facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เด็กสาวที่เฝ้าใฝ่ฝันถึงชีวิตธรรมดาแสนสงบสุข เพื่อความอยู่รอดจึงจำต้องเข้าสู่สำนักเซียน ชีวิตที่แต่เดิมเรียบง่ายจึงกลับตาลปัตรไปหมด ความลับบางอย่างที่ถูกผนึกเอาไว้มาเนิ่นนานกำลังจะปรากฏออกมาแล้ว...

ตอนที่ 36 ผู้ที่มีความจำดี

ชื่อตอน : ตอนที่ 36 ผู้ที่มีความจำดี

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2562 12:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 36 ผู้ที่มีความจำดี
แบบอักษร


หลังจากอิ๋นจื่อจางกินอาหารเย็นเสร็จก็สั่งให้จูจูท่องบทเรียนที่เรียนมาวันนี้  จูจูทำหน้ายู่ยี่ก่อนจะหยิบหนังสือที่บางๆ ทั้งสามเล่มออกมา และในตอนนั้นนางก็ถูกบิดหูจนต้องร้องออกมา

“เจ้าหมูขี้เกียจ! ทั้งขี้เกียจทั้งโง่ ไร้ทางเยียวยาจริงๆ! ตอนนี้เริ่มท่องได้แล้ว ถ้าท่องผิดก็คอยดูว่าข้าจะตบสมองโง่ๆ ของเจ้าหรือไม่!” อิ๋นจื่อจางฝึกฝนอย่างหนัก จึงยอมไม่ได้ที่เห็นจูจูไม่รู้จักรักษาโอกาสดีๆ ที่มากองอยู่ตรงหน้า

จูจูกลั้นน้ำตาพลางเริ่มท่อง บันทึกของยาไฟ ตอนเริ่มนางท่องไปอย่างลื่นไหล แต่พอท่องมาถึงไฟที่มาจากฟ้าก็เกิดปัญหาขึ้น

“โบราณกล่าวว่าไฟที่มาจากฟ้ามีทั้งหมดเก้าชนิด แต่น่าเสียดายที่ได้ยินมาแค่สามชนิด ไฟแดนมาร ไฟยมโลกลึกลับ ไฟอาทิตย์ อีกหกชนิดนั้นไม่แน่ใจ…”

            “อะไรคือไฟยมโลกลึกลับ? เจ้าสมองเลอะเลือนหรือ? คือไฟน้ำพุพิสุทธิ์ต่างหาก!” อิ๋นจื่อจางอ่านเนื้อหาตามในหนังสือให้จูจูจำเอาไว้

            “ศิษย์น้องอิ๋นยั้งมือก่อน ศิษย์น้องนางเพิ่งจะท่องจำ ผิดเป็นครั้งแรกค่อยๆ สอนก็ได้แล้ว…” เสียงที่ดังมาจากด้านนอกห้องคือเสียงของเผยกู่  พลางหัวเราะฮี่ๆ ขอร้องแทนจูจู

            จูจูพอได้ยินเสียงที่ช่วยชีวิตก็รีบออกไปเปิดประตูต้อนรับแขก เผยกู่ดึงป้าวฝาหู่มาเป็นแขกด้วยกัน

            หลังจากทั้งสองนั่งลง ป้าวฝาหู่ก็ถามจูจูทันทีว่า “เจ้าไปเอาไฟยมโลกลึกลับมาจากไหน?”

            “เอ๋? มีจริงๆ หรือ?” จูจูตกตะลึง นางเพียงแค่พูดออกไปตามความเคยชินเท่านั้น และก็ไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงพูดคำแบบนี้ออกมา

            ป้าวฝาหู่มองสีหน้าของนางใบหน้าของเขาก็แปลกประหลาดกว่าเดิม ถามต่อว่า “เจ้ายังจำชื่อไฟที่พิเศษๆ ได้อีกไหม?”

            จูจูเอียงคอพลางครุ่นคิด “เหมือนจะมี ไฟเซียนอมตะ ไฟกลืนสีทองแดง ไฟมายาเก้าสวรรค์ เอ่อ จำไม่ค่อยได้แล้ว”

            “เจ้าไปอ่านเรื่องพวกนี้ในหนังสือเล่มไหน? ไปอ่านมาจากหนังสือเล่มอื่นในวันนี้หรือเปล่า?” ป้าวฝาหู่ถามอีกครั้ง

            จูจูทำหน้าตางงงัน “ข้า ข้าจำไม่ได้…ไม่ใช่วันนี้ วันนี้ข้าอ่านไปแค่สามเล่มนี้” พูดไปก็แอบมอง อิ๋นจื่อจางไป เกรงว่าอิ๋นจื่อจางจะคิดว่านางขี้เกียจไม่สนใจเรียนแล้วบิดหูนางอีกครั้ง

            “จูจูเจ้าจำได้ไหมว่าก่อนหน้านี้ที่บ้านของเจ้านอกจากท่านยายแล้วยังมีใครอีก แล้วเคยเรียนอะไรมา?” ป้าวฝาหู่ก็เคยได้ยินว่าจูจูนั้นจำความไม่ได้ ก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยสนใจมาก่อน เด็กสาวชาวบ้านที่ตั้งแต่เด็กจนโตไม่เคยพบเจอโลกภายนอกและก็ไม่ได้มีประสบการณ์มากนัก ไม่เคยพูดอะไรถึงชีวิตที่ผ่านมาเลยก็ไม่แปลก

            อิ๋นจื่อจางได้ยินก็สงสัย “ศิษย์พี่ป้าว ความหมายของท่านคือ ที่จูจูพูด เป็นไฟจากฟ้าทั้งเก้าชนิดจริงๆหรือ?”

            ป้าวฝาหู่พยักหน้าพลางพูดว่า “ถูกต้อง อย่างน้อยไฟมายาเก้าสวรรค์ และไฟยมโลกลึกลับเป็นเรื่องของสามสิบกว่าปีก่อนที่ข้าตามท่านอาจารย์ลงจากภูเขาไป ได้เดินไปตามแผนที่ที่เหลือไว้จากสมัยโบราณและพบเข้ากับไฟสองชนิดนี้  ในโลกนี้เซียนต่างรู้ว่าไฟจากฟ้าที่ยังคงอยู่นั้นมีไม่น้อย แต่ว่ารูปร่างเป็นอย่างไร ในหนึ่งพันคนจะมีสักกี่คนที่สามารถอธิบายได้”

            ระหว่างที่พูดสายตาของเขาก็มองจูจูตาเป็นประกาย ทุกคนต่างเข้าใจความหมายของเขา แม้แต่ไฟจากฟ้านั้นจูจูยังสามารถพูดออกมาได้ตั้งหลายชนิด แสดงว่าแต่ก่อนนางต้องเคยเรียนรู้เรื่องพวกนี้มาไม่น้อย

            จูจูถูกสายตาของเขาจับจ้องจนตกใจ จึงไปหลบอยู่หลังอิ๋นจื่อจางโดยไม่รู้ตัว

            เผยกู่ส่ายหน้าพลางพูดว่า “พูดกันตามตรงนะ ดึกขนาดนี้พวกข้ายังขึ้นมาบนภูเขาเพื่อมาหาพวกเจ้า เหตุผลแรกก็คือมาดูว่าจูจูคุ้นเคยกับที่นี่หรือยัง เหตุผลที่สองก็คือมีเรื่องอยากจะถามจูจู”

            “อะไร?” จูจูถูกท่าทางเคร่งเครียดของเขาทำให้ตกใจจนสะดุ้ง

            ที่แท้ตอนที่จูจูออกจากหุบเขาเริ่มต้นมานั้น คนรับใช้ก็จัดการทำความสะอาดห้องของนางแล้วพบกับกระดาษแผ่นหนึ่ง ในนั้นเขียนชื่อสมุนไพรและสัตว์เทพที่เป็นส่วนผสมในการทำอาหารมากมาย เผยกู่ชอบศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่แล้ว ทุกคนในหุบเขาเริ่มต้นต่างรู้ดี เลยคิดว่าจูจูขอยืมสูตรจากเขา จึงไม่กล้าจัดการเอง และส่งให้เผยกู่จัดการ

            เผยกู่แค่อ่านผ่านๆ ก็พบว่าชื่อสมุนไพรที่เขียนอยู่บนกระดาษนั้นไม่ใช่ที่ในคัมภีร์ของเขากล่าวถึงไว้เลยสักชนิด และสูตรของอาหารยังเหมาะสมลงตัว จึงอดไม่ได้ที่จะแปลกใจ ดังนั้นจึงอยากมาถามจูจูด้วยตนเอง

            แต่ว่าถามจูจูว่าไปเรียนรู้เรื่องพวกนี้มาจากไหน เคยพบมาก่อนหรือ นางกลับมีใบหน้างุนงง “ข้าไม่รู้ว่าทำไมข้าถึงรู้เรื่องพวกนี้”

            ประโยคนี้นางพูดออกมาอย่างธรรมชาติ ทำให้ทั้งสามคนที่เหลือต่างใบ้กิน

             ป้าวฝาหู่ยิ้มแกล้งทำเป็นผ่อนคลายพลางพูดว่า “ข้าดูแล้วก่อนหน้านี้จูจูต้องเคยเรียนเกี่ยวกับสมุนไพร และการปรุงยาเป็นแน่ แต่ว่าอาจจะเพราะป่วยหนักทำให้จำไม่ได้ หากมีอาวุโสเจิ้งอยู่ จะต้องมีสักวันที่เขาสามารถรักษาได้”

            แต่ความจริงแล้วมันไม่ได้ง่ายเช่นนั้น การเรียนเกี่ยวกับการปรุงยานั้นต้องมีพลังลมปราณเป็นพื้นฐาน แต่หากถ้ามีพลังแต่ทำไมถึงเป็นไข้ทำให้สูญเสียความทรงจำได้ล่ะ? สิ่งสำคัญที่สุดคือจูจูไม่มีรากวิญญาณเป็นคนไร้ประโยชน์ ก็ไม่สามารถฝึกลมปราณได้อยู่แล้ว เรื่องนี้มันเป็นอย่างไรกันแน่?

            สามหนุ่มคิดกันอยู่สักพักแต่ก็คิดไม่ออก อิ๋นจื่อจางรู้สึกว่าการที่ให้จูจูท่องหนังสือพวกนี้เป็นการทำให้พบปัญหาที่มี ไม่แน่ว่าเจิ้งฉวนให้นางจำหนังสือพวกนี้จะต้องมีความหมายที่ลึกซึ้งซ่อนอยู่ จึงยืนหยัดที่จะให้จูจูท่องหนังสืออีกสองเล่มที่เหลือให้ได้

            คู่มือสมุนไพรของภูเขาจือซู่ ก็ผ่านไปอย่างราบรื่น จูจูจึงรู้สึกผ่อนคลายลงเล็กน้อย สุดท้ายมาถึง ส่วนเสริมวิธีการใช้ยาจิตใจสงบ ก็เกิดปัญหาขึ้นมาอีก

            ตอนที่นางท่องวิธีการปรุงยานั้นไม่ขาดก็เกินอะไรออกมาทุกที บางครั้งก็พูดส่วนผสมของสมุนไพรออกมาไม่เหมือนกับในหนังสือ อิ๋นจื่อจางไม่รีบตำหนินางเหมือนตอนแรก แค่กำชับให้นางเขียนความทรงจำเรื่องวิธีการของนางลงในกระดาษแล้วนำวิธีการนี้ไปให้อาจารย์ดูพรุ่งนี้

            จูจูรู้สึกว่าอาจารย์ไม่ได้สนใจนางตั้งแต่แรกแล้ว แต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่งของอิ๋นจื่อจาง แต่พอคิดดูแล้วในถ้ำของอาจารย์ก็มีคนอยู่น้อยมาก นางจะถามหรือไม่ถามอิ๋นจื่อจางก็ไม่มีทางรู้ ถึงเวลานั้นก็แค่บอกว่าอาจารย์อ่านแล้วก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาสักคำ หรือว่าอิ๋นจื่อจางจะไปถามอาจารย์ด้วยตัวเองได้กันเล่า?

            พอคิดแบบนี้ นางก็วางใจที่จะยอมรับปาก

            ความอดทนของอิ๋นจื่อจางนั้นมีมากกว่าที่จูจูคิดไว้มาก สามเดือนผ่านไป ถ้าเขาไม่บำเพ็ญตบะเพียงลำพังในถ้ำก็จะมาสุ่มตรวจการท่องหนังสือของนาง

            เนื้อหาสั้นๆ ในห้องหนังสือนางใช้เวลาเพียงไม่กี่วันก็จำได้แล้ว จูจูต้องเริ่มท่องบทที่ยาวขึ้นอย่างเจ็บปวด โชคดีที่เนื้อหาของตำราในห้องหนังสือเป็นไปในทางเดียวกัน คือเกี่ยวกับยาวิเศษ จูจูอ่านแค่รอบเดียวก็จำทั้งหมดได้คร่าวๆ แล้ว ถึงแม้ว่าจะท่องผิดนิดนึงอิ๋นจื่อจางก็ไม่ได้สนใจ แค่ให้นางเขียนอันที่ท่องผิดออกมา เพื่อไปขอคำชี้แนะจากอาจารย์

            จูจูทำตัวตีสองหน้าตลอดมา ทุกครั้งที่ไปที่ถ้ำอาจารย์ก็พบคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ถ้าบังเอิญเจออาจารย์ เขาก็ทำเป็นไม่สนใจนางทุกครั้งไป

            เพราะว่าเจิ้งฉวนเคยพูดต่อหน้าอิ๋นจื่อจางแล้วว่า ต้องให้นางจำหนังสือในห้องสมุดได้ทั้งหมดเสียก่อนถึงจะไปหาเขาได้อีกครั้ง จูจูจึงถือประโยคนี้เป็นเหตุผล ไม่เคยไปขอคำชี้แนะจากอาจารย์ด้วยตนเองเลยสักครั้ง

            ทั้งสองศิษย์และอาจารย์ต่างทำเหมือนไม่รู้จักกัน แบบนี้ก็ทำให้นางปลอดภัยไร้อันตราย

            จูจูไม่มีพลังอะไร การเข้าๆ ออกๆ หุบเขาอิงปั้งนั้นถือว่าอันตรายมาก และนางเองก็ไม่อยากพบกับผู้ที่เป็นอันตรายของภูเขาญาณศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ดังนั้นนางจึงอยู่แต่ที่หุบเขาอิงปั้ง บางครั้งก็แอบไปขโมยสมุนไพรของที่นี่มาทำอาหารบ้าง  เผยกู่และป้าวฝาหู่นั้นก็มาหานางบ้างเป็นครั้งคราว

            ถึงแม้ว่านางจะยังถูกอิ๋นจื่อจางบังคับกดขี่ยังไง แต่จูจูก็ยังรู้สึกว่าการใช้ชีวิตแบบนี้ก็ไม่เลวร้ายนัก ถ้าเป็นอย่างนี้ตลอดไปคงจะดีไม่น้อย!

            แต่น่าเสียดายที่ฝันดีมันจะอยู่ได้ไม่นาน นางอยู่อย่างไร้ความกังวลแล้ว แต่กลับมีคนที่ขบคิดทุกวิถีทางเพื่อรอโอกาสดีๆ ที่จะลงมือกับนาง…

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว