facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เด็กเสี่ย 21 (รีไรต์แล้ว)

ชื่อตอน : เด็กเสี่ย 21 (รีไรต์แล้ว)

คำค้น : เด็กเสี่ย,ใช่ครับผมเป็นเด็กเสี่ย,เด็กเสี่ย21

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 158.8k

ความคิดเห็น : 366

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ส.ค. 2564 17:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
เด็กเสี่ย 21 (รีไรต์แล้ว)
แบบอักษร

เด็กเสี่ย 21 

“นี่กุญแจรถ ส่วนนี้นาฬิกาและโทรศัพท์มือถือ กระเป๋าอยู่ในกระโปรงท้ายรถนะครับ” 

เสียงของคนตัวเล็กดังชัดเจนไม่มีแววน้ำเสียงของคนที่ลังเลใจ จังหวะที่ร่างสูงกำลังหมุนตัวกลับไปเพื่อมองให้ชัดว่าสิ่งที่ตนได้ยินเมื่อครู่จริงหรือไม่ก็พบว่าร่างบางนั้นก้าวขึ้นรถแท็กซี่สีเขียวเหลืองที่บังเอิญผ่านมาพอดีไปแล้ว 

“เดียว!” เสียงเรียกที่หลุดออกจากปากเหมือนจะสายไปเพราะรถคันนั้นขับออกไปไม่มีหยุดรอให้เขาได้ตาม 

“ไอ้โชค!! มัวยืนทำบ้าอะไรอยู่!! ทำไมไม่ห้าม!” เมื่อเรียกฝ่ายที่จากไปแล้วไม่ได้ยินเลยกลับมาเล่นงานลูกน้องของตนที่ยืนถือสิ่งของที่เคยมีเจ้าของ แต่บัดนี้มันกลับเป็นเหมือนสิ่งของไร้ค่าไปแล้วเมื่อมันไม่ได้อยู่กับเจ้าของอย่างที่เคยเป็น หนุ่มรูปร่างสูงกำยำที่ได้แค่ยืนนิ่งรับของจากเดียวไว้ในมือได้แค่ยืนเงียบเพราะไม่รู้จะทำอย่างไรเช่นกัน น้อยครั้งที่เสี่ยจะเรียกเขาแบบนี้หากไม่โกรธจัดจริงๆ 

เดียวคืนของทั้งหมดแบบนี้สื่อให้รู้ถึงการตัดขาดโดยสิ้นเชิง เอาจริงๆ เขาไม่เคยเห็นใครเด็ดเดี่ยวแบบนี้มาก่อน อย่างน้อยถ้าเป็นคนโลภคนอื่นๆ ก็ต้องมีของเล็กๆ น้อยๆ ที่หยิบติดมือไปบ้างเพื่อเอาให้คุ้มเมื่อจากกันแต่เดียวกลับทิ้งทุกอย่างไว้ เด็กคนนี้ดูภายนอกดูเปราะบางแต่ใครจะรู้ว่าภายในจิตใจนั้นมีการสร้างกำแพงป้องกันไว้อย่างแน่นหนา และคงมีเพียงเจ้าตัวเท่านั้นที่จะทำลายกำแพงนั้นได้ 

“โธ่เว้ย!!” 

เสี่ยกานต์สบถด้วยอารมณ์ที่อธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ เด็กอวดดีนั่นตีจากเขาไปทั้งที่ยังไม่ได้เคลียร์อะไรเสียด้วยซ้ำ กล้าดียังไงถึงมาคืนของที่เขาซื้อให้แบบนี้ และกล้าดีอย่างไรถึงได้มายกเลิกการเป็นเด็กในความดูแลของเขา แล้วคำพูดที่ก้าวร้าวกับอิมเมจนั่นอีก 

คิดจะเข้ามาหาก็เข้ามา พอคิดจะเลิกก็เลิกงั้นเหรอ ไม่ง่ายไปหน่อยหรือไง 

เขาไม่เข้าใจ สับสน งุนงง ความเกลียดชังที่เดียวมีต่ออิมเมจฉายชัดทั้งแววตาและท่าทาง รวมไปถึงคำพูดหยาบคาย ที่เขาไม่เคยได้ยินจากปากเล็กนั่นเลยสักครั้ง แต่ไม่ว่าจะโกรธเกลียดอย่างไรก็ไม่น่าจะฟิวส์ขาดได้ง่ายขนาดนี้ ปกติเดียวเป็นคนมีเหตุผล นิ่ง เงียบ สงบกว่านี่แต่นี่ทำไม... เมื่อคิดมาถึงจุดนี้เขาก็อยากจะตบหน้าตัวเองสักฉาดเพื่อเรียกสติ เขาไม่น่าเผลอทำตัวรุนแรงกับเดียวไปแบบนั้นเลย 

“พี่กานต์” 

“เธอสองคนมีปัญหาอะไรกัน” เสี่ยกานต์หันมาถามด้วยท่าทางเคร่งเครียด เขาไม่ยอมกลายเป็นไอ้โง่ที่ปล่อยให้เด็กสองคนมาทะเลาะตบตีแย่งตัวเองแน่ๆ 

“คือ...” 

“พูดออกมาอิมเมจ ถ้าเธอยังอยากคุยกับฉันอยู่” เสียงเสี่ยกานต์เข้มกว่าเดิม ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาหาคนที่ตัวเล็กกว่า อิมเมจสร่างเมาเป็นปลิดทิ้งตั้งแต่เขาเห็นเดียวแล้ว ยิ่งเห็นท่าทางของเสี่ยกานต์ที่คาดคั้นเอาความจริงอีกทำให้เขายิ่งสั่น 

“เดียวไม่ชอบอิม อิมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมทั้งที่ไม่เคยทำอะไรให้เขาเลย” 

“หนึ่งเดียวที่ฉันรู้จักไม่ใช่คนไร้เหตุผลแบบนั้น” 

“พี่กานต์รู้จักมันน้อยไปสิ” อิมเมจแย้งทันที 

“เหมือนจะสร่างเมาแล้วนะ ยังไงก็กลับเองแล้วกัน” เสี่ยกานต์ตัดบท อย่างไรเสียเขาก็ต้องไปไล่เรียงเอาความจากเดียวอยู่ดี อยากรู้สาเหตุก็ต้องถามจากต้นเหตุว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้ หนึ่งเดียวเด็กหนุ่มอ่อนโยนคนนั้นถึงได้ขาดสติขนาดนี้ 

“เสี่ยครับ... ผม...” 

“หุบปาก!” เสี่ยกานต์ตวาดโชคอีกครั้งเมื่ออีกฝ่ายทำท่าจะพูดด้วย ไม่สนใจท่าทีแปลกๆ ของอิมเมจจนกระทั่งเจ้าตัวขับรถออกไปด้วยความเร็วแรงเท่าที่รถคันนั้นจะทำได้ 

“ฉันไม่คิดว่าแกจะโง่ถึงขนาดปล่อยเด็กที่เข้ามาวนเวียนกับชีวิตฉันเป็นเดือนๆ ไปได้อย่างง่ายดาย รอยหยักในสมองแกมันหยุดทำงานรึไง!” 

“ผมขอโทษครับ” 

“ภายในคืนนี้แกต้องหาตัวเด็กคนนั้นให้เจอ ไม่งั้นไม่ต้องมาให้ฉันเห็นหน้า!” 

“แล้วของพวกนี้...” 

เสี่ยกานต์ไม่พูดอะไรแค่รวบของทุกอย่างมาไว้ในมือตน กำของพวกนั้นแน่นเหมือนว่านั่นคือตัวแทนคนตัวเล็กที่กล้าตีจากเขาไป 

ทางด้านเดียวที่โบกแท็กซี่ให้จอดทั้งที่ไฟตรงคำว่า ‘ว่าง’ ไม่มีให้เห็น แสดงว่าคันนี้มีผู้โดยสารอยู่แต่ก็ขอบคุณที่แท็กซี่จอดรับ แต่ใครเลยจะรู้ว่าความบังเอิญไม่มีในโลกเพราะผู้โดยสารอีกคนที่นั่งมาในแท็กซี่คันนี้คือภีมนั่นเอง 

เขากำลังเดินเล่นอยู่ที่ตลาดกลางคืนแห่งหนึ่ง เห็นว่าไม่ไกลจากนี้จึงโบกแท็กซี่มากะว่าจะมารับเดียวไปก่อนแล้วค่อยไปหาปั๊มน้ำมันกัน เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุเขาเห็นทั้งสามคนยืนเถียงกันอยู่ ได้ยินไม่ชัดว่ากำลังพูดอะไรกันแล้วจากนั้นเหตุการณ์ก็อย่างที่เป็นไป เขาจึงบอกให้แท็กซี่ขับไปเพื่อที่จะเข้าไปช่วยเดียว แต่ไม่คิดเลยว่าเดียวจะเด็ดเดี่ยวกล้าโบกแท็กซี่ที่ไม่รับผู้โดยสาร เขาจึงใช้โอกาสนี้ช่วยคนตัวเล็กออกมา 

“ขอบคุณที่รับครับ ขอโทษด้วยที่รบกวน” เด็กหนุ่มร่างบางเอ่ยเสียงสั่นมือกุมหน้า 

“มึงเป็นไรมากไหม” เขาถามด้วยความห่วงใยเพราะเห็นเหตุการณ์ตอนที่ไอ้เสี่ยเวรนั่นใช้มือใหญ่โตของมันฟาดหน้าเดียวจนหน้าหัน โดยมีรอยเลือดที่มุมปากการันตีได้ดีว่าแรงตบหนักขนาดไหน 

“ภีม!” เดียวตกใจไม่น้อยที่เห็นคนรู้กจักตนเองในแท็กซี่คันนี้ “โชคดีจริงๆ” เด็กหนุ่มพึมพำ รอยชื้นรอบดวงตาจากน้ำตายังมีให้เห็นแต่กระนั้นมันก็ไม่ได้ไหลออกมา เดียวยิ้มให้เพื่อนใหม่ตนเองเล็กน้อย ก่อนจะทิ้งตัวลงพิงเบาะเมื่อรถออกมาไกลพอสมควรและคนของเสี่ยก็ไม่ได้ขับรถตามมา 

“ผมเลิกเป็นเด็กเสี่ยแล้วนะ” เสียงหวานนั้นสั่นเครือเบาๆ พร้อมใจที่ปวดหนึบ เขาไม่โกรธที่เสี่ยทำแบบนี้แค่รู้สึกผิดหวังที่ความขาดสติของตนเองทำให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำสอง 

“ดูเขาโมโหมากเลยนะ” จุดหมายปลายทางที่คนตัวเล็กต้องการไปเขาไม่รู้แน่ชัดเลยบอกแท็กซี่ให้ขับไปที่ตลาดกลางคืน xxx ก่อน 

“ผมเลิกเป็นเด็กเสี่ยแล้ว” เดียวย้ำเสียงเบาอีกครั้งเหมือนจะพูดกับตัวเองมากกว่าจะพูดกับภีมด้วยซ้ำ สายตาที่เสมองออกนอกหน้าต่างมองแสงไฟที่ประดับประดาตามต้นไม้นั้นดูเศร้า เงาสะท้อนในกระจกทำให้ภีมได้เห็นใบหน้าหวานที่หม่นลงทันทีเมื่อพูดจบประโยค เขาไม่ได้โง่ถึงได้มองไม่ออกว่าคงมีปัญหากันแน่ๆ เพราะท่าทางของเสี่ยกานต์ตอนยืนตวาดใส่ลูกน้องนั้นดูน่ากลัว ขนาดเขาเห็นไกลๆ ยังสะดุ้งแทน แล้วยังรอยมือที่กินพื้นที่แก้มใสที่ปกติมีแค่เลือดฝาดแต่บัดนี้กลับมีรอยนิ้วทั้งห้านั่นอีก 

“แล้วทำไมหน้ามึงเศร้าเหมือนหมาโดนทิ้งแบบนี้ล่ะ แล้วนี่ตกลงรถมึงน้ำมันหมดจริงป่ะ หรือแค่ให้กูมารับมึง แผนสูงนะเนี่ย” เพื่อคลายบรรยากาศน่าอึดอัดนี้เขาเลยเอ่ยแซว และเหมือนอีกฝ่ายจะมีปฏิกิริยาโต้ตอบในทันที 

“ไม่ใช่นะๆ รถน้ำมันหมดจริงๆ ผมก็ไม่รู้จะพึ่งใครเลยโทรมาภีม” แต่เขาไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงได้เศร้าแบบที่ภีมว่า รู้แค่ว่ามีก้อนอะไรไม่รู้มาจุกที่คอที่อกแทบหายใจไม่ออก เขาเสียใจ 

เมื่อถึงจุดหมายปลายทางที่บอกแท็กซี่ไว้ภีมจัดการจ่ายเงินเสร็จก็เดินนำเดียวลัดเลาะไปตามถนน แวะขอซื้อน้ำแข็งจากร้านขายน้ำปั่นจากนั้นก็ซื้อผ้าเช็ดหน้าราคาถูกๆ จากร้านกิ๊ฟช็อปแถวนั้น เพื่อจะได้ให้เดียวกระคบเย็นที่แก้มก่อน อาการปวดจะได้ทุเลาลงบ้าง ภีมเห็นว่าอีกฝ่ายยังไม่ได้ทานอะไรและตัวรุมๆ เหมือนจะมีไข้เลยพามากินมื้อค่ำจะได้กินยา เลี้ยวเข้าซอยนั้นออกซอยนี้ คอยดูอาการคนที่เงียบไม่พูดจาเอาน้ำแข็งห่อผ้าเช็ดหน้าประคบแก้มและเดินตามมาเป็นระยะๆ จนเจอร้านขายก๋วยเตี๋ยวเจ้าประจำตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ 

“สวัสดีคร้าบบบบลูกพี่ ทำไมวันนี้โผล่เงาหัวมาให้ผมลูบเล่นได้ล่ะครับ” คำทักทายแรกของลูกชายเจ้าของร้านชายสี่หมี่เกี๊ยวทำเอาหนุ่มร่างสูงโปร่งแทบกระโดดถีบยอดหน้า นี่ขนาดนับถือมันยังเล่นแบบนี้ 

“พ่อหวัดดีครับ ไอ้หอย...เอาหมี่เกี๊ยวมา 2 ให้ว่องเลยมึง พิเศษเกี๊ยวนะ” เขารีบสั่งทันทีไม่รอช้า ชายมีอายุที่ถือตะกร้อลวกเส้นพยักหน้ายิ้มให้กับคำทักทายของเพื่อนลูกชาย ภีมเลือกนั่งโต๊ะใกล้ๆ รถเข็นที่มีป้ายสีเหลืองใหญ่เปิดไฟด้านบนเพื่อว่าเวลาสั่งจะได้ไม่ต้องตะโกนให้แสบคอ เดียวหันมองไปรอบๆ ก่อนจะนั่งลงส่วนภีมเดินไปที่ลังน้ำแข็งสีน้ำเงิน 

ภีมเอาน้ำแข็งมาเติมในผ้าเช็ดหน้าให้เดียวด้วย จากนั้นก็ให้เดียวอมน้ำแข็งไว้ก่อนจะได้ลดความเจ็บภายในช่องปาก แม้การกินของร้อนอาจทำให้เดียวทรมานปาก แต่ก็ดีกว่าไม่ได้กินอะไรเลย ร้านแถวนี้มีแต่พวกของเผ็ดของร้อน อย่างร้านข้างๆ ก็เป็นร้านขายอาหารอีสาน ถัดไปก็ปิ้งย่างหม่าล่า สู้ให้กินเกี๊ยวจืดๆ คงดีกว่าของแสบปากพวกนั้น 

“ที่นี่ร้านพ่อเพื่อนกูเอง เป็นนักเลงเก่าเลยล่ะ ไอ้ตัวเมื่อกี๊น้องมันชื่อหอย เพื่อนกูชื่อเม่น มึงเคยเจอสองครั้งละ ไว้ถ้าเกิดเจออีกจะแนะนำอย่างเป็นทางการ” หลังจากกนั่งลงภีมก็บอกเสียละเอียดโดยมีคนหน้าหวานนั่งฟังตาแป๋ว สายตายังคงสำรวจไปทั่วร้านและบริเวณที่ตั้งร้าน ก่อนจะมาหยุดที่น้ำแข็งหลอดเล็กในแก้วสแตนเลสที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก 

“ร้านแบบนี้เขาให้บริการตัวเอง เวลาคนเยอะๆ เด็กเสิร์ฟอย่างไอ้หอยมันเอาไม่ทันหรอก แต่จริงๆ กูขอแนะนำให้มึงบริการตัวเองให้ชินดีกว่า ต่อไปจะได้ชินกับการใช้ชีวิต” 

“นั่นสินะ” พอพูดมาถึงตรงนี้แววตาเศร้าก็หมองลงอีกครั้ง ความเคยชินในความสะดวกสบายที่เคยได้รับมันหายไป จากนี้เขาต้องพึ่งตัวเองแล้วคงต้องวางแผนชีวิตใหม่ ชีวิตที่ต้องอยู่ด้วยตัวเองให้เป็น 

“แฟนเหรอพี่ ไม่เคยเห็นหน้า” หอยเดินเอาบะหมี่ที่สั่งไปมาเสิร์ฟ เขาถามรุ่นพี่สุดหล่อของตนพร้อมมองหน้าเดียวไปด้วย 

“เพื่อนกูชื่อเดียว รู้จักไว้สิมึง ไอ้นี่มันหูตาไวเพื่อนมันเยอะยังไงก็รู้จักกันไว้หน่อยก็ดี” ประโยคแรกภีมพูดกับหอยส่วนประโยคหลังหันมาพูดกับเดียว ยังไงชีวิตเขามันก็เด็กช่างที่มีเรื่องชกต่อยไม่เว้นแต่ละวัน อย่างน้อยให้เดียวรู้จักกับพวกนี้ไว้เพื่อวันนึงจะได้ช่วยร่างบางได้หากถูกคู่อริเขาเล็งจะเอาเรื่องเพราะรู้จักเขา 

“หวัดดีพี่ เชิญกินตามสบายนะ อร่อยไม่อร่อยยังไงบอกเดี๋ยวผมบอกพ่อให้” พูดจบหนุ่มเสิร์ฟก็เดินออกไปเพื่อไปทำหน้าที่ตัวเองต่อ มือเรียวหยิบพวงเครื่องปรุงมาตรงหน้าทำท่าจะปรุงหมี่เกี๋ยวแต่ภีมกลับห้ามไว้ 

“มึงกำลังจะใส่เหมือนกู ชอบรึไง” 

“ใช่ ผมว่ามันอร่อยกว่าที่ผมเคยปรุงเองแบบมั่วๆ ล่ะ” 

“ชอบสินะ” 

“อื้ม ชอบ” 

“หมายถึงมึงอ่ะชอบกูสินะ” ข้อมือของเดียวยังโดนภีมจับไว้ โดยที่คนถูกถามก็ไม่ได้ยื้อออกแต่อย่างใด 

“ถ้าการที่ผมปรุงก๋วยเตี๋ยวเหมือนนายแล้วหมายความว่าชอบ งั้นผมปรุงใหม่ก็ได้นะ” 

“แค่บอกว่าไม่ได้ชอบสั้นๆ ง่ายๆ กูก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอกนะ แต่วันนี้มึงอย่าเพิ่งปรุงดีกว่า เจ็บปากอยู่กินจืดๆ ไปนั่นแหละดีแล้ว ให้ทรมานปากแค่ความร้อนของมันก็พอ” ภีมว่าตัดบท นึกขำเดียวที่ทำหน้าตื่นพอได้ยินเขาถามไปแบบนั้น 

เดียวไม่ตอบอะไรอีก เขาพยักหน้าเห็นด้วย เอาจริงๆ แล้วตอนนี้สติเขาไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเท่าไหร่นัก เพราะในหัวดันคิดถึงแต่เหตุการณ์ก่อนหน้านี้มากกว่าจึงไม่ได้คิดว่าสิ่งที่กำลังจะกินทรมานเขาอย่างไรบ้าง ติดจะไม่อยากกินอะไรเลยด้วยซ้ำ จากนั้นเขาก็เริ่มจัดการอาหารตรงหน้าที่ตอนนี้เริ่มอุ่นบ้างแล้ว บทสนทนาไม่มีให้ได้ยินอีกนั่นเพราะภีมไม่รู้จะชวนคุยอะไร 

"เอ่ออออออ อิ่ม" ภีมเรอออกมาเสียงดัง ยืดตัวเอามือลูบท้องหลังจากซัดหมี่เกี๊ยวเข้าไปสองชาม เดียวที่กินเสร็จไปนานแล้วได้แต่อึ้งกับกิริยาที่ไม่งามเท่าไหร่ของภีม มองด้วยสายตาดุๆ จนอีกฝ่ายเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม 

"ในที่สาธารณะและบนโต๊ะอาหารแบบนี้ กิริยามารยาทแบบนั้นมันไม่ควร" เดียวบอก ภีมพยักหน้ารับก่อนจะเอื้อมมือมาผลักหัวเล็กเบาๆ 

"มึงขาดรสชาติชีวิตมากไปแล้ว คนเราไม่จำเป็นต้องรักษามาดเอาไว้มากก็ได้ ปล่อยวางบ้างเถอะ" ภีมพูดก่อนจะลุกไปจ่ายเงินแล้วกวักมือให้เดียวเดินตามไปที่รถยนต์ ซึ่งเขาจอดฝากไว้ตั้งแต่ตอนมาเดินเที่ยวตลาดนั่นแหละ 

“กลับเลยไหม” ภีมถามอีกฝ่ายพยักหน้าตอบ บอกทางให้เป็นระยะซึ่งภีมก็ขับมาไม่มีบ่นเพราะเขาเต็มใจทำ แต่แล้วเท้าก็ต้องเหยียบเบรกเอาไว้ก่อนรถจะเลี้ยวเข้าคอนโดฯ เดียวเสียอีก 

“นั่นพวกของเสี่ยมึงรึเปล่า” เขาบอกก่อนจะใบ้หน้าไปทางหน้าคอนโดฯที่มีรถคันสีดำจอดอยู่สองคัน มีชายชุดดำร่างกายกำยำตามแบบฉบับนักสู้เดินอยู่บริเวณนั้นสื่อให้รู้ว่ากำลังเฝ้ารอใครบางคน ส่วนคนเป็นนายคงอยู่ในตึกสูงแห่งนี้ 

“รู้ได้ไง” 

“คิดว่าที่กูรอดมาได้ทุกวันนี้ ไม่โดนพวกมันดักตีตายเพราะโชคช่วยเหรอ เด็กช่างก็มีสมองจับสังเกตเป็นนะครับ” ภีมตอบก่อนจะออกรถขับเลยคอนโดฯ ที่ว่านี้ไป 

อย่างที่บอกเดียว ชีวิตเขาก็ไม่ต่างกับคนเป็นเสี่ยนักหรอก เพียงแต่ว่าคนอย่างเสี่ยกานต์แต่ละเรื่องที่เข้ามาในชีวิตเป็นเรื่องใหญ่ระดับถึงชีวิตทั้งนั้น ส่วนเรื่องเขาก็แค่แค้นกันธรรมดาของวัยรุ่นแต่วิธีการเอาตัวรอดก็ไม่ต่างกัน ทำให้เขารอดจากคนของเสี่ยกานต์ไปหลายครั้งตอนที่พยายามจะเข้าหาเดียวหลังจากโดนต่อยหน้าคอนโดฯ โดยที่ร่างบางนี้ไม่มีวันรู้เลยว่าเขาต้องหลีกหนีบอดี้การ์ดของเสี่ยกานต์เป็นว่าเล่น มีครั้งที่ไปเจอที่โรงหนังนั่นแหละที่หลุดรอดมาได้ ไม่รู้เพราะคนพวกนี้ทำงานหละหลวมหรืออะไร แต่ยังไงเขาก็ต้องขอบคุณ 

“เสี่ยคงดักผมอยู่ที่คอนโดฯ ทั้งคืนแน่” เดียวพูดพร้อมมองบอดี้การ์ดเหล่านั้น ตอนโดนไล่ออกจากบ้านนั่นเพราะเจ้าของบ้านไม่ต้องการให้อยู่ พอเขาออกมาพ่อเขาก็ไม่คิดหาเพราะเป็นคนไล่เขาออกมาเอง แต่กับเสี่ยกานต์เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกอย่างไรตอนที่เขาขอเลิกเป็นเด็กเสี่ย รู้แค่ว่าความต้องการของตัวเองแวบแรกที่ฉายชัดขึ้นมาหลังจากโดนตบคือการเลิกอยู่ในความดูแลของเสี่ย 

ความเจ็บปวดที่ใบหน้าที่ตอนแรกชาๆ ตอนนี้ทุเลาลงบ้างแล้วเพราะการช่วยเหลือของภีม แต่อาการที่เหมือนจะเป็นไข้กำลังส่งผลให้เขาปวดหัวไปหมดแต่ก็ยังจะครองสติคุยกับภีมได้ อยู่ร้านก๋วยเตี๋ยวอากศร้อนๆ สลับกับมาเจอแอร์เย็นๆ ก็พาลทำให้อาการไข้กำเริบ 

“เจ็บมากไหม ยังเจ็บอยู่รึเปล่า” คำถามด้วยความเป็นห่วงเป็นใยของคนขับแม้สายตาจะยังคงจับจ้องที่ถนน 

“ทั้งเจ็บทั้งปวด” 

“เดี๋ยวคืนนี้ไปพักห้องกูแล้วกัน กินยาแก้ปวดแล้วนอนเลย ดูเหมือนตัวมึงจะมีไข้ด้วย” ไม่พูดเปล่า มือก็เอื้อมมาจับที่แขนเดียวไว้ เขาเลือกที่จะสัมผัสเดียวในส่วนที่ทำให้คนๆ นี้ไม่ตกใจไปกับการกระทำของเขาจะดีกว่า 

“นอกจากเรียนช่างแล้วยังจะเรียนหมอด้วยเหรอครับ” 

“ทำแซวไปเถอะมึง พรุ่งนี้หน้ามึงจะบวมเหมือนอึ่งอ่าง คราวนี้ล่ะกูจะขำให้” 

หลังจากนั้นบทสนทนาก็จบลงมีเพียงเสียงเพลงจากวิทยุที่เปิดเท่านั้น เมื่อมาถึงที่พักเขาก็ขับรถเข้าไปจอด เดียวปลดเข็มขัดนิรภัยลงรถไปยืนรอภีมที่กำลังไปหยิบของท้ายรถ แต่ทว่า... 

“อุ๊บส์!” 

ร่างบางโดนตะปบปิดปากด้วยฝ่ามือใหญ่จากทางด้านหลัง แรงรัดตรงช่วงเอวด้วยแขนล่ำทำให้รู้ว่าคนๆ นี้ตัวใหญ่กว่าเขาแน่ๆ เสียงร้องเล็ดลอดออกมาให้ได้ยินแค่อื้ออ้ามากกว่าจะเป็นคำพูดขอความช่วยเหลือ และพอเขาพยายามสะบัดตัวเพื่อหันไปทางภีมเท่านั้นแหละถึงได้คำตอบ 

“อย่ายุ่งกับคนของเสี่ยอีก เพราะเสี่ยคงไม่ใจดีเตือนคุณเป็นครั้งที่สาม” 

สิ้นสุดเสียงของโชคหมัดหนักก็พุ่งอัดเข้าช่วงท้องของภีมจนเจ้าตัวจุกงอเป็นกุ้ง ก่อนจะทำท่าลุกขึ้นมาเพื่อจะชิงตัวเดียวที่ตกอยู่ในอ้อมกอดของหนุ่มชุดดำอีกคนแต่คนที่ต่อยเขาเมื่อครู่ก็เตะอัดซ้ำเข้าที่เดิมอย่างแรง มันเป็นการกระทำให้เจ็บตัวเพียงแค่สองครั้งเท่านั้นไม่ได้หวังจะซ้อมจริง แต่ทั้งหมัดและตีนของลูกน้องเสี่ยกานต์หนักจนทำภีมลุกไม่ขึ้น 

“อื้อ! อือ...!! อื้อออ!! ภีม!” เดียวพยายามร้องเรียกอีกฝ่ายที่นอนจุกอยู่บนพื้นและพยายามคลานเข้ามาหาเขาที่โดนอุ้มจนตัวลอย โชคเดินนำลิ่วๆ ขึ้นรถไปก่อนคนตัวเล็กจะโดนจับขึ้นรถตามไปอีกคน โดยทิ้งคนที่เจ็บใจตัวเองไว้เพียงเบื้องหลัง 

เจ็บใจตัวเองที่ครั้งนี้เขาพลาดไป ที่จริงน่าจะพาเดียวไปอยู่บ้านเพื่อนเขาสักพัก ลืมไปได้ยังไงว่าเขาก็เป็นเป้าหมายรองๆ จากคอนโดฯ เดียว!! 

“คุณโชคทำกับภีมแบบนั้นได้ยังไง!” เสียงตวาดลั่นรถเป็นครั้งแรกตั้งแต่รู้จักกันมาแต่ไม่ได้ทำให้โชคสะดุ้งสะท้านแม้แต่นิด มันเหมือนแมวขู่ฟ่อๆ มากกว่า ส่วนลูกน้องที่พามาด้วยอีกคนก็นั่งปิดปากเงียบ 

“ถ้าภีมเขาเป็นอะไรผมจะไม่มีวันให้อภัยคุณโชคเลย” เดียวพูดเสียงอ่อนลง เขาลืมคิดไปได้อย่างไรว่าจะมีคนของเสี่ยไปดักรอที่คอนโดฯ ภีม 

“ผมทำไปตามหน้าที่ โดนไปแค่นั้นเขาไม่เป็นอะไรหรอกครับ ก็แค่ช้ำ” 

“แต่ผมไม่ได้เป็นเด็กเสี่ยแล้ว ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกันอีก” 

“หากคำนั้นไม่ได้มาจากปากเสี่ยเอง ผมจะถือว่าคุณเดียวยังคงอยู่ภายใต้ความดูแลของเสี่ย และคนอื่นจะไม่สามารถแตะต้องคุณเดียวได้” 

คำตอบที่ไม่ได้ทำให้สบายใจขึ้นมาแม้แต่นิดจากโชคทำให้เดียวเงียบไป ครุ่นคิดว่าเสี่ยยังจะให้โชคตามเขาอีกทำไมในเมื่อเขาคืนของทุกอย่างให้แล้ว และยินดีที่จะเดินจากมาซึ่งเสี่ยน่าจะดีใจเพราะหากเสี่ยจะเลี้ยงมันจะได้ไม่ต้องมาเสียเวลาและเปลืองเงินกับเขาอีก 

การกระทำเสี่ยก่อนหน้านี้ทำให้ความรู้สึกเขาเหมือนเส้นชีพจรที่หยุดเต้น มันตื้อจนคิดไม่ออก รู้แค่ว่าเจ็บมากกับการกระทำของเสี่ยในครั้งนี้ เขาไม่รู้ว่าการพูดไปแบบไม่ยั้งคิดนั้นจะทำให้เสี่ยโมโหมากจนถึงกับต้องทำร้ายเขาเลยหรือ เขาไม่แน่ใจว่าเสี่ยโกรธที่เขาพลั้งปากพูดไปแบบนั้นเพราะอยู่ต่อหน้าลูกน้องหรือต่อหน้าอิมเมจกันแน่ หากเป็นเพราะอยู่ต่อหน้าลูกน้องเขาก็เข้าใจแต่ก็ไม่ขอกลับไปเป็นเด็กเสี่ยเหมือนเดิมอยู่ดี แต่หากเป็นเพราะอย่างหลังเขาไม่รู้เหมือนกันว่าจะมอบความรู้สึกแบบไหนให้เสี่ย เสียใจ ผิดหวัง หรือเกลียด 

เสี่ยที่ดูใจดีก่อนหน้านี้หายไปไหน คนที่ดูดุแต่กลับอ่อนให้เขาเสมอหายไปไหน 

คำตกลงเมื่อคืนวานมีแค่เขาฝ่ายเดียวใช่ไหมที่คิดไปเอง 

“ลงจากรถเถอะครับ เสี่ยรออยู่” โชคเตือนเมื่อรถมาจอดอยู่หน้าคอนโดฯ เขาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ยังคงเห็นรถคันสีดำเงาวับจอดหลบมุมอยู่สองคันเหมือนเดิม ร่างบางกัดปากตัวเองแน่น เลือดในปากที่มีตอนนั้นเหือดหายไปหมดแล้วทิ้งไว้แค่ความเจ็บปวดให้รับรู้ 

“อย่าให้ผมต้องอุ้มคุณเดียวเลยครับ ถ้าไม่อยากให้เสี่ยโกรธไปมากกว่านี้คุณเดียวต้องขึ้นไปหาเสี่ยที่ห้องนะครับ” โชคพูดอีกครั้ง ตอนนี้เจ้านายเขาใช้อำนาจที่มีข่มขู่เอากุญแจห้องเดียวจากเจ้าหน้าที่คอนโดฯ และรอให้เขาพาเดียวไปหาที่ห้องเจ้าตัว แต่เหมือนเด็กหนุ่มจะไม่อยากขึ้นไปเป็นอย่างมากเพราะยังคงนั่งนิ่งอยู่บนรถเหมือนเดิม 

“ผมไม่อยากเจอเสี่ยครับ” ร่างบางพูดเสียงเบา แก้มเริ่มระบมอย่างที่ภีมบอกและความเจ็บก็เข้าเล่นงานเต็มที่จนปวดไปทั้งซีกหน้า 

“แต่เสี่ยต้องการคุยกับคุณเดียวนะครับ” 

“ผมไม่อยากเจอเสี่ยคุณโชคได้ยินไหม หากผมพูดอะไรไม่เข้าหูไปอีกก็โดนตบอีก ผมเจ็บนะครับ ร่างกายผมไม่ได้ฝึกมาเหมือนพวกคุณที่ไม่ว่าโดนทำร้ายกี่ครั้งก็ทนได้” เดียวว่าออกมาอย่างใจเย็น 

“เสี่ยจะไม่ทำร้ายร่างกายคุณเดียวอีกแล้วครับ เชื่อผมเถอะ” 

คำพูดเหมือนปลอบเด็กไม่ได้ทำให้เดียวสบายใจขึ้นแม้แต่นิด เขาไม่ได้กลัวเสี่ยกานต์มากขนาดนั้นแต่เพราะไม่อยากเจอตอนนี้มากกว่า เพราะเขาไม่อยากเอาหน้าตัวเองไปรับมือใครอีกแล้ว แต่จนแล้วจนรอดคำพูดปลุกปลอบและสีหน้าที่เหมือนขอร้องอ้อนวอนของโชคทำให้เดียวต้องพาตัวเองขึ้นมายังบนห้องแต่ขอร้องว่าให้เขามาคนเดียว 

ติ๊ง! 

ลิฟต์เปิดออกในชั้นที่เลยห้องเขามาหนึ่งชั้น ขาเรียวก้าวออกจากลิฟต์เดินไปยังบันไดหนีไฟแล้วหาที่นั่งดีๆ โดยไม่คิดออกไปเจอเสี่ยกานต์อย่างที่บอกกับโชคไว้ 

:::::::::::: 

“ทำไมเดียวยังไม่มาถึงห้อง!!” เสี่ยกานต์ต่อสายหาโชคหลังจากเขาได้รับรายงานเมื่อครู่ว่าพบเดียวแล้วและเด็กหนุ่มกำลังขึ้นห้องมา แต่เวลาผ่านไปเกือบสิบนาทีเขาก็ยังไม่เห็นวี่แววของเดียวจึงทำให้เขาร้อนรนเป็นฟืนเป็นไฟอยู่ตอนนี้ 

[แต่คุณเดียวขึ้นลิฟต์ไปสักพักแล้วนะครับ] 

เสี่ยกานต์กดตัดสายทันที เดียวคิดจะเล่นอะไรกับเขาอีกแค่นี้เขาก็แทบบ้าแล้ว สายตาที่เด็กคนนั้นมองเขาอย่างตัดพ้อก่อนจะเปลี่ยนเป็นเย็นชาในทันทีทำเขาใจกระตุกไปไม่น้อย อยากจะดึงร่างบางมากอดปลอบเพราะตอนนี้เขาสงบจิตสงบใจได้แล้ว ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าเพราะอะไรถึงทำไปแบบนั้น เพราะเดียวพูดไม่ดีไม่เข้าหูหรือเพราะคำพูดที่มันเหมือนแสดงความเป็นเจ้าของมากไป หรือเพราะว่าท่าทางอาการของเดียวที่อยู่ๆ ก็มาพาลใส่เขาต่อหน้าลูกน้องและอิมเมจ 

“ทำไมมานั่งอยู่ตรงนี้” ด้วยความเอะใจทำให้เขาเลือกที่จะขึ้นลิฟต์ไปชั้นบนตามหาตั้งแต่ดาดฟ้าและบันไดหนีไฟเรื่อยลงมาจนถึงชั้นเหนือห้องเดียว ความเหนื่อยพร้อมเหงื่อที่เปียกชุ่มไปทั้งแผ่นหลังทำให้เขาหงุดหงิดไม่น้อย แต่ก็ดีใจที่เขาพบร่างบางนั่งซุกตัวอยู่ตรงกำแพงกุมแก้มที่คงปวดแปลบเอาไว้ แต่พอเขาเอ่ยทักและสาวเท้าเข้าไปใกล้อีกฝ่ายก็สะดุ้งสุดตัวแล้วถอยห่าง 

“มาหาฉันเดียว ขอดูแก้มหน่อย” 

“เสี่ยไม่ต้องสนใจหรอก ผมขอเลิกเป็นเด็กเสี่ยแล้วไงครับ ถือว่าไม่...” 

“แล้วฉันอนุญาตให้เธอเลิกเป็นแล้วรึไง!” 

คำพูดที่ดูเย็นชานั้นบีบรัดหัวใจเขาจนแทบหายใจไม่ออก เสียงหวานพูดย้ำถึงความต้องการที่ตนบอกไปเมื่อหลายชั่วโมงก่อนจนเขาอยากจะคว้ามาจูบปิดปากนี้เสียเหลือเกิน 

ไม่อยากได้ยินคำพูดที่ทำให้เขาไม่ได้ใกล้ชิดเด็กคนนี้อีก 

“แต่ผมไม่อยากเป็นเด็กเสี่ยแล้วครับ” สีหน้าเด็ดเดี่ยว ถ้อยคำที่เอ่ยออกมาไม่มีแววของความลังเล ยิ่งเป็นแบบนี้เสี่ยกานต์ยิ่งต้องการพุ่งเข้าไปจับตัวคนตัวเล็กเขย่าถาม อยู่กับเขามันไม่ดีหรือยังไง แต่ทุกครั้งพอก้าวเท้าเข้าหาเดียวจะถอยหลังหนีห่างออกไปเรื่อย หน้าหวานดูซีดลงเหมือนคนไม่สบาย 

“โดนไอ้เด็กคนนั้นมันล้างสมองมารึไงถึงได้พูดแบบนี้!” ก่อนหน้านี้โชคโทรมาบอกว่าเดียวอยู่กับภีม ไม่รู้ไปนัดเจอกันตอนไหนหรือเจอกันได้อย่างไร แต่ที่แน่ๆ คือเขาไม่พอใจมาก! 

“บนโลกนี้ไม่มีใครเข้ามาเป็นเจ้าของความคิดผมได้หรอกครับเสี่ย ผมไม่รู้ว่าเสี่ยจะกังวลหรือไม่ยอมให้ผมไปจากเสี่ยทำไมทั้งๆ ที่ผมคืนของให้แล้ว ดีซะอีกนะครับเสี่ยจะได้เลี้ยงมันได้สมใจ” ท้ายประโยคประชดไปแต่เศษเสี้ยวความคิดที่ผุดขึ้นมากลับหวังอะไรบางอย่างที่คิดว่าคงเป็นไปไม่ได้ หรือที่ผ่านมาเสี่ยจะคิดอะไรกับเขา ว้าวุ่นใจกับเขาเหมือนที่ตัวเขาคิดสับสนกับเสี่ยกันนะ แต่ความคิดนั้นมันก็โผล่มาเพียงแค่เสี้ยววิเมื่อได้รับรู้ความจริงที่เหมือนกระชากสติเขากลับมาบอกว่าแท้จริงแล้วตัวเขาเป็นใคร 

“เธอคิดว่าฉันจะปล่อยเด็กผู้ชายที่อยู่กับฉันมาเป็นเดือนๆ ไปง่ายๆ เหรอ คิดบ้างสิ ถ้าศัตรูฉันมันเอาเธอไปล้วงความลับเกี่ยวกับตัวฉันมันจะเป็นยังไง ความเสียหายของฉันมันประเมินค่าไม่ได้นะ” 

ที่แท้ก็แค่กลัวตัวเองจะเสียผลประโยชน์ คำพูดเสี่ยกานต์เหมือนตบหน้าเขาเป็นครั้งที่สอง ไม่ได้หวังให้เสี่ยกานต์รั้งเขาไว้เพราะความชื่นชอบเพราะยังไงสถานะความสัมพันธ์ระหว่างเขาทั้งสองไม่ได้มาจากเรื่องนี้โดยตรง แต่ไม่คิดว่าเสี่ยกานต์ที่เขาเคยรู้จักจะพูดอะไรแบบนี้ออกมา 

เริ่มจากความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นเด็กเสี่ย สุดท้ายอย่างไรเขาก็เป็นแค่เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่นอนกับเสี่ยเพื่อแลกกับความสะดวกสบายของชีวิตนั่นแหละ ไม่มีค่าอย่างไรก็ไม่มีค่าอย่างนั้น เขาไม่น่าลืมจุดนี้ไปเลยจริงๆ 

“งั้นผมขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่าผมไม่รู้เรื่องอะไรของเสี่ยแม้แต่เรื่องเดียวนอกจากเรื่องบนเตียง เสี่ยจะให้คนตามดูพฤติกรรมผมก็ได้เพราะผมบริสุทธิ์ใจ ผมไม่ได้รู้จักเสี่ยไปมากกว่าผู้ชายชื่อกานต์ที่ชอบมีความสัมพันธ์บนเตียงกับผม ขอบคุณอีกครั้งนะครับที่เสี่ยบอกผมตรงๆ ว่ากังวลเรื่องอะไรถึงได้ไม่ยอมปล่อยผมไปง่ายๆ แต่ผมขอยืนยันว่าผมไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับตัวเสี่ยเลย” 

ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะรู้สึกเสียใจหรือสมเพชตัวเองก่อนดี แต่ที่แน่ๆ เขาเจ็บตรงอกซ้ายเหลือเกิน มันเต้นเร็วเกินไปจนเจ็บหรือเพราะสิ่งที่ได้ยินจากปากเสี่ยกันแน่ อาการไข้กำเริบหนักหัวและแก้มที่ปวดตุบๆ แทบทำให้เขาครองสติไม่อยู่ เหมือนจะวูบไปก็หลายครั้งแต่ก็ยังแข็งใจยืนอยู่ได้ อย่างน้อยก็ไม่ต้องอ่อนแอให้ใครเห็นเป็นข้ออ้างในการใช้สิทธิ์มาดูแลได้อีก 

 

 

 

โปรดติดตามตอนต่อไป 

ขอบคุณทุกความเห็นค่ะ 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว