facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เด็กสาวที่เฝ้าใฝ่ฝันถึงชีวิตธรรมดาแสนสงบสุข เพื่อความอยู่รอดจึงจำต้องเข้าสู่สำนักเซียน ชีวิตที่แต่เดิมเรียบง่ายจึงกลับตาลปัตรไปหมด ความลับบางอย่างที่ถูกผนึกเอาไว้มาเนิ่นนานกำลังจะปรากฏออกมาแล้ว...

ตอนที่ 40 รูปร่างเหมือนกับเจ้าของไม่มีผิด

ชื่อตอน : ตอนที่ 40 รูปร่างเหมือนกับเจ้าของไม่มีผิด

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.7k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2562 12:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 40 รูปร่างเหมือนกับเจ้าของไม่มีผิด
แบบอักษร

            เมื่อนึกถึงตอนที่โดนนกนั่นทำร้าย จูจูก็ตอบสนองด้วยการก้มลงไปมองที่หน้าอกของตัวเอง…

            “อ๊า เสื้อผ้าของข้า” จูจูรีบกระชับเสื้อผ้าของนางเพื่อปกปิดความว่างเปล่าเอาไว้ น่าขายหน้าจริงๆ! ตอนนี้เพิ่งจะมารู้ว่าเสื้อมันขาดตรงหน้าอก

            อิ๋นจื่อจางรู้สึกได้ถึงการกระทำของนาง จึงเบะปากพูดว่า “อย่าขยับซี้ซั้ว หากตกลงไปอย่ามาโทษข้าก็แล้วกัน ไม่รู้ว่าเจ้าจะตื่นเต้นอะไรหนักนา? ก็แค่เสื้อผ้าขาดเป็นรู? เจ้าแบนเป็นกระดานแบบนี้จะมีอะไรให้ดูกัน”

            ก่อนหน้านี้เขาคิดว่าจูจูได้รับบาดเจ็บ ถึงแม้ว่าจะไม่เห็นเลือดไหลออกมาก็ตาม เขาก็ยังจงใจดูจุดที่น่าจะมีบาดแผลของนาง แต่ตอนนั้นนางยังคงไม่ได้สติ จึงไม่รู้อะไรเลย

            เจ้าคนนี้ทำไมถึงได้พูดจาร้ายๆ แบบนี้นะ! นางเป็นคนที่ได้รับบาดเจ็บนะ แถมยังเพิ่งรอดพ้นจากความตายมาอย่างหวุดหวิดด้วย!

            อิ๋นจื่อจางมองไม่เห็นท่าทางที่โกรธๆ ของนาง พลางส่งเสียงหึแล้วพูดว่า “หน้าอกของเจ้าแม้แต่เลือดสักนิดยังไม่มี แล้วเจ้านกสมควรตายนั่นหายไปไหนล่ะ?”

            จูจูฟังความนัยของประโยคนั้นออกทันที เจ้าคนเลวนั่นแอบดูหน้าอกของนางตอนนางยังไม่ฟื้น!

            ไม่นะ! วันข้างหน้านางจะแต่งงานได้อย่างไรกัน?

            “นี่ ข้าถามเจ้านะ เป็นใบ้รึไง?” อิ๋นจื่อจางถามต่อ โดยไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองพูดผิดเลยสักนิด

            พูดเหตุผลกับคนพาลอย่างเขาไปก็ไม่มีประโยชน์! จูจูโกรธมาก จึงตอบไปอย่างจำใจว่า “ข้าไม่รู้…ข้าเป็นลมไปแล้ว”

            จริงๆ แล้วนางจำได้ว่าพลังไฟที่ออกมาจากอกของนางเผาเจ้าแร้งห้ากรงเล็บนั่น แต่ว่าฉากนั้นดูเป็นฉากที่เหลือเชื่อไปหน่อย นางมั่นใจว่ามันคืออาการเห็นภาพหลอน จึงไม่พูดออกมา

            “อะไรก็ไม่รู้สักอย่าง! เคยเจอหมูโง่นะแต่ไม่เคยเจอหมูที่โง่ขนาดเจ้า! ใครพูดอะไร เจ้าก็เชื่ออย่างนั้น…” เกือบจะทำให้ข้าตกใจจนตายแล้วไหมล่ะ อิ๋นจื่อจางนึกถึงตัวเองในก่อนหน้านี้ที่ตื่นตระหนก ก็รู้สึกเสียหน้ามาก ยิ่งเกลียดเฉิงขุยเปิ่นที่โกหกจูจูมากขึ้นไปอีก

            “ข้าไม่รู้ว่าเฉิงขุยเปิ่นจะลงมือทำร้ายข้า…” จูจูรู้สึกกังวลมาก นางไม่ได้ทำอะไรก็แต่ก็ถูกคนพยายามฆ่า ดูแล้วชีวิตบนภูเขาญาณศักดิ์สิทธิ์นี้จะอันตรายกว่าที่หมู่บ้านโจวเสียอีก

            เมื่อกลับมาถึงบ้านไม้ไผ่ของจูจู อิ๋นจื่อจางก็พบว่าที่ไหล่ของนางมีหมูน้อยอยู่ เขาโกรธจนใบหน้าเปลี่ยนสี แบกจูจูขึ้นภูเขาก็มากพอแล้ว แถมยังต้องมาแบกเจ้าหมูตัวนี้อีก นี่มันเรื่องอะไรกัน?

            จูจูนำเจ้าหมูน้อยนี้อุ้มไว้ตรงหน้าอกที่เสื้อผ้าถูกฉีกออก นางมองใบหน้าของอิ๋นจื่อจางพลางยิ้มแห้งๆ แล้วก้าวถอยหลัง “ข้า ข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะ” พูดเสร็จหายเข้าไปในห้องราวกับสายลม เพราะกลัวอิ๋นจื่อจางโกรธ

            นางเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างเชื่องช้า และคาดเดาว่าอิ๋นจื่อจางจะหายโมโหแล้ว จูจูก็อุ้มเจ้าหมูน้อยนี้เดินออกมาอย่างอายๆ พลางพูดว่า “พวกเราต้องไปหาอาจารย์เสียหน่อยไหม?”

            นางไม่อยากเจอเจิ้งฉวน แต่ว่าเรื่องนี้รบกวนเขา ตามเหตุผลแล้วก็ต้องไปอธิบายกับเขาเสียหน่อย

            อิ๋นจื่อจางยื่นมือออกมาจับหูของเจ้าหมูน้อยมาห้อยอยู่ตรงหน้า แล้วพูดด้วยเสียงอันโหดร้ายว่า “เจ้าเอาเจ้าสัตว์ตัวเล็กนี่ไปทำพะโล้ก่อน! ข้าออกไปตามหาเจ้าที่หุบเขาชั่งเซียนตั้งแต่เช้า หิวจะตายอยู่แล้ว!”

            ดูเหมือนเจ้าหมูน้อยจะเข้าใจคำพูดของเขา สี่ขาสั้นๆ ของมันต่างดิ้นรนเพื่อให้หลุดออกจากเขา แล้วก็ร้อง “อี้ดอี้ด” อย่างน่าสงสาร  เสียงร้องของมันต่างจากหมูทั่วๆ ไป เหมือนกับเด็กเล็กๆ ที่ออดอ้อนมากกว่า ทั้งหวานทั้งนุ่มนวลฟังดูแล้วเพราะยิ่งนัก

            “ไม่ได้” จูจูรีบวิ่งไปแย่งมันกลับมา ก็ถูกอิ๋นจื่อจางดึงคอเสื้อลากไปอีกด้าน เมื่อยื่นมือออกไปก็ไม่ถึงเจ้าหมูน้อย จึงทำได้เพียงขอร้องว่า “ข้าจะทำอาหารที่อร่อยอย่างอื่นให้ หมูน้อยน่ารักขนาดนี้ กินไม่ได้…”

            อิ๋นจื่อจางก็ตั้งใจแกล้งนางตั้งแต่แรก พอเห็นนางทำท่าทางน่าสงสาร ความโกรธก็ลดลง หันหน้าไปมองเจ้าหมูน้อยตัวนั้นที่หยุดดิ้น ก้มหน้าลงทำขาทั้งสี่ให้ห้อยลงมาดูแล้วน่าสงสาร ท่าทางตลกขับขันนั้นเหมือนกับจูจูไม่มีผิด จึงอดไม่ได้จะรู้สึกสนใจ เขาปล่อยจูจูออก สองมือที่จับมันไว้ก็อ่อนโยนขึ้น

            เจ้าหมูน้อยอ้วนจนไม่มีคอ เป็นเหมือนก้อนกลมๆ เนื้อของมันนุ่มราวกับว่าไม่มีกระดูก บนร่างกายมีขนปุยๆ สีขาวที่ทั้งนุ่มและบางปกคลุมอยู่ มองเห็นได้ชัดว่าภายใต้ขนนั้นผิวหนังของมันเป็นสีชมพู

            ใบหน้าของมันดูเหมือนยอมรับในชะตากรรมของตน ทำให้อิ๋นจื่อจางไม่กล้าลงมือ เขาส่งเสียงเหอะออกมาแล้วส่งมันคืนไปในอ้อมอกของจูจู แล้วพลางข่มขู่ว่า “มันเชื่อฟังจริงๆ ก็ดีแล้ว ไม่งั้นข้าจะให้เอามันไปทำอาหาร”

            “มันต้องเชื่อฟังแน่ๆ” จูจูลูบตัวมันที่ถูกคนเลวรังแกอย่างรักใคร่ และพยายามปกป้องมัน

            “ไปกันเถอะ ไปหาอาจารย์ของเจ้าก่อน ส่วนพวกศิษย์พี่เผยข้าได้บอกไปแล้ว” อิ๋นจื่อจางเป็นคนรอบคอบ ตอนที่จูจูไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เขาก็ถ่ายทอดข้อความเสียงออกไปสามฉบับ ให้เผยกู่ ป้าวฝาหู่ และจิงจี๋เหริน โดยบอกว่าหาจูจูพบแล้ว และปลอดภัยดีไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร ขอให้พวกเขาวางใจ

            เจ้าหมูน้อยนั้นตัวติดอยู่ข้างๆ จูจูไม่ยอมไปไหน จูจูจึงพามันมาด้วยเสียเลย ไปพบอาจารย์ด้วยกัน

            นางรู้สึกว่าเจ้าหมูน้อยทั้งน่ารักและสวยงาม ไม่เหมือนกับหมูบ้านทั่วๆ ไป แล้วยังเก็บได้จากหุบเขาชั่งเซียน ไม่แน่อาจจะมีความเป็นมาอะไรก็ได้ อาจารย์มีความรู้กว่านางมากนัก ไม่แน่อาจจะรู้จักว่ามันเป็นตัวอะไร

            นางไม่ยอมรับว่าความคิดของนางก็เหมือนกับคนส่วนใหญ่ ต่างชอบจินตนาการว่าตัวเองได้เก็บสิ่งของที่มีค่าได้ระหว่างทาง หรือได้รับโชคลาภ ในความทรงจำของนางสิ่งพิเศษที่สุดที่นางเคยเก็บได้นั้นก็คือเจ้าหมูตัวนี้ แน่นอนว่าต้องหาคนมาช่วยดูเสียหน่อย ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นสัตว์เทพระดับพลังสูงที่ยังเล็กอยู่ นั่นก็เรียกว่าโชคลาภแล้ว!

            อิ๋นจื่อจางไม่ค่อยเข้าใจความคิดนี้ แต่ก็ไม่ได้ขัดขวางนาง ทั้งสองคนและลูกหมูหนึ่งตัวก็เดินเข้าไปในถ้ำของเจิ้งฉวน จูจูก็พบว่าเจ้าหมูที่กัดชายกระโปรงของนางอยุ่ตลอดเวลานั้นได้หายไปแล้ว!

            จูจูคิดจะออกตามหาแต่ก็กลับถูกอิ๋นจื่อจางดึงไว้ “น่าจะแอบวิ่งหนีไประหว่างทางแล้ว ที่นี่มีม่านพลังทุกหนแห่ง มันก็หนีไปได้ไม่ไกลหรอก ไปพบอาจารย์ก่อนแล้วค่อยไปตามหามันก็ได้”

            จูจูจำใจต้องเชื่อฟังเขา ในใจก็แอบอธิฐานเงียบๆ ขอไม่ให้เจ้าหมูหายไป ไม่ง่ายเลยที่นางจะพบสัตว์ที่เหมาะกับการเป็นสัตว์เลี้ยงที่น่ารักขนาดนี้

            เจิ้งฉวนได้ยินข่าวว่าจูจูปลอดภัยไม่ได้รับอันตรายใดๆ ก็ผ่อนคลายลง

            เขาคิดมาตลอดว่าหากจูจูยิ่งโชคร้ายเขาก็จะยิ่งมีความสุข แต่พอจูจูตกอยู่ในอันตรายเข้าจริงๆ เขาถึงจะพบว่าความรู้สึกของเขานั้นห่างไกลจากคำว่ามีความสุขมากนัก เขายังคงไม่ค่อยชอบจูจู แต่ก็อดไม่ได้ที่จะมีความสุขเหมือนกันที่รู้ว่านางยังมีชีวิตอยู่

            อย่างน้อยตัวเขาเองก็ไม่ได้ทำผิดต่อคำไหว้วานของ “นาง” ที่เคยฝากฝังกับเขาเอาไว้ จะได้ไม่ทำให้ “นาง” เสียใจอีก

            อิ๋นจื่อจางพูดอย่างตรงไปตรงมาว่าสงสัยเฉิงขุยเปิ่นว่าจะเป็นคนหลอกให้จูจูไปตกหลุมพราง ไม่ว่าเรื่องที่จูจูถูกแร้งเทพห้ากรงเล็บโจมตีนั้นจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ แต่คนที่หลอกนางให้ขึ้นภูเขาไปนั้นไม่ใช่คนดีแน่นอน

            เรื่องนี้เจิ้งฉวนมีแผนอยู่ในใจของตนแล้ว ปล่อยเจ้าคนที่มีความคิดชั่วร้าย จิตใจคับแคบและโหดร้ายไร้ความรู้สึกเอาไว้ที่หุบเขาอิงปั้งแล้ว ไม่นานก็ต้องเกิดปัญหาเป็นแน่

            แค่เพราะเกลียดชังที่จูจูได้เป็นศิษย์เอกของหุบเขาตัวเองก็ถึงกับร่วมมือกับคนอื่นคิดจะฆ่านาง ถ้าวันข้างหน้ามีคนทำให้เขาไม่พอใจ มันก็ยากที่จะรับรองได้ว่าเขาจะไม่ลงมือใช้วิธีปรุงยาในการฆ่าคน

            เจิ้งฉวนเรียกฝูกุยมาพลางถามว่า “เฉิงขุยเปิ่นตอนนี้อยู่ที่ไหน ไปเรียกเขามาหาข้า”

            ฝูกุยมีหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยถ้ำของเจิ้งฉวน เรื่องใหญ่ๆ ของเจิ้งฉวนก็มอบให้เขาไปจัดการ สำหรับเรื่องของศิษย์ของหุบเขาอิงปั้ง เขาก็เปรียบเหมือนตัวแทนของเจิ้งฉวน และผู้ที่ดำเนินตามคำสั่งของเจิ้งฉวน สำหรับสถานการณ์นี้เขาเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง จึงตอบได้ในทันทีว่า  “เมื่อวานตอนบ่ายเฉิงขุยเปิ่นกับลูกศิษย์หุบเขาโอวหยวนและลูกศิษย์ของหุบเขาไท่จู๋ลงเขาไปซื้อสมุนไพรด้วยกัน ประมาณจากการเดินเท้าแล้ว อย่างน้อยสามวันหลังจากนี้ถึงจะกลับมาขอรับ”

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว