเองอีกต่างหาก


“ครับ พ่อให้ผมไปพบลูกค้าแทนพรุ่งนี้ ตอนบ่ายโมงครึ่งที่โรงแรม xxx พอดีพ่อลืมว่าพ่อมีนัดตรวจสุขภาพ”


“เหอะ ใช้มึงไปทั้งที่มึงเพิ่งออกจากโรงพยาบาล แถมยังขาหักขับรถไม่ได้เนี่ยนะ น่าส่งรายชื่อไปชิงตำแหน่งพ่อดีเด่นจริงๆ” พี่ปอประชด ก่อนจะเปิดฝาแกลลอนนมแล้วกระดกมันกรอกปากเหมือนเดิม


“เขาบอกให้แฟนผมขับรถไปส่งครับ”


“แค่กๆๆๆ มะ...มึง แค่กๆๆ โอ๊ย มึงว่าไงนะไอ้การันต์” พี่ปอสำลักนมหน้าแดงเถือก เขาไอค่อกแค่กสลับกับทุบหน้าอกตัวเองแรงๆ จนผมรู้สึกเจ็บแทน แต่ในเวลาแบบนี้ผมกลับยืนยิ้มกว้างแทนการเดินเข้าไปช่วยลูบแผ่นหลังให้เขา อีกอย่างคือเคยคิดไว้แล้วว่าถ้าเขายังดื่มนมด้วยวิธีกระดกแกลลอนแบบนี้ต่อไป สักวันเขาจะต้องสำลัก!


“พ่อบอกให้แฟนผมขับรถไปส่งครับ” ผมย้ำอีกครั้งให้พี่ปอได้ยิน แล้วเขาก็ถึงกับเบิกตาโพลงก่อนจะยิ้มกว้างทั้งที่ริมฝีปากยังเปื้อนคราบนมอยู่เลย


“มึงไม่ได้ล้อกูเล่นใช่มั้ย” พี่ปอถามย้ำเพื่อความแน่ใจอีกรอบ


ผมรีบส่ายหัวปฏิเสธว่าผมไม่ได้ล้อเล่น นั่นทำให้พี่ปอรีบวางแกลลอนนมลงบนโต๊ะ ก่อนจะวิ่งเข้ามาอุ้มผมจนตัวลอยขึ้นจากพื้น สองมือไม่ทันจับไม้ค้ำยันให้แน่นจนเผลอทำมันหลุดมือออกไปทั้งสองอัน


“กูเป็นแฟนมึงแล้ว พ่อมึงยอมให้กูเป็นแฟนมึงแล้วไอ้การันต์”


“ครับพี่”


“วู้ววว กูเป็นแฟนมึงแล้วว้อย กูชนะแล้วไอ้การันต์ กูชนะแล้ว” พี่ปอร้องบอกด้วยความดีใจ ก่อนที่เขาจะหมุนตัวผมไปรอบๆ ทำเอาลูกโป่งที่พื้นลอยขึ้นจากพื้นว่อนไปหมด


“เบาๆ พี่ เดี๋ยวผมก็ตกลงไปขาหักอีกรอบหรอก” ผมรีบบอกพลางกอดคอพี่ปอแน่นเพราะกลัวจะตกลงไปจริงๆ พูดไปหัวเราะไปด้วยความดีใจที่สุดในชีวิตจริงๆ น้ำตาเหมือนจะไหลอีกแล้ว ในอกร้อนวูบไปหมด


พี่ปอค่อยๆ หยุดหมุนตัวก่อนจะวางผมลงช้าๆ ซึ่งผมพอจะลงน้ำหนักที่เท้าได้บ้างแล้วก็เลยไม่ใช่ปัญหาอะไรถ้าต้องยืนเฉยๆ


“ไอ้การันต์”


“ครับพี่” ผมขานรับด้วยความตื้นตันในอก และรู้ว่าพี่ปอเองก็คงกำลังรู้สึกไม่ต่างกัน


“กูทำได้”


“ครับ พี่ทำได้” เสียงของผมสั่นโดยไม่รู้ตัว พูดจบพี่ปอก็ดึงผมเข้าไปกอดเอาไว้แน่นชนิดที่ผมแทบหายใจไม่ออก มันเป็นอ้อมกอดที่แข็งแรงของอ้อมแขนเดียวกับที่คอยปกป้องและประคองผมมาตลอด


สักพักพี่ปอก็คลายอ้อมกอดออก เขากุมมือผมขึ้นมาจูบเบาๆ ที่หลังมือ ก่อนจะเงยหน้ากลับขึ้นมาสบตากับผมด้วยดวงตาที่เป็นประกาย


“กูตื่นเต้น”


“ผมก็เหมือนกันครับ”


“กูรักมึงนะ”


“ผมก็รักพี่ครับ”


“ไอ้การันต์”


“ครับพี่”


“กูไม่ได้ฝันไปใช่มั้ย” พี่ปอถามเบาๆ ซ้ำๆ เหมือนจะยังตกใจอยู่ตลอดเวลา และเสียงของเขาเองก็เริ่มสั่นจนผมอดจะยิ้มไม่ได้


“มึงตบหน้ากูที กูไม่ได้ฝันไปใช่มั้ยไอ้การันต์” พี่ปอพยายามถามย้ำ แถมยังจับมือของผมขึ้นไปตบหน้าตัวเองอีกต่างหาก ดีนะที่ผมยั้งมือทันก็เลยโดนไม่แรงเท่าไหร่


“ไม่ฝันครับ นี่เรื่องจริง”


“มึงไม่ได้โกหกให้กูดีใจใช่มั้ย”


“ผมไม่ได้โกหกครับ ไม่เชื่อผมจะพิสูจน์ให้ดู” ผมยังคงบอกยิ้มๆ ก่อนจะสบตาพี่ปอแล้วตัดสินใจเขย่งปลายเท้าซ้ายขึ้นไปจูบเขาในทันที เพราะขาข้างขวาของผมจะลงน้ำหนักมากไม่ได้ แต่พี่ปอเองก็รีบโน้มใบหน้าลงมาหาเพื่อไม่ให้ผมต้องเป็นฝ่ายเขย่งขึ้นไปหาเขาเพียงฝ่ายเดียว


ริมฝีปากของเราแนบสนิทกันเบาๆ สวนทางกับหัวใจของเราทั้งคู่ที่กำลังเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ มันเป็นความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย เพราะถึงแม้ว่าครั้งนี้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่เราจูบกัน แต่ทั้งผมและพี่ปอต่างก็รู้ดีว่าจูบครั้งนี้น่ายินดีที่สุด


ผมค่อยๆ ละริมฝีปากออกช้าๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปสบตากับพี่ปออีกครั้ง เขาเองก็โน้มใบหน้าลงมาจูบซ้ำเบาๆ ที่หน้าผากของผมอย่างอ่อนโยน


“เชื่อรึยังครับว่าพี่ไม่ได้ฝัน” ผมแกล้งถาม


“เกือบเชื่อแล้ว”


“ว่าไงนะครับ เกือบเชื่อหมายความว่ายังไง” ผมถามอีกครั้งด้วยความไม่แน่ใจ


“ก็หมายความว่ายังไม่แน่ใจ ต้องต่ออีกนิด”


เข้าทางเขาเลยทีนี้


“ว่าไง ต่อเลยสิ เตียงหรือระเบียงดี”


“พี่ก็ ผมเจ็บขาอยู่นะ”


“ไม่ได้ทำที่ขา” พี่ปอรีบบอก สายตาวิบวับเจ้าเล่ห์ของเขาทำให้ผมรู้สึกว่าใบหน้าร้อนวูบไปหมด จะโทษใครดีล่ะทีนี้ โทษตัวเองที่เปิดช่องให้เขาหรือโทษเขาที่เห็นทุกอย่างเป็นโอกาส


“ว่าไงมึง ตกลงเตียงหรือระเบียง กูกินนมไปเยอะ มันครั่นเนื้อครั่นตัว”


“ผมจะเอานมพี่ไปทิ้งให้หมดตู้เลย”


“งั้นกูกินนมมึงแทนนะ”


เขาก็เป็นซะแบบนี้ทุกที


“ตกลงมึงคิดออกยังว่าเตียงหรือระเบียง”


“ตรงนี้ได้มั้ยครับ” ผมแกล้งถามพลางเงยหน้าขึ้นไปทำหน้าเหลอหลาใส่


“กลางห้องเนี่ยนะ”


“ครับ ผมชอบลูกโป่ง”


“เหอะ ไม่บอกล่ะ คราวหน้ากูจะซื้อถุงยางมาเป่าให้มึงเล่นทุกวันเลย” พี่ปอพูดเจือเสียงหัวเราะ ก่อนที่ทั้งเขาและผมจะสบตากันอีกครั้ง


ภาพของผมที่สะท้อนออกมาจากในตาของเขาชัดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อพี่ปอโน้มใบหน้าลงมาใกล้ ก่อนที่ช่องว่างระหว่างเราจะหายไปเมื่อมันกลายเป็นความใกล้ชิดที่ชิดขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะกลายเป็นคนคนเดียวกัน


- The end -

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว