facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เด็กเสี่ย 12 (รีไรต์แล้ว)

ชื่อตอน : เด็กเสี่ย 12 (รีไรต์แล้ว)

คำค้น : เด็กเสี่ย,ใช่ครับผมเป็นเด็กเสี่ย,เด็กเสี่ย12

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 141.4k

ความคิดเห็น : 130

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ส.ค. 2564 06:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เด็กเสี่ย 12 (รีไรต์แล้ว)
แบบอักษร

เด็กเสี่ย 12 

“เดียว... ไอ้เดียว... หนึ่งเดียว... ไอ้เหี้ยหนึ่งเดียวโว้ยยยย!!” 

“อะไรของมึง! เสียงดังเหมือนคนป่า” เดียวโวยเมื่อนัทตะโกนเรียกชื่อเขาหูแทบแตก 

“กูเรียกมึงนานแล้วเดียว เอาช้อนเขี่ยข้าวอยู่นั่นแหละ ถามว่าเมื่อวานทำไมไม่มาเรียนก็ไม่ตอบ” ตอนนี้พวกเขานั่งอยู่ที่โรงอาหารของคณะเพราะคนไม่เยอะเท่าไหร่นักและนัทก็เข้าใจว่าทำไมเดียวถึงเลือกกินที่นี่ เวลาพักเที่ยงที่โรงอาหารกลางคนละลานตาและเดียวจะตกเป็นเป้าสายตาแน่นอน 

“เมื่อวานกูแทบตบผู้หญิง” นัทพูดขึ้นอีกครั้งก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ 

“ทำไมล่ะ” เดียวถามเสียงเรียบแต่ก็เดาได้ไม่ยาก คงหนีไม่พ้นเรื่องนินทาเขาแน่ๆ 

“คนพวกนั้นพูดถึงมึงไม่ดี ขัดหูกูว่ะ” 

“ปล่อยไปเหอะ” 

“ปากมึงปล่อยแต่ใจมึงคิด บอกกูมาสิว่ามึงไม่ได้คิดอะไรกับคำพูดพวกนั้นที่มึงได้ยิน อย่าเดียว...มึงอย่าปิดบังกู” นัทว่าก่อนจะจิ้มลูกชิ้นเข้าปาก เดียวทำเพียงแค่ก้มหน้าแล้วถอนหายใจเบาๆ หากเป็นก่อนหน้านี้เขาก็อาจจะกังวลเรื่องที่โดนนินทาจริงๆ แต่ตอนนี้กลับมีอีกเรื่องที่รบกวนจิตใจนี่สิ 

“กูเลือกทางเดินนี้เองก็ต้องยอมรับ” 

“แต่ที่เขาพูดถึงคือเรื่องคอนโดฯมึง เรื่องอื่นที่กูคิดว่ามันไม่จริง เรื่องครอบครัวมึง จะให้กูช่วยไหมบอกกูได้นะ” นัทบอกเพราะเขายินดีลุยแทนเพื่อนเต็มที่ ก็อยากจะทำให้ทุกคนรู้เหมือนกันว่าใครๆ จะมาว่าเพื่อนเขาไม่ได้ 

“นั่นน้องเดียวป่ะ เมื่อวานไม่ยักเห็นแต่วันนี้โผล่มาไม่อยากจะเชื่อว่ายังกล้ามาอีกเนอะ” เสียงพูดชัดจนไม่คิดว่าจะเป็นเสียงกระซิบมาจากโต๊ะที่อยู่ใกล้กัน กลุ่มผู้หญิงอีกตามเคยเพียงแต่ครั้งนี้คือรุ่นพี่ เดียวนั่งเงียบแต่นัทกลับตวัดสายตามองสื่อให้รู้ว่าไม่พอใจ 

“เก็บปาก...” 

“ไอ้นัท! กินก๋วยเตี๋ยวมึงไป อย่าไปสนใจ” เจ้าของเรื่องห้ามเพื่อนรักทันทีเมื่อเห็นคนตรงหน้ากำลังจะพูดว่ากลุ่มคนพวกนั้นออกไป เขาคิดว่ามันคงไม่จบง่ายๆ หากนัทไปแลกด้วยแบบนี้ สู้อยู่เงียบๆ ไปอย่างเดิมแบบที่เขาทำเวลาเจอปัญหาดีกว่า 

“ทำไมไม่ให้กูตอกหน้าคนพวกนั้นวะ เดี๋ยวมึงคิดมากแล้วเป็นไมเกรนอีก” เขารู้ดีว่าคนอย่างเดียวเป็นยังไง เดียวชอบเก็บปัญหาไว้คนเดียว ไม่ถึงกับหนีปัญหาแต่ยืนมองปัญหาประดังประเดเข้ามาเรื่อยๆ แล้วเก็บไว้ เกือบทุกครั้งที่แก้ปัญหาได้ด้วยความเงียบจากบุคลิกของเจ้าตัว แต่ครั้งสุดท้ายที่เจอปัญหาเดียวกลับระเบิดทุกความรู้สึกออกมาจนทำให้ต้องโดนไล่ออกจากบ้านนั่นแหละ 

เด็กหนุ่มหน้าหวานตัวบอบบางผิวพรรณดี ใครจะไปรู้ว่าภายในจิตใจของคนๆ นี้มันเปราะบางยิ่งกว่าภายนอกที่มองเห็นเสียอีก เดียวเหมือนคนไม่คิดอะไรแต่ภายในใจเหมือนภูเขาไฟรอวันปะทุ 

“กูไม่เป็นไร บอกแล้วไงกูเลือกทางเดินนี้กูก็ต้องรับคำของคนพวกนี้ให้ได้ แค่คำคนมันไม่ทำให้กูตายหรอกนัท” 

“เออ แล้วแต่มึงละกัน ใครจะไปปกป้องมึงได้ดีเท่าเสี่ยของมึงล่ะเนอะ” นัทว่าประชดไปด้วยความน้อยใจที่ไม่ว่าเขาจะเสนอช่วยอย่างไรเพื่อให้เพื่อนลดความเครียด แต่เดียวก็ปฏิเสธทุกทาง 

“มึงได้ช่วยกูแน่นัท ช่วยเอาจานไปเก็บให้กูด้วย” เดียวยิ้มกว้างเอื้อมมือไปขยี้ผมที่เซ็ตเป็นทรงของคนตรงหน้าจนฟู นัทเบี่ยงหัวหลบก่อนจะบ่นอุบอิบกับตัวเอง หนุ่มร่างบางลุกขึ้นยืนขาเรียวก้าวเดินไปยังกลุ่มหญิงสาวอายุมากกว่าไม่กี่ปีที่กำลังพูดเรื่องเขาเสียงดังอย่างสุนกปาก 

“ฉันว่าป่านนี้คงมีเสี่ยหลายคนรับเลี้ยงแหละแก ไม่งั้นใช้เงินไม่พอเพราะต้องผลาญเงินซื้ออีกเยอะ ฮ่าๆๆ” 

“อิจฉาผมเหรอครับ” คนตัวเล็กถามนิ่งๆ สีหน้าไม่ได้ยิ้มแย้มแต่ก็ไม่ได้บึ้งตึง คนทั้งกลุ่มหันมองตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างไม่มีปิดบัง 

“ใช่ครับที่ผมเป็นเด็กเสี่ย และใช่ครับ...ที่เรื่องส่วนตัวของผมไม่ใช่เรื่องที่คุณมีสิทธิ์ที่จะวิจารณ์ได้ ถ้าคุณมีความคิดกว่านี้ก็น่าจะรู้ได้ว่านี่คือเรื่องส่วนตัวของผม ซึ่งไม่เกี่ยวข้องอะไรกับคุณเลย อ้อ...แต่ก็อย่างว่าล่ะครับ ถ้าคุณมีความคิดก็คงไม่มาพูดเรื่องคนอื่นแบบนี้” 

ประโยคที่ยาวที่สุดเท่าที่เขาจะคิดได้เอื้อนเอ่ยออกไปด้วยวาจาที่ไพเราะ ไม่มีคำหยาบให้ได้ระคายหูหรือกระเทือนถึงการสั่งสอนของต้นตระกูล คนพวกนี้หากเอาความหยาบไปสู้มีแต่จะเปลืองน้ำลาย 

“กะ...แก!! ไอ้เด็กบ้า! ไอ้พวกอีตัว! ไอ้...” 

เดียวไม่ได้หยุดยืนฟังคำด่าทอที่มีแต่คำหยาบเหล่านั้นต่อ ปล่อยให้สาวเจ้ายืนโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงอยู่ตรงนั้นไป สำหรับเขาแค่นี้ก็เพียงพอแล้วไม่จำเป็นต้องเอาตัวลดลงไปเพื่อมีเรื่องกับคนปากแบบนี้ 

“ไอ้เดียว! โคตรเจ๋งเลยเพื่อนกู!! ฮ่าๆๆๆ” นัทที่เอาจานไปเก็บรีบวิ่งกลับมาตอนเห็นเดียวยืนอยู่ในกลุ่มนี้ก่อนจะยืนฟังจนจบ เขาแทบจะจ้างวงออร์เคสตร้ามาเล่นบรรเลงเป็นรางวัลให้เพื่อนเขาจริงๆ ด่าแบบผู้ดีที่ไม่คิดว่าชาตินี้จะได้ยินจากปากเพื่อนรักที่เขาคบมานาน 

“มึงไปคิดคำพูดพวกนั้นมาจากไหนวะ” เมื่อเดินออกมาจากโรงอาหารที่มีเสียงของผู้หญิงกลุ่มนั้นตามหลังมานัทก็ถามทันที คนที่เปิดฉากเชือดเฉือนได้แค่ทำหน้านิ่งก่อนจะถอนหายใจ 

“นัท... กูไม่ได้สบายใจที่ได้ตอกกลับคนพวกนั้นนะ” 

“เอ้า! ไอ้ห่านี่... มึงเพี้ยนเหรอวะ คนพวกนั้นมันต้องโดนแบบนี้แหละจะได้รู้ว่ามึงไม่ใช่ง่ายๆ อย่าลืมเอาเรื่องนี้ไปฟ้องเสี่ยมึงด้วยนะ เขาจะได้ตบรางวัลให้มึงอีก” ท้ายประโยคนัทเอ่ยแซวเพราะรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาหน่อยที่เพื่อนเขาไม่คิดอยู่เฉยโต้ตอบกลับไปบ้าง ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าที่หยุดไปนั้นไปฝึกวิชานี้มาหรือเปล่าแต่โดนใจเขาจริงๆ 

“หึ...” เดียวแค่หัวเราะในลำคอกับเรื่องที่นัทแซว เขาจะไปบอกเสี่ยทำไมกัน แค่เรื่องเมื่อวานก็ทำเสี่ยปวดหัวจะแย่แล้ว 

“เออไอ้เดียว...” นัทเรียกคนที่เดินมาด้วยกันเสียงเครียดเมื่อตนนึกเรื่องอะไรออกได้ 

“หืม?” 

“พ่อมึงโทรมาหากูเมื่อเช้า ถามถึงมึง” คำตอบของนัททำเอาเท้าที่กำลังก้าวขึ้นบันไดชะงัก เดียวหันหน้ามองเพื่อนก่อนจะหันกลับแล้วเดินต่อ 

“เขาโทรมาถามว่ากูตายรึยังเหรอ” 

“กูรู้ว่ากูเป็นคนนอก แม้จะเป็นเพื่อนมึงแต่กูก็ต้องพูดนะ คือ...กูอยากให้มึงกลับไปเคลียร์กับพ่อมึงว่ะ บางทีถ้าคุยกันตอนที่ใจเย็นอาจจะเข้าใจกันมากขึ้นก็ได้” 

“ฮึ! กูคงไม่เข้าใจอะไรมากกว่านี้แล้วล่ะ เพราะเท่าที่รับรู้ก่อนหน้านี้ก็มากพอแล้ว พ่อเขาไม่ได้เลือกกูตั้งแต่แรก เขาเลือกเมียใหม่เขาแล้วจะให้กูไปเคลียร์ให้ตัวเองเสียความรู้สึกทำไมอีกวะ” นัทได้ฟังคำตอบก็ถอนหายใจ ตอนพ่อเดียวโทรมาฝ่ายนั้นก็ไม่ได้น้ำเสียงยินดีนักที่ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนออกจากบ้านมาอยู่คนเดียวแบบนี้ เขาจึงได้แค่บอกไปว่าเพื่อนเขาสบายดีแต่ไม่ได้บอกเรื่องที่เดียวเป็นเด็กเสี่ยไปด้วย ไม่งั้นความบาดหมางระหว่างพ่อลูกคงหนักกว่านี้ 

“เห้อ...แล้วแต่มึงละกัน เอ้อ! วันนี้วันศุกร์ไปดื่มกันหน่อยป่ะ” 

“มึงลืมเรื่องสอบกลางภาคไปแล้วเหรอนัท” เดียวยอมเปลี่ยนเรื่องตามนัทหันมาถามหน้าตื่น วันพุธหน้าพวกเขาเริ่มสอบแล้ว ยอมรับเลยว่ายังไม่ได้เริ่มอ่านหนังสือเสียด้วยซ้ำ รู้สึกขาดความรับผิดชอบไปมาก เขาคิดไว้เลยว่าคืนนี้คงอ่านหนังสือยาวไม่งั้นคงไม่ทันวันสอบ 

“เออว่ะ!! เหี้ยเอ๊ยยยยยย เออๆๆ งั้นแยกย้าย ว่าแต่...มึงจะมาติวให้กูป่ะ” นัทเกาะแขนเรียวเอาหน้าถูทำท่าอ้อน 

“ก็...” 

“โห! มึงยังจะคิดอีก! คืนนี้มานอนห้องกูเลย ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ กูจอง! โทรบอกเสี่ยมึงด้วย” นัทชี้หน้าก่อนจะเดินจากไปขึ้นรถของตัวเองแล้วขับออกไป เดียวถอนหายใจเล็กน้อยที่ได้ยินคำว่าเสี่ยอีกครั้ง เอาจริงๆ เขาไม่อยากเข้าใกล้เสี่ยตอนนี้เลยจริงๆ คำพูดเสี่ยมันทำให้ความรู้สึกในจิตใจหน่วงแปลกๆ ปากเขาบอกว่าเข้าใจ สมองเขาก็เข้าใจ แต่ใจเขานี่สิ...ทำไมมันถึงหน่วงแบบนี้ก็ไม่รู้ 

Rrrrr Rrrrr 

โทรศัพท์ในมือสั่น เมื่อเอาขึ้นมาดูก็เห็นชื่อโชคหราอยู่บนหน้าจอ แทนที่เขาจะกดรับกลับเป็นปล่อยให้สายหลุดไป 

“คุณเดียวครับ” เสียงเรียกที่คุ้นเคยทำเขาสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ ไม่คิดว่าโชคตัวจริงจะมายืนเรียกเขาอยู่ด้านหลังแบบนี้ 

“คุณโชค! ผมตกใจหมดเลยครับ” คนตัวเล็กหันมาพูดก่อนจะยิ้มให้กับคนหน้านิ่งที่ยืนมองเขาอยู่ 

“ขอโทษครับ แต่วันนี้เสี่ยบอกให้ผมมารับคุณเดียวส่วนรถจะให้ชาญขับไปไว้ที่คอนโดฯคุณเดียวเองครับ” โชครายงานตามที่ได้รับคำสั่งมา เดียวได้แค่มองหน้าก่อนจะมองเลยไหล่กว้างไปทางด้านหลังเห็นลูกน้องเสี่ยกานต์อีกคนยืนอยู่ด้วยใกล้กับรถที่เสี่ยใช้ประจำ 

“เอ่อ...ต้องขอโทษด้วยครับ แต่อาทิตย์หน้าผมมีสอบผมคงไปด้วยไม่ได้” 

“งั้นเชิญคุณเดียวบอกเสี่ยเองดีกว่าครับ เสี่ยรออยู่ในรถแล้ว” 

คำบอกกล่าวของโชคทำเดียวชะงักไปเล็กน้อย เสี่ยกานต์มารอรับเขาถึงในเขตมหา’ ลัยเลยงั้นเหรอ 

“แล้วเมื่อกี๊ที่โทรมาคือ...” 

“ครับ... โทรศัพท์อยู่กับเสี่ย เห็นว่าคุณเดียวไม่รับโทรศัพท์เลยให้ผมลงรถมาตาม” โชคกล่าวพร้อมรอยยิ้ม เดียวไม่ตอบอะไรเดินตรงไปยังรถของเสี่ยกานต์ที่จอดหลบอยู่ที่มุมตึกทันที เมื่อไปถึงโชคก็เปิดประตูให้แต่เดียวไม่ได้เข้าไปนั่ง เขาทำเพียงแค่ยืนอยู่นอกรถเท่านั้น 

“สวัสดีครับเสี่ย” เดียวยกมือไหว้พร้อมกล่าวทักทายชายหนุ่มที่นั่งหน้าเรียบนิ่งอยู่บนรถคันหรู สายตาที่อยู่ภายใต้แว่นสีดำทำให้เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายรู้สึกอย่างไร 

“ต้องขอโทษเสี่ยจริงๆ ที่ช่วงนี้ผมคงไปหาเสี่ยไม่ได้ เดี๋ยวผมต้องไปติวหนังสือกับเพื่อนครับเพราะอาทิตย์หน้ามีสอบ” 

“ขึ้นมาคุยบนรถ” เสี่ยกานต์พูดเสียงเรียบซึ่งเดียวก็ยอมทำตามโดยมีโชคปิดประตูให้ตามหลัง ส่วนชาญเขาไม่เห็นว่าอยู่ตรงนี้ด้วยแล้ว 

“เดี๋ยวครับ! ผมไม่ได้จะไปกับเสี่ยด้วย วันนี้ผมไม่ว่างจริงๆ นะครับ” เมื่อรู้ตัวว่าโดนเสี่ยหิ้วแน่ๆ เขาจึงโวยวาย ชาญเดินตรงไปที่รถเขาโดยในมือมีกุญแจรถ เมื่อมองของที่ตัวเองถือตอนนี้เหลือแค่กระเป๋าใส่เอกสารการเรียนและโทรศัพท์มือถือเท่านั้น ชาญเอากุญแจรถเขาไปเมื่อไหร่กัน!! 

“ออกรถได้แล้วโชค” เสี่ยกานต์ไม่ได้สนใจเสียงโวยวายของเดียว 

“เสี่ยครับ... ฟังผมก่อน ผมไปด้วยไม่ได้จริงๆ อาทิตย์หน้าผมมีสอบจริงๆ นะครับ ผมเคยบอกเสี่ยไปแล้วด้วยว่าช่วงนี้ผมคงไปเจอเสี่ยบ่อยไม่ได้” เดียวว่าอย่างใจเย็น หน้าหวานเจื่อนลงเล็กน้อยเมื่อเห็นทีท่านิ่งเฉยของอีกคน 

“เสี่ยกานต์ครับ...” ลองเรียกดูอีกครั้งแต่อีกฝ่ายก็ยังนิ่ง 

“ทำไมเสี่ยดื้อแบบนี้ล่ะครับ ทีเสี่ยสั่งห้ามอะไรผมก็ยอมทำตามแต่นี่ผมแค่ขอให้ผมได้ทำเพื่อการเรียนตัวเองแค่นี้ทำไมเสี่ยไม่สนใจเลย” 

น้ำเสียงเบาเหมือนบ่นกับตัวเองแต่เรียกความสนใจจากอีกฝ่ายได้ไม่น้อย ที่จริงเจ้าตัวได้รับความสนใจตั้งแต่เดินลงมาจากตึกแล้วล่ะ แต่เขาอยากนิ่งใส่คนที่ไม่ยอมรับโทรศัพท์เสียหน่อย เห็นอยู่ว่ามีคนโทรเข้าแต่กลับไม่กดรับ โชคที่ทำหน้าที่เป็นสารถีถึงกับอมยิ้มกลั้นขำกับคำว่าแบบเด็กๆ จนเสี่ยกานต์ถอดแว่นออกตวัดสายตามองอย่างปรามๆ 

“เมื่อกี๊ทำไมเธอไม่รับโทรศัพท์ฉัน” 

“เพราะผมรู้ว่าเสี่ยจะโทรให้ผมไปหา แต่ผมมีสอบเลยไม่รู้ว่าถ้ารับแล้วผมจะบอกเสี่ยว่ายังไง” เดียวตอบตามความจริงที่มีอยู่น้อยนิดหากในใจกลับไม่ใช่ เขาแค่ไม่อยากรับสายในตอนนั้น 

“เธอทำให้ฉันหงุดหงิด” 

“ก็ตั้งแต่เมื่อวานแล้วไม่ใช่เหรอครับที่ผมทำให้เสี่ยหงุดหงิด” เขาเผลอพูดออกไปเต็มๆ จนมานึกได้อีกทีว่าพูดแรงไปจึงต้องหันหน้าหลบไปอีกทาง ความน้อยใจที่สะสมมาตั้งแต่เมื่อวานพุ่งขึ้นจนจุกอยู่ในอก แต่เขาเป็นแค่เด็กเสี่ยไม่มีสิทธิ์จะน้อยใจด้วยซ้ำแต่ก็ห้ามตัวเองไม่ให้คิดแบบนี้ไม่ได้เหมือนกัน 

“เธอเป็นอะไร” เสี่ยถามพลางขยับเข้าไปใกล้คนตัวเล็ก ตอนแรกก็ว่าจะเงียบใส่แต่ตอนนี้เหมือนเด็กของเขาจะไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่แกล้งด้วยได้ 

“เปล่าครับ ผมแค่...เอ่อ...แค่เหนื่อย เครียดๆ กับเรื่องสอบด้วยครับ” 

“วันนี้มีใครว่าเธออีกรึเปล่า” เขาลองเปลี่ยนเรื่องคุยเพื่อให้อีกคนได้หันมาสบตาบ้าง แต่เหมือนเดียวจะทำเพียงแค่ก้มหน้าตอบ 

“มีครับแต่ผมจัดการเองได้แล้ว” 

“งั้นวันนี้ไปนอนที่คอนโดฯฉัน” 

“ไม่ครับ ผมบอกเสี่ยแล้วไงครับว่าผมไม่ว่างจริงๆ เสี่ยเข้าใจผมหน่อย” 

“เธอก็ไปติวกับเพื่อนเธอคืนนี้ ติวเสร็จฉันจะให้โชคไปรับ” เสี่ยกานต์ยังยืนยันที่จะให้เดียวไปห้องตนให้ได้ 

“ผมกะว่าจะนอนห้องนัท” 

“ไม่ได้!” เสี่ยกานต์ตอบในทันที 

“ทำไมไม่ได้ครับ ผมขอเหตุผล... แต่เหตุผลแบบเมื่อวานผมไม่เอาแล้วนะครับ” 

คนตัวโตเงียบไปทันที ถอนหายใจแรงๆ ก่อนจะทิ้งตัวพิงรถเมื่อโดนขัดใจ เขาไม่อยากให้เด็กหนุ่มร่างบางนี้ห่างสายตาเลยจริงๆ ยิ่งเมื่อวานพอเขาพูดประโยคนั้นจบสายตาเดียวก็เปลี่ยนไป มาเจอวันนี้ก็ยิ่งย้ำว่าสิ่งที่เขาคิดไม่ผิดแน่ 

“แค่ไปกินข้าวก็ไม่ได้รึไง” 

เมื่อปล่อยให้ความเงียบเข้าปกคลุมรถเสี่ยกานต์ก็ถามอีกครั้งโดยที่ยังไม่มองหน้าคนที่ตัวเองถามเลยสักนิด 

“ถ้าแค่กินข้าวก็ได้ครับ งั้นรบกวนเสี่ยบอกให้คุณชาญขับรถมาให้ผมที่ร้านอาหารที่เสี่ยจะไปด้วยได้ไหมครับ ผมจะได้ขับกลับคอนโดฯเองไม่ต้องวกไปวนมา” 

เสี่ยยอมทำตามที่เดียวเอ่ยขอ และเขาก็พาเดียวไปทานมื้อเย็นกันที่ร้านอาหารสไตล์อิตาเลียนซึ่งเขามั่นใจว่าเด็กหนุ่มพอใจอย่างแน่นอน และมันก็จริงอย่างเขาคิดเมื่อหน้าหวานระบายยิ้มหน่อยๆ กับอาหารตรงหน้า อย่างน้อยตอนนี้สายตาที่เดียวมองเขาก็ดีขึ้นมาเล็กน้อย เขาไม่รู้ว่าเพราะอะไรแต่ก็ไม่สบายใจนักที่ตาคู่สวยแฝงความเฉยชามาให้ 

:::::::::::: 

หลังจากทานอาหารด้วยกันเสร็จคนทั้งคู่ก็เดินออกมายังลานจอดรถ โชคกับชาญยืนรออยู่แล้วโดยมีบอดี้การ์ดอีกสี่คนมาสมทบเพิ่มเพราะนี่คือนอกสถานที่ มันเป็นที่โล่งกว้างหากจะมีคนลอบทำร้ายเสี่ยจะได้ป้องกันได้ทัน ที่จริงจำนวนบอดี้การ์ดจะมีมากกว่านี้แต่เพราะเดียวไม่ชอบเลยลดจำนวนลง 

“นี่กุญแจรถคุณเดียวครับ” ชาญยื่นกุญแจรถที่ตนใช้ความมือไวฉกมาได้ เด็กหนุ่มหันมองก่อนจะยู่ปากเล็กน้อย 

“คุณชาญมือไวมากครับ ผมไม่รู้ตัวเลยว่าคุณฉกกุญแจรถไปแล้ว” เดียวว่าแต่เสียงนั้นไม่ได้เอ็ดหรืออะไร ออกจะแนวขำขันเสียมากกว่า นั่นเพราะเขาอารมณ์ดีขึ้นเล็กน้อยเพราะเสี่ยพามากินอาหารร้านที่ชอบ 

“เดียว...” เสี่ยกานต์ที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลังเรียกเสียงเบา ลูกน้องคนอื่นถอยห่างให้ความเป็นส่วนตัวกับผู้เป็นนายอย่างรู้หน้าที่ คนร่างบางหันเข้าหาคนเรียกเมื่อแขนแกร่งโอบกอดให้กายแนบชิดกัน 

ใบหน้าหล่อคมคายค่อยๆ โน้มเข้ามาใกล้ กลีบปากหนาประกบจูบแผ่วเบาก่อนจะกดจูบให้แนบชิดมากขึ้นเรื่อยๆ ขบเม้มสลับกับดูดดุนลิ้นเล็กที่โผล่ออกมาทักทายเมื่อเห็นว่าเขาไม่ยอมสอดลิ้นเข้าไป เมื่อลิ้นทั้งสองมาเจอกันก็เกี่ยวกระหวัดหยอกล้ออย่างคุ้นชิน รสจูบที่เนิบนาบเริ่มเร่าร้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ตามแรงอารมณ์ จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นเว้าวอนโหยหาก่อนจะผละออกแต่ก็ยังกอดและใช้จมูกคลอเคลียร่างน้อยนี้ไม่ห่าง 

“สอบเสร็จเมื่อไหร่” เสี่ยกานต์กระซิบถามชิดริมหู แวะสูดดมความหอมที่ซอกคอเล็กไปด้วย 

“อ่ะ...อืม...เสร็จ...อีกสองอาทิตย์ครับ” เพราะวิชาที่ลงมีทั้งสอบนอกตารางและในตารางทำให้กินเวลาเกือบๆ สองอาทิตย์ 

“ให้เสร็จอาทิตย์เดียวไม่ได้รึไง” คนแก่กว่าถามน้ำเสียงติดจะหงุดหงิดเมื่อรับรู้ระยะวันที่อีกคนใช้สอบ มันนานเกินไป 

“ทางมหา’ ลัยเขาจัดตารางให้เองผมไปขอไม่ได้หรอกครับ” 

“แต่มันนาน” น้ำเสียงที่เสี่ยกานต์ใช้ทำให้เดียวยิ้มขำ 

“เสี่ยกลัวคิดถึงผมเหรอครับ” ถามแต่ไม่กล้ามองหน้า ได้แค่มองอกหนาที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น ในใจก็หวั่นว่าคำตอบที่ได้ยินจะไม่ต่างไปจากเมื่อวาน 

“เธอก็รู้ว่าฉันคิดถึงอะไร” เสี่ยตอบก่อนจะหอมแก้มนิ่มฟอดใหญ่ซ้ำๆ เหมือนว่าจะจดจำสัมผัสนี้ไว้ตลอดสองอาทิตย์ที่อีกคนสอบแล้วค่อยเช็คบิลทีเดียวหลังจากสอบเสร็จ 

เดียวยิ้มให้กับคำตอบนั้น นั่นสิ เสี่ยกานต์จะคิดถึงอะไรไปไม่ได้นอกจาก... 

“ไว้ผมจะอัพอินสตาแกรมบ่อยๆ เสี่ยจะได้เห็นว่าผมทำอะไร” 

“และเธอต้องไม่ไปยุ่งกับใครอื่นโดยเฉพาะเด็กช่างคนนั้น” เสี่ยกานต์ต่อให้จบจ้องหน้าหวานเขม็ง 

“ครับ ผมบอกแล้วไงว่าผมเข้าใจในสิ่งที่เสี่ยบอกเมื่อวาน ผมจะเก็บตัวเองไว้ให้เสี่ยตักตวงจนกว่าเสี่ยจะพอใจ” พูดไปก็เหมือนกับย้ำตัวเองไปด้วย ไว้วันใดเขาพอเมื่อไหร่เขาจะหยุดเองดังที่เคยบอกกับนัทไว้ แต่ตอนนี้เขายังมีความสุขกับสิ่งที่เขาเลือกตอนนี้ แม้นาทีนี้มันจะรู้สึกแปลกไปบ้างแต่ก็ถือว่าความสุขยังมีมากกว่าอยู่ดี เพราะฉะนั้นเขาจะยอมทำตามที่เสี่ยบอกทุกอย่างเอง 

“อืม ครบสองอาทิตย์เธอจะต้องมาหาฉันทันทีเข้าใจไหม” 

“ครับ” 

เสี่ยกานต์กดจูบที่ปากบางสวยนั้นอีกครั้ง ตักตวงความหวานจนพอใจก่อนจะผละออกอย่างห้ามใจปล่อยให้เดียวเข้าไปนั่งในรถ แต่ยังไม่ทันที่เดียวจะได้ขับออกไปเสี่ยก็เคาะกระจกให้เปิดและจูบเขาอีกครั้ง 

“พะ...พอแล้วครับ” เดียวว่าพลางหอบหายใจที่เสี่ยกานต์ไม่ยอมปล่อยปากตนให้เป็นอิสระง่ายๆ 

“ตั้งใจอ่านหนังสือ” เสี่ยกานต์ลูบหัวเด็กหนุ่มเบาๆ เขามองใบหน้าหวานที่แต้มยิ้มอ่อนๆ บนใบหน้า “ฉันเกลียดการสอบของมหา’ ลัยเธอจริงๆ” เสี่ยว่าทิ้งท้ายก่อนจะปล่อยให้เด็กหนุ่มขับรถออกไป 

 

 

 

โปรดติดตามตอนต่อไป 

ขอบคุณทุกความเห็นค่ะ 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว