facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เด็กสาวที่เฝ้าใฝ่ฝันถึงชีวิตธรรมดาแสนสงบสุข เพื่อความอยู่รอดจึงจำต้องเข้าสู่สำนักเซียน ชีวิตที่แต่เดิมเรียบง่ายจึงกลับตาลปัตรไปหมด ความลับบางอย่างที่ถูกผนึกเอาไว้มาเนิ่นนานกำลังจะปรากฏออกมาแล้ว...

ตอนที่ 31 พลาดพลั้งเพียงครั้งเดียวเสียใจไปตลอดชีวิต

ชื่อตอน : ตอนที่ 31 พลาดพลั้งเพียงครั้งเดียวเสียใจไปตลอดชีวิต

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.9k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2562 12:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 31 พลาดพลั้งเพียงครั้งเดียวเสียใจไปตลอดชีวิต
แบบอักษร


อิ๋นจื่อจางส่งเสียงหึออกมาเบาๆ “ข้ามีความสุข! เจ้าสนข้าด้วยหรือ? ถ้ายังไม่หยุดบ่นข้าจะโยนเจ้าลงจากภูเขาไปเลย!”

ครั้งแรกที่เขาทำร้ายซูหลิงนั้นเป็นเหตุสุดวิสัย เขาคิดไม่ถึงว่าซูหลิงจะปฎิบัติต่อจูจูแบบไม่ไว้หน้า ไม่มีพื้นฐานของความเป็นผู้หญิง ลงมือทำร้ายแบบนี้ ดังนั้นจึงใช้พลังของตัวเองส่งพลังโจมตีทั้งหมดกลับคืนซูหลิงไปโดยไม่ทันได้คิด แน่นอนว่า พอพบว่าซูหลิงได้รับบาดเจ็บ เขาเองก็ไม่ได้รู้สึกเสียใจอะไร อายุยังน้อยแต่อำมหิตขนาดนี้ สมน้ำหน้าแล้ว! บาดเจ็บก็บาดเจ็บไปแล้ว เขาจะต้องมีมารยาทอะไรกับนางอีก?

สำหรับเจ้าห้าคนที่โดนจัดการในวันนี้ เหตุผลแรกคือเขาเองก็อยากทดสอบพลังของตนว่าถึงขั้นไหนแล้ว อีกเหตุผลหนึ่งก็คือเขาตั้งใจรักษาศักดิ์ศรีของเขา ถึงแม้ว่าการที่จัดการเก็บทีละคนจะปลอดภัยกว่าก็ตาม แต่ว่าวันข้างหน้าคงมีคนมาหาเรื่องเขาไม่หยุด ถ้าทั้งวันมีเสียงแมลงวันบินรบกวนไม่หยุด เขาจะตั้งใจบำเพ็ญตบะได้อย่างไร? การที่เขาสู้คนเดียวกับคนอีกห้าคนนั้น สองคนในนั้นยังเป็นผู้ฝึกพลังระดับเก้าอีก ช่วงนี้คงไม่มีใครกล้ามาท้าประลองกับเขาแน่ๆ

เขาสามารถเพิ่มพลังตบะของตัวเองจากการต่อสู้ได้ แต่ว่าคำพูดของป้าวฝาหู่นั้นเขายังจำได้ดี เขาไม่อยากให้เป็นเพราะการรีบพัฒนาเกินไปจนทำให้กลายเป็นเหมือนป้าวฝาหู่ที่ต้องหยุดฝึกฝนถึงยี่สิบปี อย่างน้อยในตอนนี้ สิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดก็คือทำให้ระดับพลังของตัวเองมั่นคง จัดการกับปัญหาที่เขาเพิ่มพลังอย่างรวดเร็วให้เรียบร้อย เขายังมีเรื่องอีกมากมายที่ยังไม่ได้จัดการ เขาต้องการเพิ่มระดับพลังของตัวเองเพื่อทวงความยุติธรรมให้กับท่านแม่ และหากต้องการไปให้ถึงระดับนั้น การรีบร้อนไม่ได้ช่วยอะไร

เรื่องนี้เขาไม่จำเป็นต้องบอกจูจู ยัยเด็กนี่พอเริ่มจะทำดีด้วยนิดๆ หน่อยๆ นางก็เริ่มที่จะจู้จี้กับเขาไปเสียทุกเรื่องแล้ว ถ้าหากว่าเขายังอธิบายเรื่องนี้ให้นางฟัง นางจะไม่ปีนขึ้นมาทึ้งหัวเขาเลยเหรอ!

จูจูถูกเขาขู่ จึงไม่กล้าพูดอะไรอีกจริงๆ ผ่านไปสักพักถึงด่าขึ้นมาด้วยเสียงอันเบาว่า “คนเลว!” ด่าไปพลางก็ดึงเสื้อของเขาเอาไว้แน่นกันเขาโยนนางลงทิ้งจริงอย่างที่พูด

            เขาคงไม่ถึงขั้นโยนนางลงจากภูเขาหรอก แค่สลัดนางลงบนพื้นนางก็เจ็บมากแล้ว!

            แน่นอนว่าอิ๋นจื่อจางได้ยินคำที่นางด่า แล้วยังบวกกับการกระทำของนาง ทำให้เขารู้สึกอยากจะขำ  เจ้าหมูโง่ตัวน้อยนี้ตลกจริง!

อิ๋นจื่อจางแบกจูจูมาจนถึงหน้าศาลาต้อนรับ ก็พบกับผู้ที่สวมเครื่องแบบสีน้ำเงินบ่งบอกกว่าเป็นเซียนระดับจู้จีออกมาพอดี คนคนนั้นเมื่อมองเห็นพวกเขาก็ยิ้มต้อนรับพลางพูดว่า “เจ้าคือศิษย์น้องอิ๋นจื่อจางใช่ไหม! ข้าแซ่ฝู ชื่อเอ่อร์ไต้ เป็นลูกศิษย์ของหุบเขาอิงปั้ง ท่านปรมาจารย์โหยวเพิ่งจะออกคำสั่งให้ข้าไปหุบเขาฮุ่ยลู่เพื่อรับเจ้าพอดี! รีบตามข้าไปคารวะท่านปรมาจารย์กันเถอะ เมื่อคืนเขาก็ยังพูดถึงเจ้าอยู่”

อิ๋นจื่อจางปล่อยจูจูลง ทำความเคารพพร้อมกับพูดว่า “ข้าจะไปพร้อมกับท่าน แต่ว่าศิษย์น้องหญิงต้องไปพบผู้อาวุโสเจิ้งก่อนหรือไม่?”

ฝูเอ่อร์ไต้ถึงจะมองมาทางจูจู ครุ่นคิดเล็กน้อยพลางตอบว่า “อาวุโสเจิ้งตอนนี้กำลังตรวจห้องปรุงยา งั้นศิษย์น้องหญิงมากับพวกเราไปพบท่านอาจารย์โหยวก่อน แล้วค่อยไปคารวะอาวุโสเจิ้งก็ไม่ได้ถือว่าเสียมารยาทอะไร”

ในใจก็คิดว่า ทำไมอาวุโสเจิ้งถึงปฏิบัติต่อศิษย์เอกของตนเองอย่างไม่แยแสเช่นนี้นะ? ก็เห็นๆ กันอยู่ว่าเขายืนยันที่จะรับศิษย์คนนี้ด้วยตัวเอง นางเพิ่งจะมาถึง แต่อาวุโสเจิ้งก็ไม่เคยถามถึงเลย และยิ่งไม่ต้องพูดถึงการที่จะส่งคนไปรับนางเลย ถ้าหากว่าไม่มีอิ๋นจื่อจาง แม้แต่ขึ้นมาบนหุบเขาอิงปั้งนางก็คงทำไม่ได้

แต่ว่าแต่ไหนแต่ไรมาเจิ้งฉวนก็เป็นคนที่ทำตามใจตนเองโดยไม่สนว่าผู้อื่นจะว่าอย่างไรอยู่แล้ว แม้แต่ปรมาจารย์หยวนอิง โหยวเชียนเริ่นยังไม่ไว้หน้า ดังนั้นฝูเอ่อร์ไต้จึงได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้ในใจ

ทั้งสามเดินผ่านศาลาต้อนรับ ทางด้านหลังก็มีนกอินทรีถูกเตรียมเอาไว้แล้ว ทั้งสามนั่งลงบนหลังของมัน นกอินทรีเปล่งเสียงร้องออกมาครั้งนึงและกระพือปีกบินขึ้นไปบนฟ้า ตรงดิ่งไปยังยอดของหุบเขาที่ซึ่งมีที่พำนักของโหยวเชียนเริ่นอยู่

จูจูจำได้ว่านี่คือครั้งที่สองที่ได้บินบนท้องฟ้า นางรู้สึกตื่นเต้นมากจึงจับแขนของอิ๋นจื่อจางไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ฝูเอ่อร์ไต้เห็นท่าทางของทั้งคู่ ถึงแม้ว่าอิ๋นจื่อจางจะไม่ได้มีสีหน้าดีอะไรนัก แต่ก็ค่อนข้างเอาใจใส่ ดังนั้นเขาจึงถามยิ้มๆ ว่า “ศิษย์น้องอิ๋นกับศิษย์น้องหญิงรู้จักกันมาก่อนหน้านี้หรือ?”

จูจูพยักหน้าพลางตอบว่า “ใช่แล้ว…” อิ๋นจื่อจางเองก็พยักหน้านิ่งๆ ไม่ได้พูดอะไรออกมา

ฝูเอ่อร์ไต้รู้สึกได้ว่านิสัยของอิ๋นจื่อจางค่อนข้างเย็นชา ไม่ค่อยอยากคบค้าสมาคมกับใคร ถึงแม้ว่าท่าทางของจูจูจะทั้งเชยทั้งเซ่อ แต่ว่าดูแล้วน่าคบหากว่ามาก ดังนั้นจึงแกล้งแซวนางว่า “พวกเจ้ามาจากไหนล่ะ? เป็น…ญาติกันหรือ?”

รูปลักษณ์ของจูจูดูแตกต่างอิ๋นจื่อจางเป็นอย่างมาก ถ้าหากว่าเป็นญาติกันก็คงเป็นญาติห่างๆ แน่ๆ ไม่อย่างนั้นฝูเอ่อร์ไต้ก็คิดไม่ออกว่าทำไมอิ๋นจื่อจางถึงให้ความสำคัญกับจูจู ถึงได้เพิ่มความลำบากให้ตัวเองด้วยการพานางขึ้นมาที่สำนักญาณศักดิ์สิทธิ์ด้วยเช่นนี้

จูจูส่ายหน้าพลางพูดว่า “ข้ากับท่านยายย้ายมาที่ใกล้ๆ หมู่บ้านโจว ก่อนหน้านั้นเป็นคนที่ไหน ข้าก็จำไม่ได้แล้ว…ข้ากับศิษย์พี่ไม่ใช่ญาติกัน” นางเองก็ไม่รู้ว่าระหว่างนางกับอิ๋นจื่อจางนอกจากเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกันแล้ว จะเรียกว่าเป็นอะไรกันได้อีก

สองปีก่อนนางตามท่านยายย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านโจว ท่านยายมักจะไม่อยู่บ้าน ได้ยินว่าท่านต้องไปในเมืองเพื่อทำงานหาเงิน สองสามวันจะกลับมาสักครั้ง นางอยู่เพียงคนเดียวในหมู่บ้าน จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกพวกเด็กคนอื่นๆ รังแก ในตอนแรกนั้นนางสับสนจำอะไรไม่ได้เลย ท่านยายบอกว่าระหว่างทางที่อพยพมานั้นนางป่วยหนัก ทำให้ความจำเสื่อม ดังนั้นจึงจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ไม่ได้

หนึ่งปีก่อน นางขึ้นไปบนภูเขาเพื่อเก็บผักป่า โชคร้ายพบเข้ากับหมาป่าที่กำลังได้รับบาดเจ็บตัวหนึ่ง นางตกใจจนวิ่งหนีและระหว่างทางที่วิ่งก็ดันตกลงไปในคลองที่มีน้ำลึกมาก ได้อิ๋นจื่อจางที่มาล่าสัตว์แล้วผ่านมาช่วยเอาไว้

ได้ยินว่าอิ๋นจื่อจางก็อพยพมาเช่นกัน เขาเช่าบ้านหลังหนึ่งอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ บังเอิญเป็นเพื่อนบ้านของจูจูพอดี เพื่อจะตอบแทนบุญคุณของเขา จูจูจึงเชิญเขามากินข้าวที่บ้าน

การกินครั้งนี้ทำให้เกิดเรื่องเลวร้ายขึ้น เพราะหลังจากนั้นอิ๋นจื่อจางก็มากินข้าวที่บ้านนางทุกวัน และที่มากกว่านั้น คือเขาเรียกใช้นางเหมือนเป็นสาวใช้ ซักผ้าตากผ้าก็ให้นางเป็นคนทำทั้งหมด นางถูกเขากดขี่จนไม่สามารถขัดขืนได้ จึงทำได้เพียงเชื่อฟังเขา

ท่านยายเมื่อกลับมาจากในเมืองและพบอิ๋นจื่อจางก็ไม่ได้พูดอะไร นางรู้สึกว่าระหว่างท่านยายและอิ๋นจื่อจางมีความลับอะไรบางอย่างที่นางไม่รู้ ทุกอย่างก็เป็นแบบนั้นจนผ่านไปสองสามเดือน คืนหนึ่งท่านยายก็กลับมาที่หมู่บ้านอย่างกะทันหัน และจ้องมองนางเป็นเวลานานอย่างใจลอย

หลังจากผ่านไปไม่กี่วัน ท่านยายก็ป่วยด้วยโรคประหลาด ระหว่างที่ป่วยก็เรียกอิ๋นจื่อจางไปพบ ปิดประตูห้องและไม่รู้ว่าพูดอะไรกับเขา ตอนนั้นจูจูรู้สึกกลัวมาก หลังจากนั้นสองวัน ท่านยายก็ทิ้งนางไปจริงๆ

อิ๋นจื่อจางช่วยจัดงานศพให้ยายของนาง หลังจากนั้นก็ทำตัวเหมือนเป็นคุณชายใหญ่เรียกใช้นางตลอดเวลา

จูจูเดาว่าช่วงก่อนที่ท่านยายจะสิ้นใจนั้นได้ฝากฝังนางไว้กับเขา เพราะกลัวว่านางอยู่คนเดียวแล้วจะถูกรังแก แต่ว่าคนแก่มักจะไม่รู้ว่าถึงแม้รูปลักษณ์ภายนอกของเขาจะหล่อเหลา แต่ภายในของเขาทั้งไม่มีเหตุผลและโหดร้าย

เมื่อมีอิ๋นจื่อจางอยู่ด้วย ก็ไม่มีใครกล้ารังแกนาง นางจึงโดนแค่เขารังแกอยู่เพียงผู้เดียวจนชิน

อิ๋นจื่อจางเห็นท่าทางของนางที่ทั้งใจลอยและเซ่อซ่าก็รู้สึกโมโห มองนางด้วยท่าทางโกรธๆ แล้วพูดกับฝูเอ่อร์ไต้ว่า “ตอนที่ท่านยายของจูจูยังอยู่นางได้ช่วยดูแลข้าเป็นอย่างดี ก่อนสิ้นใจจึงได้ฝากฝังจูจูไว้กับข้า”

ในใจของจูจูรู้สึกโกรธเคือง คนที่ดูแลเจ้ามาตลอดมันคือข้าต่างหาก! ซักผ้าทำกับข้าว ตากผ้า ทำความสะอาด เก็บของ ข้าก็เป็นคนทำทั้งนั้น!

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว