facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เด็กสาวที่เฝ้าใฝ่ฝันถึงชีวิตธรรมดาแสนสงบสุข เพื่อความอยู่รอดจึงจำต้องเข้าสู่สำนักเซียน ชีวิตที่แต่เดิมเรียบง่ายจึงกลับตาลปัตรไปหมด ความลับบางอย่างที่ถูกผนึกเอาไว้มาเนิ่นนานกำลังจะปรากฏออกมาแล้ว...

ตอนที่ 28 รุมเข้ามาเลยจะได้เร้าใจขึ้น

ชื่อตอน : ตอนที่ 28 รุมเข้ามาเลยจะได้เร้าใจขึ้น

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.7k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2562 12:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 28 รุมเข้ามาเลยจะได้เร้าใจขึ้น
แบบอักษร


ผู้ที่พูดนั้นห้อยแผ่นป้ายสีน้ำเงินเข้มบ่งบอกว่ามาจากหุบเขาโอวหยวน มีสามคนสวมเครื่องแบบสีเทาเป็นลูกศิษย์สายนอกผู้ฝึกพลังระดับพลังแปด อีกสองคนสวมเครื่องแบบสีขาวเป็นลูกศิษย์สายในผู้ฝึกระดับพลังเก้า!

เมื่อพวกเขาปรากฏกาย เสียงพูดคุยทั้งตำหนักก็เงียบลง ทุกสายตาจับจ้องไปที่กลุ่มคนพวกนั้นรวมทั้งอิ๋นจื่อจางด้วย

เรื่องที่ทั้งสองฝ่ายมีความแค้นต่อกันนั้นลูกศิษย์ใหม่ทุกคนต่างรู้ดี แต่ว่าคนส่วนใหญ่คิดไม่ถึงว่าคนของหุบเขาโอวหยวนจะมาหาเรื่องไวขนาดนี้

เลี่ยวหย่งฉีมองมาที่จูจูด้วยสายตาเย็นเยียบแวบนึงในใจก็คิดว่า เสียใจแล้วใช่ไหมล่ะ! แต่ว่ามันสายไปแล้วล่ะ! น่าเสียดายที่อิ๋นจื่อจางหลงผิด ถูกเจ้าดึงเข้าไปพัวพัน ช่างโชคร้ายจริงๆ

ลูกศิษย์ใหม่ส่วนใหญ่เห็นคนของหุบเขาโอวหยวนที่ดูเย่อหยิ่งต่างก็รู้สึกกลัว ทุกคนต่างปิดปากเงียบ ไม่มีใครกล้าหาเรื่องใส่ตัวเอง จิงจี๋เหรินอ้าปากจะพูด แต่กลับถูกศิษย์พี่ของหุบเขาเม่ยหย่วนที่ถูกส่งให้มารับลูกศิษย์ใหม่ห้ามเอาไว้ ไม่ให้เขาออกหน้าช่วย

“สมกับเป็นหมาเฝ้าประตูจริงๆ เลย  เจอคนก็เห่าหอน” อิ๋นจื่อจางเหลือบมองพวกเขาแวบนึงอย่างไม่ใส่ใจ  ท่าทีเหยียดหยามแม้กระทั่งคนตาบอดก็ยังมองออก

ลูกศิษย์ทั้งห้าคนของหุบเขาโอวหยวนมีหรือจะทนต่อการถูกศิษย์ที่มาใหม่เหยียดหยามได้ ? เขาเดินมาข้างหน้าด้วยอารมณ์ที่ไม่ดีสุดๆ พลางพูดว่า “ไอ้เด็กเหลือขอ เจ้ากล้าด่าพวกข้าอย่างนั้นหรือ?”

จูจูอธิบายด้วยท่าทีใสซื่อบริสุทธิ์ว่า “ที่ศิษย์พี่ของข้าว่านั่นหมายถึงหมาต่างหาก”

หนึ่งในลูกศิษย์ที่สวมเครื่องแบบสีเทาของหุบเขาโอวหยวนโกรธมาก ยกมือขึ้นจะตบหน้าจูจูพลางตะโกนว่า “ยัยคนอัปลักษณ์ ใครใช้ให้เจ้าปากมาก?”

ทันใดนั้นฝ่ามือที่อยู่กลางอากาศก็ถูกบีบไว้ ลูกศิษย์คนนั้นรู้สึกเหมือนมือที่จับแขนของเขาไว้ไม่ใช่มือของคน แต่เป็นคีมเหล็กที่ทำมาจากแท่งน้ำแข็ง ความเจ็บปวดจากความแหลมคมทะลุไปถึงจิตใจ ทำให้เขาอดไม่ไหวร้องออกมาโหยหวน

คนที่จับเขาไว้แน่นอนว่าคืออิ๋นจื่อจาง หุบเขาโอวหยวนส่งคนมาห้าคนในวันนี้  แค่เลือกมาสักคนก็มีพลังที่เหนือกว่าอื๋นจื่อจางแล้ว พวกเขาคิดว่าเมื่อพวกตนออกมาก็เพียงพอที่จะกดหัวอิ๋นจื่อจางลงได้ คิดไม่ถึงว่าเขาจะไม่แยแสเลยสักนิด และเพียงแค่เริ่มต้นก็มีหนึ่งคนในนั้นที่เริ่มเสียเปรียบเพราะความประมาทแล้ว

“หยุดมือ!” ศิษย์ที่สวมเครื่องแบบสีขาวปรากฏตัวออกมาจากฝูงชน ลูกศิษย์หุบเขาโอวหยวนต่างรู้จักเขาผู้ที่มีหน้าที่มารับลูกศิษย์ใหม่ของหุบเขาอิงปั้งเป็นอย่างดี เฉิงขุยเปิ่น

อิ๋นจื่อจางสะบัดมือที่จับลูกศิษย์ที่สวมชุดสีเทาคนนั้นออก ชายคนนั้นกุมแขนของตัวเองไว้ใบหน้าแดงสลับเขียว จ้องมาที่อิ๋นจื่อจางเหมือนจะกินเขาทั้งเป็น

ลูกศิษย์หุบเขาโอวหยวนที่เหลือโทษที่เขาประมาทศัตรูทำให้ต้องเสียหน้า สีหน้าทุกคนต่างดูไม่ได้

เฉิงขุยเปิ่นอยู่ที่หุบเขาอิงปั้งมาหลายปีแต่ก็ยังไม่ได้กลายเป็นศิษย์เอกของเจิ้งฉวนสักที ครั้งก่อนที่แอบนินทาจูจูก็ถูกเจิ้งฉวนตำหนิต่อหน้า ในใจจึงรู้สึกริษยาจูจูเป็นอย่างมาก จึงทำให้พาลไม่ชอบอิ๋นจื่อจางที่อยู่ฝั่งเดียวกับนางไปด้วย แต่ว่าวันนี้ถ้าหากว่าเขาไม่ออกปากช่วยลูกศิษย์ฝ่ายเดียวกัน กลับไปก็ไม่รู้ว่าจะไปรายงานเบื้องบนว่าอย่างไร

ทีแรกเขาคิดจะรอให้อิ๋นจื่อจางและจูจูเสียเปรียบเสียหน่อยแล้วค่อยออกโรงห้าม แต่ผลลัพธ์กลับเป็นพวกหุบเขาโอวหยวนที่เสียเปรียบเสียเอง

ในใจของเขาแอบด่าพวกหุบเขาโอวหยวนว่าไร้ประโยชน์อยู่ในใจ แต่ก็ยังทำหน้าตึงเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าพวกเขาแล้วพูดว่า “ศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งหลายยินดีที่ได้พบ เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”

เฉิงขุยเปิ่นนั้นเป็นผู้ฝึกพลังระดับเก้า แล้วยังเป็นผู้ปรุงยาระดับหนึ่ง ศิษย์ของหุบเขาโอวหยวนทั้งห้าคนจึงไม่กล้าขัดเขา พวกเขาแสร้งยิ้มและพูดว่า “ได้ยินว่าปรมาจารย์หยวนอิงและท่านอาวุโสเจิ้งรับลูกศิษย์สองคนเข้าเป็นศิษย์เอก พวกเราพี่น้องห้าคนเลยอยากเปิดหูเปิดตา อยากจะมาเชิญศิษย์น้องอิ๋นจื่อจางผู้เก่งกาจมาประลองกับพวกข้าดูสักครั้ง ศิษย์พี่เฉิงขุยเปิ่นมีธุระมากมาย ไม่จำเป็นต้องสนใจเรื่องเล็กๆ แค่นี้ก็ได้”

เฉิงขุยเปิ่นได้ยินที่พวกเขาพูดถึงที่เจิ้งฉวนรับศิษย์เอก ในใจก็โกรธมาก พูดด้วยเสียงนิ่งๆ ว่า “ที่แท้ก็เป็นเรื่องส่วนตัว พวกเจ้าจัดการกันเองก็แล้วกัน แต่ที่นี่คือหุบเขาฮุ่ยลู่ ที่พำนักของท่านเจ้าสำนัก อย่าเอาเรื่องเล็กๆ มารบกวนท่านเจ้าสำนักและผู้อาวุโสคนอื่นเลย”

ความหมายของประโยคนี้คือ ถ้าหากจะหาเรื่องอิ๋นจื่อจางนั้นเขาไม่สนใจ แต่ว่าหากก่อเรื่องที่นี่จะโดนลงโทษหนัก ให้ไปหาเรื่องกันที่อื่น

เฉิงขุยเปิ่นพูดเสร็จก็ไม่สนใจพวกเขาอีก พลางเดินไปแจกป้ายให้กับศิษย์ใหม่ของหุบเขาอิงปั้ง

ลูกศิษย์ใหม่ของหุบเขาอิงปั้งถือว่าน้อยที่สุด หุบเขาอื่นมีประมาณสามสิบคน มีเพียงหุบเขาอิงปั้งที่ถึงแม้จะนับรวมจูจูกับอิ๋นจื่อจางแล้วก็ยังมีไม่ถึงสิบคน มาตรฐานในการรับศิษย์ของพวกเขาสูงมากจนใครๆก็เห็นได้ชัด

ลูกศิษย์หุบเขาอิงปั้งที่เหลือทั้งตึงเครียดและเห็นใจอิ๋นจื่อจาง แต่พอเห็นว่าเฉิงขุยเปิ่นออกตัวว่าไม่สนใจเขา สุดท้ายก็ไม่มีใครกล้าพูดอะไร

ศิษย์ของหุบเขาโอวหยวนทั้งห้าคนเมื่อเห็นว่าเฉิงขุยเปิ่นไม่ได้ออกโรงปกป้องเขา ในใจก็ดีใจยกใหญ่ พวกเขาไม่ใช่ว่าสู้เฉิงขุยเปิ่นไม่ได้ แต่ว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้ปรุงยาระดับหนึ่ง ฐานะไม่อาจล่วงเกินได้นอกจากนี้เขายังเป็นหนึ่งในผู้ที่คอยดูแลจัดการเรื่องห้องปรุงยา ถ้าหากว่าเขาอยากปกป้องอิ๋นจื่อจาง พวกเขาก็คงจัดการได้ลำบาก

หัวหน้าของห้าคนนั้นสวมชุดสีขาวเป็นศิษย์สายในคำนับเฉิงขุยเปิ่นพลางพูดว่า “ขอบคุณศิษย์พี่เฉิงขุยเปิ่นที่เตือนสติพวกข้า”

แล้วหันไปยิ้มเย็นๆ ให้กับอิ๋นจื่อจางพลางพูดว่า “ข้าเป็นศิษย์สายในของหุบเขาโอวหยวน ปอเย่าเหลียน วันนี้มาขอท้าประลองกับเจ้า หากเจ้าชนะพวกเราสามในห้าคนได้ เรื่องที่เจ้าเคยทำร้ายศิษย์น้องซูหลิงข้าจะไม่ถือโทษอีก แต่หากว่าเจ้าแพ้ เจ้าต้องไปโขกหัวขอโทษศิษย์น้องซูหลิงของพวกข้า เจ้ากล้ารับคำท้าหรือไม่?”

ศิษย์พี่ของเขา ศิษย์เอกของซูจิง หานหยวนจงใจส่งลูกศิษย์มาหาเรื่องอิ๋นจื่อจางที่หุบเขาเริ่มต้น สุดท้ายก็พ่ายแพ้กลับไป ในใจของพวกเขาจึงรู้สึกกลัวอิ๋นจื่อจางอยู่ไม่น้อย ดังนั้นครั้งนี้ไม่เพียงแต่พาลูกศิษย์ที่พลังสูงกว่าอิ๋นจื่อจางมา แถมยังต้องให้อิ๋นจื่อจางชนะสามในห้าของพวกเขาถึงจะถือว่าชนะอีก เท่ากับถือว่าอีกฝ่ายมีระดับความสามารถเท่ากับตัวเอง

กฎนั้นชัดเจนว่า มีเพียงแค่ลูกศิษย์ระดับเดียวกันเท่านั้นถึงจะประลองกันได้ พวกเขามีสองคนที่เป็นผู้ฝึกพลังระดับเก้า ถ้าหากว่าแพ้ไปอย่างนี้ จะไปหาคนอื่นมาอีกก็ไร้ความหมาย

จิงจี๋เหรินทนไม่ไหว ตะโกนเสียงดังว่า “ที่แท้ก็หน้าไม่อายจริงๆ เป็นผู้ฝึกพลังระดับแปด กับระดับเก้ามาขอประลองกับศิษย์ใหม่ที่มีระดับพลังแค่ระดับเจ็ด แถมยังต้องชนะสามครั้งอีก”

ปอเย่าเหลียนเกลียดที่สุดคือการที่คนเอาชื่อของเขามาล้อเล่น (ชื่อปอเย่าเหลียนคล้ายกับคำว่าปู๋เย่าเหลี่ยนที่แปลว่า หน้าไม่อาย) และเรื่องนี้ยังเป็นเรื่องที่น่าอับอายสำหรับเขา เขาหันหน้าไปมองจิงจี๋เหรินด้วยสายตาเย็นเยียบพลางพูดว่า “หากเจ้าไม่พอใจก็มาสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับเขาก็ได้นะ”

อิ๋นจื่อจางตัดบทสนทนาอย่างไม่รู้สึกอะไรพลางพูดว่า “ผลัดกันประลองนั้นเปลืองเวลา พวกเจ้าเข้ามาทีเดียวพร้อมกันห้าคนเลยก็ได้ ข้าเพียงคนเดียวก็พอแล้ว”

ประโยคนี้ของเขาทำเอาทั้งตำหนักเสียงดังเซ็งแซ่ไปหมด ทุกคนต่างมองมาที่อิ๋นจื่อจางว่าเป็นบ้าหรืออย่างไร ลูกศิษย์ที่อยู่ตรงหน้าเขาต่างพลังสูงกว่าเขาทุกคน หรือว่าจะตาบอดเสียแล้ว? คิดว่าตัวเองเป็นอัจฉริยะแล้วจะไม่ต้องกลัวอะไรอย่างนั้นหรือ? แบบนี้มันรนหาที่ตายชัดๆ แค่เขาชนะหนึ่งในนั้นได้ก็ถือว่าเกินความสามารถแล้ว ยังจะมาบอกให้พวกนั้นเข้ามาพร้อมๆ กันอีก!

ปอเย่าเหลียนยิ้มพลางพูดว่า “ดี ดี เวลาไม่คอยใคร วันนี้พวกข้าจะไปที่สนามประลองเพื่อขอคำชี้แนะจากเจ้า”

สนามประลองก็อยู่ที่หุบเขาฮุ่ยลู่แห่งนี้ ห่างจากตำนักต้อนรับไม่ถึงหนึ่งร้อยจ้าง อิ๋นจื่อจางและปอเย่าเหลียนและคนอื่นยืนประจำที่ได้ไม่นาน ด้านล่างเวทีก็มีลูกศิษย์ทุกหุบเขามาร่วมชมเต็มไปหมด

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว