กลับอีกครั้งค่ะ ขอบคุณทุกคนที่ติดตามอละเป็นกำลังใจให้ไรท์นะคะ

ตอนที่4 เรื่องระหว่างเรา รีไรท์

ชื่อตอน : ตอนที่4 เรื่องระหว่างเรา รีไรท์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 9.8k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 25 พ.ค. 2559 01:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่4 เรื่องระหว่างเรา รีไรท์
แบบอักษร

เรื่องระหว่างเรา

 

              เอมมองจ้องมองตัวเองในกระจกสภาพหน้าเธอยามนี้ดูไม่พร้อมที่จะเจอะเจอใครแต่เพราะคุณท่านต้องการพบหญิงสาวจึงจำใจต้องลุกขึ้นมาล้างหน้าหน้าตาพยายามเรียกความสดชื่นให้กับตัวเอง น้ำที่ชื่นฉ่ำก็ทำได้เพียงแต่ให้เย็นกายแต่ใจของหญิงสาวยามนี้มันขมขื่นยิ่งกว่าหลายเท่า  ขอบตาแดงบวมช้ำจนไม่สามารถปกปิดได้ใบหน้าไร้ซึ่งความสดใสในวัยสาว    

               "ดูไม่ได้เลยฉัน..." หญิงสาวบ่นกับตัวเองในกระจกก่อนจะก้าวออกจากห้องน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่สวมใส่มาตั้งแต่เช้า หญิงสาวตบแป้งฝุ่นย้ำๆที่ขอบตาหวังใจว่ามันจะช่วยปกปิดอาการบวมช้ำแต่ก็ดูเหมือนว่ามันจะช่วยอะไรได้ไม่มากแต่ก็เรียกความมั่นใจให้หญิงสาวได้ระดับนึง

               ตาคู่โศกไล่สำรวจความเรียบร้อยบนใบหน้าแต่สายตาก็ดันไปสังเกตเห็นรอยแดงๆที่ปรากฏชัดเจนบนเนินอกอิ่มของตัวเอง

               "นี่มัน...." เอมอรไล้มือเบาๆไปที่รอยแดงนั้นภาพชายหนุ่มหญิงสาวที่กกกอดกันอยู่บนเตียงนั่นทำเอาใจดวงน้อยสั่นไหว นี่จะเป็นความตั้งใจของภูวริศหรือไม่เอมอรไม่อยากจะคาดเดาแต่มันคือรอยเล็กๆที่กรีดลึกลงไปในใจของเธอ

          

               ร่างบางเดินตรงไปยังตึกใหญ่พร้อมกับผ่อนลมหายใจเบาๆในหัวมีเรื่องให้ต้องคิดมากมายรวมถึงข้ออ้างที่ดูสมเหตุสมผลของขอบตาที่บวมช้ำของเธอด้วย    หญิงสาวเดินเข้ามาในครัวรินน้ำใส่แก้วและจัดยาที่คุณท่านต้องทานก่อนนอนดังเช่นทุกวัน

               "หนูเอมทานอะไรรึยังคะเนี่ย" พี่แป้นหลานสาวของป้าวาดเอ่ยขึ้นทันทีที่เห็นหญิงสาวอยู่ในครัว 

               "เรียบร้อยแล้วค่ะ" เอมอรยิ้มบางๆให้กับคนที่เอ็นดูเธอเหมือนน้องสาว

               "เอ๊ะแล้วนี่ตาเป็นอะไรคะเนี่ย"

               "เอมคงแพ้ยาน่ะค่ะ' เอมอรตอบผ่านๆ   "ขอตัวนะคะพี่แป้น" เอมอรยกถาดยาเดินออกไปจากครัวแม้แต่พี่แป้นยังสังเกตุเห็นได้โดยง่ายแล้วคนที่ช่างสังเกตุละเอียดละอออย่างคุณท่านมีหรือที่จะไม่สงสัยหญิงสาวคิดฟุ้งซ่านในใจยังหาบทสรุปให้กับตัวเองได้อย่างไม่สมเหตุสมผลนัก

               "มานี่!..." ร่างบางถูกฉุดกระชากไปตามแรงโทสะ

               "คะ...คุณภู" เอมอรรู้สึกหวาดระแวงที่ถูกภูวริศบากเข้ามาในห้องสองต่อสองแบบนี้ ชายหนุ่มดึงถาดยาในมือเธอไปวาง

               "ดูไม่ค่อยจะโอเคเท่าไหร่เลยนี่" ชายหนุ่มพูดพลางไล้กรอบหน้าหญิงสาวอย่างอ่อนหวาน   "ตาบวมเชียวร้องไห้หนักมากสินะ"

                "จะพูดอะไรก็รีบๆพูดมาเถอะค่ะคุณท่านรอดิฉันอยู่" เอมอรตอบกลับไปด้วยกิริยาที่แข็งกร้าว

                 "พูดจาแบบนี้ไม่สมเป็นเธอเลยนะเอมอร ผู้หญิงอ่อนน้อมเจียมเนื้อเจียมตัวมันหายไปไหนเสียล่ะ"

                 "ต้องขอบคุณนะคะที่คุณมีส่วนทำให้ฉันเข้มแข็งขึ้น"

                 "พูดแบบนี้ฉันชักอยากจะรู้แล้วสิว่าจะแข็งเกร่งขนาดไหน" ชายหนุ่มยื่นหน้าเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆจนเอมอรเป็นฝ่ายเลือกที่จะถอยหนี  

                 "ฉะ...ฉันต้องไปแล้ว ขอตัวนะคะ" เอมอรปรี่เข้าไปคว้าถาดยาแต่กลับถูกภูวริศเข้ามาขวางไว้อีกครั้ง

                "ฉันแค่อยากจะเตือนเธอว่าจะพูดอะไร...กับคุณแม่ล่ะก็คิดให้ดีก่อนนะเอมอร คงไม่ต้องให้บอกนะว่าเรื่องอะไร" หญิงสาวหลบสายตาไม่กล้าอ่อยอะไรออกไป    "ถ้าเธอทำให้ฉันเดือดร้อนล่ะก็โดนดีแน่" ชายหนุ่มเอ่ยเสียงกร้าวสีหน้าแววตาบ่งบอกว่าทุกอย่างคือเรื่องจริงเขาไม่ได้พูดเล่น เอมอรจำต้องก้มหน้ารับชะตากรรมกับภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกแบบนี้

 

          เอมอรเข้ามาในห้องทำงานซึ่งมีประตูเชื่อมกับห้องนอนของคุณท่าน หญิงสาววางถาดยาไว้ที่โต๊ะทำงานเป็นจังหวะที่กมลาเปิดประตูเข้ามาพอดี

               "วันนี้สอบวิชาสุดท้ายแล้วใช่มั้ย" ประมุขของบ้านถามขึ้นทันทีที่เห็นเด็กสาวอยู่ในห้อง

               "ค่ะ" เอมอรรับคำก่อนจะส่งถ้วยยาและน้ำให้คุณท่านเช่นทุกคืน

               "ดี...งั้นพรุ่งนี้เธอก็ไปทำงานพร้อมตาภูนะ ฉันอยากให้เธอช่วยงานเขา"

               "อะไรนะคะ!"

               "ตกใจอะไร"

               "คือ...คุณท่านคะ..." หญิงสาวลำบากใจแต่ก็ไม่กล้าที่จะคัดค้านความต้องการของผู้มีพระคุณ

               "ฉันรู้ว่าเธอคิดอะไรนะเอมอรแต่ถือซะว่าเห็นแก่ฉัน ตาภูเป็นยังไงเธอน่าจะรู้ดีฉันถึงคิดว่าเธอจะรับมือลูกชายฉันได้ ก็แค่ช่วงนี้เท่านั้นทำได้มั้ย...."

              "...." 

              "สงสารคนแก่อย่างฉันเถอะนะ"

              "ค่ะ" เอมอรจำต้องรับปาก

              "ว่าแต่เธอไม่สบายรึเปล่าสีหน้าดูไม่ดีเลย"

              "เอมสบายดีค่ะคุณท่าน..." หญิงสาวขอตัวกลับไปพักโดยให้เหตุผลว่าจะได้ไม่ตื่นไปทำงานสาย แต่ความจริงเธอเกรงว่าคุณท่านจะเห็นตาที่บวมช้ำของเธอเข้า

 

เช้าวันต่อมา

               บรรยากาศในรถยามนี้แสนจะอึดอัดแม้รถหรูของชายหนุ่มมันจะนั่งสบายและแอร์ก็เย็นเสียจนหญิงสาวรู้สึกหนาวสะท้าน แต่เมื่อคนขับคือภูวริศทุกอย่างรอบตัวมันจึงไม่น่าภิรมณ์สักนิด เธอรู้สึกเหมือนกำลังจะขาดอากาศหายใจ ชายหนุ่มเอาแต่นิ่งเงียบสีหน้าเรียบเฉยไม่แสดงอารมณ์เกรี้ยวกราดออกมาให้เห็นดั่งทะเลที่นิ่งสงบก่อนจะเกิดพายุลูกใหญ่ 

               รถหรูเคลื่อนเข้ามาจอดที่ประจำของตำแหน่งผู้บริหาร หญิงสาวรีบลงจากรถเดินตามภูวริศเข้ามาในตึกสามชั้นที่ดูทันสมัยแบบเงียบๆ   ครอบครัวอมรศักดาทำธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ทั้งโรงแรมห้าดาว บ้านพักสุดหรูบนเกาะส่วนตัวสำหรับเศรษฐีกระเป๋าหนักและบริการเช่าเรือยอร์ช   ภูวริศดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่รับผิดชอบในส่วนของรับรองลูกค้าวีไอพี กิจกรรมต่างๆของโรงแรมและบริษัทเช่าเรือยอร์ชซึ่งปลุกปั้นมาเองกับมือทำให้เขาต้องต้อนรับแขกคนสำคัญของโรงแรมอยู่เสมอ ในเรื่องการทำงานชายหนุ่มถือว่าเป็นคนหนุ่มที่เอาจริงเอาจังมากเพียงแค่ปรายตามองพนักงานคนไหนก็ทำเอาพนักงานคนนั้นก็เสียวสันหลังวาบแล้ว

               "สวัสดีครับคุณภู" ทศภาคเลขาคนสนิทของภาริตายืนรออยู่ที่หน้าห้องทำงานของเขา ชายหนุ่มรูปร่างสูงผิวเข้มนิดๆเช่นคนใต้ยิ้มต้อนรับเขาอย่างเป็นมิตร

               "สบายดีเหรอคุณทศ" ภูวริศทักทายชายหนุ่มมาดนิ่งที่เป็นทั้งเลขาและคนรักของพี่สาว

               "ครับ" ทศภาคยิ้มบางๆ     "คนนี้คงเป็นคุณเอมอรผู้ช่วยคนใหม่สินะครับ" ชายหนุ่มหันมาทักทาย   "สวัสดีครับคุณเอมอร" เอมอรเองก็ยกมือไหว้พร้อมกับยิ้มให้อย่างเป็นมิตร

                "จะทักทายกันอีกนานมั้ย"ภูวริศเอ่ยแทรกทำลายมิตรภาพดีๆของคนทั้งสองไงปโดยสิ้น

              "เอาล่ะครับจะได้ไม่ต้องเสียเวลา...คุณริตาส่งผมมาเพื่อส่งไม้ต่อ...มีอะไรสงสัยถามผมได้เลยนะครับคุณเอมอรไม่ต้องเกรงใจ"

              "เรียกเอมเฉยๆก็ได้ค่ะ" หญิงสาวรู้สึกทำตัวได้ไม่ถูกเมื่อถูกเรียกแบบนี้

              "เอ่อ...เอกสารทั้งหมดผมวางไว้ให้ในห้องแล้วนะครับคุณภู" ชายหนุ่มพยักหน้าปรายตามองเอมอรที่ดูจะถูกใจเลขาหนุ่มของพี่สาวเขาไม่น้อย

               "ผมขอคุยกับผู้ช่วยคนใหม่ซะหน่อย"

              "ตามสบายเลยครับ" ทศภาคหลีกทางให้เอมอรเดินตามภูวริศเข้าไปในห้อง

             "เก็บอาการหน่อยนะเอมอร หน้าเธอมันฟ้องหมดแล้วว่าถูกใจเลขาพี่สาวฉันแค่ไหน

             "ไม่ใช่แบบนั้นค่ะดิฉัน..."

              "ทีตอนนั่งรถมากับฉันล่ะทำหน้าเหมือนแบกคนเอาไว้ทั้งโลก"

              "คุณภูก็น่าจะทราบเหตุผลนะคะว่าทำไม"

              "ไม่ต้องเถียงเพราะควรจะเป็นฉันมากกว่าที่ทุกข์ที่สุดต้องเห็นหน้าเธอทั้งวันแถมยังต้องทนให้เธอมานั่งเป็นตุ๊กตาหน้ารถอีก"

              "ดิฉันไม่เคยอยากให้มันเป็นแบบนี้"

              "แต่อยากให้มันเป็นมากกว่านี้ใช่มั้ย เธอไม่ต้องพูดฉันก็รู้...เอมอร"

              "ไปกันใหญ่แล้วค่ะคุณภู" เอมอรเริ่มเอือม

              "อย่าทำเสียงเหมือนฉันเป็นคนงี่เง่าเอมอร"

            'รึว่ามันไม่จริงล่ะ' เอมอรเถียงภูวริศในใจ นี่ยังไม่ถึงชั่วโมงแรกเลยเธอก็โดนเขาตำหนิเสียแล้ว แล้วนี่ยังต้องเห็นหน้ากันอีกทั้งวัน ยิ่งคิดเอมอรก็ยิ่งวิตก อะไรๆที่เป็นเธอมันก็ทำให้ภูวริศหงุดหงิดทั้งนั้น

 

ความคิดเห็น