email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะคะ : ) ผิดพลาดยังไงก็ขออภัยด้วยนะคะ

ในรอยร้าว 2 ค่ายอาสา

ชื่อตอน : ในรอยร้าว 2 ค่ายอาสา

คำค้น : แค้น/รักร้าย/ดราม่า/โหด/ทรมาน

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 9.9k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ก.ค. 2562 22:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ในรอยร้าว 2 ค่ายอาสา
แบบอักษร

​ไม่รู้ว่าตรรกะในชีวิตนี้มันมีกันแค่นี้รึไงกัน บางทีก็คิดว่าสนใจแต่ภายนอกมากกว่าจนลืมสนใจภายในที่มันอาจจะมีดีมากกว่าเสียอีก เฮอะ! นึกแล้วเพลียแทน 

กัณฑ์ธิราที่นั่งอ่านหนังสืออยู่เงียบๆเพียงลำพังบนเตียงกว้างใช้สายตากวาดมองไปยังหญิงสาวร่างอวบที่กำลังทำงานบ้านอย่างขันแข็ง เหตุผลที่เธอได้อยู่บ้านในวันนี้เพราะว่าร่างกายที่มันอ่อนเพลียถูกทับถมในระยะเวลาหลายสัปดาห์ต้องทนทำงานอย่างหนักตามที่เขาสั่ง 

หาได้เรียกร้องวันหยุดลาพักได้ หากทว่าร่างกายนั้นมันไม่ไหวๆจริงๆอย่างเช่นเมื่อเช้าที่เธอนั้นหน้าซีดเผือดเพียงแค่ลุกเดินจากโต๊ะอาหารก็แทบจะล้มอยู่แล้ว ซึ่งมันก็ยังดีที่มีมือเรียวหนาของใครบางคนประคองไว้ได้ทันเสียก่อนที่ร่างเธอจะล้มลงฟาดลงที่พื้นกระเบื้องเงา 

“คุณกัณฑ์มีอะไรกับฉันรึเปล่าค่ะ” เธอเห็นสาวเจ้านั่งจ้องเธอตั้งนานแล้วในใจตอนแรกก็อึดอัดไม่กล้าถามแต่สุดท้ายก็ทนไม่ได้อยู่ดี เลยถามออกไป 

“เปล่าหรอก ฉันแค่มองไปอย่างนั้นแหละเห็นเธอขยันขันแข็งดี” 

มุทิตาไม่ได้พูดสิ่งใดต่อเพียงแค่ยิ้มและพยักหัวรับเล็กน้อยเท่านั้นแล้วทำหน้าที่ของตนต่อซึ่งห้องที่ต้องทำในขั้นถัดไปก็คงจะไม่พ้นห้องน้ำ แต่ทว่าคนสวยที่นั่งอยู่บนเตียงเกิดหวังดีเหลือเกินอยากจะช่วยเธอเสียอย่างนั้น 

“ไม่เอาดีกว่าค่ะ เดี๋ยวป้ามนมาเห็นเข้าเดี๋ยวมุจะโดนดุ อีกอย่างมันไม่เหมาะกับคุณหรอกค่ะ” เธอพูดออกไปตามความจริงอีกทั้งเธอยังไม่ลืมข้อห้ามของป้ามนที่บอกไว้ว่าอย่าไปยุ่งกับกัณฑ์ธิราหากทว่าไม่ได้รับการอนุญาตจากผู้เป็นนาย ดังนั้นเธอจึงไม่อยากจะเสี่ยง 

“ไม่เป็นไรหรอก ถ้าเธอไม่พูดฉันไม่พูดแล้วใครจะรู้ อีกอย่างฉันก็ไม่อยากนอนอยู่เฉยๆ” แม้ว่าอยากจะหยุดงานแต่ก็ไม่ได้อย่าจะนั่งนอนอยู่เฉยๆเสียหน่อย ได้หยิบจับอะไรสักหน่อยก็คงดี 

“ไม่ดีหรอกค่ะ” ยังไงก็ไม่ได้เด็ดขาดมีหวังป้ามนรู้เธอคงจะรู้ชาไปหลายวัน 

“เอาเถอะน่า” ว่าพลางก็เดินลงจากเตียงแล้วตรงไปที่ร่างของสาวเจ้าที่นั่งอยู่ในห้องน้ำก่อนจะหยิบอุปกรณ์ทำความสะอาดขึ้นมาขัดๆถูๆตามซอกตามมุม แม้ว่าจะไม่เคยได้ทำแต่ก็ไม่ได้หนักหนาอะไรแถมมันยังออกสนุกเสียด้วยซ้ำ 

“พอเถอะค่ะ คุณกัณฑ์” ปล่อยให้ทำตามใจชอบได้สักพักก็หันมาบอกให้สาวเจ้าหยุดเพราะตอนนี้มันก็ใกล้จะเป็นเวลาเลิกงานแล้ว 

“อีกนิดนึงเองนะ” กัณฑ์ธิราก็หันมากับมุทิตา 

“พอเถอะค่ะ” พูดกับกัณฑ์ธิราเสร็จก็ลุกขึ้นจะเดินออกไปด้านนอกแต่ทว่าด้วยที่พื้นมันยังไม่แห้งทำให้ร่างอวบเสียหลักลื่นก้นคะมำลงพื้นห้องน้ำอย่างจังๆจนอ้าปากร้องเสียงหลง 

“โอ๊ย!!!” 

กัณฑ์ธิราที่อยู่ในเหตุการณ์ก็รีบหันมาทันที ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังๆเพราะภาพที่เธอเห็นคือสาวเจ้านั้นก้นคะมำกระแทกลงไปกองอยู่ที่พื้นเสียแล้ว 

“ฮ่ะๆๆๆ” 

“ไม่ต้องมาหัวเราะกันเลยนะคะ เจ็บจะตายอยู่แล้วเนี่ย” 

“ฮ่ะๆๆ ก็เธอเดินไม่ดูเองนี่นาว่าพื้นมันยังไม่แห้งถึงได้ล้มลงไปแบบนี้ไงล่ะ มาๆฉันช่วย” กัณฑ์ธิราเอื้อมไปดึงสาวเจ้าขึ้นมาจากพื้นก่อนจะค่อยๆประคองไปนั่งที่เตียง 

“คุณกัณฑ์ค่ะ มุต้องไปทำงานต่อแล้วล่ะคะ” นั่งพักให้หายปวดสักนิดก็เอ่ยบอกเสียงหวานกับคนที่นั่งอยู่ข้างๆไม่ห่างกาย 

“เดินไหวมั้ยล่ะ” หญิงสาวเอ่ยถามคนร่างอวบที่ยืนขึ้นเดินเท้ากะเผลก มืออีกข้างก็ค่อยๆจับก้นที่มันระบมไปเสียหมด 

“ไหวอยู่แหละมั้งคะ” หันมายิ้มให้กับสาวเจ้าอีกคน 

“ดูท่าไม่น่าจะไหวนะ มาเดี๋ยวฉันเดินไปส่งข้างล่าง” 

“ไม่เป็นไรหรอกคะ” เอ่ยปฏิเสธเพราะเกิดเกรงใจหญิงคนนี้ขึ้นมาเหลือเกิน 

“ไม่ต้องเลยเดี๋ยวเดินตกบันไดอีกจะทำยังไง” 

กัณฑ์ธิราค่อยๆประคองสาวร่างอวบเดินลงมาข้างล่างช้าๆอย่างละคั่นบันไดเกรงว่าถ้าหากเดินเร็วไปเดี๋ยวจะได้ล่วงหล่นลงมาอีกรอบมีหวังรอบนี้ถ้าล่วงตกลงมาคงไม่ได้ไปนั่งพักให้หายเจ็บอย่างเดียวแน่มีหวังต้องไปนอนพักยาวที่โรงพยาบาลแหง่ๆ 

ป้ามนที่ทำความสะอาดอยู่ข้างล่างก็เห็นสองสาวที่ค่อยๆประคองกันลงมา ก็ตกใจใหญ่คิดว่าใครเจ็บเสียมากมายที่ไหนได้แม่บ้านสาวตัวนี้แหละที่ทำให้กัณฑ์ธิราเธอลำบาก 

“ทีหลังเรียกป้าก็ได้นะคะ” เอ่ยหลังจากพาสาวเจ้าที่เจ็บตัวมานั่งเรียบร้อยแล้ว 

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ แค่นี้เอง” 

“แต่ถ้าคุณแอรอนเธอเห็นเขาจะไม่ชอบใจเอานะคะ” ชายหนุ่มยิ่งไม่อยากให้คนในบ้านนั้นยุ่งกับหญิงสาวเสียด้วย 

“ชั่งเขาเถอะค่ะ ตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ที่นี่เสียหน่อย” 

“ใครว่าฉันไม่อยู่ห๊ะ!” เสียงเข้มดังกร้าวขึ้นทำให้คนที่กำลังสนทนาต้องหยุดชะงัก ไร้เสียงการตอบรับใดๆราวกลับว่ามีใครมากดปิดสวิตช์ 

เขาเข้ามาบ้านได้เกือบสามนาทีแล้วแต่กลับหยุดยืนอยู่ด้านนอกรอฟังคำตอบจากปากของสาวเจ้าแต่ทว่าเธอกลับบอกว่าเรื่องเขา เหอะ! เรื่องของเขางั้นหรอ! 

‘โอ๊ย! อีตานี่มาที่ไรบ้านทั้งบ้านแทบเป่าสาก’ มุทิตาที่นั่งทนความเจ็บอยู่บนเก้าอี้ต้องสถบออกมาเบาๆในใจ 

 

“.......” กัณฑ์ธิราไม่รู้ว่าเขามาถึงตั้งแต่เมื่อไรแต่เธอคิดว่าชีวิตเธอตอนนี้มันชั่งน่าอันตรายเสียเหลือเกิน 

“โอ๊ย! คุณแอรอนปล่อยนะคะ” เขาเดินเข้ามากระชากแขนเรียวด้วยแรงของชายที่มันมากกว่าจนร่างบางแทบจะปลิวติดไปด้วยได้ 

“ฉันให้เธอนอนพักไม่ใช่หรอ แล้วทำไมถึงอยู่ตรงนี้ห๊ะ!” เขาไม่อยากให้ใครก็ตามในบ้านพูดคุยกับเชลยสาวผู้นี้ของตนเพราะหากว่าการสนิทชิดเชื้อของสาวเจ้ากับคนงานภายในบ้านมันอาจจะนำซึ่งการมาของการทรยศ หากเป็นเช่นนั้นพวกนั้นมันต้องเจอในสิ่งที่ไม่อยากเจอไปตลอดชีวิตแน่นอน 

มุทิตาเองที่ก็นั่งอยู่บริเวณนั้นเห็นการกระทำของชายหนุ่มที่ทำกับคนที่ช่วยเธอไว้แล้วก็แทบอยากจะลุกขึ้นไปฟาดหน้าชายหนุ่มสักฉากสองฉาก ตัวเองเป็นผู้ชายเสียเปล่าแต่กลับทำกับผู้หญิงที่เป็นเพศแม่แบบนี้ได้ยังไง มันชั่งไม่สมกับการเกิดมาเป็นชายเสียเลย แต่ทว่ามันก็เป็นได้แค่สิ่งที่ใจเธอคิดเท่านั้นแหละ 

เพราะใครมันจะไปทำอะไรได้กับคนที่จ่ายเงินให้ตัวเองกัน มุทิตาและป้ามนต้องทนดูชายหนุ่มลากเชลยสาวร่างบางของตนขึ้นไปบนห้องอย่าห้ามเสียมิได้ หากจะเข้าไปยุ่งเดี๋ยวเขาก็หาว่าเอเผือกอีก ดีไม่ดีหากโดนไล่ออกขึ้นมาจะทำยังไง แต่ใจก็อดสงสารมิได้ 

“คุณกัณฑ์จะเป็นอะไรมั้ยค่ะ” หันไปถามป้ามนที่ยืนอยู่ข้างกัน 

“ก็อาจจะเป็นสักสองสามวัน” 

“ทำไมคุณแอรอนถึงทำแบบนั้นล่ะคะ” 

“เธอไม่ต้องรู้หรอก” 

“ค่ะ” มุทิตาตอบเสียงตก 

“งั้นมุกลับก่อนนะคะ” ว่าได้ก็ลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ตัวน้อยๆที่เอามานั่งพอพักให้หายระบม 

“เอานี่ เดี๋ยวฉันบอกให้คุณคาร์มิลเขาไปส่ง สภาพนี้น่าจะไม่ถึงหรอกบ้านน่ะ” 

“คุณคาร์มิลค่ะป้ารบกวนไปส่งแม่นี่ให้ทีนะคะ ดูท่าแล้วไม่น่าจะถึงบ้าน” ชายหนุ่มเดินเข้ามาภายในบ้านพอดี เธอจึงเอ่ยขอรบกวนเขาให้ไปส่งคนเจ็บเสียหน่อย 

“ได้ครับป้า” เขาตอบรับคนสูงวัยก็เห็นไปมองคนร่างอวบที่ยืนมือค้ำผนังไว้อยู่ มุทิตาเมื่อเห็นเขาหันมามองก็ได้แต่ยิ้มส่งไป 

“แล้ววันนี้ไม่ต้องไปทำละงานพิสงพิเศษไรนั้นนะ โดนหักวันเดียวคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง” ออกปากสั่งไม่ให้สาวเจ้าไปทำงานพิเศษของตน มีหวังถ้าไปก็อ่านจะช่วยอะไรไม่ค่อยได้ 

“ค่า” เธอต้องตอบรับคำสั่งของป้ามนไม่งั้นคงจะโดนเทศน์แน่ๆ แม้ว่าจะมาทำงานที่นี่ได้ไม่นานแต่ทว่าก็ผูกพัน แม้ว่าป้ามนนั้นจะปากร้ายกับเธอไปบ้างแต่สาวสูงวัยผู้นี้ก็จิตใจดี 

“ไปเถอะครับ” 

คาร์มิลเดินนำหน้ามุทิตาไปที่รถแล้วเดินเข้ามาประจำที่คนขับ ก่อนที่ร่างอวบจะค่อยๆเปิดประตูลงไปนั่งข้างๆกัน 

“บ้านคุณอยู่ตรงไหนครับ คุณ...” ก็รู้ว่าเธอเข้ามาทำงานได้สองอาทิตย์กว่าแล้วแต่ก็ไม่เคยถามไถ่ชื่อเสียงเรียงนามของสาวเจ้าผู้นี้เลย 

“มุทิตาค่ะ เรียกมุเฉยๆก็ได้ มุชอบค่ะ” เธอส่งยิ้มให้เขาก่อนจะปล่อยเสียงหัวเราะคิกคักออกมา จนคนที่ไม่รู้ว่าเธอหัวเราะอะไรก็เป็นต้องเอ่ยปากถาม เขาจะรู้ตัวรึเปล่าว่าเสียงของเจ้าตัวนั้นมันอบอุ่นขนาดไหนซึ่งมันต่างจากเสียงของใครอีกคนเหลือเกิน พอนึกแล้วก็อยากจะหัวเราะให้มันดังกว่านี้ไม่รู้ว่าทำงานร่วมกันยังไง 

“คุณมุหัวเราะอะไรครับ” เขาไม่เข้าใจว่าเธอหัวเราะเรื่องอะไร 

“ก็หัวเราะคุณนั้นแหละค่ะ” 

“หัวเราะผม หัวเราะเรื่องอะไรครับ” ก็ยังไม่เข้าใจเหมือนเดิม 

“ก็คุณกับคุณแอรอนดูไม่น่าจะทำงานร่วมกันได้เลย ลักษณะนิสัยเหมือนจะต่างกันลิบลับ” 

“อ้อ ผมคิดว่าอะไร ตามจริงมันก็เป็นเรื่องปกตินะครับ ที่ถ้าอีกคนนั้นเป็นไฟเราก็ต้องคอยเป็นน้ำเพื่อคอยชะโลมให้ไฟค่อยๆสงบ” 

“อ้อค่ะ” 

“เราไปกันเลยนะครับ” 

“ค่ะ” เธอยิ้มให้คาร์มิลก่อนรถคันหรูจะเคลื่อนตัวออกจากบ้านหลังใหญ่ 

ตลอดทางมุทิตาคอยชึ้บอกระยะทางเส้นทางตลอดเพื่อให้ชายหนุ่มมุ่งตรงไปได้อย่างแม่นยำ ไม่มีหลงหรือเลยซอยไป 

“ขอบคุณนะคะที่มาส่ง” 

“ไม่เป็นไรครับ” 

เธอยืนมองจนรถคันนั้นลับตาไปก่อนจะเดินเข้าที่พักของตนที่มันเป็นเพียงห้องเล็กๆไม่ได้ใหญ่เลิศหรูอะไร แค่มีที่ให้ซุกหัวนอนไปวันๆมันก็ย่อมดีเสมอแล้ว สำหรับเด็กที่เข้ามาในเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยผู้คนเพื่อศึกษาต่อในวิชาชีพที่ต้องการเรียนรู้และเพื่อไปต่อยอดในการดำรงชีวิตของเธอต่อไป 

“ฉันบอกเธอว่าอะไ****ร 

กัณฑ์ธิรา” เหวี่ยงร่างบางที่ลากมาจากข้างล่างลงเตียงแรงๆ เขาบอกเธอแล้วย้ำแล้วย้ำอีกแต่ทว่าหญิงสาวกับขัดคำสั่ง 

“ฉันขอโทษค่ะ” รีบถอยตัวหนี้ห่างจากเขาแล้วเอ่ยขอโทษทันที 

“ทีหลังอย่าให้ฉันเห็นอีกเพราะเธออาจจะไม่ได้อยู่แบบนี้ เข้าใจมั้ย” 

“ค่ะ” 

“ดีงั้นก็ทำหน้าที่เธอซะ นี่คือบทลงโทษของเธอ” 

“ตะ...แต่ คุณแอรอนค่ะ” 

“ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้นเธอทำอะไรผิดก็น่าจะรู้นะ”    “ค่ะ” เธอตอบคำอื่นได้ไม่มากไปกว่านี้แล้ว สุดท้ายก็ต้องสยบให้แก่เขาทุกครั้งไป ไม่มีครั้งไหนที่เธอจะหนีเขาพ้นได้เลย ไม่มี...แม้ว่าใจดวงนี้มันอยากจะทำเช่นนั้นเหลือเกินแต่สุดท้ายเธอก็ต้องยอม ต่อให้มันจะเจ็บแค่ไหนก็ต้องทนสุดความพยายามแต่ในเมื่อมันจะมาถึงจุดที่รับไม่ไหวแล้วจริงๆเธอหวังว่าวันนั้นเขาจะปล่อยเธอไปเสียทีเถอะ มันทรมานเกินไป... 

ในเช้าที่มีแสงแดดส่องอ่อนๆทำให้คนที่นอนคดคู้อยู่ใต้ผ้าห่มต้องขยี้ตาตื่นขึ้นมา เช้านี้เธอไม่ได้ไปทำงานที่ไหนเพราะดันมีกิจกรรมที่มหาลัยจึงต้องรีบอาบนำแต่งตัวให้เข้าที่เข้าทาง แล้วมุ่งตรงไปที่มหาลัยทันที 

“เฮ้อ! กว่าจะถึง ไม่รู้ว่าจะรีบอะไรกันหนักหนา” มุทิตาหันไปบ่นกับเพื่อนสาวข้างๆที่เพิ่งเจอกันที่ทางเข้ามหาลัย 

“นั้นสิ แต่ก็เอาเถอะน่าปีสุดท้ายละ กิจกรรมมันอาจจะเร่งจริงๆก็ได้” 

“โอเคๆๆ” เธอทำมือว่ามันโอเคในความเข้าใจทั้งหมดแล้ว ก่อนที่ทั้งสองจะเดินต่อไปยังลานของกิจกรรมที่นัดกันไว้ 

“เอาล่ะครับ วันนี้ต้องขอโทษด้วยที่เรียกรวมตัวแบบเร่งด่วน” 

ทั้งสองสาวที่เดินมาในลานของกิจกรรมก็ต้องรีบนั่งลงพรึบเพราะเสมือนว่าบทสนทนามันจะเกิดขึ้นทันที โดยมีชายหนุ่มคล้ายหัวหน้าของกิจกกรมในครั้งนี้เป็นคนอธิบายทุกอย่างที่เกิดขึ้น 

“แต่ด้วยความที่มันมีกิจกรรมจิตอาสา ช่วยดูแล คลายความหนาวให้น้องซึ่งมันถูกจัดขึ้นมาทุกปีอยู่แล้วโดยเป็นการร่วมมือกันของสองคณะอย่าง     เภสัชศาสตร์และแพทย์ศาสตร์เพื่อที่เราจะไปเรียนรู้ในการรักษาและจ่ายยาให้กับคนบนนั้นเพราะด้วยถนนเส้นทางที่มันยากลำบากในการลงมารักษาเราจึงต้องไปหาเขาแทน ซึ่งเราจะเอาในส่วนของผ้าห่ม, เสื้อผ้าที่เราอาจจะไม่ได้ใส่แล้วไปให้กับเด็กบนดอยในครั้งนี้ด้วย และสุดท้ายจะมีผู้ร่วมเดินทางไปกับเราด้วยซึ่งเป็นคนที่คอยช่วยเหลือส่วนนี้มาตลอด โดยระยะเวลาถูกเลื่อนกำหนดมาให้เร็วขึ้น โดยกำหนดการครั้งใหม่เราจะเดินทางในวันที่ยี่สิบแปดหรืออีกสามวันข้างหน้า ผมขอให้ทุกคนเตรียมพร้อมกับกิจกรรมครั้งนี้ด้วยนะครับ” สิ้นการจัดแจงอธิบายที่ยาวเหยียดทุกคนที่ร่วมฟังความในครั้งนี้ก็สลายตัวแยกออกกันไปตามๆกัน 

“แหม่ แหม่ แหม่ คุณอธิบาย เอ้ย!  คุณอธิวัฒน์ ท่องนานมั้ยค่ะไอที่พูดออกมาเนี่ย” 

“อะไรมุ” 

“เปล่า ก็เล่นพูดซะเพื่อนฟังแทบไม่ทันแบบนั้น จะแร็ปให้เพื่อนฟังหรอ” มุทิตาอดแซวเพื่อนหนุ่มไม่ได้ก็มันจริงเล่นพูดซะเหยียดยาวเป็นกิโลเมตรขนาดนี้แถมยังไม่เว้นให้คนฟังหายใจอีก ถ้าตัวเองไม่เหนื่อยก็สงสารคนฟังเสียเถิด 

“หยุดพูดไปเลยไอมุ ตอนฉันโทรไปละด่าซะไฟแลบ” 

“ก็คนมันต้องไปทำมาหากินเปล่าวะ เล่นโทรมากระชั้นชิดแบบนี้ ตั้งตัวยืนแทบไม่ทันกันเลยทีเดียว” 

“เอ่อรู้แล้ว ขอโทษแล้วกัน แต่ไหนๆก็มาแล้ว ไปหาอะไรกินกันเถอะ หิว” นี่เวลามันก็เที่ยงแล้ว ซึ่งมันแสนจะเหมาะเจาะกับการไปกินอาหารกลางวันเสีย เพราะกระเพาะนั้นมันแสนจะเรียกร้องแทบแย่ 

“ไปเถอะไหนๆ ฉันก็หยุดงานทั้งที” มุทิตาเอ่ยตอบคำชวนของอภิวัฒน์ 

“นาไปกันเถอะ ตอนนี้ท้องร้องจ๊อกๆแล้ว” 

“อืม โอเค” นาธินันท์ตอบรับคำชวนของเพื่อน 

“เอ่อใช่วัฒน์ทำไมกิจกรรมมันเลื่อนมาเร็วขึ้นล่ะเห็นปีก่อนก็ช้ากว่านี้ตั้งหลายอาทิตย์” 

“ฉันก็ไม่รู้วะ เห็นว่ามาว่าคนที่เขาเป็นตัวหลักในการทำกิจกรรมครั้งนี้จะไปด้วย แล้วน่าจะมีธุระในช่วงเวลาที่เราจะไปก่อนหน้า เลยเลื่อนขึ้นมาให้เร็วขึ้น” 

“คนที่คอยสนับสุนนกิจกรรมตลอดน่ะหรอ” 

“ใช่คนกลุ่มพวกนั้นแหละ แต่เห็นว่าครั้งจะมีผู้บริหารสูงสุดไปด้วยมั้ง” 

มุทิตาไม่ได้พูดเอ่ยสิ่งใดต่อเพียงพยักหน้ารับรู้ไปเท่านั้น ก่อนจะก้มหน้าก้มตาทานอาหารและสนทนากับเพื่อนในเรื่องสับเพเหระไปเรื่อยเปื่อย เพราะก็นานเกือบเดือนแล้วที่ไม่ได้ร่วมวงสนทนากัน นั่งทานอาหารด้วยกันสักพักเสียงของมุทิตาก็เอ่ยถึงสิ่งที่ตนต้องการบอก 

“มุจะกลับแล้วนะ นาจะกลับด้วยกันมั้ย” 

“ไม่เป็นไรมุเพราะว่านากะว่าจะเข้าไปที่ทำงานหน่อย” 

“ก็ไปทางเดียวกันนิ ไปเถอะน่า” 

“โอเคก็ได้ ไหนๆก็ไปทางเดียวกัน ตอนแรกนาคิดว่ามุจะไปอีกทีซะอีก” 

“ไม่หรอกที่นั่นมุลางานทั้งวันแต่ที่จะไปน่ะอีกที” 

“แล้ววัฒน์ล่ะจะกลับยัง” 

“จะกลับแล้ว แต่ว่าจะเข้าไปโรงพยาบาลสักหน่อย พ่อเรียกหาสงสัยกลัวลูกชายสุดหล่อโดนสาวฉุด” 

“แหม่จ๊ะ พ่อคนหล่อ แต่ว่าโรงพยาบาลวัฒน์ก็ไปทางเดียวกับที่ทำงานของมุกับนาไม่ใช่หรอมันน่าจะเป็นทางผ่านอยู่แหละมั้ง น่าจะไปด้วยกันเพื่อนจะได้ไม่ต้องเสียเงินในการขึ้นรถเมล์นะ ฮ่ะๆๆ” เธอเคยไปที่ทำงานกับนาธินันท์ครั้งหนึ่งแล้วเห็นว่าโรงพยาบาลของอธิวัฒน์ก็อยู่แถวนั้นพอดี น่าจะฝากตัวเองและเพื่อนสาวติดรถไปด้วยได้ 

“ไม่เป็นไรหรอกมุเกรงใจวัฒน์ นาว่าเราจะนั่งรถเมล์ไปดีกว่า” 

“เอาเถอะน่ามุคนไม่อยากไป เราก็ไปกันสองคนก็ได้ ไปกันเถอะ สงสัยอยากโหนรถเมล์ ไปยืนคนเบียดๆกัน” 

“ทำไมพูดอย่างนั้น ไปกับวัฒน์เถอะสะดวกกว่าเยอะ” 

“ไปเถอะมุ จะเข้างานตอนเย็นด้วยไม่ใช่หรอเข้างานช้าโดนหักเงินไม่รู้นะเว้ย” 

“เอ่อใช่ๆ ป่ะนา” มุทิตาดึงมือของนาธินันท์มาขึ้นรถของอภิวัฒน์ตามตนไป ทั้งสองเลือกหย่อนก้นลงที่เบาะหลัง 

“ออกรถได้เลยค่ะพี่โชเฟอร์!” มุทิตาแซวชายหนุ่มที่ทำหน้าที่เป็นพลเรือนคนขับจนชายหนุ่มหันมาลั่นเสียงใส่ว่าตนนั้นไม่ใช่คนขับรถเสียหน่อยแค่ต้องทำหน้าที่ให้มันถูกแค่นั้นเองเพราะจะให้หญิงสาวในนี้ขับก็ไม่มีใครน่าจะขับได้ 

นั่งรถมาได้สักพักมุทิตาก็ต้องลงเพราะมันถึงเป้าหมายของตนแล้ว 

“Thank you นะคะพี่โชเฟอร์ ฮ่าๆ” บอกกับอภิวัฒน์ก่อนจะไปบอกกับนาธินันท์ที่นั่งอยู่ข้างกัน 

“ไปแล้วนะนา แล้วเจอกันเด้อ” หันมาส่งยิ้มหวานให้เพื่อนสาวก่อนจะก้าวเท้าลงจากรถไป 

นาธินันท์พยักหน้าและยิ้มตอบหญิงสาวคืนไปแทนคำพูด 

“ลงมานั่งข้างหน้าสิ ฉันไม่ใช่คนขับรถให้เธอนั่งสบายๆนะ” 

“......” นาธินันท์ไม่พูดสิ่งใดแค่ขยับตัวตามคำบอกของเขา 

“ทางมันไปทางไหนฉันไม่เคยไป ครั้งหน้าฉันจะได้ไม่ต้องขับรถผ่าน” หันมาถามเธอเสียงเรียบ 

“แค่ตรงไปแล้วพอเจอซอยก็เลี้ยวเข้าไปแล้วจอดได้เลย เดี๋ยวฉันเดินลงไปเอง” 

“ดี” 

หลังจบการสนทนาการถามทางจบสิ้น ก็ไม่มีเสียงใดเปล่งออกมาอีกเลยจนถึงเส้นทางที่หญิงสาวจะต้องลงไปเฮก็เอ่ยเพียงแค่การของบคุณเท่านั้นแล้วก็ไม่ได้พูดสิ่งใดต่อไป 

“ฮึก ฮึก ฮือ!” 

รถที่นั่งมานั้นขับเคลื่อนออกไปแล้ว เสียงสะอื้นไห้ที่แผ่วเบาก็ล่องลอยตามมา... 

“เตรียมของขึ้นรถให้เรียบร้อยนะครับ ใครที่นั่งรถคันไหนก็เตรียมตัวให้พร้อมแล้วเดินขึ้นตามป้ายรถเลยครับ ส่วนใครที่ยังไม่ทราบว่านั่งคันไหนที่บอร์ดมีบอกนะครับ” อภิวัฒน์กล่าวเตรียมเรียกความพร้อมให้กับนักศึกษาที่มีจิตอาสาตั้งแต่ชั้นปีที่หนึ่งถึงสี่ให้พร้อมต่อการเดินทางในครั้งนี้ 

“อีกสิบห้านาทีรถออก ตรวจสัมภาระให้เรียบร้อยทุกคนนะครับ” 

“เฮ้ย! วัฒน์ นายังไม่มาเลยรถจะออกแล้ว” มุทิตาที่วิ่งตาตื่นมาหาเพื่อนต้องโอดอวยเพราะเพื่อนสาวคนสนิทนั้นยังไม่แววว่าจะโผล่มาแม้แต่เงาก็ยังไม่มีมาเลย 

“เดี๋ยวก็มาเองแหละน่า หรือว่าอาจจะไม่ไปแล้วมั้ง” 

“บ้าหรอ เราไปด้วยกันทุกปีเดี๋ยวก็มาแหละ” 

“นั้นไง! มาแล้วๆๆ วัฒน์! นามาแล้ว” เธอแทบอยากจะกรี๊ดร้องดังๆเพื่อนเธอมาแล้ว มาโน่นแล้วจริงๆ แถมเหมือนเจ้าตัวจะวิ่งหน้าตาตื่นมาเหมือนกัน 

“ทันมั้ยมุ นามาทันมั้ยเนี่ย” เพราะมั่วแต่ทำงานเลยลืมเก็บของมาถึงก็สลบลงเตียงทันทีสุดท้ายก็ต้องมาสปีดตอนเช้าเสีย 

“ไม่ทันจ๊ะ” 

“จริงดิ แล้วมุก็ไม่ทันเหมือนกันหรอ” 

“นี่วิ่งมาไม่ได้ดูรถเลยหรอ” เธอเอียงสายตามองไปยังรถที่เพิ่งจะเลี้ยวออกมาหลังจากที่ไปกลับรถเพื่อเตรียมให้นักศึกษาขึ้นรถ 

“โธ่ นึกว่าจะไม่ทัน” 

“ป่ะขึ้นรถกันเถอะ แล้วทำไมนามาสายจัง ลืมตื่นหรอ” 

“เปล่าหรอก ก็แค่เลิกงานเสร็จถึงบ้านก็หลับคาเตียงลืมเก็บของก็เท่านั้นเองแหละ ฮ่ะๆๆ” 

ทั้งสองก้าวเท้าขึ้นรถประจำตามที่มีชื่อกำหนดไว้ว่าต้องนั่งคันไหน เส้นทางที่เดินทางมาเรื่อยๆจากในเมืองสู่ชนบทตอนเหนือของประเทศไทยแม้ว่าจะไม่ได้ไกลสุดแดนสยามประเทศแต่พื้นที่ที่พวกเธอไปนั้นมันก็เป็นทางที่รถนั้นขึ้นได้ยากนัก เมื่อมาถึงจุดสิ้นสุดทางเดินรถที่นั่งมาแล้ว 

นักศึกษาทุกคนจึงต้องช่วยกันขนของและเดินเท้าขึ้นไปยังจุดหมาย เส้นทางในการเดินทางแม้ว่าจะเป็นทางดินลานยาวลงมาแต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเดินขึ้นไปได้ ทุกอย่างมันถูกมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าพื้นที่ตรงนี้มันชั่งต่างกับในเมืองที่พวกเธอมาเหลือเกิน เส้นทางนี้มันยากลำบากในการเดินทางเกินไป 

ดังนั้นการที่จะลงมาจากข้างบนเพื่อไปทำธุระในเมืองจึงเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับคนที่นี่และเพราะเช่นนี้พวกเธอจึงต้องมา แม้ว่าจะไม่ได้ช่วยสิ่งใดให้มันดีขึ้นมากแต่การได้มาบรรเทาทุกข์ให้พวกเขาที่ห่างจากความสะดวกสบายก็ถือว่ามันเป็นสิ่งที่ดีแล้วที่เรายังคอยช่วยเหลือเขาเหล่านั้นได้ 

“วัฒน์ใกล้ถึงรึยัง” มุทิตาถามชายหนุ่มที่เดินอยู่ด้านหน้า แม้ว่าจะเคยมาแล้วหลายครั้งแต่เส้นทางก็เปลี่ยนแทบทุกครั้งจนเธอเองก็ลืมไปว่าเราอยู่บนเส้นทางไหน 

“ใกล้แล้วล่ะ อีกประมาณหนึ่งกิโล” เขาเหลียวหลังหันไปมองตามเสียงของหญิงสาวด้านหลังที่ก็เดินตามกันมาติดๆ 

“ถือไหวมั้ย ถ้าไม่ไหวเดี๋ยวช่วยถือ” เห็นว่าเธอแบกของเยอะใช่ย่อยเกรงว่ากว่าจะถึงคงจะล้าเสียก่อน 

“ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวแปบเดียวก็ถึงแล้ว” 

“นาถือไหวมั้ย วัฒน์มุว่าไปช่วยนาเถอะ” มุทิตาหันไปถามนาธินันท์ 

“ไหว เดี๋ยวก็จะถึงแล้ว ไม่เป็นไรหรอก” เธอรีบตอบทันควัน 

“นาไม่ต้องการความช่วยเหลือก็ไม่เป็นไร เรารีบกันเถอะ เดี๋ยวจะค่ำก่อน” อธิวัฒน์กล่าว ก่อนเดินต่อไปมิได้หันมาสนใจอะไรเพียงสักนิด 

“โอ๊ย!” เสียงของหญิงสาวปริศนาร้องลั่น ทำให้คนที่ทำหน้าที่เป็นหัวหน้ากิจกรรมต้องหันมามอง 

“เป็นอะไรรึเปล่าขวัญ” 

“แค่สะดุดหินนิดหน่อยน่ะค่ะ คงไม่เป็นอะไรมากแล้ว” 

“เดินไหวมั้ย” เขาถามอาการด้วยความเป็นห่วงหากว่านักศึกษาที่มากิจกรรมในครั้งเขาจะต้องรับผิดชอบ 

“น่าจะไหวนะคะ อะ...โอ๊ย” แค่พยายามขยับขาจะยืนเสียงหวานก็ร้องแทบลั่นป่า 

“อย่างนี้ไม่น่าจะไหวนะ มาเดี๋ยวพี่ช่วย” เขาเดินเข้ามาหาสาวเจ้าที่นั่งลงที่พื้นเพราะเจ็บที่ข้อเท้า   หรือแค่ต้องการความสนใจจากอธิวัฒน์กันแน่ มุทิตาเองก็มองตาสาวคนนั้นใช่ว่าเธอจะไม่รู้ว่านั้นมันมารยาหญิงชัดๆ! เพื่อนนี้ชั่งไม่ทันมารยาร้อยเล่มเกวียนเสียจริง 

“ไม่เป็นไรค่ะ ขวัญเดินได้” พยายามจะลุกขึ้นยืนแต่สุดท้ายแล้วเธอก็ไม่แคล้วล้มลงไปเหมือนเดิม 

“ไม่น่าจะไหวนะ มาพี่ช่วย ถ้าหากให้เดินเองมีหวังพรุ่งนี้ก็ไม่น่าถึง” เขาย่อตัวลงให้สาวเจ้าค่อยๆกระเทิบตัวมาเพื่อที่จะได้ขี่หลังเขาได้สะดวก 

“ผมฝากของของน้องเขาด้วยแล้วกันนะครับ” จากนั้นเขาก็เดินจากไป หญิงสาวที่ขี่หลังของชายหนุ่มอยู่ก็หันมองมาที่มุทิตาและนาธินันท์ยืนอยู่ก่อนจะส่งแววตาเสมือนว่าตนนั้นเป็นผู้ชนะ 

“ฮึ ดูตานั้นสิจิกจนจะจิกไส้เดือนกินได้อยู่แล้ว มุล่ะอดพูดไม่ได้ ยัยเด็กนั่นทำอย่างกับว่าตัวเองได้รางวัลเป็นเหรียญทอง ก็แค่ได้ขี่หลังล่ะหว่า ลืมหรอว่าเป็นเพื่อนกันมากกว่าขี่หลังก็ขี่มาแล้วเว้ย!” อยากจะพูดให้มันดังมากกว่านี้แต่ก็กลัวว่าคนอื่นๆที่เดินนำหน้ากันไปหมดแล้วจะหันมามอง คนที่ได้ยินในสิ่งที่เธอพูดก็เห็นจะมีเพียงแค่นาธินันท์เท่านั้น แล้วพอหันไปมองเพื่อนสาวเธอก็กำลังหัวเราะล่ออยู่กับคำพูดของตน 

“ไม่ต้องหัวเราะเลย ก็มันจริงเราได้ขี่มากกว่าหลังเสียอีก” คำพูดกำชัยอย่างผู้ชนะ 

“โอเคๆ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ เราไปเถอะ เขาเดินกันไปโน่นแล้ว มัวแต่บ่นอยู่นั้นแหละ” แล้วเธอก็เดินนำออกไปก่อนจะมีเสียงของมุทิตาตามมาตามด้วยร่างของเจ้าตัวที่ตามมาติดๆ 

“ไม่ได้บ่นซะหน่อย มันเป็นเรื่องจริง” 

เส้นทางที่เหล่าจิตอาสาเดินขึ้นมาแม้ว่ามันจะไม่ได้รกรุกรังอะไรมากมายแต่ทว่ามันก็ยังคงมีกิ่งไม้แหลมที่คอยยื่นออกมาตามทางเกี้ยวตามร่างกายได้บ้างเหมือนกัน ไหนจะทั้งหินก้อนนิดก้อนน้อยที่มีอยู่ทุกทางของเนินเขาที่เดินขึ้นไป จนต้องคอยหลบกันเป็นแถวๆแม้ว่าการมามันจะยากลำบากแต่ทว่าเมื่อแลกกับความสุขของคนบนนั้นแล้วก็ถือว่ามันก็คุ้มกับสิ่งที่เสียไป 

“ทุกคนนั่งพักกันก่อนก็ได้นะครับ เดี๋ยวสักพักคนที่สนับสนุนกิจกรรมนี้น่าจะมาถึง” พวกเขาเดินขึ้นมาได้สักพักก็แยกย้ายกันพักขาเอาแรง ตามที่ผู้ใหญ่บ้านนั้นคอยจัดหาไว้ให้ ซึ่งมันก็คงไม่พ้นพื้นที่ว่างๆที่เป็นเพียงลานดินตามประสาของคนบนดอยในยามมีผู้มาเยี่ยมเยียนเพื่อจะได้ก้างเต้นปูนอนได้สะดวก ชาวบ้านก็คอยต้อนรับพวกเขาอย่างดีเตรียมน้ำเตรียมท่าไว้ให้ได้ดื่มด่ำกันได้อย่างชื่นใจ 

“แล้วเขาจะมาตอนไหน ตอนเดินขึ้นมาก็ไม่เห็นว่าจะมีใครตามมาเลยนะคะ” เสียงหวานของหญิงสาวคนหนึ่งเอ่ยถาม 

“ผมก็ไม่ทราบได้แน่ชัด แต่เดี๋ยวสักพักก็คงจะถึงแล้ว” 

ผ่านไปสักพักต้นไม้ที่อยู่รอบๆอยู่ดีๆก็ปลิวพัดโบกสะบัด ลมจากสิ่งใดสักสิ่งเกิดขึ้นข้าวของที่วางอยู่บนพื้นแทบจะปลิวลอยไปยังดีที่คอยช่วยกันหยิบจับได้ทัน และแล้วเฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งปรากฏตัวขึ้นสร้างความตะลึงให้กับจิตอาสาหลายๆคนก่อนที่มันจะถูกจอดวางคาบขนานกับพื้นดิน มันชั่งเป็นที่น่าสงสัยให้กับใครหลายๆคนว่าเจ้าของเฮลิคอปเตอร์ลำนี้เป็นใครกันแน่ คงจะมีตังค์มิใช่น้อย 

“โฮว่ ดูนั้นดินา” มุทิตาสะกิดให้นาธินันท์ที่นั่งอยู่ข้างกันมองเฮลิคอปเตอร์ปริศนาที่มาจอดอยู่บนนี้ 

“คงจะเป็นคนที่วัฒน์ว่าจะมากับเราด้วยแหละมั้ง” 

คนที่พึ่งมาใหม่ที่สร้างความประหลาดใจให้หลายคนกับการมาของตนนั้นคอยๆก้าวเท้าลงมาจากเฮลิคอปเตอร์โดนที่มีชายหนุ่มแต่งกายสูทชุดดำคอยรองรับอยู่ด้านล่าง การปรากฏตัวของหญิงสาวปริศนายิ่งสร้างความสับสนขึ้นให้กับทุกคนพร้อมกับความหลงใหลไปอีกเมื่อเธอลงมายังพื้นเพราะด้วยรูปร่างหน้าตาของหญิงสาวที่ดูโดดเด่นออกมาพร้อมกับในยามนั้นยังมีแสงจากดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลับนภาส่องประกายสะท้อนมาที่ด้านหลังของหญิงสาวทำให้ดูเสมือนว่ามันคือแสงออร่าสีทองที่เปล่งออกมา แม้ว่าเธอจะสวมเสื้อผ้าเป็นเพียงแค่เสื้อยืดสีขาวทับด้วยแจ๊คเก็ตยีนส์สีเทากางเกงยีนส์ขายาวเท่านั้นแต่ทำให้หญิงสาวโดดเด่นจนเห็นได้ชัด 

“มุดูสิ ผู้หญิงคนนั้นสวยมาก” นาธินันท์เองก็ตะลึงในความสวยของเธอคนนั้นจนเธอเองยังอิจฉาไม่รู้ว่าชาติที่แล้วทำบุญด้วยอะไรหรือว่าตอนเป็นเด็กเธอกินอะไรเข้าไปถึงได้งามสง่าเช่นนี้ 

“ชะ...ใช่ สวยมากจริงๆ” เธอก็ตะลึงกับความสวยนั้น แต่ที่ต้องอึ้งไปกว่านั้นคือ...ผู้หญิงคนนี้คือคนๆเดียวกันที่เธอเห็นในบ้านหลังนั้น! 

“มะ...มาได้งั้ยวะเนี่ย” เธอพูดกับตนเสียงแผ่วเพราะแม้แต่นาธินันท์เองก็ไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนี้คืออีกคนที่เป็นเจ้านายเธอ 

“ทุกคนครับผมจะแนะนำให้รู้จัก นี่คุณกัณฑ์ธิรา สมากุลรัตน เป็นตัวแทนที่คอยช่วยสนับสนุนโครงการนี้มาตลอด” 

“สวัสดีค่ะเนื่องด้วยคุณแอรอนติดภารกิจด่วนฉันจึงมาแทน แม้ว่าจะไม่ได้ช่วยอะไรมากแต่ก็ฝากเนื้อฝากตัวกับทุกคนด้วยนะคะ” 

สิ้นเสียงคำหวานทุกคนก็ต่างปรบมือรัวๆให้กับหญิงสาวผู้มาใหม่ ส่วนมุทิตาเองก็แยกย้ายไปตามจุดๆต่างหลักจากพักหายเหนื่อยแล้ว แต่ก็ยังไม่วายที่จะมีร่างบางของใครคนนึงเดินเข้ามาหาเธอ 

“ว่าไงมุทิตา ฉันไม่คิดว่าเธอจะมาค่ายอาสานี้ด้วย” เธอเห็นหญิงสาวตั้งแต่ลงมาจากฮอลิคอปเตอร์แล้ว แต่เพียงแค่ยังไม่ได้หาโอกาสเข้าพูดคุย 

“อ่อค่ะ มุเองก็ไม่คิดว่าคุณกัณฑ์จะมาเป็นตัวแทนในค่ายนี้” 

“จ๊ะ พอดีว่าคุณแอรอนเขาไม่ว่างเลยให้ฉันมาแทน ว่าแต่มุเรียนอยู่คณะไหนหรอ” เคยเห็นหน้ากันมาตั้งหลายครั้งแต่ก็ไม่เคยได้ถามไถ่เสียที 

“เรียนอยู่คณะเภสัชค่ะ ปีนี้ก็ปีสุดท้ายแล้ว” 

“อ้อ ฉันขอตัวก่อนนะ” 

“ค่ะ” 

กัณฑ์ธิรายิ้มและพยักหน้าให้ก่อนจะเดินเลี่ยงออกไปทางอื่นเพราะเธอเหมือนว่าได้รับสายโทรศัพท์จากใครคนหนึ่ง เธอเดินเลี่ยงออกไปโดยที่ไม่สายตาของคาร์มิลนั้นจับจ้องอยู่เพราะกำลังวุ่นกับการขนของลงจากฮอฯ 

“สวัสดีค่ะ” เสียงหวานเอ่ยคำแทรกไปตามสายที่โทรเข้ามา 

(กัณฑ์นี่พ่อเองนะลูก) เสียงชายชราอายุราวห้าสิบกว่าปีนามว่าวุฒิวัฒน์ น้ำเสียงนั้นดูลุกลี้ลุกลนกรอกลงมาตามสายของลูกสาวที่เพิ่งจะติดต่อกันได้ในรอบหลายเดือน 

“พ่อ พ่อโทรมาได้ยังไงค่ะ พ่อเป็นยังไงบ้าง” เสียงของเธอแสดงถึงความห่วงใยที่มีต่อบิดาได้อย่างแจ้งชัด เธอคิดถึงเขาเหลือเกิน นานนับหลายเดือนที่ไม่ได้ติดต่อ 

(กัณฑ์ไม่ต้องเป็นห่วงพ่อหรอกนะ พ่อสบายดี ว่าแต่ลูกเป็นอย่างไรบ้าง) 

“กัณฑ์ไม่เป็นอะไรค่ะพ่อ แต่กัณฑ์ไม่รู้ว่าเมื่อไรเขาจะปล่อยกัณฑ์ไปเสียที” น้ำเสียงครั้งนี้มันเป็นน้ำเสียงที่ตัดพ้อต่อโชคชะตาที่ทำไมฟ้านั้นถึงลิขิตมันให้เป็นเยี่ยงนี้ได้ 

(ทนอีกหน่อยนะลูก พ่อขอโทษ พ่อขอโทษที่ทุกอย่างมันต้องเป็นแบบนี้) เสียงร้องสะอึกสะอื้นออกมาตามสาย มันเป็นเพราะตนเองแท้ๆเพราะความโลภมากทุกอย่างมันถึงได้เป็นเช่นนี้ หากเขายอมพอและถอยมันออกมาตั้งแต่แรกในครั้งยามที่กัณฑ์ธิราเตือนไว้ เขาก็คงไม่เป็นเหมือนคนสิ้นเนื้อประดาตัวเช่นนี้ 

“พ่ออย่าโทษตัวเองเลยค่ะ ทุกอย่างมันเกิดขึ้นแล้ว” ได้ยินเสียงร้องไห้ของคนที่ตัวเองรักก็แทบใจสลาย เธอรู้ว่าพ่อตนนั้นก็คงไม่อยากให้มันเกิดขึ้นแต่เพียงแค่มันเป้นความผิดพลาดเท่านั้น 

“คุณกัณฑ์ครับ คุณแอรอนขอเรียนสายครับ” คาร์มิลที่ครั้งนี้มากับหญิงสาวด้วยเดินเข้ามายังจุดที่เธอยืนอยู่พร้อมบอกจุดประสงค์ว่าเจ้านายของตนนั้นต้องการจะพูดคุยด้วย 

“ค่ะ ฉันขอเวลาหน่อยนะ” เธอหันมาบอกกับคาร์มิล แล้วก็เห็นไปพูดสายของตนต่ออีกสักนิดโดยที่ผ่อนเสียใหเบาลงกว่าเดิม 

(พ่อจะหาทางช่วยกัณฑ์ให้ได้นะลูก พ่อสัญญา) 

“ค่ะพ่อ” ก่อนสายนั้นจะถูกตัดไป เธอยืนอยู่นิ่งๆควบคุมอารมณ์ที่มันกำลังหวั่นไหว ก่อนจะยืนมือออกไปรับโทรศัพท์จากคาร์มิลเพียงรับสายของเขา 

“ฮัลโหลค่ะ...” 

 

 

มาเเล้วจ้าา 

ฝากเม้นท์ฝากไลท์ให้ไรท์ด้วยนะคะ 

อย่างเงียบเบบนี้น้าา 

ความคิดเห็น