ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 16 – บุคคลอันตราย (2/2)

ชื่อตอน : ตอนที่ 16 – บุคคลอันตราย (2/2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 11.2k

ความคิดเห็น : 16

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ธ.ค. 2561 21:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 16 – บุคคลอันตราย (2/2)
แบบอักษร

ตอนที่ 16 – บุคคลอันตราย




“ผมบอกแล้วไงครับ ว่าให้คุณนักรบพักผ่อนเยอะๆ ทำไมดื้อจังเลย”

“อยู่แต่ในห้องมันน่าเบื่อ”

“แล้วทำงานไม่น่าเบื่อกว่าหรือยังไงกัน” น้ำเสียงงึมงำคนเดียวของจิณณ์ เรียกเสียงหัวเราะหึในลำคอจากคนมองได้เป็นอย่างดี นักรบกดปลายจมูกโด่งลงบนกลุ่มผมนุ่มของคนช่างบ่นเบาๆ อย่างนึกเอ็นดู

หลังจากเปิดใจกับเรื่องราวที่ผ่านมา กว่าที่เจ้าของบ้านอย่างนักรบและพยาบาลจำเป็นอย่างจิณณ์จะได้ออกจากห้องนอนก็ปาเข้าไปเกือบบ่าย ร่างสูงอมยิ้มขำให้กับคนที่ช่วยพยุงเขาลงจากบันไดบ้านอย่างไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่นัก เพราะนอกจากจะไม่ยอมทำตามคำสั่งของจิณณ์แล้ว นักรบยังแอบเอางานที่ค้างขึ้นมาทำตอนอีกคนไปอาบน้ำซะด้วย

โดนงอนเลยทีนี้

“หาเจอจนได้สินะมึง” ประโยคแรกที่เอ่ยทัก พร้อมแววตาคมกริบไล่มองร่างบางในอ้อมกอดของนักรบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนจะกระตุกยิ้มมุมปากแบบที่ทำจิณณ์เสียวสันหลังวาบ มือเรียวเผลอกำชายเสื้อร่างสูงแน่น

ห้องทานอาหารที่เคยคิดว่าเวลาป่านนี้แล้วคงจะไม่มีใครอยู่ กลับเต็มไปด้วยลูกน้องคนสนิทแบบครบทีม รวมไปถึงคนที่เป็นเหมือนเจ้าชีวิตของนักรบกำลังนั่งจิบกาแฟอยู่ตรงหัวโต๊ะแทนที่เจ้าของบ้านเรียบร้อย คิ้วสวยได้รูปเลิกขึ้นมองมาทางพวกเขาสองคน ส่งผลให้คนอื่นๆ หันกลับมามองด้วย

“มึงจะมาทำไมไม่บอกกูก่อน”

เลือกจะไม่สนคำพูดและสายตาที่อ่านยากของฮังหลง นักรบพยายามควบคุมลมหายใจและสีหน้าของตัวเองให้เป็นปกติที่สุด มือหนาเลื่อนลงมาตรงช่วงเอวบางพลางลูบไปมาแผ่วเบาอย่างปลอบโยน ให้จิณณ์ที่กำลังตัวสั่นเทาได้ก้มหน้างุดอยู่กับอกของเขาอย่างหวาดกลัว

“ทำไมพวกมึงชอบถามคำถามเดียวกันนักวะ”

ฮังหลงส่ายหน้าช้าๆ วางแก้วกาแฟในมือลงบนจานรอง ก่อนจะยกมือทั้งสองขึ้นไขว้กันในระดับอก เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ตัวหรูด้วยท่าทางสบายๆ ดวงตาคมเข้มเหลือบมองคนเพียงคนเดียวที่กล้าใช้คำพูดไม่สุภาพกับเขา

คนที่ฮังหลงเลี้ยงมาเองกับมือ ถ่ายทอดทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเรียน ศิลปะการป้องกันตัวหรือแม้แต่อำนาจที่ทำให้มันมีวันนี้ได้พร้อมกับเหยียดยิ้มมุมปาก เมื่อเห็นแววตาร้ายกาจคล้ายกับเขาราวกับถอดแบบกันออกมามากกว่าน้องชายแท้ๆ อย่างผิงผิงเสียอีก

“หึ ไม่ต้องมาทำหน้าโหด ก็มึงยังจัดการเสี้ยนหนามไม่ได้ กูเลยมาช่วยไง”

“กูบอกไปแล้วไงว่ากูจัดการเองได้ มึงไม่ต้องมา”

“มึงมีเวลาจัดการด้วยเหรอ?”

“…”

“ดูแลดีขนาดนี้ ไม่เกลียดแล้วหรือไง” ฮังหลงมองท่าทางของนักรบที่เดินมาหยุดตรงเก้าที่ว่าง พร้อมจับร่างบางในอ้อมแขนให้นั่งลงบนเก้าอี้ข้างกัน โดยตัวเองก็นั่งคั่นกลางระหว่างเขาเอาไว้อีกที

ท่าทางจะเป็นจริงอย่างที่สายข่าวของเขาอย่างแทนไทและยีนส์รายงาน

จิณณ์ จิรนนท์*…เป็นมากกว่าความแค้นของนักรบไปแล้ว*

“ไหนบอกว่าแค้นนักแค้นหนา”

สิ้นเสียงเรียบของฮังหลง ความเงียบก็เข้าปกคลุมบริเวณโดยรอบจนเกือบกลายเป็นหนาวยะเยือก สถานการณ์บนโต๊ะอาหารค่อนข้างตึงเครียด ชวนให้อึดอัดชนิดที่ว่าคนอื่นๆ ก็แทบจะไม่กล้าหายใจเลยด้วยซ้ำ

ไม่เว้นแม้แต่เด็กจอมทะเล้นของกลุ่มอย่างควันหรือคุณหนูจอมเอาแต่ใจอย่างผิงผิง ยามที่ราชสีห์และเสือหนุ่มของพรรคมังกรดำกำลังสื่อสารกันผ่านดวงตาคู่คมแสนร้ายกาจ โดยมีตัวแปรเป็นจิณณ์ที่นั่งตัวสั่นกอดนักรบเอาไว้แน่น

ให้ตายเถอะ*! สถานการณ์แบบนี้อีกแล้ว*

บรรยากาศคุ้นๆ คล้ายกับวันแรกที่ยีนส์เข้ามาก่อกวนนักรบ ไม่วายจะทำให้ดวงตากลมโตเป็นประกายของผิงผิงต้องลอบมองเสี้ยวหน้าหล่อของพี่ชายคนเดียว สลับกับจิณณ์ที่เอาแต่ก้มหน้างุดอย่างเป็นห่วง

สงสารจิณณ์ชะมัดเลย

ก็พี่ชายของผิงผิงน่ะ น่ากลัวน้อยซะที่ไหนกันล่ะ

“ถ้าไม่จัดการ เดี๋ยวกูจัดการเอง”

“ไม่ต้อง!” จบประโยค นักรบก็สวนกลับเสียงห้วนอย่างลืมตัว ให้คนที่เพิ่งเคยเห็นท่าทางแบบนั้นเป็นครั้งแรกอย่างฮังหลงได้เลิกคิ้วขึ้นนิดเป็นเชิงถาม

“ทำไม?”

ขณะที่คนเพิ่งตั้งสติได้เลือกจะไม่ตอบคำถาม นักรบค่อยๆ ปิดเปลือกตาลง พรูลมหายใจออกเบาๆ เมื่อรู้ตัวว่าเผลอทำตัวไร้มารยาทกับผู้มีพระคุณ ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ ให้ฮังหลงได้ว่าต่อ

“มึงจำวันแรกที่กูเจอมึงไม่ได้หรือไง”

“…”

“จำไม่ได้เหรอ ว่าตัวเองสะบักสะบอมปางตายยังไง” สภาพของเด็กชายอายุแค่สิบขวบที่มีเลือดท่วมตัว น้ำตานองหน้า วิ่งมาล้มลงตรงหน้ารถของพวกเขาที่กำลังขับผ่าน เป็นสิ่งที่ฮังหลงเลือกจะยกขึ้นมาเพื่อย้ำเตือนสติให้กับนักรบ

“แต่มันไม่เกี่ยว”

“ตอนนั้นมึงไม่ได้พูดแบบนี้”

คนถูกสวนกลับนิ่งไปทันทีอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง เพราะจริงอย่างที่ฮังหลงว่ามาทุกอย่าง ยามเมื่อความแค้นมันบังตานักรบก็ไม่คิดสนใจอะไรทั้งนั้น ในใจคิดแต่เพียงว่าต้องแก้แค้น ต้องเอาคืนคนของตระกูลฐานนันท์ญาให้สาสม ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม

“งั้นถ้าเปลี่ยนเป็น…กูอยากได้ล่ะ”

ฝ่ามือหนาที่กระชับเอวบางแน่นกว่าเก่า เรียกรอยยิ้มเจ้าเล่ห์จากฮังหลงได้เป็นอย่างดี ก่อนเสียงทรงอำนาจจะเอ่ยคำที่ทำให้นักรบต้องเผลอกำหมัดแน่น

“จะให้กูไหม”

“มึง…จะเอาไปทำอะไร”

ช่างเป็นคำถามที่น่าขันเสียเหลือเกินในความคิดของฮัหลง การทำให้คนที่แสนจะกระด้างถึงกับอึกอัก ลนลาน ไม่สามารถควบคุมตัวเองให้เฉยชาเหมือนอย่างเก่าได้ขนาดนี้ แปลว่าจิรนนท์คนนั้น…คนที่ยังคงอยู่ในอ้อมแขนแกร่งคงมีผลต่อนักรบไม่น้อย

ไอ้เสือโดนสั่นคลอนแล้วสินะ

“แล้วปกติกูเอาหน้าตาแบบนั้นมาทำอะไรล่ะ” ทั้งยังได้ข่าวมาว่าไอ้น้องชายต่างสายเลือดคนนี้ของเขามันปากแข็งและหวงยิ่งกว่าอะไร

ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ขออีกสักหน่อยก็แล้วกัน

ประโยคแสนเรียบแต่มีความหมายในตัวของผู้มาใหม่ ส่งผลให้จิณณ์ถึงกับเบียดกายบางเข้าหาแผ่นอกแกร่งอย่างต้องการที่พึ่ง ริมฝีปากบางเม้มแน่น พยายามกลั้นเสียงสะอื้นจากอาการหวาดกลัวเอาไว้ไม่ให้หลุดลอดออกมา

“คนนี้มึงบอกจะไม่แตะต้อง”

ใช่, ฮังหลงสัญญากับเขาเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้ว ว่าหากไม่จำเป็นจริงๆ มันจะไม่ยื่นมือเข้ามาวุ่นวายกับเรื่องความแค้นทั้งหมดระหว่างเขากับคนในตระกูลฐานนันท์ญา นักรบเคยมั่นใจว่ามันเป็นแบบนั้นเสมอมา ทว่า ตอนนี้เขาต้องยอมรับจากใจจริงเลยว่ากำลัง…กลัว

กลัวคนที่ได้ชื่อว่าเปรียบเสมือนผู้มีพระคุณ เพื่อน พี่ชายหรือแม้กระทั่งครอบครัวอีกครอบครัวหนึ่งของเขาจะมาพรากจิณณ์ไป

“และมึงก็บอกเอง ว่าจะทำทุกทางเพื่อให้เขาและครอบครัวต้องเจ็บปวดเหมือนที่มึงเคยเป็น”

ครืด

“กูก็กำลังจะช่วยอยู่นี่ไง” ว่าจบ ฮังหลงก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินอ้อมผ่านเรือนกายสูงใหญ่ของนักรบไปหยุดยืนใกล้ๆ ร่างบางที่ยังคงซุกหน้าเข้ากับอกแกร่ง

ไม่พูดเปล่ามือหนายังบังคับช้อนปลายคางมนให้แหงนขึ้นสบตากัน นิ้วหัวแม่มือหนาลูบไล้ไปตามริมฝีปากบางที่สั่นระริก จนจิณณ์น้ำตาคลอรื้นรอบกระบอกตาเรียว ในใจอยากจะเบี่ยงหน้าหลบสัมผัสนั้นเสียเหลือเกิน หากไม่ถูกตรึงด้วยดวงตาคู่คมกริบดุจราชสีห์ที่จ้องลึกลงมา ราวกับสะกดร่างของเขาเอาไว้ จนไม่สามารถขยับตัวได้

แหมะ

และเพียงดวงหน้าหล่อเหลาสมบูรณ์แบบราวกับเทพบุตรค่อยๆ โน้มลงมาใกล้จนลมหายใจร้อนรินรดใบหน้าหวาน น้ำตาเม็ดใสก็ร่วงเผาะลงข้างแก้มเนียน

“กูจัดการเองได้”

การกระทำที่ส่งผลให้นักรบต้องว่าเสียงหนัก กระชับอ้อมกอดแน่น พลางสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ข่มความรู้สึกปั่นป่วนเอาไว้ในอก ยามจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมกริบทรงอำนาจคู่นั้นที่เหลือบมามอง แล้วแสยะยิ้มมุมปาก

นักรบพยายามมองหาแววล้อเล่นหรือเจ้าเล่ห์แบบที่ไอ้ยีนส์ชอบทำ แต่กลับเจอเพียงเงาสะท้อนของตัวเขาที่กำลังหวาดหวั่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

หากเป็นคนอื่นนักรบจะไม่ลังเลเลยสักนิด ที่จะรีบปัดมือหนาที่กำลังลูบไล้ไปตามริมฝีปากบางสีเชอร์รี่สดนั่นออกแทบทันที

ใช่, หากเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ฮังหลง

คนที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้

คนที่ทำให้เขามีทุกวันนี้

คนที่เขาสาบานกับตัวเองไว้ว่าต่อให้ต้องตายเพื่อมัน…เขาก็ยอม

“จะจัดการทำไม ในเมื่อมึงบอกว่าเขาไม่เกี่ยว แล้วทำไมไม่ปล่อยเขาไป”

หลังจากทดสอบอาการหวงของคนที่เปรียบเสมือนน้องชายแท้ๆ อีกคนเรียบร้อย ฮังหลงก็คลายมือออกจากปลายคางมน ปล่อยให้ดวงหน้าหวานได้กลับไปซุกซบกับแผ่นอกแกร่งอีกครั้ง ก่อนจะหมุนปลายเท้ากลับไปนั่งประจำที่ดังเดิม

“นั่นสิพี่นักรบ เค้ารู้ว่าพี่นักรบโกรธแล้วก็แค้นตระกูลฐานนันท์ญามาก แต่พี่อย่าลืมสิว่าจิณณ์ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ ทำไมต้องมารับกรรมในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ก่อแบบนี้ด้วย”

“ไม่เอาน่า น้องผิง”

“ก็มันจริงนี่ตัว พี่นักรบทำแบบนี้ไม่ได้ มันไม่ถูกต้อง โดนกักขัง โดนทำร้ายทั้งร่างกาย ทั้งจิตใจขนาดนั้น ลองเป็นคนอื่นที่จิตใจไม่เข้มแข็งพอสิ คงไม่รอดมาจนถึงป่านนี้หรอก” ผิงผิงว่าเสียงสะบัดงอนใส่คนที่ยกมือแตะไหล่มนเบาๆ เป็นเชิงห้าม

“ฮึก…คุณผิงผิง อย่าว่า ฮึก…คุณนักรบ เลยครับ คุณนักรบเอง ฮึก…ก็เจ็บปวดเพราะ…พ่อของผมเหมือนกัน” จิณณ์ที่เงียบฟังบทสนทนาอยู่นานเอ่ยแทรกขึ้น ทำเอารอบโต๊ะอาหารเงียบลงถนัด ดวงตาทุกคู่มองคนสะอื้นจนตัวโยนด้วยความสงสัย

“นี่จิณณ์ รู้เรื่องหมดแล้วเหรอ”

“คะ…ครับ”

“ตั้งแต่เมื่อไหร่”

“เมื่อเช้า พี่เล่าให้มันฟังเอง” นักรบเอ่ยตอบ พลางจ้องเข้าไปในดวงตากลมสวยของผิงผิง ฝ่ามือหนาร้อนผ่าวเพราะฤทธิ์ไข้ลูบไล้ไหล่บางเบาๆ เป็นเชิงปลอบ ท่ามกลางสายตาของทุกคนรอบโต๊ะอาหารที่มองคนทั้งสองอย่างรู้สึกโล่งใจไม่น้อย

แบบนี้แปลว่ายอมรับกันและกันแล้วสินะ

“แปลว่าเข้าใจกันดีแล้ว?” ก่อนยีนส์จะเป็นฝ่ายเอ่ยถามเพื่อนร่างสูงของตัวเองบ้าง

“อืม”

“มึงตัดสินใจแล้ว ว่างั้น?” คนที่ลอบสังเกตการณ์อยู่ตลอดเวลาอย่างฮังหลงก็เปรยขึ้นมา ให้นักรบหันกลับมาสบสายตา ก่อนจะพยักหน้ารับแทนคำตอบ

“ก็ดี คราวนี้มึงจะทำสิ่งที่ควรทำได้หรือยัง”

“อืม คืนนี้กูจะเข้าสนาม” คนฟังตอบกลับแทบทันที นักรบเข้าใจได้เป็นอย่างดีว่าสายตาเรียบนิ่งแกมตำหนิ และสิ่งที่ควรทำที่ฮังหลงพูดถึงคืออะไร

งานเลี้ยงฉลองพรรค

ใกล้วันงานเข้าไปทุกที แต่นักรบยังไม่ได้เริ่มเตรียมงานอย่างจริงจังเลยด้วยซ้ำ ไม่แปลกเลยหากฮังหลงจะมองเขาด้วยสายตาผิดหวังแบบนั้น

“อะ…เอ่อ คือ”

“มีอะไร” น้ำเสียงและสีหน้าคล้ายจะกังวลใจของจิณณ์ที่แทรกขัดขึ้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ เรียกสายตาของฮังหลง ให้หันกลับมาถามคนที่ดวงตาแดงก่ำจนน่าสงสาร

“คุณนักรบไม่สบายอยู่ นะครับ”

“งั้นก็ตามไปดูแล หน้าที่ไม่ใช่เหรอ”

“ไม่จำเป็น”

“ก่อนจะตอบอะไร ถามความเห็นเขาหรือยัง” ฮังหลงว่ายิ้มๆ พยักพเยิดดวงหน้าหล่อเหลาสมบูรณ์แบบไปทางคนในอ้อมกอดของนักรบ ที่ตอนนี้ดูยังไงก็รู้ว่าเป็นห่วงไอ้นักรบมันมากขนาดไหน

“นะครับ คุณนักรบ ให้ผมไปด้วยนะครับ”

“เออ ก็ได้”

เจอสายตาออดอ้อน ภายใต้หน่วยตาเรียวสวยที่คลอรื้นไปด้วยหยาดน้ำสีใสแบบนั้น มิหนำซ้ำยังฉายชัดถึงแววของความเป็นห่วง ทำเอานักรบถึงกับไปไม่เป็น พ่ายแพ้อย่างราบคาบ ทั้งที่ใจเขาเองก็เป็นห่วงจิณณ์ไม่ต่างกัน

“ขอบคุณนะครับ คุณนักรบ”

“ดีเลย เค้าก็อยากเข้าสนามด้วยเหมือนกัน”

เมื่อสถานการณ์ทุกอย่างดูจะผ่อนคลายลง ผิงผิงก็ว่าพลางยื่นมือไปหยิบของว่างในจานเข้าปากอีกครั้ง พี่ชายคนดีจะรู้ตัวหรือเปล่าว่าทำให้บรรยากาศรอบโต๊ะอาหารมันกดดัน หายใจไม่ทั่วท้องจนเขากินอะไรไม่ลงเลยเนี่ย

“ไม่ต้องเลยผิงผิง ตัวต้องไปกับเรา”

“ไปไหน? ไม่เอาสิจัสติน เค้าอยากเข้าสนามอ่ะ” คนโดนห้ามค้านเสียงสูง นานๆ ทีพี่ชายจะแวะมาหาสักที แถมพอบอกว่าจะเข้าสนามแข่งรถก็ไม่มีใครขัดใจกันแบบนี้ ผิงผิงจะปล่อยให้โอกาสทองหลุดมือไปได้ยังไง

“ไปเถอะ ธุระสำคัญ เราต้องให้ผิงผิงช่วย”

แต่พอมองสบเข้าไปในดวงตากลมโตคู่นั้นของเพื่อนสนิทแล้ว ผิงผิงก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากย่นปลายจมูกรั้นๆ ลงนิด พลางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะพยักหน้ารับคำอย่างจำนน

จัสตินทำหน้าจริงจังขนาดนั้น คงจะเป็นเรื่องสำคัญจริงๆ นั่นแหละ




---


แหน๊! ตกลงใครเป็นพระเอก เฮียรบแน่อ่อ ไม่ใช่เฮียฮังหลงใช่ไหม ทำไมมีแต่คนเรียกร้องหามาดามให้เฮียฮังหลงกันเต็มเลย 55555

มาดามของเฮียมาแน่คับแต่เป็นปีหน้านะ ขอเวลาเค้าไปตามหามาดามให้เฮียก่อนนนน

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว