ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 3 – วัดไข้

ชื่อตอน : ตอนที่ 3 – วัดไข้

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 19.9k

ความคิดเห็น : 13

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ธ.ค. 2561 15:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 3 – วัดไข้
แบบอักษร

ตอนที่ 3 – วัดไข้



หมับ

“หึ แค่นี้ก็ไม่ไหวแล้วหรือไง” เสียงประแจเหล็กร่วงจากมือเรียว พร้อมร่างบางของจิณณ์ที่โงนเงนอยู่นานเข่าอ่อนจนเกือบทรุดลงกระแทกกับพื้น หากไร้ซึ่งท่อนแขนแกร่งของคนที่คราแรกยืนสูบบุหรี่ พิงสะโพกสอบอยู่กับกระโปรงรถถลาเข้ามารับเอาไว้ได้ทันท่วงที

“คุณจิณณ์เป็นยังไงบ้างเฮีย ไหวไหมวะครับ” ควันเองก็วิ่งมาหยุดยืนอยู่ข้างๆ ร่างสูงของเจ้านายพลางเอ่ยถามด้วยสีหน้าความตกใจไม่น้อย และนั่นก็คงเป็นคำถามเดียวกันกับทุกชีวิตในอู่ที่อยากจะเอ่ยถามแต่ไม่กล้าพอ

“ไม่ตายหรอกน่า” บอกปัดด้วยน้ำเสียงฟังดูคล้ายจะไม่ใส่ใจเท่าไหร่นัก ทว่า ดวงตาคู่คมเข้มยังคงจับจ้องมองดวงหน้าหวานซีดเซียว แถมอุณหภูมิในร่างกายก็ดูจะสูงขึ้นกว่าปกติ

โธ่*, ทำมาเป็นพูดว่าใช้คุณจิณณ์ได้ตามสบาย แต่ตัวเองก็มาถึงก่อนใครเพื่อนเลยนะเฮีย*

“กูแค่กลัวมันจะตายก่อนถึงเวลา” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นราวกับรู้ทันความคิดของของควัน สายตาเรียบนิ่งแบบที่ใครได้สัมผัสเป็นต้องขนลุกเกรียวปรายขึ้นมอง จนน้องเล็กตัวแสบของอู่ได้แต่ส่งยิ้มแห้งกลับไปให้

โอเคครับ เฮียกูเก่ง เฮียกูฉลาด อ่านกูออกทุกทางเลย

“แล้วเฮียจะเอาไงต่อ เป็นลมไปแล้วนั่น”

“พากลับห้องไง” ท่อนแขนแกร่งตวัดช้อนร่างอ่อนเหลวขึ้นอุ้มในท่าเจ้าสาว ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของลูกน้องเกือบสิบชีวิตในอู่

“เอาจริงดิเฮีย แต่หน้าพี่เขาซีดมากเลยนะเว้ย ผมว่าพาไปหาหมอเหอะ”

“กูจะเอาตัวมันลงมาให้พวกมึงใช้ทำไม ถ้าจะพาไปหาหมอน่ะห้ะไอ้ควัน”

“ก็ไม่ได้จะว่าอะไร แต่แบบ…ตายขึ้นมามันไม่คุ้มจริงๆ นะเฮีย”

“มึงเงียบไปเลยไอ้ควัน”

“แต่เฮียแทน” เด็กหนุ่มมองสบกับตาคมเข้มฉายแววดุดัน คล้ายจะเป็นการเตือนว่าให้เจ้าตัวหยุดพูดก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้พูดอีก

“โอเคๆ แล้วแต่เฮียเลยครับผม” ควันยกมือทั้งสองขึ้นเสมอไหล่อย่างยอมแพ้ เบี่ยงตัวนิดเป็นการหลีกทางให้เจ้านายร่างสูงอย่างนักรบได้ก้าวเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นสองของอู่ที่เป็นห้องนอนชั่วคราว

“เฮียอย่าว่างั้นงี้เลยนะ ผมถามจริงๆ เมื่อคืนเฮียได้ป้องกันหรือเปล่า” มือหนาช่วยปิดบานประตูห้องนอนให้ ควันขยับเข้ามาหยุดยืนตรงปลายเตียง มองดูเจ้านายร่างสูงที่ค่อยๆ วางร่างอันไร้สติในอ้อมแขนลงบนเตียงนอน แล้วก็อดไม่ได้ที่จะถามในสิ่งที่สงสัยจนคิ้วเข้มของคนโดนถามขมวดเข้าเป็นปม

“มึงถามทำไม”

“เปล่าแค่เป็นห่วงเฉยๆ นี่ไม่รู้ว่าคุณจิณณ์เขาจะทำความสะอาดเป็นหรือเปล่า ให้ผมเดานะอย่างเฮียไม่ป้องกันด้วยใช่ไหมล่ะเมื่อคืนอ่ะ”

“เออ”

“นั่นไงผมว่าแล้ว! เฮียเช็กหน่อยก็ดีนะ กลัวจะเป็นอันตรายกับคุณเขา”

“ช่างมันเหอะ จะเป็นยังไงก็เรื่องของมันไม่ใช่เรื่องของกูซะหน่อย”

“เอ่าเฮียแต่ผมว่า…”

“ไม่ต้องพูดมาก มึงลงไปทำอะไรมาให้มันกินหน่อยไป”

“อ่ะแหนะ เป็นห่วงคุณจิณณ์เขาเหมือนกันละซี่ แล้วก็ทำมาปากแข็งนะเฮีย” ตาคมหรี่ลงมองคนที่เป็นทั้งเจ้านายและพี่ชายคนสนิทอย่างล้อเลียน จนช่วงขายาวยกขึ้นหมายจะถีบเข้าให้ แต่ติดตรงที่ควันตั้งหลักได้ทัน รีบกระโดดถอยหลังหนีออกมาก่อนรองเท้าผ้าใบแบรนด์ดังจะประทับเข้ากลางหน้าท้องแกร่งของตัวเอง

“แค่นี้ถึงกับจะถีบน้องเลยเหรอเฮีย”

“ถ้ามึงยังไม่รีบออกไป เดี๋ยวกูจะให้มากกว่าถีบแน่”

