เคะแก่ คือ นิพพาน :P

.:: ตอนที่ ๑๐ ::. เรื่องที่รู้กัน (รีไรท์เพิ่มเนื้อหาเรียบร้อยแล้วค่ะ)

ชื่อตอน : .:: ตอนที่ ๑๐ ::. เรื่องที่รู้กัน (รีไรท์เพิ่มเนื้อหาเรียบร้อยแล้วค่ะ)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 33.3k

ความคิดเห็น : 47

ปรับปรุงล่าสุด : 22 พ.ค. 2561 09:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
.:: ตอนที่ ๑๐ ::. เรื่องที่รู้กัน (รีไรท์เพิ่มเนื้อหาเรียบร้อยแล้วค่ะ)
แบบอักษร




เรื่องเล่าจาก หอคณิกาชาย


ตอนที่ ๑๐

เรื่องที่รู้กัน





ประชุมเช้าวันนี้ตรึงเครียดเป็นพิเศษ

เจ้ากรมโยธาถวายฎีกาขอการสร้างเขื่อน ส่วนเจ้ากรมการคลังกลับบอกปัดเรื่องงบประมาณ เหล่าขุนนางแยกออกเป็นสองฝ่ายโต้เถียงกันเสียจนท้องพระโรงแทบจะกลายเป็นตลาดสด ประชุมเช้าที่ควรใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วยามก็ลากยาวมาจนถึงสามชั่วยาม

ใครกันที่บอกว่า คนฟังไม่เหนื่อย

จ้าวเสวียนเหนื่อยเสียจนแทบอยากจะหายตัวไปซุกตักพี่ลู่ใจจะขาด

ไวเท่าความคิด... ร่างสูงใหญ่ก็มาปรากฏอยู่หน้าเรือนพักในตำหนักจิ่งเหยิง นางกำนัลและขันทีน้อยในตำหนักจิ่งเหยิงแห่งนี้มีไม่มากนัก ช่วงเวลากลางวันเช่นนี้จึงคล้ายตำหนักร้างไร้ผู้คน การที่เขาใช้วิชาตัวเบาผ่านเหล่าองครักษ์มาถึงที่นี่จึงไม่ได้สร้างความตกใจให้ใครนัก

ถึงจะสร้างความตกใจให้ใครเขาก็ไม่ใส่ใจ

เมื่อหาคนที่ต้องการในที่ห้องหนังสือไม่พบ องค์รัชทายาทก็ตรงดิ่งไปที่ห้องบรรทมแทบจะทันที และก็เป็นดังคาด ร่างสูงโปร่งที่เขาตามหานั้นกำลังนั่งพลิกตำราอยู่บนตั่งนุ่มริมหน้าต่าง

ภาพร่างสูงใหญ่ที่ตรงดิ่งเข้าไปกอดเอวบางนั้นทำให้ใครบางคนอยู่ไม่เป็นสุข ทว่าจ้าวกุ้ยเฟยที่อยู่ข้างเขากลับเฝ้าดูโดยไม่มีทีท่าไม่สบายใจแม้แต่น้อย

“ดูสิ ลูกข้ากำลังนอกใจเจ้านะ”

“...นอกกายพะย่ะค่ะ”

“อ้อ อย่าลืมทำโทษเสียด้วย”

พระนางไม่ต้องบอก ลู่ไป๋หลินก็ตั้งใจแล้วว่าจะต้องคุยกับเสี่ยวเสวียนให้ชัดเจน คงไม่มีสามีที่ไหนชอบให้ภรรยา(?)ไปยุ่งกับผู้อื่นหรอก ถึงแม้จะเป็นเพียงการเข้าใจผิดก็เถอะ

ท่านรองเจ้ากรมอดที่จะหงุดหงิดมากขึ้นไม่ได้เมื่อจ้าวเสวียนปล่อยให้ลู่ไป๋หลินตัวปลอมนั้นคล้องแขนเข้ากับลำคอหนา ทว่าสิ่งที่ลู่ไป๋หลินไม่เห็นคือ นัยน์ตาคมกล้านั้นวางเปล่า จนถึงขั้นหนาวเหน็บ เฝ้ามองผู้ที่เหมือนกับคนรักส่ายเอวยั่วยวนอย่างไร้ความรู้สึก

เมื่อยังไม่รู้จุดประสงค์เขาก็ยังไม่ลงมือปลิดลมหายใจของร่างตรงหน้า

“เสี่ยวเสวียนเหนื่อยหรือไม่?”

“นิดหน่อย”

เหนื่อยใจมากกว่าที่ต้องปั้นหน้ามีความสุขทั้งที่เขากำลังโมโหแทบคลั่ง

คนที่ยืนตรงหน้าไม่ใช่พี่ลู่ของเขา แล้วพี่ลู่ของเขาไปอยู่ที่ไหน!?

คิดถึงความเป็นไปได้ก็มีแต่เรื่องที่เลวร้ายทั้งสิ้น

เขาไม่ควรเชื่อคำพูดพี่รอง สั่งถอนองครักษ์เงารอบตัวของคนรักออกไปเลย การที่พี่รองยังอยู่นิ่งได้นั่นแปลว่าพี่ลู่ยังปลอดภัยดีอยู่ แต่ไม่ได้เห็นด้วยตาของตนเอง เขาก็ยังไม่สบายใจอยู่ดี

“เสี่ยวเสวียน ไม่พูดอะไรหน่อยหรือ?”

“...จะให้พูดอะไร?”

เขาโมโหจนแทบจะป่นกระดูกร่างตรงหน้าให้เป็นผงได้อยู่แล้ว

“องค์ชายสามหายไปไหนหรือ?”

“...ข้ามิใช่พี่สามจะรู้ได้อย่างไร?”

จะหายไปไหนได้ นอกจากนำทัพรับมือกับพวกกบฏเช่นเจ้าอยู่น่ะสิ!

“นี่เสี่ยวเสวียน”

“...”

สาบานได้ว่า เขาเกลียดที่ถูกเรียกว่า ‘เสี่ยวเสวียน’ เช่นนี้ที่สุด! บางสิ่งก็มีเพียงคนคนเดียวเท่านั้นที่เขาอนุญาตให้ทำได้ เหอะ! ผิวของเจ้าขาวก็จริง แต่ไม่ได้งดงามดั่งหยกเช่นเดียวกับผิวของพี่ลู่เสียหน่อย ยังจะกล้าเผยผิวต่อหน้าข้า ไม่รู้จักเจียมตนเสียบ้าง!

“เสี่ยวเสวียน...ข้าหิว”

“...หิว?”

เรียวลิ้นเล็กนักแลบไล้ไปบนกลีบปากนุ่มที่เผยออ้าอย่างยั่วยวน จ้าวเสวียนกลืนน้ำลายลงไปอึกหนึ่ง ไม่ใช่เพราะแรงราคะที่ผลักดัน แต่เป็นน้ำลายที่เขาเกือบจะถ่มทิ้งแต่ยั้งเอาไว้ได้ทันต่างหาก

บัดซบ! แล้วนี่เขาต้องทนให้บุรุษยั่วยวนต่อหน้าคนที่จับจ้องเขาอยู่กว่าร้อยคนเช่นนี้น่ะหรือ!

จ้าวเสวียนรั้งมือขาวที่กำลังซุกซนกับแผ่นอกของเขาแล้วกำลังเลื้อยลงไปด้านล่างอย่างไม่ทะนุถนอมนัก หากเขาขยับข้อมืออีกเพียงเสี้ยวเดียวก็หักมือบางนี่ทิ้งไปได้แล้ว

“อ้ะ...เสี่ยวเสวียน เจ็บนะ...”

“...”

ให้ตายเถอะ! ข้ากำลังโมโหจนแทบจะพังตำหนักของเสด็จแม่ได้อยู่แล้ว!*

มือแกร่งปล่อยมือเล็กออก แต่ลมปราณที่เขาไม่คิดจะคุมนั้นกระแทกเข้ากลางอกจนร่างบางนั้นทรุดฮวบ

“โอ้ย!”

“...เจ็บหรือ?”

“เสี่ยวเสวียน...เบาๆ หน่อยสิ”

“อ้อ...”

สาบานได้เลยว่าข้าจะให้เจ้าตายอย่างเจ็บปวดที่สุด!*

ร่างสูงใหญ่หมุนกายกลับไปนั่งที่ตั่งโดยไม่ได้แยแสร่างโปร่งบางที่ทรุดกายอยู่บนพื้นแม้แต่น้อย ถ้าหากเป็นพี่ลู่แค่เพียงขมวดคิ้วเล็กน้อยเขายังแทบทนไม่ได้ แต่เห็นใบหน้าเดียวกันนี้ ขอบตาขาวแดงก่ำ จวนเจียนจะร้องไห้อยู่รอมร่อ เขากลับไม่รู้สึกรู้สาสิ่งใดเลย ในอกดูเหมือนจะว่างเปล่าราวกับไม่มีหัวใจที่กำลังทำหน้าที่ของมันอยู่ในนั้น

เขานั่งมองอยู่ได้เพียงชั่วครู่ก็ต้องละสายตาไปทางอื่น

สุดท้ายก็เป็นเขาที่อดรนทนไม่ได้ต้องเข้าประเด็นเสียเอง

“มาสิ”

“เอ๊ะ!?”

“จะฆ่าข้ามิใช่หรือ?”**

“สะ...เสี่ยวเสวียน พูดอะไรน่ะ?”

จ้าวเสวียนถอนหายใจลึกยาว ส่วนคนที่แอบฟังอย่างจ้าวกุ้ยเฟยอดที่จะถอนหายใจไม่ได้เช่นกัน เสียงหวานเอ่ยอย่างติดจะจนใจเล็กน้อย

“อาเสวียนนี่ใช้ไม่ได้เลย”

นางอุตส่าห์อวดท่านรองเจ้ากรมว่าจะมีละครฉากใหญ่ แต่ลูกชายตัวดีของนางกลับปิดม่านลงเสียตั้งแต่เริ่มโหมโรง อย่างนี้นางไม่เสียหน้าแย่หรือ!? ไม่ได้การ! ต้องใส่ไฟให้ลู่ไป๋หลินเสียหน่อย

“อย่างไรก็กอดกับผู้อื่น นอกกายเจ้านะอาหลิน”

“...พะย่ะค่ะ”

“ต้องจัดการให้กินไม่ได้นอนไม่หลับ”

พระนางไม่ต้องบอก ลู่ไป๋หลินก็คิดจะทำอยู่แล้ว!

...

ร่างสูงใหญ่นั้นหยิบเอาตำราที่ถูกวางที่ไว้บนตั่งขึ้นมาพลิกไปมา ‘ตำราทางธรรม’ เหอะ! ถ้าพี่ลู่ของเขามีเวลามาอ่านตำราทางศาสนาเช่นนี้ กำแพงเมืองทุกด้านของแคว้นโฮ่วคงไร้รอยร้าว เขื่อนทุกเขื่อนที่ควรมีคงสมบูรณ์พร้อมแล้วกระมัง

“ยังจะนั่งอยู่อีกนานมั้ย?”

“เสี่ยวเสวียน...ทำไมพูดจาแล้งน้ำใจเช่นนี้เล่า”

“ปกติข้าก็ไม่ใช่คนใจดีอยู่แล้ว”

“เสี่ยวเสวียน...ข้าคือพี่ลู่ของจะ...”

“ไม่ใช่”

“...เสี่ยวเสวียน พูดเช่นนี้ข้าน้อยใจนะ”

“น้อยใจ?” เขาแค่นเสียง หึ! ขึ้นจมูกคราหนึ่ง

“ใช่...ข้าน้อยใจมากนะ”

เคร้ง!

ชั่วจังหวะที่ร่างนั้นโถมตัวเข้าหา ปลายมีดคมกริบก็ตวัดออกมาเจาะจงไปยังลำคอแกร่งทว่าดูเหมือนจะช้ากว่าองค์รัชทายาทไปหลายก้าว จ้าวเสวียนยังคงนั่งอยู่ที่เดิมไม่ขยับไปไหนทว่า แขนเรียวข้างนั้นกลับไร้ความรู้สึกและห้อยตกลงสู่พื้น

เป็นไปไม่ได้!

“จะ...เจ้า!”

“ไม่เรียก ‘เสี่ยวเสวียน’ แล้วหรือ?”

“ทำไม?”

ชายหนุ่มเอื้อมหยิบเอาตำราที่พี่ลู่อ่านทิ้งไว้เมื่อคืนขึ้นมาอ่านแทน นัยน์ตาคมยังไม่ละออกจากตัวอักษร ทว่าคนที่ยืนอยู่กลับทรุดลงกระอักเลือดคำโต

บ้าน่า...เป็นไปไม่ได้...

องค์รัชทายาทเป็นบุรุษที่ไม่ได้เรื่องมิใช่หรือ!?

“อ้อ...ข้าทำให้เจ้าตกใจหรือ?”

“...จะ...”

จ้าวเสวียนไม่มีความอดทนเหลืออยู่มากนัก กระแสกดดันที่อวลอยู่รอบกายจึงยิ่งกดหนักขึ้น ร่างบางที่พยายามจะยืนขึ้นจึงถูกกดลงจนแนบติดพื้น ในศีรษะวนเวียนไปด้วยคำว่า ‘เป็นไปไม่ได้’

จะเป็นไปได้อย่างไร...ข้าเป็นถึงนักฆ่าอันดับหนึ่งของนอกด่าน!

จะมาพ่ายแพ้ให้โดยที่ไม่ได้แตะแม้แต่เส้นผมได้อย่างไร!

“พี่ลู่อยู่ที่ไหน?”

“...หึ”

“ข้าจะถามอีกครั้ง” เสียงทุ้มต่ำไม่ได้หลบซ่อนไอสังหารแม้แต่น้อย เขาย้ำคำถามเดิมอีกครั้งอย่างใจเย็น

“พี่ลู่อยู่ที่ไหน?”

“หึ...ตายไปแล้ว”

อั่ก!

เลือดสีแดงสดไหลยาวจากรอยแยกตรงช่วงไหล่ มีดพกสั้นที่สลักคำว่า ‘ซื่อ’ ปักลงลึกจนมิดด้าม จ้าวเสวียนไม่เพียงไม่เปลี่ยนสีหน้า เขายังควงมีดสั้นที่เหลือเล่นอย่างสบายอารมณ์อีกด้วย

“...ตอบใหม่”

“ตายไปแล้วยังไงล่ะ!”

อั่ก!

ถึงเขาจะรู้ว่าไม่ใช่ความจริงก็เถอะ! แต่ให้คนมาตะโกนว่าคนรักตายไปแล้วอยู่ตรงหน้านี่ก็ทำให้ฟางเส้นสุดท้ายของเขาขาดลงได้เหมือนกัน จ้าวเสวียนเลิกคิ้วขึ้นเมื่อเห็นร่างบางตรงหน้านั้นคลานถอยไปหลายครั้ง

นัยน์ตากลมนั้นกลอกไปมา ทีท่าร้อนรนเสียจนเขาทนดูไม่ได้

“ไม่ต้องมองหาหรอก ‘พวกนั้น’ คนของพี่รองคงส่งไปรอเจ้าล่วงหน้าแล้ว”

“...”

“ข้าจะให้เจ้าตายสบายมากขึ้น”

“...”

“แค่เจ้าเปลี่ยนหน้ากลับคืนใบหน้าของเจ้าซะก่อน”

“...เจ้า...นี่มันใบหน้าคนรักของเจ้ามิใช่หรือ?”

“แล้วอย่างไร?”

ต่อให้มีคนที่หน้าเหมือนพี่ลู่ซักร้อยคนมายืนตรงหน้า เขาก็ฆ่าได้ไม่เว้น ของที่เหมือนกันแต่ของที่ ‘ใช่’ มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น คนพวกนี้จะบอกว่าโง่เขลาหรือเบาปัญญาดี? เขาดูเหมือนคนที่จะใจอ่อนให้กับใบหน้านี้เท่านั้นหรือ?

“มิน่าเล่า! เจ้าถึงได้ปล่อยให้คนรักเป็นตัวล่อให้พวกข้ามาติดกับ”

“...”

“เจ้าไม่ได้รักคนผู้นั้นเลยแม้แต่น้อย!”**

อั่ก!

“พูดพอหรือยัง?”

“ฮ่าๆ...เจ้ากล้าหลอกใช้แม้กระทังคนรักของตัวเอง”

อั่ก!

“ไส้ไหลออกมาแล้วนะ”

“น่าสงสาร...ลู่ไป๋หลินช่างน่าสงสารจริงๆ”

พรืด...

จ้าวเสวียนเหลือบมองซากสิ่งที่เคยมีชีวิตนั้นอย่างไร้อารมณ์ เลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นมาถูกใบหน้าถูกเขาใช้นิ้วปาดออกไปอย่างไม่รีบร้อนนัก ตอนนี้เองที่เขาสังเกตเห็นว่าที่มุมหนึ่งของห้องมีใครบางคนที่เค้าคุ้นตายืนอยู่

“พี่ลู่...”





ต่อตรงนี้ค่ะ





“พี่ลู่...”

“องค์รัชทายาท”

คำที่ออกจากปากของท่านรองเจ้ากรมทำให้จ้าวเสวียนชะงักค้าง

“พี่ลู่...คือเรื่องนี้”

“กระหม่อมทราบพะย่ะค่ะ”

“พี่ลู่!”

ร่างสูงใหญ่รีบรวบร่างสูงโปร่งเข้ามาในอ้อมแขน กลิ่นคาวเลือด และสัมผัสเปียกชื้นที่หลงเหลือบนเสื้อยิ่งทำให้เพลิงพิโรธที่คิดว่าดับมอดไปได้นั้นลุกโชนจนยากจะดับ

บัดซบ!

กร๊อบ!

กระดูกของร่างไร้ลมหายใจนั้นถูกปราณโทสะขององค์รัชทายาทป่นเสียจนหักเป็นหลายสิบท่อน มู่หรงซิ่วที่เพิ่งก้าวเข้ามาถึงกับชะงักไปเล็กน้อย เจ้าสี่กำลังโมโหเช่นนี้ควรจะดึงเสี่ยวลู่ออกมาก่อนดีหรือไม่

อืม...รู้สึกว่าเขาจะถูกน้องชายคาดโทษด้วยสายตาแว่บหนึ่งนะ

ใครเล่าจะรู้ว่าตาเฒ่านั่นจะกล้าลงมือกับลูกศิษย์คนโปรดได้ ดูเอาเถอะ! เสด็จพ่อคิดจะลงโทษเสี่ยวลู่มากี่ครั้งแล้ว แค่สบตาก็พ่ายแพ้ไปทุกที เขาไม่คิดว่าอวี้กวงจะทำใจทำร้ายเสี่ยวลู่ได้นี่

ดังนั้นมู่หรงซิ่วไม่ผิด ตาเฒ่านั่นแหละที่ผิด!

“พี่ลู่...พี่บาดเจ็บ!”

“ไม่เจ็บพะย่ะค่ะ”

“เจ็บ!”

พี่ลู่ไม่เจ็บแต่เขากลับเจ็บจนเสียราวกับว่าถูกกระหน่ำตีเสียเอง

“ไม่...”

“เจ็บ!”

มือแกร่งที่โอบรอบเอวบางสั่นเสียจนลู่ไป๋หลินนิ่วหน้า เมื่อเงยหน้าขึ้นบนกับนัยน์ตาแดงก่ำของจ้าวเสวียน กำแพงทิฐิที่มีมาก็พังทลายออกไปเสียหมด ท่านรองเจ้ากรมถอนหายใจบางเบาพลางยกมือทั้งสองข้างประคองแก้มขององค์รัชทายาทเอาไว้

ไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ย คนที่ข่มทั้งอารมณ์โกรธ เสียใจและหวาดกลัวก็เค้นเสียงสั่นพร่าออกมาว่า

“เสี่ยวเสวียนผิดเอง...”

“...ผิดอย่างไร?”

“ผิดที่ไม่บอกพี่ลู่”

“ไม่บอกเรื่องอะไรบ้าง?”

มู่หรงซิ่วเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สมกับเป็นกระดูกเคี้ยวยากแห่งท้องพระโรงจริงๆ! ลู่ไป๋หลินไม่ถามว่า ‘ไม่บอกอะไร?’ แต่กลับถามว่า ‘ไม่บอกเรื่องอะไรบ้าง?’ เช่นนี้ เท่ากับสั่งว่า ‘มีเรื่องอะไรปิดบังไว้บอกมาให้หมด’ ชัดๆ!

หวังว่าเจ้าสี่จะไม่ทำเสียชื่อราชนิกุลนะ?

เป็นบุรุษต้องยืนหยัด! อย่าให้ภรรยา(!)กดข่มเอาได้!

สู้เขาเจ้าสี่!

“...”

“ว่าอย่างไร?”

“...มีหลายเรื่องขอรับ”

มู่หรงซิ่วยังพอจะเหลือความหวังสุดท้ายอยู่บ้างถ้าหากลู่ไป๋หลินไม่สำทับประโยคต่อมานี้เสียก่อน

“ไม่ทรงบอกก็ไม่เป็นไร กระหม่อมมะ...”

“บอก! ย่อมต้องบอก!”

“...”

“บอกแล้วพี่ลู่จะไม่โกรธใช่หรือไม่?”

อย่าตกหลุมพรางขุนนางง่ายๆ อย่างนี้สิ!!!*

มู่หรงซิ่วถอนหายใจลึกยาว เจ้าสี่หมดทางเยียวยาแล้ว!

องค์ชายรองทรงยกพระหัตถ์ขึ้นครั้งหนึ่งส่งสัญญาณให้คนสนิทเร่งจัดการงานที่เหลือ แน่นอนว่าทำเพื่อบังหน้า จุดประสงค์หลักคือภาพลักษณ์ขององค์รัชทายาทที่ไม่ไกลเขานี่ต่างหาก!

ถ้ามีหูมีหางงอกออกมาได้ ป่านนี้คงทั้งหูลู่หางตกแล้วกระมัง!

“บอกได้หรือยัง?”

“ข้าจะบอก...แต่ก่อนอื่น พี่ลู่ต้องทำแผลก่อนเถอะ”

“แผลเล็กน้อย”

“แต่พี่ลู่เลือดออก”

“บอกแล้วว่าไม่จะ...”

วี๊ด...

เสียงนกหวีดเบาๆ ดังขึ้นนั้นเรียกให้ทั้งจ้าวเสวียน ทั้งมู่หรงซิ่วขมวดคิ้วมุ่น ท่าทางของชายหนุ่มตรงหน้าอดทำให้ท่านรองเจ้ากรมที่จับสังเกตเก่งที่สุดในราชสำนักอดที่จะเอ่ยปากถามไม่ได้

“เกิดอะไรขึ้นหรือ?”

“อวี้กวงหนีไปได้”

คิ้วเรียวงามนั้นขมวดมุ่นเข้าหากันจนคนมองอย่างจ้าวเสวียนต้องขยับปลายนิ้วคลึงเบาๆ ให้อย่างเอาใจใส่ ขณะที่ใบหน้าคมคายโน้มลงหวังจะกดจูบปลอบประโลมคนรัก จ้าวกุ้ยเฟยที่มองคนทั้งคู่มาตลอดก็กระแอมไอขึ้นเสียงหนึ่ง

“อะ...ฮื้ม!”

“เสด็จแม่?”

“เพิ่งเห็นหรือว่าแม่อยู่ตรงนี้?” น่าน้อยใจนัก!

จ้าวเสวียนคลี่ยิ้มบางๆ อย่างประจบ “ใครเล่าจะไม่เห็นเสด็จแม่ได้”

จะใครล่ะ!? ก็เจ้าเองมิใช่หรือไง?*

พระนางอยากจะว่าลูกชายอยู่เหมือนกัน แต่ติดที่ว่าใบหน้างดงามของลูกชายอีกคนเริ่มซีดขาวแล้วถึงได้โบกมือไล่คนทั้งคู่ส่งๆ ไป จะมาพลอดรักกันก็ควรจะดูบ้างว่านอกจากพระนางแล้วยังมีองค์ชายรองยืนอยู่ด้วย วั่นเสียนเฟยมิหัวร่อง่อหงายไปแล้วหรือ

เหอะ! สตรีนางนั้นก็ถูกบุตรชายลืมเหมือนกันนั่นแหละ องค์ชายรองใช่ว่าจะกลับไปหานางบ่อยๆ เสียเมื่อไหร่! ได้ยินว่าองค์ชายรองปฏิเสธการสมรสกับหลานสาวตระกูลวั่นด้วยมิใช่หรือ

“ทางนี้แม่จะจัดการเอง”

นางสำทับลงไปอีกประโยค

มองส่งบุตรชายทั้งสองจากไปแล้วพระนางจึงก็หันกลับมาเผชิญหน้ากับมู่หรงซิ่ว บุรุษที่ยืนอยู่ตรงหน้านางนี้เองที่เป็นผู้ช่วยนางหลุดพ้นจาก ‘บุปผาหลอมใจ’ ได้ หากจ้าวเสวียนมิใช่องค์รัชทายาทแล้วละก็ ตำแหน่งนี้ย่อมตกเป็นของบุรุษผู้นี้เป็นแน่


(รีไรท์ตั้งแต่ตรงนี้เป็นต้นไปค่ะ)


“คาราวะองค์ชายรองเพคะ”

“คาราวะจ้าวกุ้ยเฟยพะย่ะค่ะ”

ท่าทีของคนทั้งคู่ต่างให้เกียรติกันและกันอย่างเต็มที่

“ตั้งแต่ครานั้นก็มิได้เจอกับองค์ชายรองอีก หม่อมฉันขอใช้โอกาสนะ...”

“จ้าวกุ้ยเฟยเกรงใจกันเกินไปแล้วพะย่ะค่ะ กระหม่อมเป็นพี่ชายของเจ้าสี่ พระองค์เป็นมารดาของน้องชายกระหม่อม กระหม่อมย่อมต้องยื่นมือเข้าช่วย แค่ไม่คาดคิดว่าพระองค์จะเป็น...”

“เป็นสายลับของชนเผ่านอกด่าน?”

มู่หรงซิ่วชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้ารับ

นางเป็นสายลับที่ถูกส่งเข้ามาในฐานะบรรณาการจากชนเผ่า แต่แรกเพียงหวังให้นางเป็นที่ถูกตาต้องใจขุนนางใหญ่ซักคน ใครเล่าจะคาดคิดว่าคนที่ถูกตาต้องใจนางกลับเป็นโอรสสวรรค์ แม้แต่นางก็ไม่คิดว่าจะมีวันที่ได้สัมผัสกับคำว่า ‘รัก’ จากศัตรูอีกด้วย เพราะพระนางทรยศชนเผ่านอกด่าน ถึงได้ถูกอวี้กวงใช้บุปผาหลอมใจจนวิปลาสไป

“องค์ชายทรงอยากฟังนิทานหรือไม่เพคะ?”

“ถ้าจ้าวกุ้ยเฟยไม่ขัดข้อง ...ก็ยินดีพะย่ะค่ะ”

มู่หรงซิ่วยังคงมีทีท่าปลอดโปร่งราวกับว่าเขากำลังจะได้ฟัง ‘นิทาน’ อย่างแท้จริง มิใช่ท่าทีของคนที่กำลังจะฟังเรื่องที่เกี่ยวกับตนเองและคนในครอบครัวแม้แต่น้อย

“สงครามครานั้นที่พวกเราพ่ายแพ้มิใช่เพียงเพราะข้าเปลี่ยนใจ”

“...?”

หมายถึงสงครามเมื่อสามสิบปีก่อน?

“แต่เป็นเพราะพี่อวี้”

“...”                                                                                                                   

“ฆ่าคนรักของฝ่าบาทและองค์ชายรองในสมัยนั้น”

“คนรัก?”

พระนางเผยรอยยิ้มขมขื่นเล็กน้อยเมื่อคิดว่าแท้จริงแล้วหัวใจของคนผู้นั้นเป็นของผู้อื่นไปนานแล้ว แต่ถึงอย่างไรนางก็เลือกแล้วที่จะรัก ไม่ว่าตอนนั้นหรือตอนนี้นางก็ไม่คิดเสียใจเลยแม้แต่น้อย

“ใช่เพคะ คนรักของฝ่าบาทและเสด็จอาของพระองค์คือ อดีตรองเจ้ากรมโยธาในสมัยนั้น ใต้เท้าโหวจิน เพคะ”

“ใต้เท้าโหวจิน...”

บุรุษแซ่โหวผู้นี้มู่หรงซิ่วไม่เคยพบตัวจริง แต่เขาเคยพบภาพเหมือนบุรุษภาพหนึ่งอยู่ในห้องทรงพระอักษรของเสด็จพ่อ เพียงแค่เห็นจากภาพวาดก็ทำให้มู่หรงซิ่วพอจะเข้าใจทั้งเสด็จพ่อและเสด็จอาของเขาได้

อืม...ก็ควรอยู่ที่ทั้งสองพระองค์จะพึงใจใต้เท้าโหวจิน...บุรุษในภาพนั้นนับได้ว่าเป็นคนงามจริงๆ!

ราวกับพระนางล่วงรู้ความคิดของเขาจึงได้เอ่ยประโยคนี้ขึ้นมา

“มิใช่เพียงเป็นคนงามนะเพคะ”

“...”

คนที่บุรุษผู้นั้นพึงใจมิใช่เพียงความงามแน่ ไม่เช่นนั้นพระนางก็คงไม่พ่ายแพ้แก่บุรุษเช่นนี้!* คิดถึงความหลังครั้งนั้นแล้วยิ่งตอกย้ำว่านางมิใช่เพียงแค่มาช้ากว่า แต่ยังพ่ายแพ้ให้กับความดีงามของบุรุษผู้นั้นด้วย

ขนาดเป็นศัตรูหัวใจ แต่นางก็ไม่อาจหักใจโกรธแค้นหรือรังเกียจได้

“ใต้เท้าโหวจิน เป็นพระสหายร่วมเรียนของทั้งฝ่าบาทและองค์ชายรองในสมัยนั้นเพคะ เป็นบุรุษที่เอาจริงเอาจังกับงานราชการ กิริยาวาจาสุภาพเช่นเดียวกับคุณชายจากตระกูลใหญ่ อีกทั้งยังสอบได้จ้วงหยวนตั้งแต่อายุยังน้อย เป็นบุรุษที่สตรีทั่วทั้งแคว้นโฮ่วไม่อาจหักใจลืมได้เลยทีเดียวเพคะ”

ประโยคนี้ของจ้าวกุ้ยเฟยนั้น มู่หรงซิ่วเห็นด้วยเต็มสิบส่วน

...เป็นบุรุษที่ไม่อาจหักใจลืมได้เลย

ขนาดเขาได้เห็นเพียงภาพวาดยังจำได้ติดตา หากเป็นสตรีนอกจากไม่อาจหักใจลืมได้แล้ว ยังอาจถึงขั้นเพ้อฝันไปเลยทีเดียว อืม...หากใต้เท้าโหวจินยังอยู่ ข้ายังอยากจะนำท่านกับเสี่ยวลู่มายืนข้างกันเสียจริง! คงเป็นงานชมบุปผาที่น่าชมมากเป็นแน่!

“หลังจากรู้ว่าใต้เท้าโหวจินถูกนักฆ่าจากชนเผ่านอกด่านฆ่าตาย เวลานั้นเสด็จอาของพระองค์ก็ทรงทูลขอนำทหารสองหมื่นเข้าตีกองกำลังเรือนแสนของชนเผ่านอกด่าน แน่นอนว่าเสด็จอาของพระองค์เป็นผู้กำชัยเหนือชนเผ่านอกด่าน ทัพนอกด่านถูกตีจนแตกพ่าย แผนการที่เหลือจึงถูกชะลอเอาไว้”

“...”

“และชะลอยาวมาจนป่านนี้เพคะ”

“เช่นนั้นเสด็จอาทรงสิ้นพระชนม์ในสนามรบ?”

“หามิได้เพคะ”

พระนางเผยรอยยิ้มขบขัน บุรุษเช่น ‘มู่หรงเหยี่ยน’ จะพ่ายแพ้ให้กับกองทัพเล็กๆ แค่นั้นก็คงเสียชื่อมาถึงนางแล้ว! เป็นถึงบุรุษที่นางมอบหัวใจให้ จะอ่อนแอเช่นนั้นได้อย่างไร!

“หลังจากนั้นห้าปีเสด็จอาของพระองค์สิ้นพระชนม์ลง ไม่นาน...หม่อมฉันก็ตั้งครรภ์อาเสวียน” จ้าวกุ้ยเฟยยังคงประดับรอยยิ้มอ่อนโยนไปทั่วใบหน้า ยิ่งคิดถึงว่าตำหนักเทพพยากรณ์ครานั้นทำนายว่าอย่างไรนางก็ยิ่งเผยรอยยิ้มกว้างขึ้น

“…”

“อาเสวียนก็คือ องค์ชายรอง...มู่หรงเหยี่ยนเพคะ”

“...”

มู่หรงซิ่วแทบจะหาเสียงของตนเองไม่เจอ

เขาเป็นคนฉลาดและยังสามารถเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดได้อย่างรวดเร็ว

แต่...เรื่องเหนือธรรมชาติเช่นนี้...

“อาเสวียนปฏิเสธการใช้สกุล ‘มู่หรง’ มิใช่เพียงเพราะต้องการงัดข้อกับฝ่าบาทเท่านั้นหรอกนะเพคะ แต่น่าจะเป็นความฝังใจแต่เดิม หากมู่หรงเหยี่ยนมิใช่ มู่หรงเหยี่ยน...ใต้เท้าโหวจินก็คงไม่ถูกลากเข้ามาในเป็นหมากในกระดานนี้”

คนที่เดินหมากกระดานนี้ผิดที่สุดคือ อวี้กวง นั่นเอง

พระนางยิ้มเยาะความคิดตื้นเขินของบุรุษผู้นั้นมากที่สุด คิดได้อย่างไรว่ามู่หรงเหยี่ยนจะอ่อนแอลงเพราะสูญเสียคนรัก? กลับกัน บุรุษเช่นมู่หรงเหยี่ยนยิ่งสุมไฟแค้นไว้เต็มอก เพลิงพิโรธนั้นสังเวยด้วยกองทัพชนเผ่านับแสนชีวิตก็ไม่อาจดับเพลิงโทสะนั้นได้

“...”

“ตั้งแต่เล็ก...เวลาที่หม่อมฉันเรียกเขาว่า ‘มู่หรงเสวียน’ อาเสวียนก็จะร้องไห้เสียงดัง หม่อมฉันจึงเรียกเขาว่า ‘จ้าวเสวียน’ มาตลอด” ไม่ใช่เพียงปฏิเสธสกุลมู่หรง จ้าวเสวียนยังชมชอบสิ่งเดียวกับมู่หรงเหยี่ยนหลายสิ่ง และแน่นอนว่าสิ่งที่ชมชอบมากที่สุดนั้นคือ ‘บุรุษผู้ดำรงตำแหน่งรองเจ้ากรมโยธาฯ’ เหมือนกันอีกด้วย

“...”

“หม่อมฉันถึงได้สนับสนุนอาเสวียนอย่างไรเล่าเพคะ”

“...”

พระนางไหวไหล่เล็กน้อย เสียดายแทนสตรีทั่วแคว้นโฮ่วอยู่บ้างที่ไม่อาจร่วมเรียงเคียงหมอนกับบุรุษรูปงามเช่นอาหลินของนางได้ อ้อ...ย่อมต้องเป็นอาหลิน ‘ของนาง’ ใครใช้ให้ชาติลู่ไป๋หลินเป็นบุรุษที่น่ารักน่าเอ็นดูเช่นนั้นเล่า!

อา...นี่ข้ากำลังเป็นแม่สามีที่หลงลูกสะใภ้สินะ

สายลมอ่อนที่พัดผ่านพร้อมกับเม็ดฝนที่ร่วงหล่น ทว่าแสงอาทิตย์ยังคงสาดส่องเผยให้เห็นรังสีทั้งเจ็ดพาดผ่านเหนือบริเวณตำหนักซื่อซิ่น

พระนางเหม่อมองแสงเหล่านั้นพร้อมรอยยิ้มที่กว้างขึ้น

“ข้าขออวยพรให้พวกท่าน...จากใจจริง”

‘นอกจากอาจิน คนที่ข้าอยากให้อุ้มท้องลูกของข้าก็มีเพียงเจ้า’

‘…’

‘หากข้าตายไปก่อน ข้าก็อยากจะเกิดเป็นลูกของเจ้า’

‘ทำไมล่ะเพคะ?’

‘ข้ามั่นใจว่า มีแม่เช่นเจ้า มีพ่อเช่นเสด็จพี่ อย่างไรข้าย่อมหน้าตาดีแน่ๆ’

‘…’

‘นี่เป็นเรื่องที่รู้กันแค่เจ้ากับข้านะ’

‘ทูลฝ่าบาท องค์ชายสี่มีดวงพยัคฆ์ และดวงชะตาเกิดมาพร้อมคำสัญญาพะย่ะค่ะ’

‘เจ้าจะบอกว่าลูกข้าเกิดมาเพื่อทำตามคำสัญญางั้นหรือ?’

‘พะย่ะค่ะ เป็นคำสัญญาก่อนตาย’

ก่อนตายงั้นหรือ...ก่อนตายคนผู้นั้นก็กล่าวบางอย่าง

‘ข้าจะตามเจ้าไป จะรักเจ้าให้มากกว่านี้ จะดูแลเจ้าให้มากกว่านี้’

‘...รอข้านะ...อาจิน’

...

..

.

“มู่หรงเหยี่ยน...ข้าขออวยพรให้ท่าน”


โม้ท้ายตอน (หลังรีไรท์)

​ยังงงตรงไหนอยู่บอกเราได้นะคะ เราจะพยายามเขียนให้เคลียร์มากขึ้นค่ะ

ขอบคุณและขออภัยในการทำให้มึนงงด้วยนะคะ (คำนับ)

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว