email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะคะ : ) ผิดพลาดยังไงก็ขออภัยด้วยนะคะ

ในรอยร้าว 17 เกลียด!

ชื่อตอน : ในรอยร้าว 17 เกลียด!

คำค้น : เเค้น / ร้าย /รัก / โหด / ทรมาน / ดราม่า

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.4k

ความคิดเห็น : 34

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ก.ค. 2562 00:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ในรอยร้าว 17 เกลียด!
แบบอักษร

​​ แต่ทว่าอีกสิ่งหนึ่งที่เธอไม่อาจจะรู้ได้เลยคือสิ่งที่เธอต้องการมากที่สุดก็คือการที่เธอจะไปให้พ้นจากเขา เมื่อไหร่กัน เมื่อไหร่เธอจะได้เป็นอิสระ มิใช่ที่ระบายของเขา มิใช่คนที่เขาคิดรังเกียจอยู่ตลอดเวลาเช่นนี้ ขอร้องล่ะ ขอร้อง ช่วยปล่อยเธอไปเสียที... 

 

ร่างหนาของแอรอนกำลังเดินจ้ำอ้าวออกจากห้องของมุทิตาแล้วตรงขึ้นไปที่ห้องของตนเอง โดยหารู้ไม่ว่าในตอนนี้มันมีสายตาสองคู่กำลังจับจ้องอยู่ โดยคู่แรกคือสายตาของมิเกลที่ออกมาหาน้ำดื่มเมื่อรู้สึกว่าตนเองนั้นคอแห้งเสียเหลือเกิน แต่ทว่าเมื่อกำลังจะเดินออกจากห้องครัวกับเจอเข้ากับร่างสูงของบุตรชายที่เดินออกมาจากห้องของมุทิตาด้วยอารมณ์ที่เกรี้ยวกราด สีหน้าของแอรอนมองได้ออกชัดว่าเขาไม่พอใจคนในห้องนั้น เมื่อคิดได้ว่าสาวเจ้าในห้องอาจจะโดนวาจาเราะร้ายของแอรอนสาดใส่เข้าไปก็อยากจะไปดูเสียหน่อยว่าเป็นอย่างไรบ้าง ส่วนสายตาคู่ที่สอง... 

มือเหี่ยวๆค่อยๆเปิดประตูบานเล็กเข้าไปเมื่อเคาะอยู่นานสองนานก็ไม่มีวี่แววว่าคนด้านในจะเปิดออกมา พอเข้ามาถึงภายในห้องก็พบกับสิ่งของที่มันกระจัดกระจายอยู่ทั่วทั้งห้อง เสียงสายน้ำไหลภายในห้องน้ำมันดังเข้ามากระทบกับโสตประสาทหู เท้าเหี่ยวจึงพลิกกลัยทิศทางเดินตรงไปทางห้องน้ำ แล้วก็พบว่าประตูมันไม่ได้ถูกปิดไว้ จึงค่อยๆผลักออกไปเบา 

แต่ทว่าเมื่อประตูมันถูกเปิดให้กว้างขึ้นเธอก็พบกับร่างของเจ้าของห้องที่กำลังร้องไห้โห่อยู่ที่พื้นใต้ฝักบัวที่มีน้ำไหลลงมาอย่างต่อเนื่อง เสียงสะอื้นไห้ของมุทิตามันกระทบเข้ากับดวงใจจนรู้สึกแปลบขึ้นมา มือของมิเกลรีบเอื้อมไปบิดเพื่อปิดฝักบัวให้หยุดไหล 

มุทิตาที่กำลังร้องไห้ระงมอย่างหนักหน่วงหลังจากที่เขาออกไปแล้วก็ใส่เสื้อผ้าไว้แล้วพาตนเองมานั่งขังตัวอยู่ใต้สายน้ำเผื่อว่ามันจะสามารถช่วยลดแรงอดสูในอกให้ลดลงไปได้บ้าง แต่เมื่ออยู่ๆดีก็มีร่างของมิเกลบุคคลที่บอกว่าตนนั้นเป็นแม่ของชายที่ทำร้ายเธอทั้งกายและจิตใจ 

“คะ...คุณ” เงยหน้าที่มันเปื้อนอาบไปด้วยทั้งน้ำตาและน้ำผสมปนกันไปขึ้นมองใบหน้าของผู้มาใหม่ สีหน้าของมุทิตามองเห็นอากัปกิริยาของมิเกลได้อย่างชัดเจนว่าเธอกำลังตกใจอยู่กับการกระทำของเธออยู่ในตอนนี้ 

“นะ...หนูมุ ทะ...ทำไม” น้ำเสียงสั่นเทาเมื่อเจอกับเหตุการณ์ตรงหน้า มือเหี่ยวยืนไปหมายจะประคองร่างนั้นขึ้นแต่ทว่า 

มุทิตาเลือกที่จะหยุดคำถามของคนที่อ้างตัวว่าเป็นแม่ของคนที่ทำร้ายเธอไว้ แล้วโผตัวเข้าโอบกอดร่างนั้นไว้แน่นแม้ว่าสภาพของมุทิตาจะเปียกโชกไปด้วยสายน้ำช่ำ แต่มิเกลก็มิอาจที่จะผลักไสสาวเจ้าออกไปจากร่างของตนเองได้ “อึก ฮือ!” เสียงสะอื้นไห้ดังลั่นสะท้านทั่วห้องน้ำ มือเหี่ยวยกขึ้นปลอบประโลมที่ผมของสาวเจ้าอย่างแผ่วเบาราวกับว่าเวลานี้อยากจะถะนุถนอมร่างนี้ไว้เสียเหลือเกิน 

“แอรอนทำเธอหรือ” น้ำเสียงเอ่ยขึ้นอย่างอ่อนโยน ถามคนที่ยังสะอื้นอยู่ในอ้อมแขน 

“......” ไม่ได้พูดอะไรออกไปเพียงแค่เงยหน้าขึ้นมองผู้หญิงที่กำลังให้ความอบอุ่นใจแก่เธอ ด้วยสายตาที่เศร้าหมอง 

เมื่อมุทิตาไม่ได้เอ่ยวาจาใดปฏิเสธแต่เธอก็พอที่จะรวบรวมเรื่องราวทั้งหมดได้ ว่ามันเป็นมาอย่างไร เธอไม่ยักจะรู้ว่าตลอดระยะเวลาที่ไม่ได้อยู่ร่วมกับบุตรชาย จากเด็กหนุ่มน้อยที่เคยแสนอ่อนโยนในเวลานี้จะเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน เธอไม่เคยที่จะสอนให้บุตรชายมีพฤติกรรมหรือกระทำต่อเพศที่อ่อนแอกว่าตัวเขาเอง แต่ทว่าตอนนี้มันกลับตาละบัดไปเสียหมด 

“ไม่เป็นไรนะ” 

มิเกลพยุงร่างของมุทิตาให้ลุกขึ้นแล้วเดินออกไปยังห้องนอนเล็กที่ข้าวของมันกระจัดกระจายเกลื้อนพื้นเต็มไปหมด... 

ภายในห้องกว้าง 

ของคนร่างสูงแอรอนกำลังชโลมร่างกายของตัวเองด้วยสายน้ำใส ยืนนิ่งปล่อยให้น้ำมันรดรินไปทั่วทั้งตัวที่มีกล้ามเนื้อเป็นมัดๆสมดั่งชายที่รักสุขภาพ ดูแลเฝ้าถนอมมันอยากดี โดยมันเริ่มไหลผ่านตั้งแต่ดวงหน้าคมสันไปจนถึงปลายเท้าแกร่ง 

“ตุ้บ! ตุ้บ! ตุ้บ!” 

มือหนาซัดเข้าที่กำแพงห้องน้ำอย่างแรงโดยไม่ประนีประนอมกับมือข้างนี้แม้แต่น้อย สายตาคมจ้องมองไปที่ผนังกำแพงสีขาวด้วยอารมณ์สับสนวุ่นวายเต็มไปหมด หน้าของกัณฑ์ธิราลอยมาเข้ามาในหัว ปรากฏใบหน้าที่มันเคยยิ้มสดใส แต่ทว่าจากนั้นมันค่อยๆจะจางหายไปเหลือไว้แค่เพียงใบหน้านิ่งเฉยของสาวเจ้า แต่แล้วมันก็ปรากฏใบหน้าของอีกคนเข้ามาในหัวพร้อมๆกันจนหัวทุยต้องสะบัดมันให้หลุดออกไปแรงๆ 

“ฉันยังจะต้องทำยังไงอีกห๊ะ! บอกฉันมาสิ” ถ้าเธอนั้นยังคงจะเงียบไม่เอ่ยสิ่งใดกับเขาเลย ชาตินี้ก็คงจะไม่มีทางรู้เลยว่าสาวเจ้าต้องการสิ่งใดต้องการให้เขาทำอะไรให้บ้าง ต้องทดแทนความผิดที่มียังไงมันถึงจะลบล้างความผิดที่กระทำต่อเธอไปได้ 

“.........” แต่ทว่าเพียงแค่ชั่วครู่จิตใจของเขามันก็พลันนึกถึงผู้หญิงอีกคนที่เขาทำเธอเจ็บแสนสาหัส นึกคิดขึ้นมาชั่วครู่ว่าสิ่งที่เขาจะทำลงไปนั้นมันรุนแรงไปหรือเปล่า ภาพที่เขาเห็นก่อนจะออกมามันชั่งน่าเวทนา ร่างของมุทิตาที่เต็มไปด้วยร่องรอยการสัมผัสที่หยาบกร้านเนื้อตัวเป็นจ้ำๆที่เกิดจากการสัมผัสของเขาเองทั้งหมด 

อันนี้เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงไม่ปล่อยเธอไปเหตุผลมันเพียงเพราะว่าเธอนั้นเป็นต้นเหตุทำให้กัณฑ์ธิราต้องเจ็บปางตายเท่านั้นหรือ 

“โธ่เว่ย!!!” 

“ตุ้บ! ตุ้บ! ตุ้บ!” 

“ฉันเกลียดเธอมุทิตา ฉันเกลียดเธอ!!!” ประโยคนี้มันเสมือนการตอกย้ำให้กับสิ่งที่เขานั้นคิดกับเธอเมื่อคราแรกเพราะในยามนี้คล้ายว่าเขาจะเริ่มขาดสัมผัสทางกายกับมุทิตานี้ไม่ได้เสียแล้ว สิ่งที่เขาพร่ำบอกมามันก็เป็นเพียงแค่สิ่งที่ต้องตอกย้ำเป้าหมายว่าผู้หญิงคนนี้คือคนที่เขาเกลียด คือคนที่ทำให้คนที่เขารักต้องเจ็บปางตาย มิใช่ ความรู้สึกอย่างอื่น 

มิเกล 

พาร่างอวบมาเปลี่ยนสวมใส่เสื้อผ้าชุดใหม่เพื่อทดแทนชุดเดิมที่มันเปียกโชกชุ่มไปทั้งตัว แล้วก็พาร่างสาวเจ้าไปนั่งลงที่ปลายเตียงเล็ก มือเหี่ยวยกขึ้นมากอบกุมมือของมุทิตาไว้แน่น สายตาหวานปนเศร้าจ้องมองไปที่มุทิตาที่กำลังนั่งนิ่งไม่เอ่ยวาจาใดๆ 

“แอรอนเป็นคนกระทำกับเธอใช่มั้ย” แม้ว่าจะรู้อยู่แล้วแต่ก็อยากจะได้คำตอบที่มันชัดเจนมากขึ้น แล้วใบหน้าหวานของมุทิตาก็พยักหน้าเนิบๆ เวลานี้เธอไม่มีอะไรต้องมาเสียแล้วเพราะมันเสียหมดไปทุกอย่างแล้ว มิเกลแสดงสีหน้าที่ตกใจ 

“นานเท่าไรแล้ว” 

“......” 

“ฉันขอโทษแทนเขาด้วย มันเป็นเพราะฉันเอง” มิเกลโทษว่าที่เขาเป็นแบบนี้ได้เพราะตัวเธอ 

“อย่าโทษตัวเองเลยค่ะมันไม่ใช่ความผิดของคุณ” ที่เขาเป็นแบบนี้มันก็เพราะตัวเขาเองทั้งนั้นมันไม่มีใครมาเกี่ยวข้อง 

“แต่ฉันเป็นแม่ของเขา มะ...แม้ว่าเขาจะไม่ยอมรับ” 

“สักวันเขาจะเจ็บเหมือนที่คุณพบพานอยู่ อย่าเฝ้าแต่โทษตัวเองเลยค่ะ” 

“ฉันอยากจะทดแทนแทนเขา” สายตาของมิเกลเศร้าสร้อยอยากจะทดแทนในสิ่งที่แอรอนทำกับหญิงสาวคนนี้ไว้ 

“ไม่จำเป็นหรอกค่ะ ขอแค่คุณอย่าเอาเรื่องนี้ไปบอกใครก็แค่นั้น ฉันขอร้อง” สายตาวิงวอนต่อมิเกล 

มิเกลพยักหน้าอย่างรับรู้ต่อสิ่งที่มุทิตาวิงวอนร้องขอต่อเธอ “นี่เธอต้องกินสิ่งนั้นด้วยใช่มั้ย” มือเหี่ยวชี้ไปที่แผงยาคุมที่นอนแมะอยู่บนเตียงเล็ก 

“ค่ะ” มุทิตาตอบเพียงสั้นๆ ก่อนเธอจะหันหลังไปหยิบแผงยาขึ้นมาแล้วหมายจะเดินที่ห้องครัวเพื่อกินมัน 

“ไม่ต้องหรอกเดี๋ยวฉันไปเอาน้ำมาให้เธอเอง” มิเกลดึงแขนของมุทิตาไว้ 

 

เช้าของวันใหม่มุทิตาก็ขลุกตัวเองอยู่ภายในห้องครัวเพื่อทำอาหารเช้าให้กับเจ้านายสุดแสนจะร้ายเกินใครเทียบ มืออวบกำลังลงมือหันต้นหอมในมือด้วยใจที่เหม่อลอยเฝ้าคิดอะไรหลายๆอย่างเต็มหัวไปหมด รวมทั้งเรื่องเรียนที่เพียงแค่ไม่กี่สัปดาห์มันก็จะใกล้วันเปิดภาคเรียนแล้วแต่ทว่าเธอกลับหาเงินที่จะใช้จ่ายค่าเล่าเรียนยังได้ไม่เพียงพอเลย... 

“อ๊ะ!” 

เสียงใสร้องสะดุ้งลั่นเมื่อมีดคมๆมันเฉือนลงที่นิ้วมือ จนเลือดสีเข้มแล่นออกมาจากชั้นผิวหนังสู่ภายนอก มุทิตารีบขยับกายเดินไปล้างที่อ่างน้ำข้างๆทันที ก่อนจะใช่กระดาษทิชชู่คอยชุบให้นิ้วที่เปียกชื้นแห้งสนิทแล้วเฝ้ารอให้เกล็ดเลือดมันเข้ามาผสานปิดกลั้นให้เลือดหยุดไหล โดยที่การกระทำของเธอไม่รู้เลยว่ากำลังมีดวงตาคู่คมจ้องมองอยู่    แอรอนลงมาจากห้องนอนของตัวเองหลังจากที่ทำภารกิจของตัวเองในช่วงเช้าเสร็จ 

เมื่อคืนกว่าที่เขาจะข่มตาลงนอนได้ก็เกือบจะตีหนึ่งเพราะสมองมันเฝ้าคิดไปเรื่อยทั้งเรื่องของกัณฑ์ธิราและเรื่องของคนที่ยังตามตัวไม่พบพร้อมกับเรื่องของสาวเจ้าตรงหน้านี้ด้วย เขาก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมหัวมันต้องนึกถึงคนตรงหน้าทั้งๆที่ไม่ได้มีความสำคัญอะไรต่อชีวิตเขาเลยสักนิด 

แอรอนที่จะเดินไปยังห้องอาหารก็ได้กลิ่นอาหารที่มันหอมฉุยลอยฟุ้งแตะจมูกก็ต้องพลิกเท้ากลับทันทีแล้วมุ่งตรงไปยังห้องครัวที่ตอนนี้น่าจะมีป้ามนคอยทำอาหารอยู่เป็นแน่ แต่ทว่าเมื่อเดินมาถึงมันกลับเป็นหญิงสาวร่างอวบอย่างมุทิตาที่กำลังง่วนอยู่กับการหันผัก แต่เหมือนใจของสาวเจ้าจะลอยไปไกลไม่ได้มีสติอยู่กับวัตถุดิบที่มันวางอยู่บนเขียง 

“โง่!” คำๆเดียวที่มันถูกพ่นออกมาริมฝีปากเรียวหนา 

เสียงที่มันดังมาจากข้างหลัง มุทิตาก็เริ่มหันขวับทันที ตกใจไม่คิดว่าแอรอนจะมายืนพิงประตูอยู่ตอนนี้แถมยังไม่วายสาดวาจาเราะร้ายมาให้เธออีก 

“ขอบคุณค่ะ” ขี้เกียจต่อล้อต่อเถียงกับเขา เถียงไปมันก็จะเปลือกน้ำลายตัวเองเปล่าๆ สีหน้าของแอรอนไม่แยแสจากนั้นเขาก็เดินออกไปทันที 

แอรอน 

กำลังพาตัวเองเดินไปที่ห้องอาหารแต่ทว่ากลับเดินสวนกับผู้หญิงที่ขึ้นชื่อว่าแม่ของตนเอง ที่กำลังจะมุ่งไปที่ห้องครัวที่มีสาวเจ้าอีกคนอยู่ในนั้น สายตาเศร้าของมิเกลเหลียวมองบุตรชายที่เดินสวนไป เขายังทำตัวเฉยชากับเธอไม่ต่างจากวันแรกที่ก้าวเท้าเข้ามาในบ้านหลังนี้ พฤติกรรมทุกอย่างของแอรอนไม่มีเปลี่ยนแปลงไปนอกจะไม่มองหน้ากันแล้วยังทำเสมือนว่าเธอไร้ตัวตนอีกต่างหาก...ดวงใจของคนเป็นแม่จึงได้แต่ห่อเหี่ยวใจ ไม่รู้ว่าจะเอาอะไรมาพังทลายหัวใจด้านชาของลูกชายคนนี้ได้ 

อาหารสักสองสามอย่างถูกวางอยู่ตรงหน้าของชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนเก้าอี้อยู่เพียงคนเดียว แอรอนไม่ชอบทานอาหารเช้าจำพวกโจ๊กหรือข้าวต้มเพราะมักจะชอบพูดกับป้ามนว่ามันไม่ค่อยอยู่ท้องของตัวเองสักเท่าไร สายๆไปเดี๋ยวก็หิวขึ้นมาอีกจึงบอกให้ป้ามนตั้งโต๊ะทำอาหารแบบนี้ออกมาตั้งแต่นั้น มือหนาตักอาหารจานโปรดอย่างปูผัดผงกระหรี่ที่มันถูกวางอยู่เบื้องหน้าเข้าปากหลังจากเคี้ยวเสร็จก็หันไปถามป้ามนว่าฝีมือของอาหารเหล่านี้เป็นของใครเพราะรสมือมันเหมือนกับของผู้หญิงคนนั้น 

“ใครทำอาหารพวกนี้ครับ” 

“อะ...เอ่อ คุณคนนั้นค่ะ” 

“เอาไปเททิ้งให้หมด ผมอิ่มแล้วครับ” มือหนาวางช้อนในมือลงทันที แม้ว่าจะคิดถึงปูผัดผงกระหรี่รสมือแม่ตัวเองมากแต่ไหนแต่ทิฐิในใจเขามันมีมากกว่า 

“แต่คุณแอรอนเพิ่งกินไปได้แค่คำเดียวเองนะคะ เมื่อคืนก็...” 

“ผมบอกให้เอาไปเททิ้งซะ!” จากนั้นร่างหนาก็เดินบึ่งๆออกไปทันที 

คนที่กำลังเฝ้ารอดูปฏิกิริยาของบุตรชายว่าเมื่อเขานำสิ่งที่โปรดปราณที่สุดเข้าไปในปากแล้วจะรู้สึกอย่างไรบ้าง แต่ทว่าหัวใจนี้มันก็เศร้าเช่นเดิมเมื่อเธอเห็นเด็กในบ้านกำลังพากันถืออาหารที่มันมีอยู่เต็มจานกลับเข้ามาภายในครัว 

“คุณแอรอนไม่ทานเลยหรือจ๊ะ” เสียงแผ่วถามคนที่ถือจานอาหารเข้ามา 

“ค่ะ” 

นี่เป็นเอกสารการจัดงานครบรอบห้าสิบปีของโรงแรมเราในอีกหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้าค่ะ” คุณนิภานำเอกสารหารจัดงานการสัมมนาของผู้ถือหุ้นภายในโรงแรมมาให้กับแอรอนได้ตรวจดู 

“ขอบคุณมากครับ” เอื้อมมือไปหยิบเอาเอกสารที่มันวางอยู่บนโต๊ะตรงหน้าของตัวเอง 

“ดิฉันขอตัวนะคะ” 

สายคาคมไล่เลี่ยอ่านทุกตัวอักษรบนเอกสารสำคัญ ในปีนี้โรงแรมที่เขาเข้ามาบริหารงานต่อจากผู้ที่อุปการะตนเองตั้งแต่อายุได้ยี่สิบหกปีกำลังจะย่างก้าวครบรอบเข้าสู่ปีที่ห้าสิบพอดิบพอดี งานมันจึงต้องถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ให้สมกับการประกาศเกียรติศักดิ์อย่างสง่างามมาโดยตลอด งานในวันนั้นที่จะถูกจัดขึ้นในอีกหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้ามีความสำคัญอย่างมากเขาจึงต้องจัดการมันออกมาให้ได้ดีที่สุดเพราะในวันนั้นมันจะร่วมผู้ถือหุ้นภายในโรงแรมหลายราย อีกทั้งบุคคลผู้ที่มีฐานะทางสังคมต่างก็รวมใจพากันมาที่โรงแรมเขาในวันนั้น 

“ตื้ด ตื้ด ตื้ด” 

เสียงโทรศัพท์เครื่องหรูดังสั่นขึ้น หน้าจอปรากฏชื่อของบุคคลที่เป็นที่รัก “สวัสดีครับ พ่อ...” 

มุทิตาออกมาหานาธินันท์หลังจากที่เสร็จงานในบ้านหลังใหญ่แล้วแถมเธอยังขออนุญาตป้ามนมาแล้วเสร็จสรรพ สองร่างของสาวเจ้ากำลังทอดน่องเดินไปตามไหล่ทางสำหรับคนเดินเท้าพูดคุยกันเรื่องสัพเพเหระตามปกติของคนที่ไม่ได้เจอกันนาน ต่อจากนั้นก้ไปหาอะไรถูกๆลองท้องกันเสียหน่อย 

“จะออกจากที่นั้นจริงๆหรอมุ” ระหว่างนั่งรออาหารตามสั่งที่สั่งไปก็ถามถึงเรื่องงานที่มุทิตาแน่ใจแล้วใช่มั้ยว่าจะออกากงานนั้นจริงๆ 

“อืมใช่” 

“แล้วเรื่องเงินแน่ใจนะว่าพอมีอยู่” เธอไม่ค่อยอยากจะเชื่อใจมุทิตาเท่าไร สาวเจ้าไม่ชอบขอความช่วยเหลือจากใครหากว่ามันไม่ถึงขีดสุดจริงๆ 

“มีสิ เงินเดือนที่ได้จากที่นั้นมากับงานที่ทำอยู่มันก็น่าจะพออยู่บ้าง” หึ! มันคือคำโกหกทั้งนั้นจะมีมันก็มีอยู่หรอกแค่มันไม่ค่อยจะพอใช้จ่ายอย่างอื่นสักเท่าไร แถมค่าเช่าห้องเธอยังไม่ได้จ่ายค้างมาแล้วสองเดือน วันนี้ก็ว่าจะเข้าเอาเงินที่เพิ่งได้มาเข้าไปทยอยให้กับเจ้าของบ้านเสียหน่อย 

“แน่ใจนะ ถ้าขาดเหลืออะไรก็บอกนาได้เดี๋ยวช่วยเต็มที” 

“ไม่ต้องหรอก นาก็มีภาระของตัวเองเหมือนกันจะมัวแต่เอาเงินของตัวเองมาช่วยคนอื่นก็คงจะลำบาก” ต่างฝ่ายต่างก็มีภาระเหมือนกันสู้เธอปากกัดตีนถีบด้วยตัวเองไม่ขอยืมคนอื่นมันคงจะดีกว่า 

“โอเค แต่นาอยากช่วย ถ้าไม่ไหวจริงๆก็บอก” เธอยังห่วงใยมุทิตาตลอดเพราะหญิงสาวต้องผ่อนเช่าอะไรด้วยตัวเองหลายๆอย่าง ทางบ้านก็ไม่ได้มีเงินอะไรมากมาย แถมสาวเจ้ายังเคยบอกว่าเธอไม่อยากจะแบมือขอเงินแม่ตัวเองไปวันๆ ท่านทนทำงานแทบตายแต่ตัวเธอกลับมานั่งใช้เงินอย่างสุขสบายมันคงจะไม่ใช่เรื่อง สู้แบ่งเบาได้บางเรื่องมันก็ยังดีกว่าอยู่เฉยๆ 

“จ๊ะ ข้าวมาแล้วรีบกินเถอะ” จานข้าวราคาเพียงสี่สิบบาทแม้ว่ามันอาจจะแพงไปบ้างตามภาษาคนไม่มีเงินแต่ทว่ามันก็ทำให้เธออิ่มอยู่ท้องไปได้ จะได้มีแรงสู้ต่อ ต่ออุปสรรคหลายๆอย่างที่กำลังเผชิญหน้ากับมันอย่างกัดฟันสู้ ต่อพระเจ้าจะบังคับให้เธอตายแต่เธอจะไม่มีวันตายเด็ดขาด! 

สองสาวก้มหน้าก้มตากินอาหารที่มันอยู่ในจานจนหมดเกลี้ยงไม่มีข้าวเหลือแม้เพียงหนึ่งเม็ด จากนั้นก็ลุกขึ้นแล้วเดินต่อเข้าไปในถนนที่มันปลอดรถแล่นผ่านเพราะความโล่งของถนนมันทำให้ทั้งนาธินันท์และมุทิตาหยอกล้อกันได้อย่างสนุกสนานจนเผลอพาตัวเองออกไปยืนอยู่กลางถนนอย่างไม่รู้ตัวโดยที่สองสาวหารู้ไม่ว่าในยามนี้กำลังจะมีรถยนต์คันหนึ่งมันกำลังพุ่งตรงด้วยความเร็วมายังเธอทั้งสองคนที่กำลังพูดคุยแหย่นู่นนี่นั้นกันอยู่บนถนน 

“นา! ระวัง!” มุทิตาที่เหลือบมองไปเห็นรถที่มันกำลังแล่นมาด้วยความเร็วกำลังมุ่งตรงเข้ามาที่ร่างของเธอและนาธินันท์ สาวเจ้าจึงตะโกนบอกให้นาธินันท์ระวังแล้วรีบกระชากร่างของเพื่อนเข้ามาชิดกับขอบถนนทันที 

“โอ๊ย!/โอ๊ย!” 

สองเสียงร้องลั่นเมื่อก้นกระแทกเข้ากับพื้นอย่างจัง ทั้งมุทิตาและนาธินันท์ล้มเข้ากับเศษกิ่งไม้และหญ้าข้างทางที่มันข่วนขีดไปตามขาและแขนของทั้งสองอีกทั้งยังมีฟกช้ำที่เข่าทั้งสองข้างที่มาจากแรงกระแทกที่เอาเข่าของตัวเองลงพื้น 

“ขับรถยังไงวะ!!!” มุทิตารู้หัวเสียอย่างมากเมื่อยู่ดีๆก็มีไอบ้าที่ไหนไม่รู้ขับรถพุ่งเข้ามาอย่างเร็ว ไม่รู้จะรีบไปไหน 

“เป็นไงบ้างนา” ตะโกนด่าพลอยจนสะใจแล้วก็หันมามองเพื่อนที่ยังนั่งก้นจ้ำเบ้าอยู่ที่พื้น 

“ไม่เป็นไรแล้วล่ะ อ๊ะ! แต่มุเลือดออกนิ” นาธินันท์ยันกายตัวเองขึ้นแต่สายตาก็เหลือบเห็นเลือดที่มันไหลชิบๆอยู่ที่เข่าของสาวเจ้า 

มุทิตาเมื่อได้ยินแบบนั้นก็รีบก้มมองดูแผลที่นาธินันท์บอกทันทีแต่เธอก็พบว่ามันไม่ได้เยอะอะไรมากมายก็แค่แผลถลอกในตอนที่เขาเธอขูดไปที่พื้นก็เท่านั้น 

“นิดเดียวเองไม่เป็นไรหรอก” ส่งยิ้มน้อยๆ สีหน้าไม่กังวลกับแผละแค่นี้ให้กับนาธินันท์ 

ภายใน 

รถปริศนาที่เพิ่งจะพุ่งเข้าชนสองสาวเมื่อกี้กำลังจอดอยู่ข้างทางหลังจากขับออกมาไกลแล้ว จากนั้นมือหนาก็ต่อสายโทรหาบุคคลอีกคน 

“ฮัลโหล งานที่ฉันให้ทำเป็นยังไงบ้าง” เสียงปริศนาดังขึ้นถามถึงสิ่งที่สั่งให้ไปทำ 

“พวกมันหลบทันครับ” 

“ทำไมแกทำพลาดห๊ะ!” 

“ผมขอโทษครับ คราวหน้าผมจะระวังไม่ให้มันพลาด” 

“ฉันหวังว่าคราวหน้าแกจะทำได้อย่างที่พูดนะ” กดน้ำเสียงกรอดอย่างเคืองแค้นแล้วกดตัดสายทิ้งไปอย่างอารมณ์เสีย เมื่องานที่สั่งมันไม่ได้เป็นไปอย่างที่หวัง อย่างน้อยก็อยากจะให้พวกนั้นมันนอนหยอดน้ำข้างต้มไปสักสองสามวัน!!! 

อภิวัฒน์ 

ที่รู้ข่าวว่าเพื่อนของตนเองโดนรถเฉี่ยวก็รีบขับรถมาหาในจุดที่มุทิตาบอกทันที แล้วเขาก้พาสองสาวตรงเข้าไปที่โรงพยาบาลเพื่อตรวจดูความเสียหายของร่างกาย 

“เราไม่ได้เป็นอะไรกันมาก ไม่เห็นต้องพามาเลยวัฒน์” มุทิตาบอกเพื่อนหนุ่มที่หวังโทรไปหาเขาก็เพื่อว่าจะให้อาสาพานาธินันท์ไปส่งที่บ้านสาวเจ้าหน่อย ส่วนเธอก็จะไปทำธุระต่อจึงไม่ได้ไปด้วย แต่ทว่าชายหนุ่มกับไม่ยอมคะยั้นคะยอยัดเธอขึ้นรถมาด้วยแถมยังพามาที่ดงพยาบาลอีกต่างหาก 

“แล้วเดินกันยังไงให้โดนรถเฉี่ยวแบบนี้” คนที่นั่งดูพยาบาลทำแผลให้เพื่อนตัวเองก็ถามถึงสาเหตุที่มุทิตาและนาธินันท์โดนรถเฉียวจนเจ็บตัวแบบนี้ 

“ก็เดินปกติเนี่ยแหละ” มุทิตาหันไปตอบคำถามของอภิวัฒน์ที่นั่งหน้าดุอยู่ใกล้ๆกัน ส่วนนาธินันท์ก็เอาแต่กุมหน้างุนไม่ยอมพูดอะไรตั้งแต่อภิวัฒน์ไปรับพวกเธอ 

“แล้วเดินปกติ มันแบบไหน ถ้าเดินอยู่เฉยๆมันคงจะไม่เฉี่ยวหรอก” 

“เอ่อๆ ก็ถนนมันโล่งรถก็ไม่มีก็เลย...” 

“เดินคุมถนนว่างั้น” น้ำเสียงประชดประชันใส่มุทิตา 

มุทิตาพยักหน้าเบาๆแล้วก็โผขึ้นบอกว่า “แต่ว่ารถคันนั้นมันพุ่งมาเร็วมากนะ ถ้าเห็นว่ามีคนกำลังเดินอยู่ก็น่าจะบีบแตรให้รู้กันบ้างสิ ไม่ใช่อยู่ดีๆก็ขับมาเร็วขนาดนั้นแถมในนั้นมันก็เป็นซอยด้วย รถไม่ควรจะขับเร็วไม่ใช่หรอ ใช่มั้ยนา” หันไปถามอีกคนเพื่อขอเสียงสมทบกองกำลังเสริม 

“ชะ...ใช่” 

“เอาเถอะแต่ทีหลังก็หัดระวังตัวมากกว่านี้หน่อย ฉันจะได้ไม่ต้องคอยเป็นห่วง” 

“ค่า!” 

แอรอนที่ตอนนี้กำลังนั่งอยู่ในรถของตัวเอง ร่างหนากำลังจะมุ่งหน้าไปที่โรงพยาบาลที่มีร่างของคนที่รักอยู่ที่นั้น แม้ว่าจะเข้าไปแล้วกัณฑ์ธิราอาจจะไม่เอ่ยหรือพูดสิ่งใดกับเขาสักคำแต่ก็อยากจะไปเห็นหน้าเธอบ้างแม้ว่าพฤติกรรมที่มันนิ่งเฉยของหญิงสาวจะสร้างความขื่นขมให้กับเขาก็ตาม 

แต่ทว่าเมื่อจะแล่นรถเข้าไปด้านในของโรงพยาบาล สายตาคมกลับมองเห็นร่างของมุทิตาที่เดินลัดเลาะอยู่ข้างทางราวกับว่าจะไปที่ไหนสักแห่ง  แต่สายตาคมนั้นมันก็ต้องเปลี่ยนแปลงเมื่อมีรถคันหนึ่งขับเข้ามาเทียบท่ากับสาวเจ้า มุทิตาพูดคุยอย่างสนิทสนมสักพักก่อนจะเดินขึ้นรถคันนั้นไป 

มุทิตาที่กำลังจะไปที่ห้องพักของตัวเองเมื่อเห็นว่ามีรถเข้ามาจอดใกล้ๆก้มองดูว่าคือใคร แต่พอเลื่อนกรจกลงเท่านั้นแหละก็นึกอ๋อทันที 

“คุณฟิลลิป” 

“ขึ้นรถสิ จะไปไหนเดี๋ยวฉันไปส่งเห็นเดินขากะเผลก” ฟิลลิปเลื่อนกระจกฝั่งข้าคนขับลงมาเรียกหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างทาง 

“อ้อ ไม่เป็นไรดีกว่าค่ะ ฉันเกรงใจ” 

“ไม่ต้องเกรงใจฉันหรอก เดี๋ยวเธอค่อยให้ฉันทบยอดโดยการให้เธอพาไปเลี้ยงไอศกรีมก็ได้นี่” เขายังจำรสชาติของไอศกรีมร้านนั้นได้แม่น 

“ถ้าอย่างนั้นคงต้องเตรียมเงินไปหลายบาทเลยละค่ะ เพราะคุณกินครั้งที่แล้วเหมือนว่าจะเหมาร้านป้าเขาอย่างงั้น” 

“เออ แล้วคุณมาทำไมที่นี่หรอค่ะ” 

“อ้อ ฉันมาทำธุระน่ะ แต่มันไม่ได้สำคัญอะไรหรอก รีบขึ้นรถเถอะเดี๋ยวรถจะติด” เสียงบีบแตรไล่หลังมันเริ่มดังขึ้นมาบ้างแล้ว จึงต้องรีบคะยั้นคะยอให้สาวเจ้ารีบขึ้นรถ ส่วนมุทิตาก็คงเลี่ยงอะไรไม่ได้จึ้งต้องก้าวเท้าขึ้นไปนั่งบนรถของเขา ก่อนที่รถของฟิลลิปมันจะทะยานออกสู่พื้นถนนยางมะตอยอีกครั้ง โดยที่ไม่รู้้เลยว่ามันกำลังมีรถของอีกคนขับตามอยู่ห่างๆ 

ฝ่ายของนาธินันท์ 

ที่มุทิตาฝากเธอไว้ให้กับอภิวัฒน์ไปส่งเพราะว่าสาวเจ้านั้นต้องไปทำธุระเรื่องห้องพักของตนเองจึงไม่ได้ติดรถไปด้วย ภายในรถที่มีร่างของชายหนุ่มหญิงสาวอยู่คู่หนึ่งกำลังเงียบงันไม่มีใครพูดคุยหรือโต้ตอบกัน ตั้งแต่วันที่เขามาส่งเธอที่บ้านหลังจากกลับจากตราดในวันนั้นก็ไม่ได้พบเจอกันอีกเลยกระทั่งในวันนี้ 

“พราวอยากเจอเธอ” สุดท้ายแล้วก็เป็นอภิวัฒน์ที่เป็นคนเปิดปากพูดก่อน เขาไม่เข้าใจพราวพรรณรายเลยว่าอยากจะเจอคนอย่างนาธินันท์ทำไมกัน ทั้งๆที่ผู้หญิงคนนี้ทำให้ตนเองเป็นแบบนั้นแท้ๆ 

“ขอโทษค่ะ แต่ฉันคงจะไม่ว่างไปพบ” เสียงเรียบเฉยถูกปล่อยลอดผ่านปากอวบอิ่ม 

ก็ดีเพราะฉันก็ไม่อยากให้พราวเจอคนที่มันทำร้ายตัวเอง” อภิวัฒน์กระแทกเสียงพูดใสคนข้างๆ 

“ฉันไม่เคยทำร้ายใคร” แม้ว่าเขากระแทกน้ำเสียงให้ใจดวงน้อยดวงนี้ตกใจ แต่ก็ยังวางท่าทีเรียบเฉยไว้ 

“พูดออกมาได้ไม่กระดากปากตัวเองบ้างหรือไง เธอเป็นคนทำให้พราวต้องเป็นแบบนั้นแล้วยังมานิ่งทำท่าทีนิ่งเฉยไม่ทุกข์ร้อน เป็นฉันคงไม่กล้าจะเอาหน้าตัวเองไปให้ใครเห็นแล้วแหละ หน้าด้าน!” วาจากระแทกกระทั้นโกรธเคืองแทนน้องสาวที่มีฐานะเป็นเพียงแค่ญาติห่างๆกันเท่านั้น 

“เพราะว่าฉันไม่เคยทำร้ายใคร เลยสามารถยืนเชิดหน้าชูคอของตัวเองต่อได้” แม้วาจาจะพูดราวกับไม่ทุกข์ร้อนนิ่งเฉยกับวาจาร้ายของเขาแต่ทว่าในใจของเธอตอนนี้มันกำลังร้องไห้โฮ เจ็บป่วยทุกคำพูดที่โดนกล่าวหาแม้กระทั่งในยามที่ชายหนุ่มออกโรงปกป้องน้องสาวของตัวเองอย่างเต็มที่ 

“แล้วถ้าเธอไม่เคยทำร้ายใคร แล้วใครมันจะทำ เรื่องเมื่อสามปีก่อนมันเป็นใครถ้าไม่ใช่เธอ ห๊ะ!” คราวนี้โทสะแทบจะระเบิดเมื่อสาวเจ้ายังคงทำท่าทีเฉยชากับสิ่งที่มันเกิดขึ้นเมื่อสามปีก่อน อภิวัฒน์หักรถเข้าข้างทางทันทีเมื่อเริ่มจะทนกับความไม่รู้ร้อนรู้หนาวของนาธินันท์ได้ แล้วก็หันเข้ามาเผชิญหน้ากับนาธินันท์ที่กำลังตกใจที่อยู่ดีๆชายหนุ่มก็หักรถเข้าเข้าทาง 

“เธอมันเกินคนจริงๆนาธินันท์!” 

“ต่อให้คุณจะพูดยังไง ฉันก็จะยังยืนยันคำเดิมว่า 

ฉัน! ไม่! เคย! ทำ! ร้าย! ใคร!” 

“โกหก! มันเป็นเธอนั้นแหละ” หันมาเผชิญหน้าสาวเจ้าชัดๆก่อนจะจับเข้าที่หัวไหล่มนแล้วออกแรงบีบใส่ลงไปจนนาธินันท์ต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ 

“กรุณาปล่อยมือคุณออกจากตัวของฉัน คุณไม่มีสิทธิ์จะมาจับต้องมัน” แม้ว่าจะเจ็บก็ต้องทำเป็นนิ่งไม่รู้สึกอะไรเข้าไว้ 

อภิวัฒน์เมื่อได้ยินวาจาของนาธินันท์แบบนั้นก็อยากจะรีบปล่อยมือของตัวเองออกทันทีแต่ทว่าความอยากเอาชนะของเขามันคงมีมากกว่า มือหนาจากที่จับอยู่ที่หัวไหล่ของสาวเจ้าก็เลื่อนขึ้นมาประกบแก้มทั้งสองข้างไว้จากนั้นก็ชกเอาความหวานจากปากอวบอิ่มของนาธินันท์โดยที่เธอนั้นยังไม่ทันได้ตั้งตัวอะไร แล้วก็ไม่คิดว่าเธอต้องมาตั้งรับอารมณ์ความเดือดดาลของเขาในตอนนี้ 

“อื้อ อื้อ!!!” 

อภิวัฒน์ง่วงอยู่กับริมฝีปากของนาธินันท์อยู่นานกว่าที่จะสามารถให้หญิงสาวเปิดปากของตัวเองออกได้ ด้วยแรงที่มันมากกว่าตามธรรมชาติของผู้ชายทำให้นาธินันท์ไม่สามารถที่จะต้านแรงของเขาได้เลย อภิวัฒน์ทั้งกัดและดูดเม้มอย่างแรงจนปากสาวเจ้าเริ่มที่จะบวมเจ่อ นาธินันท์เริ่มรับรู้ได้ถึงรสเค็มๆประแล่มๆของเลือดตัวเองที่มันโดนคนใจร้ายอย่างอภิวัฒน์กระทำอย่างรุนแรง 

เวลานี้ร่างสาวเจ้ากำลังต้องการอากาศในการใช้หายใจเป็นที่สุดเพราะมันเป็นเวลาเกือบห้านาทีแล้วที่อภิวัฒน์ยังไม่ผลักออกไปจากริมฝีปากเธอ แม้ว่าแขนทั้งสองข้างจะคอยผลักให้เขาออกไปตลอดเวลาแต่ทว่ามันกลับไม่มีทีท่าว่าเขาจะกระทบกระเทือนต่อแรงนี้เลย 

พอรุกล้ำเข้าไปภายในปากสาวอย่างสมใจแล้วอภิวัฒน์ก็ผละตัวเองออกมาจากนาธินันท์ จ้องมองไปที่หน้าของหญิงสาวที่มันมีน้ำตาใสๆค่อยๆไหลออกมาจากดวงตาทั้งสองข้าง แต่ทว่าการร้องไห้ของนาธินันท์ครั้งนี้มันกลับไร้เสียง ไม่มีแม้แต่เสียงสะอึกสะอื้น มีเพียงแค่สายตานิ่งเฉยจ้องมองสิ่งที่อภิวัฒน์ว่าเขากำลังทำอะไรกับตัวเธอ เธอพยายามพร่ำบอกแล้วบอกเล่ากับเรื่องราวที่ผ่านมาแต่กลับไม่มีครั้งไหนเลยที่ชายคนนี้จะเชื่อใจเธอสักครั้ง มีแต่ตอกย้ำอย่างเดียวให้ใจดวงนี้มันบอบช้ำ! ก่อนที่มือจะยกขึ้นฟาดลงไปที่ใบหน้าของคนใจร้ายที่ในนั้นมันเฝ้าห่วงหามาตลอดเวลา 

“เพลี๊ยะ!!!” 

นาธินันท์ฟาดมือกระทบลงไปที่ใบหน้าของร่างหนาด้วยแรงที่มีอยู่ จนหน้าของอภิวัฒน์ต้องหันขวับไปตามแรงนั้น แต่ทว่าเมื่อจะหันหน้าของตัวเองกลับมาจะจ้องมองคนที่กระทำกับใบหน้าหล่อๆนี้อีกครั้ง ก็เป็นว่าช้าไปเสียแล้วเพราะสาวเจ้าได้เปิดประตูและลงไปจากรถคันนี้เสียแล้ว 

สายตาคมมองตามร่างของนาธินันท์ที่กำลังเดินห่างออกไปเรื่อยๆ สาวเจ้าที่พาตัวเองออกมาจากจุดที่มันแสนจะอดสู หัวไหล่ทั้งของข้างสั่นไหวเพราะเมื่อพ้นออกมาจากตรงนั้นน้ำตาที่ในคราแรกมันไหลหน่วงออกมาเพียงนิดในตอนนี้มันก็อาบเต็มทั้งสองข้าง มือบางยกขึ้นมาเพื่อที่จะพยายามปิดป้องเสียงสะอื้นไห้ของตัวเองไว้มิให้ใครได้ยิน 

“โธ่เว้ย!!!” เสียงตะโกนลั่นมือเรียวหนาทั้งสองข้างกระแทกที่พวงมาลัยรถอย่างแรง รสปากของนาธินันท์ที่เขาเพิ่งจะลิ้มลองไปเมื่อครู่มันยังคงหลงเหลืออยู่ให้หัวทุยได้นึกหา ในตอนแรกก็กระว่าจะให้สาวเจ้าได้ตกใจพอเป็นพิธีแต่ทว่าพอเขาเข้าประกบที่ริมฝีปากนั้นกลับเป็นเขาเสียเองที่ไม่สามารถผละตัวออกมาจากวังวนนั้นได้จนต้องจมอยู่และควานหามันอยู่นาน 

รถของฟิลลิป 

แล่นเข้ามาภายในซอยบ้านของมุทิตา ตามที่หญิงสาวเป็นคนบอก “ขอบคุณมากนะคะ” มุทิตาหันหน้ามาขอบคุณกับฟิลลิปที่นั่งประจำตำแหน่งเป็นคนขับรถมาตลอดทาง 

“ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวเธอก็ได้เลี้ยงไอศกรีมฉันแล้ว” สีหน้ามีความสุขที่จะได้ลิ้มรสไอศกรีมร้านนั้นอีกครั้ง 

“ท่าทางคุณจะชอบเข้าแล้วสินะคะ” ฟิลลิปไม่ได้พูดอะไรเพียงแค่ยกคิ้วข้างนึงน้อยๆแล้วยกยิ้มที่มุมปาก 

“ฉันขอตัวนะคะ ขอบคุณที่มาส่ง” มุทิตากล่าวขอบคุณบุคคลที่อาสาขับรถมาส่งเธอถึงที่ 

“เดี๋ยวสิ เดี๋ยวฉันไปเป็นเพื่อน” 

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ” 

“เอาน่า เผื่อว่าเจ้าของบ้านเขาไม่ใจดีปรับเงินเธอเพิ่มจะทำยังไง” ระหว่างทางที่มาที่นี่เขาถามสาวเจ้าว่าจะมาทำอะไร มุทิตาก็เลยบอกว่าจะมาชำระค่าห้องที่ค้างไว้เป็นเวลาสองเดือน เขาก็เลยกลัวว่าหากสาวเจ้าเข้าไปอาจจะโดนปรับเพิ่มมากกว่าเก่าหรือเปล่าเพราะเธอนั้นชำระค่าห้องล่าช้า 

“เอาอย่างนั้นก็ได้ค่ะ” ถ้ามันเป็นแบบนั้นจริงเธอก็คงจะแย่สู้ให้เขาไปด้วยคงจะดี เผื่อว่าจะขอความช่วยเหลือได้บ้าง แล้วร่างของมุทิตาและฟิลลิปก็ลงเดินจากรถไปพร้อมกันเข้าไปภายในห้องเช่าของสาวเจ้า แต่ทว่าพอเอาเข้าจริงๆ เธอขอให้ฟิลลิปรออยู่ที่หน้าทางเข้าคงจะดีกว่า 

“ร่านไม่เลือกที่จริงๆ!” 

 

มาเเล้วจ้าา 

มุนางอยากจะหนีแต่หนีไม่ได้นะเออ อำนาจทั้งหมดอยู่ในมือแอรอนสั่งเป็นสั่งตายได้ อิอิ 

เม้นเยอะๆนะคะ 

​เเละจะบอกว่ามุยังเจ็บอยู่ ยังไม่ถึงเวลาเอาคืน พอถึงเวลาจริงๆรับรองว่าเเสบทรวงเเน่นอนจ้าาา 

ความคิดเห็น