“ไปก็ได้ ผมปิดประตูให้นะแต่อย่าเผลอทำอะไรคนป่วยนะเฮีย เดี๋ยวคุณจิณณ์ทรุดหนักกว่าเก่าแล้วจะลำบากนะคร้าบ” ว่าจบ ปลายเท้ายาวก็หมุนเปลี่ยนทิศทางไปยังประตูบานใหญ่ก่อนจะเปิดมันออก ไม่วายจะหันกลับมายักคิ้วหลิ่วตาอย่างกวนๆ ใส่ จนคนบนเตียงต้องคว้าสิ่งที่อยู่ใกล้มือที่สุดขึ้นขว้างใส่อย่างหมั่นไส้

“เฮ้ยเฮีย! โดนขึ้นมานี่เสียโฉมเลยนะเว้ย” นึกขอบคุณบานประตูและมือของตัวเองที่เลื่อนปิดได้ทันท่วงที ก่อนนาฬิกาเรือนงามจะพุ่งเข้ามาโดนหน้าเขาอย่างจัง ก็ทิศทางของนาฬิกามันตรงดิ่งมาที่หน้าเขาพอดิบพอดีเลยน่ะสิ

“มึงนี่มัน ไปได้แล้ว” นิ้วเรียวยาวชี้หน้าคาดโทษ ว่าด้วยน้ำเสียงไม่จริงนักจนได้ยินเสียงกลั้วหัวเราะชอบใจดังไล่หลังบานประตูที่ปิดลง

นักรบโคลงศีรษะไปมาอย่างระอากับไอ้นิสัยขี้เล่นและช่างกวนของคนที่เขาเอ็นดูไม่ต่างจากน้องชายแท้ๆ คนหนึ่งเลยก็ว่าได้ ดวงตาคู่คมเหลือบมองร่างบางบนเตียงแล้วหมุนปลายเท้าไปทางห้องน้ำกว้าง ก่อนจะกลับออกมาอีกครั้งพร้อมอ่างแก้วขนาดเล็กที่มีน้ำและผ้าเช็ดตัวผืนเล็กแช่อยู่ติดมือมาด้วย

ร่างสูงหย่อนกายลงนั่งบนเตียง วางอ่างแก้วในมือลงบนโต๊ะข้างๆ ก่อนมือหนาจะเลื่อนลงถอดกางเกงและชั้นในของคนป่วยออกอย่างรวดเร็ว และเพียงแค่เห็นสิ่งที่ไหลย้อนออกมาตามช่องทางด้านหลัง นักรบก็ถึงกับพ่นลมหายใจหนักๆ อย่างนึกหน่ายใจ คิดเอาไว้แล้วไม่มีผิดว่ามันต้องเป็นแบบนี้

“มึงนี่มันโง่หรือซื่อเกินไปกันแน่วะ กูบอกให้จัดการตัวเองคือจัดการทั้งหมดไม่ใช่แค่ให้มึงอาบน้ำอย่างเดียว” ว่าพลางจ้องดวงหน้าซีดเซียวที่หลับตาพริ้มราวกับเหนื่อยอ่อน

จับขาเรียวทั้งสองแยกออกจากกัน จากนั้น นิ้วเรียวยาวสองนิ้วก็แทรกผ่านช่องทางสีแดงก่ำที่ช้ำไปหมดเพราะความรุนแรง ป่าเถื่อนและไม่ยั้งมือของเขาเมื่อคืนทำเอากายบางสะดุ้งนิด ก่อนดวงหน้าหวานจะเหยเกคล้ายไม่สบายตัว นิ้วแกร่งค่อยๆ แหวกมันให้กว้างแล้วกดคว้านเอาของเหลวสีขุ่นให้ไหลออกมาจากช่องทางสีสวยหยดลงบนผ้าเช็ดตัวที่นักรบรองเตรียมไว้

“อ้ะ อื้อ”

เหงื่อเม็ดใหญ่ผุดขึ้นที่ข้างขมับสวยพร้อมเสียงหวานครางคล้ายละเมอ ดังมาจากกลีบปากบางของคนไร้สติเมื่อนิ้วแกร่งยังคงขยับเข้าออกและคว้านทุกหยาดหยดของตัวเองออกมา จนแน่ใจว่าที่เขาปล่อยทิ้งไว้นั้นหมด ก่อนจะใช้ผ้าผืนเล็กเปียกน้ำเช็ดทำความสะอาดมันอีกครั้งแล้วจัดการคว้าบ็อกเซอร์ตัวใหญ่ของตนมาสวมให้ เพื่ออีกคนจะได้สบายตัวมากขึ้นกว่าเก่า

ร่างสูงยืดตัวขึ้น บิดผ้าอีกผืนให้หมาดน้ำแล้วไล่เช็ดตามขมับขาวที่มีหยาดเหงื่อเกาะพราวอยู่ ตาคู่คมไล่สำรวจไปตามโครงหน้าเรียวก่อนจะโน้มเข้าไปใกล้ กระซิบเสียงทุ้มต่ำข้างใบหูขาวแล้วขบกัดเบาๆ ราวกับจะบอกอีกคนผ่านความฝัน

“ที่กูทำเพราะกลัวมึงตายหรอกนะ หายเมื่อไหร่มึงโดนทบต้นทบดอกแน่”

กลิ่นหอมอ่อนๆ จากกายบางดึงความสนใจจากดวงตาคู่คมให้จดจ้องใบหน้าหวานที่หลับพริ้มอีกครั้ง ก่อนจะต่ำลงไปยังริมฝีปากบางสีสดบวมเจ่อที่แห้งแตก ลิ้นร้อนแลบเลียริมฝีปากหนาของตัวเองอย่างใช้ความคิด

วินาทีต่อมา นักรบก็โน้มลงประกบจูบอีกครั้ง บดขยี้ไปมาอย่างหนักหน่วงและรุนแรง ลิ้นร้อนไล่กวาดต้อนไปทั่วโพรงปากหวานของคนหมดสติราวกับจะช่วงชิงลมหายใจ รสจูบที่แน่นิ่งเพราะไร้ซึ่งคนตอบโต้ แต่กลับหวานล้ำปนกลิ่นคาวเลือดจนคนกระหายอยากค่อยๆ เพิ่มความร้อนแรงมากยิ่งขึ้นไปอีก

เฮือก!

“ถือว่าเป็นค่าตอบแทนที่กูอุ้มมึงสองครั้งก็แล้วกันนะ ส่วนค่าทำความสะอาดให้มึงไว้จะตามเก็บทีหลัง” แนวฟันคมขบกัดริมฝีปากล่าง ดูดดึงจนหยาดน้ำหวานสีใสของทั้งสองค่อยๆ ไหลย้อนตามมุมปากเรียว มือหนาบีบปลายคางมนของคนที่สะดุ้งเฮือก เผยอปากบวมเจ่อหอบหายใจราวกับต้องการอากาศทั้งที่ยังไร้สติเพราะฤทธิ์ไข้

“โทษกูไม่ได้ มึงทำตัวเองนะจิณณ์” ว่าจบก็จัดการเช็ดทำความสะอาด ไล่ความร้อนออกจากร่างกายให้คนป่วยอีกครั้ง ก่อนจะลุกขึ้นเอาอ่างน้ำไปเก็บในห้องน้ำตามเดิม

นักรบกลับออกมาอีกครั้ง จัดการปรับอุณหภูมิของห้องจากเครื่องปรับอากาศไม่ให้ร้อนหรือหนาวจนเกินไปสำหรับคนป่วย ขายาวชะงักค้างเพราะบุคคลผู้มาใหม่ที่ยืนกลั้นยิ้มแต่สายตาดุดันกลับฉายแววล้อเขาอย่างปิดไม่มิด

“มีอะไร”

“เปล่านี่เฮีย” เสียงทุ้มกดต่ำลงของเจ้านายตัวเอง เล่นเอาเลโอถึงกับกลั้นยิ้มกับมุมที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็น น้อยครั้งที่เฮียนักรบจะยอมลงทุนดูแลใครแบบนี้ ขนาดคนที่ได้รับตำแหน่งเป็นถึงน้องรักสุดหวงและตามใจอย่างผิงผิงยังไม่เคยจะได้รับการใส่ใจขนาดนี้

ฟังคำโม้จากไอ้ควันทางโทรศัพท์แล้วเลโอไม่อยากจะเชื่อสักเท่าไหร่ ว่าคนที่สั่งให้ลูกน้องทั้งอู่แกล้งคุณจิณณ์จะเป็นคนคนเดียวกับที่ดูแล แต่พอได้มาเห็นจากการจัดผ้าห่มผืนหนากับฝ่ามือใหญ่ที่อังหน้าผากมนตอนนี้แล้วสงสัยคงต้องเปลี่ยนความคิดใหม่แล้วล่ะ

“มึงมาได้ยังไง แล้วนี่น้องไปไหน”

“ผมเพิ่งไปรับจากมหา’ลัยแล้วพาไปส่งที่บ้านใหญ่เมื่อกี้ครับ” นักรบพยักหน้ารับ หมุนปลายเท้าไปทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาปลายเตียง มือหนาหยิบรีโมทมาเปิดโทรทัศน์ด้วยท่าทีสบายๆ

“เฮียจะทำไงต่อ”

“เรื่องอะไร”

“เรื่องน้อง ผมคงแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ไม่ทุกครั้งหรอกนะเฮีย ยังไงน้องก็ต้องหาทางแวะมาที่อู่แน่ๆ”

“กว่าจะสอบเสร็จก็คงอีกพักใหญ่ ไว้เสร็จจากนั้นก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที” ไหล่กว้างไหวนิด คล้ายจะไม่ยี่หระกับคำถามของเลโอพลางโน้มตัวไปหยิบบุหรี่ที่วางอยู่บนโต๊ะกระจกใสขึ้นมาจุด ริมฝีปากหนาอัดควันเข้าเต็มปอดก่อนจะพ่นออกทางจมูกและปาก

“ทำไมเฮียไม่บอกน้องไปเลยล่ะ จะได้ไม่ต้องปิดบังน้องมันแบบนี้”

“กูไม่อยากให้น้องลงมาแปดเปื้อนกับคนแบบนั้น”

“แต่ถ้าน้องรู้ว่าเฮียทำอะไรลงไปบ้างมันจะเป็นเรื่องเอานะเฮีย อีกอย่างผมกลัวคุณจิณณ์เขาจะตายคามือเฮียซะก่อนน่ะสิ”

“กว่าจะถึงตอนนั้น มันคงยังไม่ตาย”

“เฮียแน่ใจเหรอว่าจะปล่อยให้เขาตาย”

“หึ อย่างคนตระกูลฐานนันท์ญาคำว่าตายมันยังปรานีเกินไปซะด้วยซ้ำ” แววตาแข็งกระด้างกับน้ำเสียงเหี้ยมโหดและดุดันที่ตอบกลับมา ทำเอาคนที่แกล้งหยั่งเชิงถามด้วยความสงสัยถึงกับสะอึก

“มึงคิดว่ากูจะหลงคนอย่างมันเพราะได้แค่คืนเดียวหรือไง”

พวกมันคิดตื้นเกินไปน่ะสิ

ความแค้นที่ฝังอยู่ในใจของเขามาเกือบยี่สิบปีมันอัดแน่น เกินกว่าที่ร่างกายบอบบางนั่นจะชดใช้ได้หมดเพียงแค่คืนเดียวไม่ได้หรอกนะ

มันต้องแหลกสลายและย่อยยับด้วยน้ำมือของนักรบคนนี้*!*

“แล้วคืนนี้เฮียจะเข้าสนามหรือเปล่า” บรรยากาศที่เริ่มเย็นยะเยือกทำเอาเลโอต้องหาทางเปลี่ยนประเด็น ช่วงขายาวพาตัวเองมาหย่อนกายลงนั่งบนโซฟาตัวเดียวกันกับนักรบ

“กูคงแวะเข้าไปสักหน่อย ช่วงนี้ได้ข่าวว่าพวกเหลือบพวกไรมันยิ่งพยายามเกาะสนามกูอยู่ ไม่อยากปล่อยให้มันมาแผลงฤทธิ์นักหรอก”

“ให้ผมจัดการมันเลยไหมเฮีย” ว่าพลางรับมวนบุหรี่จากมือหนาของนักรบที่ยื่นมาให้ ก่อนจะจุดไฟแช็คขึ้นสูบบ้าง

“ยังก่อน ขอกูดูพวกมันอีกสักหน่อย อยากรู้เหมือนกันว่าจะมาไม้ไหน” ตาคู่คมหันกลับไปสนใจหน้าจอแอลอีดีอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยสั่งเสียงเรียบไม่ได้เป็นเดือดเป็นร้อนกับปัญหาที่คาดว่าน่าจะมาเยือนสนามแข่งรถของเขาในอีกไม่ช้า

“คืนนี้มึงไม่ต้องเข้าสนาม กลับไปดูน้องที่บ้านช่วงนี้กูไม่อยากให้น้องไปไหนมาไหนคนเดียว”

“ครับเฮีย”


.

.

.


“อื้อ”

กายบางขยับตัวนิด ตาเรียวปรือขึ้นมองรอบๆ พลางนอนนิ่งทบทวนเหตุการณ์ต่างๆ อีกครั้ง ไม่กล้าจะลุกไปไหนเพราะความปวดร้าวทั้งร่าง แต่ทว่ารู้สึกสบายตัวกว่าก่อนหน้านี้อยู่มากโข ท้องฟ้าที่เริ่มมืดและแสงแดดที่ลับขอบฟ้าเป็นสัญญาณบอกได้ดีว่าจิณณ์คงหลับไปนานเหมือนกัน

คิดแล้วก็หลับตาลงอีกครั้งอย่างรู้สึกอ่อนเพลียไร้เรี่ยวแรงจะลุกทำสิ่งใด กลิ่นกายเฉพาะตัวบวกกับกลิ่นนิโคตินราคาแพงของใครอีกคน ที่ถึงแม้ว่าจะทำร้ายร่างกายกันอย่างแสนสาหัสแต่จิณณ์กลับจำมันได้ดี ว่านี่คือที่ที่ทำให้เขาต้องพบเจอกับฝันร้าย

“กูรู้ว่ามึงไม่ได้หลับ” เสียงฝีเท้ามาหยุดยืนอยู่ข้างเตียงพร้อมกับแรงฉุดกระชากตรงข้อมือเรียว ทำเอาจิณณ์ต้องลืมตาขึ้นมอง ดวงหน้าหวานซีดเหยเกอย่างเจ็บปวดรอบที่เท่าไหร่ของวันแล้วก็ไม่อาจทราบได้

“ตื่นแล้วก็ลุกมากินข้าว จะได้กินยา”

ไม่ว่าเปล่า นักรบยังจับร่างบางอ่อนเหลวไร้เรี่ยวแรงให้นั่งพิงหลังกับเตียงนอนกว้าง แล้วทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงข้างกัน มือหนาเอื้อมไปหยิบชามข้าวต้มร้อนๆ ที่เขาสั่งให้ควันอุ่นอีกรอบก่อนจะออกไปสนามแข่งรถเมื่อไม่กี่นาทีนี้เอง

“ผะ…ผมกินเองได้ครับ”

“อย่าอวดเก่งแค่แรงจะลุกขึ้นนั่งมึงยังไม่มี คิดว่าจะจับช้อนไหวหรือไง”

“ตะ…แต่ผมกินเองได้จริงๆ แค่ก…นะครับ” จิณณ์เค้นเสียงแหบแห้งของตัวเองเอ่ยบอกคนที่ตักข้าวใส่ช้อนจนเกือบพูน มือเรียวพยายามยกฝืนขึ้นจับช้อนและชามข้าวต้มเอง

ทว่า อีกคนกลับไม่ยอมฟัง ร่างสูงเอี้ยวตัววางชามข้าวต้มสีขาวลงบนโต๊ะข้างหัวเตียงดังเดิม แล้วหมุนตัวกลับมาจับปลายคางมนแน่น บีบกรามจนมันอ้าออกกว้าง บังคับจับยัดช้อนที่มีข้าวต้มอยู่ใส่ปากของคนป่วย

แก้มขาวค่อยๆ พองออกเพราะข้าวต้มที่ถูกยัดลงไป จิณณ์ถึงกับสะอึก ฝ่ามือเรียวยกขึ้นปิดปากตัวเอง หน่วยตาเรียวค่อยๆ เอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตาอีกครั้งเพราะความร้อนจากข้าวในปากจนเขารู้สึกอยากจะคายมันออกมาโดยเร็ว หากไม่ติดตรงเสียงเข้มที่เอ่ยสั่งพร้อมสายตาดุดันที่มองมา

“กินเข้าไป อย่าคายออกมาเชียวนะมึง คายมากูตบ”

“อึ่ก ฮึก…”

“ทำไม ร้อน?” คิ้วหนาเลิกขึ้นข้างหนึ่งเป็นเชิงถาม ให้จิณณ์หลับตาลงพลางพยักหน้ารัวแทนคำตอบ

“นั่นมันก็เรื่องของมึง ไม่ได้เกี่ยวกับกู” นักรบดุนลิ้นกับกระพุ้งแก้มข้างหนึ่งพลางเอ่ยบอกอย่างไม่ยี่หระ ทั้งที่จิณณ์พยายามเว้าวอนขอร้องอีกฝ่ายผ่านทางสายตา ทว่า กลับได้ยินเพียงแค่เสียงหัวเราะหึในลำคออย่างพึงพอใจไม่น้อย ก่อนมือหนาจะตักอีกคำใส่ช้อน

ทำไมนักรบจะไม่รู้ล่ะ ว่าไอ้อาการที่จิณณ์กำลังเป็นอยู่น่ะคืออะไร ในเมื่อเขาตั้งใจตักข้าวต้มร้อนๆ ยัดใส่ปากมันโดยไม่คิดจะเป่าไล่ความร้อนให้แบบนั้น ถ้าอีกคนจะร้อนจนดิ้นเร้าๆ หน้าแดง หูแดงก่ำ น้ำตาคลอเบ้าก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอก

“รีบๆ กินเข้า จะได้กินยากูไม่ได้มีเวลาว่างมาดูแลมึงตลอดหรอกนะ” จิณณ์อยากจะตะโกนร้องบอกเสียเหลือเกินว่าให้เขาจัดการเรื่องอาหารเองก็ได้หากอีกคนจะรีบหรือมีงานด่วน แต่จากท่าทางและสายตาของคนป้อนแล้วขืนเขาคายมันออกมาร่างสูงคงทำอย่างที่ขู่เอาไว้จริงๆ แน่

ดังนั้น นอกจากทำตามคำสั่งแกมบังคับของอีกฝ่ายแล้วจิณณ์คงจะไม่มีทางเลือกอื่น ร่างบางค่อยๆ ฝืนกลืนข้าวต้มร้อนๆ ในปากลงไปช้าๆ จนหมด ก่อนจะอ้าปากออกรับคำใหม่ที่เพิ่งถูกตักขึ้นจ่อรออยู่ตรงหน้า

“อึก ฮึก…”

ข้าวต้มร้อนๆ คำแล้วคำเล่าถูกร่างสูงตักมันยัดใส่ริมฝีปากบางอย่างรวดเร็ว รุนแรงไร้ซึ่งความปรานี แม้ว่าคนที่ถูกป้อนจะกำลังป่วยอยู่ก็ตาม ลิ้นเล็กรู้สึกชาหนึบเสียจนไม่สามารถรับรู้ถึงรสชาติของอาหารที่กินเข้าไปเลยแม้แต่น้อย

“คุณครับ…ผมไม่ไหวแล้ว” ยกมือขึ้นจับมือหนาที่หมายจะป้อนคำต่อไปด้วยสีหน้าเหยเก เอ่ยบอกเสียงผะแผ่วแกมห้ามกลายๆ

“มันเหลือมึงเห็นไหม” ดวงหน้าหล่อพยักพเยิดลงไปที่ชามสีขาวในมือ ที่ตอนนี้ยังหลงเหลือข้าวต้มอยู่ไม่มาก

“มันเปลืองมึงเข้าใจไหม หรือว่าเป็นคุณหนูไฮโซกินทิ้งกินขว้างบ่อย เหลือแค่นี้ไม่เป็นไร ช่างหัวมันว่างั้น?”

“ผมไม่เคยเป็นแบบนั้น”

“ไม่เป็นก็กินมันเข้าไป”

“คุณโกรธเกลียดอะไรผมนักหนาเหรอครับ ช่วยบอกหน่อยได้ไหม”

แกร๊ง!

“กูจำได้ว่าไม่ได้บอกให้มึงถามหรือสงสัยอะไร”

ช้อนในมือกระทบเข้ากับชามข้าวต้มอย่างแรงจนเกิดเสียงดัง ดวงตาคู่คมที่เคยเรียบนิ่งแปรเปลี่ยนเป็นแข็งกระด้าง พร้อมเสียงกดต่ำที่ฉายชัดถึงอาการหงุดหงิดจนจิณณ์สะดุ้งเฮือก หลับตาปี๋ หดคอหนีแทบจะทันทีด้วยความตกใจ

“ผมแค่อยากรู้ ฮึก…ว่าผิดอะไร คุณบอกว่าพ่อผม…”

“มึงได้รู้ความเลวที่พ่อมึงเคยทำแน่จิณณ์ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้” เป็นอีกครั้งที่จิณณ์ต้องสะอึกกับคำพูดของอีกคน เจ้าตัวพยายามกลั้นเสียงสะอื้นไม่ให้หลุดออกมา

“หุบปากแล้วกินข้าวไปซะ ก่อนที่กูจะหงุดหงิดมึงมากไปกว่านี้” ว่าจบก็ตักข้าวคำใหญ่ยัดเข้ากลีบปากบางอีกครั้งจนจิณณ์ผงะ ก่อนจะจำใจกลืนมันลงไป

กระทั่งถึงคำสุดท้ายของชามนั่นแหละอีกคนถึงจะหยุด จิณณ์ลอบพรูลมหายใจอย่างรู้สึกโล่ง ปกติเวลาป่วยเขาก็กินอะไรไม่ค่อยได้อยู่แล้ว แต่จะให้มานั่งอธิบายให้ฟังคาดว่าคนตัวสูงตรงหน้าคงไม่อยากจะฟังคำของเขาสักเท่าไหร่หรอก ดีไม่ดีจะหาว่าเขาแก้ตัวไม่อยากกินข้าวอีก

“เอา กินเข้าไปหรือต้องให้กูป้อนให้ถึงปากอีกไหม จะได้ช่วย”

“มะ…ไม่เป็นไรครับ”

รับยาสองเม็ดจากมือหนาที่ยื่นมาให้ กรอกเข้าปากแล้วรีบดื่มน้ำตามทันที มือเรียวเช็ดหยดน้ำที่ไหลจากมุมปาก ก่อนจะยื่นแก้วน้ำคืนให้ร่างสูงที่ยังคงนั่งมองเขาไม่วางตา มือหนาคว้าแก้วและมือเรียวไว้แน่น ออกแรงกระตุกดึงคนป่วยเข้ามาใกล้แล้วบดเบียดริมฝีปากบางซีดเซียว

ตาเรียวเบิกกว้างอย่างตกใจ กำแก้วในมือแน่นส่วนมืออีกข้างที่ว่างก็ค่อยๆ ยกขึ้นเกาะไหล่หนาของคนเอาแต่ใจอย่างต้องการที่ยึดเหนี่ยว นักรบตวัดท่อนแขนแกร่งรอบเอวบาง ดึงอีกคนเข้ามาใกล้ก่อนจะถอนจูบแล้วลากลิ้นร้อนไปทั่วริมฝีปากบาง ไล่ต่ำลงมาข้างมุมปากที่มีหยดน้ำไหลออกมาเก็บกวาดจนหมด

“กูบอกว่าไง อย่ากินเหลือใช่ไหม มันเปลือง” ผละออกมามองสบกับนัยน์ตาเรียวที่ปรือปรอยฉ่ำไปด้วยหยาดน้ำ พลางเอ่ยบอกเสียงเรียบนิ่ง หลังทำโทษคนที่กินน้ำเหลือจนมันไหลตรงมุมปาก

“เสร็จแล้วก็นอนซะ”

มือหนารับแก้วน้ำมาถือไว้โดยเร็ว ก่อนมันจะหล่นเพราะคนถือที่ดูจะสติพร่าเลือนไปแล้ว ไม่วายจะกดร่างบางที่ยังคงนั่งเม้มปากแน่นเป็นเส้นตรง ดวงหน้าหวานแดงก่ำไม่รู้เพราะฤทธิ์ไข้ที่สูงขึ้นหรือเพราะรสจูบของเขาเมื่อครู่กันแน่ให้นอนราบลงกับเตียงนอนอีกครั้ง ก่อนจะยกผ้าห่มผืนหนามาคลุมให้จนถึงอก ตาเรียวมองการกระทำของอีกคนอย่างไม่เข้าใจนัก

เริ่มจะเดาใจไม่ถูกแล้วนะ เดี๋ยวก็รังแก ทำร้ายจิตใจเขาต่างๆ นานาสารพัด เดี๋ยวก็ใจดีคอยดูแลกันแบบนี้

“อย่าเพิ่งตายก่อนได้ใช้หนี้ล่ะมึง” ริมฝีปากหนากระตุกยิ้มราวกับรู้ทันความคิด กดจูบลงบนกลีบปากบางอีกครั้งอย่างรวดเร็ว มือหนาคว้าชามบนโต๊ะข้างเตียงมาถือไว้ ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วหมุนตัวออกจากห้อง


.

.

.


แสงแดดของเช้าวันใหม่ลอดผ่านผ้าม่านเข้ามาปลุกจิณณ์ให้ตื่นจากห้วงนิทรา เปลือกตาบางเปิดขึ้นก่อนจะเบิกโพลงอย่างตกใจ ศีรษะทุยผงะออกแทบจะทันทีเมื่อนัยน์ตาเรียวปะทะเข้ากับที่มาของไออุ่นที่เขาได้รับตลอดทั้งคืน

ไปกอดเขาแบบนั้นได้ยังไงกันจิรนนท์*!*

แนวฟันสวยกัดลงบนกลีบปากล่างอย่างทำโทษตัวเองที่กล้าทำเรื่องน่าอายลงไปโดยไม่รู้ตัว ก่อนกายบางจะค่อยๆ พาตัวเองก้าวลงจากเตียงอย่างช้าๆ และเบาที่สุด เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนคนอารมณ์ร้อนที่กำลังพักผ่อนอยู่

แว่วเสียงครางอือในลำคอก็ทำเอาจิณณ์ชะงักนิ่ง ร่างบางยืนกัดริมฝีปากล่างพลางกำชายเสื้อตัวโคร่งที่สวมตั้งแต่เมื่อวานแน่นอยู่ข้างเตียงครู่ใหญ่ รอจนแน่ใจว่าอีกคนไม่ได้ตื่นขึ้นมาจึงค่อยพาตัวเองมุ่งตรงไปยังห้องน้ำกว้าง จัดการถือวิสาสะหยิบเอาแปรงสีฟันของอีกฝ่ายมาใช้ ก่อนจะเดินลงมายังห้องครัวด้านล่าง

“ทำอะไรอ่ะพี่คนสวย”

เฮือก

แกร๊ง!

“เฮ้ย! พี่ระวังแก้วแตก” ควันร้องบอกอย่างตกใจ เมื่อพี่คนสวยที่ว่าเกือบทำแก้วน้ำในมือร่วงเพราะตกใจเสียงเอ่ยทักของเขา

เห็นแผ่นหลังบางเดินหายเข้าห้องครัวไปไวๆ ควันเลยกะว่าจะเข้ามาทักทายเสียหน่อย แต่ไม่คิดว่าพี่คนสวยของเขาจะขวัญอ่อน ตกใจง่ายจนเกือบทำแก้วน้ำหล่นแบบนี้

“หวัดดีฮะพี่คนสวย ผมชื่อควันนะครับ เราเคยเจอกันมาแล้วเมื่อวานพี่จำได้ไหม”

พออีกคนเอาแต่ก้มหน้านิ่ง กำแก้วน้ำในมือแน่นแถมไหล่บางก็ดูจะสั่นน้อยๆ เหมือนกลัว ควันเลยรีบชวนคุยหวังจะให้บรรยากาศระหว่างเขาและคุณจิณณ์มันผ่อนคลายลงบ้าง แต่นอกจากคนตรงหน้าจะไม่ยอมตอบรับแล้วยังถอยหลังหนีอย่างรวดเร็ว จนควันต้องรีบโบกมือร้องห้ามทันควัน

“เฮ้ย! ไม่ต้องกลัวผมขนาดนั้นก็ได้ครับ ผมไม่ทำอะไรพี่หรอก”

“เอ่อ…”

“ว่าแต่พี่ชื่ออะไรอ่ะ ผมยังไม่รู้จักพี่เลย” ตัดสินใจยอมถอยมาก้าวหนึ่ง ฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวพลางแกล้งถามชื่ออีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงที่คิดว่าฟังแล้วน่าจะเป็นมิตรสุดๆ ทั้งที่ความจริงแล้วตัวเขาน่ะรู้จักคนตรงหน้าเป็นอย่างดีเลยล่ะ

“จะ…จิณณ์ ครับ” ช้อนนัยน์ตาเรียวที่สั่นระริกขึ้นมองชายหนุ่มตรงหน้า ก่อนจะเค้นเสียงที่ดูจะแหบกว่าปกติเพื่อตอบคำถาม

“อ่า, พี่จิณณ์ แล้วนี่พี่หายดีแล้วเหรอถึงได้ลงมาในครัวแบบนี้อ่ะ”

“ผมหิวน้ำ ละ…เลยลงมาดื่มน้ำ หวังว่าคุณคงไม่ว่าอะไร”

“เฮ้ย! กินเลยพี่ผมไม่ว่าหรอก ยังไงคนจ่ายก็เฮียรบนู้นไม่ใช่ผม” ว่าด้วยน้ำเสียงติดตลก เมื่อเห็นอีกคนยอมคุยกับตัวเองแล้ว แม้ว่าจะยังมีอาการเกร็งๆ กันอยู่บ้างก็ตาม

“แล้วนี่เฮียรบไปไหนอ่ะพี่ ยังไม่ตื่นอีกเหรอ”

“เฮียรบ? คะ ใครเหรอครับ”

“ก็เฮียนักรบ เฮียคนที่พาพี่มาน่ะครับ” ควันกระตุกยิ้มมุมปาก อธิบายบอกคนที่มีแววฉงนประดับอยู่บนหน้าอย่างรวดเร็ว

เฮียแม่งได้เขามาแล้วทั้งคืนแต่ยังไม่บอกชื่อเลยหรือไงวะ

“ยะ ยังนอนอยู่เลยครับ” จิณณ์ร้องอ๋อในใจ เมื่อได้รับรู้แล้วว่าคนใจร้ายคนนั้นมีชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไร…นักรบสินะ

“แล้วนี่เมื่อคืนเฮียทำอะไรพี่จิณณ์อีกหรือเปล่า บอกผมได้เลยนะครับ”

“อ่า เปล่าครับ”

“ดีแล้วพี่ เฮียแม่งใจร้ายทำกับคนน่ารักแสนบอบบางอย่างพี่จิณณ์ได้ยังไง”

“กูใจร้ายขนาดนั้นเลย” สิ้นเสียงทุ้มต่ำดังมาจากประตูห้องครัวก็ทำเอาคนที่เพิ่งนินทาเจ้านายลอบกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ก่อนจะค่อยๆ หันกลับไปส่งยิ้มแห้งๆ ให้ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ที่ยืนหน้าตาหล่อเหลา กอดอกพิงไหล่กับกรอบประตูทางเชื่อมห้องครัว

“หูย ใครว่าเล่า เฮียรบของผมนะใจดีที่สุดในสามโลกแล้ว”

“แต่เมื่อกี้ที่กูได้ยิน มันไม่ใช่แบบนี้นะ”

“ฮ้าว ~ รู้สึกง่วงจังเลย เพิ่งได้นอนไม่กี่ชั่วโมงต้องลุกขึ้นมาส่งเจ๊นมใหญ่แล้ว ผมไปนอนต่อดีกว่าเนอะเฮียเนอะ เดี๋ยวถึงเวลาทำงานแล้วจะไม่มีแรง” ยกมือป้องปาก อ้างของรางวัลการแข่งชนะที่เฮียนักรบยกให้เขาเมื่อคืนเพื่อเอาตัวรอด ก่อนจะรีบปลีกตัวแยกออกมาหลบหนีขายาวๆ ของเจ้านายที่อาจจะเตะเขาโด่งเมื่อไหร่ก็ได้

“หึ เอาตัวรอดเก่งนักนะมึง”

“แฮะ! ไปดีกว่า”

“แล้วมึงมายืนอ่อยให้ท่าอะไรลูกน้องกูแบบนี้ ทำไม? อยากมีผัวอีกคนหรือไง” ไม่วายจะตวัดตาคมดุมามอง แล้วว่าเสียงเข้มใส่คนที่ยืนกัดริมฝีปากตัวเองแน่น

“ผมเปล่าซะหน่อย” คนอะไรปากคอเราะร้ายที่สุด

“เปล่า? แล้วลงมาทำเหี้ยอะไรตรงนี้โดยไม่บอกกู” น้ำเสียงห้วนที่ฟังดูฉุนไม่น้อยจนจิณณ์ต้องก้มหน้านิ่ง ก่อนจะได้ยินเสียงร้องเหอะมาจากคนเจ้าอารมณ์คนเดิม

นักรบมองคนตรงหน้าที่เอาแต่สงบปากสงบคำ ก้มหน้านิ่งแล้วยิ่งรู้สึกสมเพช ทีกับไอ้ควันล่ะเสียงอ่อนตอบเป็นธรรมชาติ พอกับเขาละสั้นๆ ได้ใจความแถมเอาแต่ก้มหน้าก้มตาแทบตลอดเวลา 

ความจริงเขาตื่นตั้งแต่คนที่นอนด้วยกันเมื่อคืนขยับตัวแล้ว แต่ยังแกล้งทำเป็นว่าหลับต่อเพราะอยากจะรู้เหมือนกันว่าอีกคนจะทำอะไร พอเสียงปิดบานประตูเงียบลงเขาเลยตามออกมา จนได้ยินน้ำเสียงที่ดูผ่อนคลายตอนคุยกันกับไอ้ควันนั่นแหละถึงได้แทรกขึ้นมา

“ผมแค่ลงมาดื่มน้ำเท่านั้นเองครับ ไม่ได้ทำอะไรเสียหายแบบที่คุณกล่าวหาสักหน่อย” แก้ต่างให้กับตัวเองทั้งที่ร่างกายก็สั่นไหวไปหมด กลัวจะพูดแล้วมันไม่เข้าหูอีกคน แต่ถ้าไม่บอกความจริงก็คงโดนว่ากล่าวใส่ความกันอีกแน่ๆ

“นี่เถียง?”

“ผมเปล่า”

“หายดีแล้วหรือไง ถึงได้ว่ายืนเถียงกูแบบนี้”

“เอ่อก็…อาการดีขึ้นแล้ว…อื้อออ” ไม่ทันจะเอ่ยจบประโยค คนที่ก้าวยาวๆ เข้ามาประชิดตัวก็คว้าท้ายทอยของจิณณ์แน่น กดริมฝีปากหนาลงบนกลีบปากบางอย่างรวดเร็วรุนแรงจนได้กลิ่นคาวเลือดคลุ้งจนทั่วปาก

ลิ้นร้อนกวาดต้อนแทะเล็มตรงกระพุ้งแก้มร้อนทั้งสองข้างของคนป่วย ก่อนจะวกมาดูดดึงเกี่ยวกวัดลิ้นเล็กอย่างร้อนแรง แถมยังไล่เล็มไปทั่วโพรงปากหวานของคนที่กำชายเสื้อของเขาแน่น รสจูบคราวนี้ดูเหมือนนักรบจะอ้อยอิ่งกับริมฝีปากบางฉ่ำน้ำนานกว่าที่ผ่านมามาก มือหนาปรับองศาให้ถนัดมากขึ้น ริมฝีปากหนาบดขยี้ไปทั่วริมฝีปากบางก่อนจะถอนจูบออกจนเกิดเสียงดังชวนอาย

“อื้ม ตัวไม่ค่อยร้อนแล้ว” คำพูดของคนที่ดวงหน้าหล่ออยู่ห่างกันไม่ถึงคืบ ทำเอาจิณณ์หอบหายใจเข้าปอดลึกแทนลมหายใจที่ถูกช่วงชิงไป นัยน์ตาเรียวมองคนตรงหน้าอย่างรู้สึกสับสนและมึนงงไม่น้อย

นี่คือ…วิธีวัดไข้ของคนใจร้ายเหรอ

เขาวัดไข้กันแปลกๆ ดีแฮะ

“งั้นมึงก็ทำงานได้แล้วสิ”

“ครับ?

“ไปทำกับข้าวให้ลูกน้องกูกิน”

และประโยคถัดมาพร้อมกับดวงหน้าหล่อที่ผละห่างออกไปก็เรียกสติที่กระเจิงของจิณณ์ให้กลับเข้าที่ มือเรียวกำแก้วน้ำในมือแน่น มองคนตรงหน้าราวกับขอคำยืนยันว่าสิ่งที่เขาได้ยินเมื่อครู่ไม่ผิดพลาดหรือหูฝาดไปแต่อย่างใด

ก็ไหนตอนแรกคนตัวสูงสั่งให้เขามีหน้าที่คอยช่วยบรรดาลูกน้องในอู่ไม่ใช่หรือยังไงกัน แล้วทำไมตอนนี้ถึงได้เปลี่ยนมาสั่งให้เขาทำกับข้าวแทนล่ะ

“สภาพมึงตอนนี้แค่เดินออกไปเจอน้ำมัน เจออากาศร้อนๆ เข้าหน่อย กูว่าเดี๋ยวก็ได้เป็นลมเป็นแล้งขึ้นมาอีกรอบ ลำบากคนอื่นต้องมาคอยแบกหามมึงอีก” เหมือนจะอ่านความคิดของอีกคนออก นักรบมองสบตานัยน์ตาเรียวของคนไม่เจียมสังขารนิ่ง

“ไม่ต้องกลัวว่ามึงจะไม่ได้รับใช้ลูกน้องกูหรอกนะ มึงได้ทำแน่” ว่าเพียงเท่านั้น ก็ขยับตัวโน้มหน้าเข้าไปใกล้จนจิณณ์ต้องเอนตัวนิด หลบดวงหน้าหล่ออย่างเก้ๆ กังๆ จนแผ่นหลังบางแทบจะนาบลงกับเคาน์เตอร์ของห้องครัวเลยทีเดียว

ลมหายใจร้อนๆ ที่เป่ารดดวงหน้าหวานทำเอาใจเจ้ากรรมเต้นตึกตักจนมันแทบจะทะลุออกมาด้านนอก ตาเรียวหลุบลงมองต่ำหวังจะหนีดวงตาคมดุคู่นั้น แต่ก็เจอท่อนแขนแข็งแกร่งที่เท้าคร่อมกับเคาน์เตอร์เพื่อกักกันเขาไว้อย่างสมบูรณ์ไม่ให้หนีไปไหนได้อีก

“แล้วมึงจะยืนนิ่งอยู่อีกนานไหม รีบไปทำเข้าสิเดี๋ยวพวกลูกน้องกูมันจะหิว”

“ครับ”

“ถ้ามึงทำช้าแล้วพวกมันเกิดหิวจนหน้ามืดตามัว อยากทำอย่างอื่นกับมึงก่อนจะได้กินข้าวขึ้นมากูไม่รู้ด้วยนะ” เสียงทุ้มเอ่ยต่อคล้ายขู่ แต่ทว่าสายตาคู่นั้นกลับไร้ซึ่งการล้อเล่นใดๆ มีเพียงแค่ความจริงจังที่สะท้อนออกมา

“แล้ว เอ่อ…ผมต้องทำอะไรบ้างเหรอครับ”

“มึงทำร้านกาแฟได้ยังไง” สายตาระอากับประโยคที่หลุดจากริมฝีปากร้ายกาจนั่น จิณณ์ก็พอจะเข้าใจความหมายของมันดีว่าคนตรงหน้าต้องการจะสื่อถึงสิ่งใด

จะหลอกด่าว่าเขาโง่อีกแล้วสินะ

“เอ่อ…ให้ผมทำตามที่ถนัดได้เลย ใช่ไหมครับ”

“เออ หน้าที่ของมึงตอนนี้คือทำยังไงก็ได้ ให้พวกมันมีกินและถ้าไม่อร่อยพวกมันจะทำยังไงกับมึง อันนี้กูก็ไม่รับประกันหรอกนะ” ยกลูกน้องแสนน่ากลัวของตัวเองมาขู่กันอยู่นั่นแหละ คิดว่าจิณณ์ไม่กลัวเลยหรือยังไงกัน แค่คนตัวสูงตรงหน้าคนเดียวเขาก็กลัวจะแย่อยู่แล้วนะ

“ครับ ผมจะรีบทำให้เร็วที่สุด”

“มันต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว”

“แล้วของคุณ…”

“จะไม่ทำก็ได้นะ แต่กูคงต้องกินมึงแทนข้าว” ไล่สายตาแทะเล็มทั่วเรือนร่าง กดยิ้มมุมปากเมื่อร่างบางส่ายหน้าพรืด รีบหมุนตัวกลับไปเปิดตู้เย็นดูวัตถุดิบและส่วนผสมต่างๆ ที่พอจะทำมื้ออาหารให้บรรดาชายฉกรรจ์นับสิบได้

นักรบหมุนปลายเท้าออกมาจากห้องครัว ทิ้งให้ร่างบางของคนป่วยได้ทำหน้าที่ของตัวเอง และก่อนจะเลยผ่านบานประตูก็ไม่ลืมจะเหลือบหางตาดุๆ ไปมองเด็กหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งที่กำลังแนบหูเข้ากับกำแพง แอบฟังบทสนทนาของคนทั้งสองในห้องครัวอย่างอยากรู้จนแทบจะรวมเป็นเนื้อเดียวกับผนัง

ควันสะดุ้งโหยง จะให้แกล้งหันไปคุยกับต้นไม้ในกระถางข้างๆ ก็กระไรอยู่ เลยกระแอมเสียงในลำคอแก้เก้อที่ถูกเจ้านายตัวสูงพ่วงด้วยตำแหน่งพี่ชายที่เคารพรักจับได้คาฝาผนังแบบนี้

ก่อนจะพรูลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก เมื่อร่างสูงของนักรบเพียงแค่เดินผ่านขึ้นบันได มุ่งตรงไปยังชั้นสองโดยไม่ว่ากล่าวอะไรอย่างที่ใจนึกกลัว ดวงหน้าหล่อชะเง้อมองคนในครัวก็พลันนึกถึงภาพเหตุการณ์ชวนให้เบิกตากว้างและอ้าปากค้างแบบไม่ทันตั้งตัวเมื่อครู่

เล่นถึงขั้นจูบวัดไข้กันแบบนี้ ควันบอกได้คำเดียวเลยว่า…

งานนี้ต้องถึงหูเฮียเลโอ!!!




---

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว