เคะแก่ คือ นิพพาน :P

.:: ตอนที่ ๙ ::. จ้าวกุ้ยเฟย // ครบ ๑๐๐% แล้วค่ะ

ชื่อตอน : .:: ตอนที่ ๙ ::. จ้าวกุ้ยเฟย // ครบ ๑๐๐% แล้วค่ะ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 30.4k

ความคิดเห็น : 61

ปรับปรุงล่าสุด : 19 พ.ค. 2561 10:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
.:: ตอนที่ ๙ ::. จ้าวกุ้ยเฟย // ครบ ๑๐๐% แล้วค่ะ
แบบอักษร

** **

__________________________________________

เรื่องเล่าจาก หอคณิกาชาย

__________________________________________

ตอนที่ ๙

จ้าวกุ้ยเฟย






ตำหนักจิ่งเหยิง...

หนึ่งในตำหนักของสี่สนมเอกในองค์ฮ่องเต้ เป็นตำหนักที่ห่างไกลจากหมู่ตำหนักอื่นมากที่สุด ทว่ากลับได้รับการดูแลมากที่สุด ใครที่อยู่ในวังหลวงแล้วไม่รู้ว่าองค์ฮ่องเต้ทรงโปรดจ้าวกุ้ยเฟยเพียงไร ก็จงรีบเร่งเก็บข้าวของกลับไปทำนาทำไร่ที่บ้านเกิดเสียเถิด อย่าได้อยู่รอวันโดนลงทัณฑ์ที่วังหลวงแห่งนี้เลย

ทรงโปรดปรานจ้าวกุ้ยเฟยถึงขั้นไหนหรือ

ถึงขั้นที่ว่า ทรงประทานป้ายอาญาสิทธิ์ให้คนของตำหนักจิ่งเหยิงสามารถเข้าออกนอกวังได้ทุกเวลา ดังนั้นยามที่จ้าวเสวียนและลู่ไป๋หลินปรากฏกายขึ้นที่หน้าตำหนักในยามจื่อเช่นนี้ นับว่าไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดใดเลย

“ถวายพระพรองค์รัชทายาท คาราวะใต้เท้าลู่”

“เฉียนกงกง มากพิธีเกินไปแล้ว เสด็จแม่เล่า? ทรงบรรทมอยู่หรือไม่?”

“หามิได้พะย่ะค่ะ เมื่อเย็นทรงเข้าบรรทมไปถึงสองชั่วยาม บัดนี้จึงทรงภาพอักษรอยู่ที่ห้องหนังสือ กระหม่อมจะนำทางเองพะย่ะค่ะ”

ลู่ไป๋หลินเดินตามหลังทั้งสองคนไปโดยที่จิตใจไม่ค่อยปกตินัก หากบอกว่าไม่ตื่นเต้นเลยก็คงจะโกหก เขากำลังจะได้เจอกับมารดาของเสี่ยวเสวียน! เอาแค่ยศของพระนางก็เพียงพอให้เขาตกประหม่าได้แล้ว ขุนนางไหนเลยจะมีสิทธิ์พบเจอกับฝ่ายในระดับพระสนมเอกเช่นนี้

สี่สนมเอกขององค์ฮ่องเต้

ประกอบด้วยสกุลใหญ่ทั้งสี่ที่ถ่วงดุลกันในราชสำนัก

สกุลลี่ วั่น เจีย และ จ้าว สี่ยอดพธูจากสี่สกุลผู้ครอบครองตำหนักในทั้งสี่ตำหนัก ท่านรองเจ้ากรมโยธาที่ไม่เคยใส่ใจเรื่องตำหนักในนั้นลอบถอนหายใจคราหนึ่ง เพราะนึกอย่างไรเขาก็นึกไม่ออกว่าจะมีข้อเท็จจริงใดที่พอบอกอุปนิสัยของจ้าวกุ้ยเฟยผู้นี้ได้

นอกไปจาก...พระนางทรงวิปลาสไปตั้งแต่จ้าวเสวียนยังเด็ก

แล้วสตรีที่วิปลาสไปแล้ว เขาจะทูลขอบุตรชายของพระนางอย่างไรดีเล่า!

“ทูลพระนาง องค์รัชทายาทและใต้เท้าลู่มาขอเข้าเฝ้าพะย่ะค่ะ”

เพียงครู่หนึ่งเท่านั้น เสียงอ่อนหวานก็ดังตอบกลับมาจากด้านใน

“เข้ามาได้”

จ้าวเสวียนหันกลับมามองยังคนข้างกายก่อนจะเอื้อมมือกระชับฝ่ามือเรียวสวยนั้นเบาๆ ครั้งหนึ่ง เขาอดเอ่ยเย้าคนที่ตื่นเต้นเสียจนเหงื่อออกไม่ได้ ตั้งแต่รู้ว่าเขาจะพามาพบเสด็จแม่ พี่ลู่ก็ดูเคร่งเครียดขึ้นมาทันตา

หรือว่า...ท่านรองเจ้ากรมโยธากลัวการพบ ‘แม่สามี’ อย่างนั้นหรือ?

“พี่ลู่กลัวหรือ?”

“...กลัวอยู่บ้าง”

“กลัวสิ่งใด?”

“กลัวพระนางจะไม่เห็นด้วย”

นัยน์ตากลมมองค้อนไปยังคนที่หัวเราะเบาๆ นั้นครั้งหนึ่ง

“หากเสด็จแม่ไม่เห็นด้วยพี่ลู่ก็พาข้าหนีไปสิ”

แน่นอนว่าเขาพร้อมหอบผ้าหอบผ่อนหนีตามไปด้วยทุกหนทุกแห่ง ถ้าพี่ลู่ไม่พาเขาหนี อย่างนั้นเขาพาพี่ลู่หนีเองก็ได้ จ้าวเสวียนไหวไหล่น้อยๆ ก่อนจะขยับมือขึ้นนวดเบาๆ ลงบนรอยยับย่นกลางหว่างคิ้วของท่านรองเจ้ากรมอย่างเอาใจใส่

จ้าวเสวียนกระชับมือเรียวเบาๆ อีกครั้ง

“ไปกันเถิด”

เสียงทุ้มนุ่มนั้นกล่าวจบก็ลากร่างสูงโปร่งให้เดินตามกันเข้ามาด้านใน

สิ่งแรกที่ดึงความสนใจของท่านรองเจ้ากรมคือ ...กลิ่นน้ำหมึก

ลู่ไป๋หลินมุ่นคิ้วเล็กน้อย คลับคล้ายคลับคลาว่าเขาเคยได้กลิ่นเช่นนี้มาก่อน ทว่านึกไม่ออกว่าที่ใด ขณะที่กำลังจมจ่อมอยู่กับความคิดของตนอยู่นั้น เสียงใสกังวานดั่งกระดิ่งก็ดึงความสนใจเขาไปเสียจนหมด

“อาเสวียน?”

สตรีที่อยู่ตรงหน้าเขานับเป็นหญิงงามอย่างแท้จริง!

นางจะเป็นใครไปได้นอกจาก

...จ้าวกุ้ยเฟย!

คิ้วเรียวที่พาดเหนือนัยน์ตากลมโตนั้นรับอย่างเหมาะเจาะจมูกและริมฝีปากเล็ก ผิวของนางขาวดังหยกมันแพะ อาภรณ์สีม่วงเข้มยิ่งขับให้ร่างระหงส์นั้นสูงค่าจนมิอาจหาญที่จะจ้องมองตรงๆ

“อาเสวียน...”

ถึงลู่ไป๋หลินจะไม่กล้ามอง แต่มือเปื้อนน้ำหมึกของพระนางกลับประกบเข้าที่แก้มของเขาอยู่ดี แถมยังเรียกเขาว่า “อาเสวียน”

“...กระหม่อมละ...”

“ทำไมตัวเล็กลงเช่นนี้เล่า! แม่นมจู! แม่นมจู!!! อาเสวียนของข้าตัวเล็กลงไปอีกแล้ว!”

“กระหม่อมไม่ชะ...”

“มาเร็วอาเสวียน นั่งลงก่อนๆ ที่ตำหนักไม่มีอาหารที่เจ้าชอบกินใช่หรือไม่ แม่จะทำให้เจ้ากินเอง ดูซิ! แขนก็เล็กลง ตาก็โตขึ้น หน้าอกเหมือนจะแบนลงด้วยหรือไม่?” จ้าวกุ้ยเฟยไม่พูดเปล่า มือเรียวงามยังเอื้อมมาจะสัมผัสส่วนที่นางบอกว่าแบนลงนั้นด้วย!

ร่างสูงโปร่งถอยรวดเดียวสามก้าวก่อนที่จ้าวเสวียนจะโอบเอวบางรั้งเข้ามาในอ้อมแขนได้ทันก่อนที่ท่านรองเจ้ากรมจะถอยก้าวที่สี่ จ้าวเสวียนกลั้นขำเสียจนไหล่สั่น

“เอ๊ะ...อาเสวียน?”

“พะย่ะค่ะเสด็จแม่ นี่ลูกเอง”

ชายหนุ่มยิ้มกว้างพลางเดินเข้าไปใกล้ให้พระนางมองเขาให้ชัดขึ้น

“อาเสวียน?”

“ลูกเองพะย่ะค่ะ”

“ทำไมถึงตัวใหญ่เช่นนี้”

“...”

คึ่กๆ

เป็นท่านรองเจ้ากรมที่หลุดขำมาเสียเอง จ้าวกุ้ยเฟยทรงพินิจบุรุษที่ยืนอยู่ตรงหน้าแล้วโคลงศีรษะไปมาครั้งหนึ่ง แขนเรียวงามสอดคล้องแขนของท่านรองเจ้ากรมก่อนที่จะดึงออกให้ห่างจากจ้าวเสวียนพลางกระซิบเสียงค่อย

“อาเสวียน บุรุษผู้นี้ไม่น่าไว้ใจ”

“...”

นั่นบุตรชายของท่านเองนะพะย่ะค่ะ

“อาเสวียน บุรุษตัวใหญ่โตเช่นนี้เจ้าอย่าได้เข้าใกล้”

“...”

“หากล้มทับเจ้าไป เจ้ามิกระดูกหักหรอกหรือ”

จ้าวเสวียนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เพราะเริ่มเห็นจริงดังที่เสด็จแม่กล่าวเมื่อครู่ ถ้าเขาทับลงไปจริงๆ เห็นทีว่าท่านรองเจ้ากรมจะต้องฟกช้ำดำเขียวเป็นแน่! ไม่เป็นไร...ถ้าอย่างนั้นก็ให้คนที่ตัวเล็กกว่าอยู่ด้านบนแล้วกัน

ให้พี่ลู่เป็นฝ่ายขยับบ้างก็คงไม่เลวเลยทีเดียว

“ว่าแต่เจ้ามาหาแม่มีเรื่องอะไรงั้นหรือ?”

“องค์รัชทายาทจะมาพำนักอยู่กับพระนางชั่วคราวพะย่ะค่ะ”

คนที่ตอบคือองค์รัชทายาทตัวจริง

ส่วนคนที่ต้องอยู่คือองค์รัชทายาทที่จ้าวกุ้ยเฟยยังทรงคล้องแขนเอาไว้แน่น

“ดีจริง!”

“เสี่ยวเสวียน*!”*

ลู่ไป๋หลินปรามไร้เสียง ทว่าจ้าวเสวียนเพียงไหวไหล่เบาๆ ครั้งหนึ่ง

“แม่นมจู! แม่นมจู! ยังไม่มาอีกหรือ!”

“ทูลพระสนม เข้ายามโฉ่วสองเค่อแล้วพะย่ะค่ะ”

“อ้อ...ตายจริง! นางคงนอนแล้ว เช่นนั้น อาเสวียนก็รีบไปนอนเถิด พรุ่งนี้ยังต้องไปสำนักศึกษาหลวงใช่หรือไม่? ต้องตื่นต้นยามเหมา แล้วอย่าลืมล้างหน้าล้างตาก่อนเข้านอนนะลูก ส่วนเจ้า!” พระเนตรงามตวัดมองไปยังร่างสูงใหญ่อย่างดุดัน

จ้าวเสวียนก้มศีรษะลงอย่างนอบน้อม “พะย่ะค่ะพระสนม”

“ห้ามทับลูกข้า**!”**







ร่างสูงใหญ่ที่เดินนำอยู่นั้นหยุดชะงักลงเล็กน้อยยามที่ผลักประตูเรือนปีกซ้ายของตำหนักจิ่งเหยิงให้เปิดออก ทุกสิ่งยังคงได้รับการดูแลอย่างดียิ่ง ราวกับว่าเขาเพิ่งก้าวออกไปจากตำหนักเมื่อตอนเช้าแล้วกลับมาในตอนเย็นเท่านั้น

ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย...

นัยน์ตาคมทอแสงอ่อนลงเล็กน้อย ทว่าคนที่ช่างสังเกตจนเป็นนิสัยอย่างลู่ไป๋หลินนั้นสัมผัสได้ แผ่นหลังใหญ่กว้างยามยืนอยู่กลางห้องใหญ่แห่งนี้ดูอ้างว้างเสียจนท่านรองเจ้ากรมอดจะเอื้อมมือสอดกุมมือใหญ่นั้นไม่ได้

“สิบปีแล้วที่ข้าไม่ได้กลับมาที่นี่เลย”

เวลาผ่านมานานถึงเพียงนั้น

ความทรงจำยามเด็กที่เขาไม่เคยคิดว่าจะมีกลับผุดขึ้น

“ข้าจำได้ว่าเสด็จแม่ทรงเข้มงวดเพียงใด”

“เข้มงวดหรือ?”

“ใช่”

จ้าวเสวียนดึงร่างสูงโปร่งนั้นให้มาอยู่ด้านหน้าแล้วสอดแขนรอบเอวบางโอบร่างท่านรองเจ้ากรมไว้ในอ้อมแขน คางได้รูปนั้นวางลงบนกลุ่มผมนุ่มพลางกดจูบเบาๆ

“เสี่ยวเสวียนถูกเสด็จแม่ให้ยืนถือถังน้ำเวลาคัดอักษรผิด น่าสงสารมาก”

เด็กที่น่าสงสารในวันนั้นเอ่ยเล่าด้วยน้ำเสียงออดอ้อนเต็มที่

“มิน่าเล่า ลายมือขององค์รัชทายาททรงเป็นหนึ่งไม่มีสอง”

“เสี่ยวเสวียนยังถูกเสด็จแม่ตีด้วย”

ฟังถึงตรงนี้ลู่ไป๋หลินอดที่จะมุ่นคิ้วไม่ได้ จ้าวกุ้ยเฟยที่เขาเจอเมื่อครู่ไม่น่าจะลงมือตีบุตรชายของตนเองได้เลย

“เสี่ยวเสวียนร้องไห้หรือไม่?”

“ไม่ร้อง เสี่ยวเสวียนเก่งมาก”

คงไม่มีใครเอ่ยชมตนเองได้อย่างหน้าชื่นตาบานเท่าจ้าวเสวียนอีกแล้ว

“เสี่ยวเสวียนไม่เจ็บหรือ?”

“เจ็บ แต่เสี่ยวเสวียนต้องเข้มแข็ง”

เพราะมีคนที่เข้มแข็งกว่าคนนี้อยู่

คนเข้มแข็งคนนั้นคือคนที่จ้าวเสวียนกำลังโอบกอดอยู่ในอ้อมแขนตอนนี้ ดังนั้นเขาถึงอ่อนแอไม่ได้ ชายหนุ่มยิ้มให้กับตัวเองก่อนจะพลิกร่างสูงโปร่งในอ้อมแขนให้หันกลับมาสบตากันตรงๆ

“เสี่ยวเสวียน?”

“เสี่ยวเสวียนดีใจที่ได้เจอพี่ลู่”

ริมฝีปากได้รูปกดจูบลงบนกลีบปากนุ่มของคนในอ้อมแขน เรียวลิ้นค่อยๆ ไล้เลียผ่านไรฟันแล้วแทรกสอดเข้าไปกระหวัดเกี่ยว กระทั่งดูดดุนจนคนในอ้อมแขนอ่อนยวบถึงได้ถอนริมฝีปากออก

จ้าวเสวียนจูบเบาๆ ที่ริมฝีปากบวมแดงครั้งหนึ่งแล้วกระซิบเสียงพร่า

จูบเมื่อครู่ทำเอาส่วนอ่อนไหวของเขาคึกคักไปหมด

“เสด็จแม่ไม่ให้ทับพี่ลู่ งั้นคืนนี้พี่ลู่อยู่ข้างบนดีหรือไม่?”

“พรุ่งนี้มีประชุมเช้า”

“พี่ลู่ไม่ต้องเข้าประชุมเสียหน่อย”

“ใช่” ลู่ไป๋หลินพยักหน้ารับหงึกหงัก “แต่เจ้าต้องเข้า!”

“ขาดข้าไปพวกเขาก็ทำงานกันดะ...”

“เสี่ยวเสวียน”

ก็ได้ๆ...ไม่เห็นจะต้องดุเขาเลยนี่*!*




มาต่อตรงนี้ค่ะ



.:: เรื่องเล่าจาก หอคณิกาชาย ::.







“อาเสวียน”

“...”

“อาเสวียน”

“อะ...” คนที่กำลังจมจ่อมอยู่กับตำราในมือเพิ่งรู้สึกตัวเมื่อมือเรียวสวยข้างหนึ่งวางบนไหล่ ลู่ไป๋หลินผงะห่างออกไปเล็กน้อยอย่างไม่คุ้นชิน ต้องใกล้ชิดกับสตรีที่งามดุจเทพธิดาเช่นนี้ เขาทำใจให้ชินไม่ได้เสียที ต่อให้เจอพระนางมาแล้วสามวันก็เถอะ!

“แม่เรียกตั้งนาน อ่านอะไรอยู่หรือ?”

“ตำราของอาจารย์หลิวพะย่ะค่ะ เกี่ยวกับเรื่องดิน”

“อ้อ...น่าสนใจมาก”

ร่างระหงส์นั้นโน้มลงมาใกล้พลางพลิกหน้ากระดาษในมือไปมา

“ดินในแคว้นโฮ่วไม่สู้แคว้นต้าเยี่ยน”

คิ้วเรียวสวยของใต้เท้าลู่เลิกขึ้นเล็กน้อย “ทรงทราบด้วยหรือพะย่ะค่ะ”

“ย่อมต้องรู้”

“...”

“แม่เป็นคนคะ...”

“ถึงเวลาเสวยแล้วพะย่ะค่ะพระสนม”

ไม่ทันที่พระนางจะกล่าวจบ เฉียนกงกง กงกงคนสนิทของพระนางก็ก้าวเข้ามาพร้อมกับเอ่ยวาจาแทบจะทันที ถึงท่านรองเจ้ากรมจะสงสัยแต่ด้วยอยู่ในแวดวงขุนนางมาหลายปี เขาจึงยังคงสีหน้าอบอุ่นเช่นเดิมไว้ได้

“ต้องกินอีกแล้วหรือ?”

“พะย่ะค่ะ”

“ข้ากลายเป็นแม่หมูไปแล้วอย่างงั้นหรือ!?” ใบหน้างามงอง้ำลง ก่อนที่นัยน์ตางามจะเปล่งประกายระยับขึ้น “อาเสวียน มาช่วยแม่กินหน่อยเถอะ!”

หือ!?

“มาเถิด! อย่าปฏิเสธแม่เลยนะ”

“...”

จ้าวกุ้ยเฟยไม่รอให้อาเสวียนของพระนางตอบรับหรือปฏิเสธก็รีบร้องสั่งเฉียนกงกงให้ตั้งโต๊ะเสวยแทบจะทันที หลังจากนั้นเพียงหนึ่งเค่อ ท่านรองเจ้ากรมก็ได้แต่นั่งนิ่งกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่ข้างพระนางนั่นเอง

ถึงเขาจะอยู่ที่ตำหนักจิ่งเหยิงมาแล้วสามวันก็เถอะ! แต่การร่วมโต๊ะเสวยคงไม่ดีกระมัง? ลู่ไป๋หลินอดจะมองไปยังประตูเรือนบ่อยครั้งไม่ได้ วันนี้จ้าวเสวียนเลิกประชุมเช้าช้าไปถึงสองชั่วยามแล้ว หรือเรื่องการสร้างเขื่อนจะมีปัญหา?

“อย่ามัวแต่มองอยู่เลย นี่ขาหมูน้ำแดงของโปรดของแม่”

“...อ้อ...กระหม่อมยังไม่หิวพะย่ะค่ะ”

“ไม่หิวหรือ ไม่หิวก็ดื่มน้ำแกงรังนกนี่เสีย”

“แต่...”

“น้ำแกงรังนกนี่เป็นของโปรดของเจ้ามิใช่หรือ”

ถูกคะยั้นคะยอหนักเข้า ท่านรองเจ้ากรมก็ได้แต่รับชามมาถือไว้แต่โดยดี เพียงวางอยู่ไกลๆ กลิ่นน้ำแกงก็อวลไปรอบห้อง ยามนี้ได้มาถืออยู่ในมือกลิ่นของมันยิ่งเชื้อเชิญในลิ้มลอง ทว่าในกลิ่นนั้นมีกลิ่นหอมที่คล้ายกับว่าเขาเคยได้กลิ่นมาอยู่ด้วย มือเรียวสวยยกชามขึ้นแล้วพิสูจน์ให้แน่ใจอีกครั้ง

ไม่ผิด...ไม่ผิดแน่!

นี่คือ ‘บุปผาหลอมใจ’ ครั้งนั้นเขาได้กลิ่นในห้องทรงอักษรก็กลับมานอนคิดอยู่ ครานี้พอได้กลิ่นอีกครั้งเขาก็ไม่มีทางลืมเลือน จริงอยู่ที่บุปผาหลอมใจเป็นยาชนิดหนึ่ง แต่ถ้าได้รับมากเข้าจะไม่เป็นบ้าไปหรอกหรือ!?

เป็นบ้า...?

วิปลาส!?

“รู้แล้วสินะ”

ปึ่ก!

ความรู้สึกเจ็บร้าวที่ศีรษะในชั่วขณะแรกนั้นจางหายไปและแทนที่ด้วยความมึนงง ผสมไปกับเสียงกรีดร้องของจ้าวกุ้ยเฟยที่ดั่งจะเสียสติไปแล้ว ลู่ไป๋หลินพยายามเปิดเปลือกตาขึ้นมองทว่าโลหิตที่หลั่งลงมากลับทำลายวิสัยทัศน์ของเขาไปชั่วครู่

แม้จะขยับตัวหนีได้ทัน แต่ก็เพียงแค่หลบจากจุดตายเท่านั้น

เขาสะบัดศีรษะเล็กน้อยพลางกระถดตัวถอยห่างจากเท้าคู่หนึ่งที่ก้าวเข้ามาใกล้ เมื่อยกมือขึ้นปาดเลือดบริเวณดวงตาออกไป คนตรงหน้ากลับเป็นคนที่เขาคุ้นเคยมากที่สุดผู้หนึ่ง

“อาจารย์”

“เสี่ยวลู่...ในบรรดาลูกศิษย์ทั้งหมด เจ้าเป็นคนที่อาจารย์ชื่นชมมากที่สุด เจ้าเป็นคนฉลาด ไม่อย่างนั้นบุปผาหลอมใจคงไม่ถูกเจ้าค้นพบได้รวดเร็วเช่นนี้” ร่างนั้นถอนหายใจยาวก่อนจะย่อกายลงเสมอ

“อาจารย์พยายามบอกเจ้าหลายครั้งแล้วว่าอย่าได้ไปยุ่งกับเชื้อพระวงศ์ โดยเฉพาะกับองค์รัชทายาท หากเจ้ายอมออกห่างเสียตั้งแต่วันนั้น วันนี้อาจารย์ก็คงไม่ต้องลงมือทำร้ายเจ้า เสียดาย...เสียดายจริง...” ไต้ซืออวี้กวงโคลงศีรษะไปมาอย่างอ่อนใจ ชั่วจังหวะที่เขากำลังจะเอื้อมมือไปปลิดชีวิตลูกศิษย์คนโปรดมือเรียวงามคู่หนึ่งกลับดึงร่างของลู่ไป๋หลินให้ออกห่าง วงแขนเรียวเล็กนั้นโอบรอบร่างของท่านรองเจ้ากรมไว้อย่างหวงแหน

“ออกไปนะ! อย่าทำร้ายลูกข้า!”

“น้องพี่...หากไม่จัดการเขาตอนนี้...”

“ห้ามเจ้ายุ่งกับเขา! ข้าทำได้ทุกอย่าง ทำได้ทุกอย่าง แต่อย่าทำร้ายเขา!”

ไต้ซื้ออวี้กวงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ชายชรายกมือขึ้นห้ามเฉียนกงกงที่พยายามดึงรั้งร่างโปร่งบางนั้นให้ออกห่างจากลู่ไป๋หลิน เขายกยิ้มขึ้นพลางเอื้อมมือลูบลงบนกลุ่มผมนุ่มสลวยอย่างเบามือ

“ได้...พี่จะไม่ทำร้ายเขา”

“จริงนะเจ้าคะ?”

“จริงสิ พี่เคยหลอกเจ้าหรือ?”

ถ้าจ้าวกุ้ยเฟยคิดว่าลู่ไป๋หลินคือ จ้าวเสวียน เช่นนั้นก็นับเป็นเรื่องดี

เช่นนั้นก็ได้เวลากำจัดมารหัวขนได้เสียที!

...

ลู่ไป๋หลินข่มอาการมึนงง เมื่อตั้งสติได้ก็พบว่าเขาถูกโยนทิ้งมาในห้องห้องหนึ่ง จ้าวกุ้ยเฟยคอยเอาชายแขนเสื้อกดปิดรอยแตกด้านหลังศีรษะของเขาอย่างเอาใจใส่

“เจ็บหรือไม่?”

“ไม่พะย่ะค่ะ”

“อดทนไว้นะ”

ท่านรองเจ้ากรมเลิกคิ้วขึ้น สตรีที่อยู่เคียงข้างเขาในตอนนี้นั้นไม่เหลือเค้าความวิปลาสแม้แต่น้อย เหมือนพระนางจะล่วงรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ถึงได้หันกลับมาส่งรอยยิ้มหวานหยดย้อย นัยน์ตากระจ่างใสคู่งามนั้นทอประกายกร้าวขึ้นยามที่เอ่ยประโยคต่อมา

“อาเสวียนจะต้องจัดการได้แน่”

“เสี่ยวเสวียน?”

“ใช่ เสี่ยวเสวียนของเจ้า อาเสวียนของข้าจะต้องจัดการเขาได้แน่”

“...”

มือเรียวคู่งามช้อนใบหน้าของท่านรองเจ้ากรมขึ้น ยิ่งมองก็ยิ่งเข้าใจแล้วว่าเหตุใดบุตรชายคนดีของนางถึงหลงใหลลู่ไป๋หลินผู้นี้ยิ่งนัก ดูเอาเถอะ นัยน์ตากลมโตนี่ ผิวขาวละเอียดนี่ คิดถึงทีท่ายามร่างสูงโปร่งจดจ่ออยู่กับตำราแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจบางเบา

...เป็นหยกงามจริงๆ

“พระนางไม่ได้...”

“ชู่วว์...เด็กดี ข้าเป็นแม่ของอาเสวียน จะโง่งมได้อย่างไร”

ถึงครั้งหนึ่งจะเคยโง่งมก็เถอะ

เห็นใบหน้างามที่ทำหน้าตื่นตะลึงแล้วพระนางก็อดจะสัมผัสพวงแก้มนิ่มครั้งหนึ่ง ขนาดเสื้อผ้าเปื้อนเลือด ผมยุ่งเสียจนดูไม่ได้เช่นนี้ ท่านรองเจ้ากรมก็ยังหล่อเหลาจนถึงขั้นงดงาม

อาเสวียนของข้ารสนิยมไม่เลวเลยจริงๆ

“อาหลิน ยังเดินไหวหรือไม่?”

“...พะย่ะค่ะ”

ความเจ็บร้าวนั้นจางลงไปแล้ว เหลือเพียงแค่เลือดที่ยังไหลอยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

“ดี...เช่นนั้นตามข้ามาเถอะ”

“พระนางจะเสด็จไปที่ใดพะย่ะค่ะ?”

“ชมละครฉากใหญ่”

รอยยิ้มเช่นนี้นอกจากจะเป็นรอยยิ้มที่งดงามหาใดเปรียบแล้ว ยังเป็นรอยยิ้มที่แฝงไอสังหารไว้ด้วย ผนังห้องด้านหนึ่งนั้นถูกผลักออก เผยเส้นทางลับที่ทอดยาว

“เราจะไปที่ห้องของอาเสวียน”

“...?”

หากเส้นทางนี้ไปยังห้องของจ้าวเสวียนจริง มิใช่ว่า...ความสัมพันธ์ของเขากับจ้าวเสวียนถูกพระนางล่วงรู้ไปหมดแล้วหรือ!? แม้ลู่ไป๋หลินจะไม่ได้เปลี่ยนสีหน้า แต่คนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนย่อมเข้าใจได้ดี

จ้าวกุ้ยเฟยส่งรอยยิ้มหวานก่อนจะกระซิบตอบเสียงเบา

“สามคืนที่ผ่านมาข้าก็แอบมาดูพวกเจ้าทุกคืนนั่นแหละ”



โม้ท้ายตอน

มาน้อย...ยังดีกว่าไม่มา เนอะๆ

เอามาแปะไว้ก่อน คนเขียนยังอยู่ค่ะ แต่ถูกงานทับแบน T_T

--- เอานิยายมาเยียวยาจิตใจ แอบเขียนได้แค่นี้ค่ะ จะรีบมาต่อให้ครบนะคะ ---


// พระนางคือสาววายแห่งตำหนักใน // ผ่าง!!!

(ทำไมยิ่งลงยิ่งสั้น ฮ่าๆ)


อีกสองตอนจบแล้วค่ะ

(จบง่ายๆ งี้อ่ะนะ ก็งี้แหละ!!!)

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว