facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เด็กสาวที่เฝ้าใฝ่ฝันถึงชีวิตธรรมดาแสนสงบสุข เพื่อความอยู่รอดจึงจำต้องเข้าสู่สำนักเซียน ชีวิตที่แต่เดิมเรียบง่ายจึงกลับตาลปัตรไปหมด ความลับบางอย่างที่ถูกผนึกเอาไว้มาเนิ่นนานกำลังจะปรากฏออกมาแล้ว...

ชื่อตอน : ตอนที่ 23 รุม

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.7k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2562 12:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 23 รุม
แบบอักษร

            แต่ไม่ว่านางจะถามยังไง ทั้งสองคนก็ไม่ยอมพูดอะไรมาก สุดท้ายเผยกู่ก็โบกมือทั้งสองข้างพลางพูดว่า “รูปร่างหน้าตาของเจ้าแบบนี้ปลอดภัยแน่นอน ไม่ต้องกังวล อาวุโสเจิ้งคงไม่มีทาง….ทำให้เจ้าลำบากใจหรอก”

            จูจูงุนงงเป็นอย่างมาก แต่ก็หมดหนทางแล้ว

            เผยกู่พานางกลับมาที่โรงครัว พร้อมกับบอกนางว่าห้องครัวเล็กนี้ นางสามารถมาใช้ได้ตลอดเวลา เผยกู่จะให้คนไปล่าสัตว์เทพที่เหมาะสมมาให้นางลองปรุงอาหาร ค่าตอบแทนคือจูจูต้องทำสองชุดขึ้นไป  คือให้นางนำกลับไปเองหนึ่งชุด อีกหนึ่งชุดให้เขาและป้าวฝาหู่ชิม แน่นอนว่าจูจูไม่มีความเห็นอะไร

            การออกมาข้างนอกในวันนี้ ทำให้นางได้รับอะไรมากกว่าที่คิดไว้ ไม่เพียงแต่ได้ของป้องกันตัวที่ล้ำค่า และยังหาที่พึ่งมาได้อีกสองคน แม้แต่ปัญหาเรื่องอาหารก็ถูกจัดการเรียบร้อย

            ท้องฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว จูจูนำหนูเงินตุ๋นหนึ่งตัวที่เหลือตุ๋นให้เรียบร้อย นอกจากนี้ยังนำสมุนไพรที่เผยกู่ปลูกไว้ที่สวนหลังเรือนพักมาทำอาหารอีกอย่างสองอย่าง เตรียมจะนำไปส่งให้อิ๋นจื่อจาง

            เผยกู่ไม่ได้กินหนูตัวสุดท้าย เลยทำท่าทางเศร้าสลด “อิ๋นจื่อจางเป็นอะไรกับเจ้าหรือ ถึงได้มีวาสนาปากดีแบบนี้”

            “เขาเป็นศิษย์พี่ของข้า  คอยดูแลข้าตลอดทางที่มาที่นี่ “ จูจูตอบ

            เผยกู่กำลังจะถามอีก ทันใดนั้นอารมณ์ก็เปลี่ยนไป เดินออกมานอกห้องครัวพลางมองไปทางทิศตะวันออก ขมวดคิ้วพลางพูดว่า “เกิดเรื่องแล้ว !” ทางทิศตะวันออกไม่ไกลจากที่นี่มีการระเบิดพลังปราณขึ้นอย่างหนาแน่น แน่นอนว่าต้องมีการต่อสู้กันเกิดขึ้น ! หุบเขาเริ่มต้นห้ามมิให้มีการต่อสู้  ใครกันที่บังอาจแหกกฎสำนักแบบนี้? ดูจากสถานการณ์แล้วน่าจะมีมากกว่าหนึ่งคนเสียด้วย !

                จูจูนำอาหารที่เพิ่งทำเสร็จบรรจุใส่กล่องเตรียมจะบอกลา เผยกู่มองนางแล้วเห็นว่ายังไงก็เป็นทางผ่าน ดังนั้นจึงยื่นมือออกมาดึงมือของนาง ร่ายคาถาและหมุนตัวแล้วลอยขึ้นไปบนฟ้า ในพริบตาก็ลงมาตรงใกล้ที่เกิดเหตุ

            จูจูถูกคนพาลอยขึ้นไปบนฟ้าอย่างกะทันหัน ทำให้ตกใจกลัวจนหน้าซีด  แถมเวลาที่บินนั้นก็ไม่นาน แค่พริบตาก็มาอยู่บริเวณด้านนอกเรือนที่อิ๋นจื่อจางอาศัยอยู่แล้ว

            ตอนนี้ที่นี่ดูคึกคัก เสียงตะโกนด่าดังลอยมาแม้จะอยู่ภายนอกกำแพงเรือนก็ยังได้ยินชัดเจน ในใจของจูจูเกิดลางสังหรณ์ นางถือกล่องอาหารพลางหลบอยู่หลังเผยกู่

            ปัง !ร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งลอยกระเด็นตกลงบนพื้นไม่ไกลจากที่พวกเขายืนอยู่ หลังจากนั้นก็มีเสียงปึงปังดังออกมาอีกหนึ่งชุด กลิ่นอายของพลังลมปราณที่แข็งแกร่งตลบอบอวลลอยออกมาจากข้างใน ลูกศิษย์ที่สวมชุดสีเทาต่างลอยออกมาข้างนอกอย่างกระจัดกระจาย

            เหตุการณ์นี้ดึงดูดให้ผู้คนต่างมารุมล้อมดูเหตุการณ์อยู่ไม่น้อย มีผู้คนจำนวนไม่น้อยรู้จักลูกศิษย์สวมชุดสีเทาที่กระเด็นลอยออกมาข้างนอก จริงๆ แล้วพวกเขาเป็นพวกลูกศิษย์ระดับผู้ฝึกพลังที่มีระดับขั้นสูงและมีชื่อเสียง มีทั้งศิษย์เก่าและศิษย์ใหม่ พวกเขาต่างเป็นผู้ฝึกพลังระดับขั้นห้าขึ้นไปทั้งนั้น ผู้ที่มุงดูจึงอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายลงอย่างเงียบๆ

            ถึงแม้ว่าหลายๆ คนจะสงสัยว่าสุดท้ายแล้วใครเป็นผู้ชนะ แต่ว่าพวกเขาก็ไม่กล้าเขยิบเข้าไปใกล้ กลัวว่าจะถูกลูกหลงจนตายได้

            เผยกู่ที่เป็นเซียนระดับจู้จีเพียงคนเดียว ระดับพลังมากกว่าลูกศิษย์ฝึกพลัง เขาดึงจูจูสาวเท้ายาวๆ เข้าไปข้างในด้วยใบหน้าบึ้งตึง

            ภายในเรือนพักที่ตกแต่งอย่างสวยงามตอนนี้เละเทะไปหมด อิ๋นจื่อจางยืนอยู่กลางเรือนอย่างหยิ่งทะนงที่มุมปากของเขายังมีรอยเลือดเลอะอยู่ บนพื้นยังมีลูกศิษย์ที่สวมใส่ชุดสีเทานอนเกลื่อนกลาดอยู่สามคน จิงจี๋เหรินและผู้ที่อยู่อาศัยอยู่ในเรือนพักเดียวกันอีกสามคนยืนตกตะลึงอยู่อีกด้านหนึ่ง นอกจากนี้ก็ไม่มีคนอื่น เห็นได้ชัดว่าการต่อสู้จบลงแล้ว อิ๋นจื่อจางเป็นผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว

            เขาเบนสายตามองมาที่จูจู สายตาถูกดึงดูดด้วยกลิ่นอาหารที่อยู่ในมือของนาง แต่ไม่นานเขาก็รู้สึกได้ว่าข้างๆ จูจูนั้นมีชายชราที่ดูลึกลับและสกปรกยืนอยู่ ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะอึ้งไป

            เสื้อผ้าบนร่างกายของเผยกู่นั้นสกปรกจนไม่สามารถดูออกว่าสีอะไร แต่กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากตัวเขาทำให้รู้ได้ว่าไม่ใช่ระดับผู้ฝึกพลัง และอายุขนาดนี้ ต้องเป็นอาวุโสผู้มีฐานะในหุบเขาเริ่มต้นแห่งนี้เป็นแน่

            ผู้นอนอยู่บนพื้นที่เป็นศิษย์ที่สวมเครื่องแบบสีเทานั้น เขารู้จักกับเผยกู่ ก็รีบพูดเสียงดังว่า “อาจารย์ลุงเผย พวกเราพี่น้องมาคุยกับศิษย์น้องหาน แต่เจ้าอิ๋นจื่อจางบอกว่าพวกเรามารบกวนเวลาฝึกของเขา แล้วก็ลงมือทำร้ายคน ขอให้อาจารย์ลุงตัดสินด้วย”

            อิ๋นจื่อจางเช็ดเลือดที่มุมปากของตนโดยที่ไม่ได้พูดอะไรออกมา จิงจี๋เหรินที่อยู่ด้านข้างก็อดไม่ไหวพูดขึ้นว่า “เห็นชัดๆ ว่าพวกเจ้าพาคนมาหาเรื่อง ทำไมโยนมาให้ศิษย์พี่อิ๋นล่ะ? พวกเจ้ายังมีหน้ามาพูดแบบนี้อีกหรือ?!”

            แค่เขาพูดก็ถูกศิษย์ที่อาศัยอยู่ด้วยกันอีกสามคนมองด้วยสายตาโกรธๆ คนที่ดูนิสัยเย่อหยิ่งอวดดีกัดฟันพูดขึ้นว่า “จิงจี๋เหริน ไม่ใช่เรื่องของเจ้า อย่ายุ่ง!”

                ผู้ที่ท่าทางเย่อหยิ่งอวดดีนั้นก็คือคนที่ศิษย์สวมเครื่องแบบสีเทากล่าวถึงเมื่อครู่นี้ เขาก็คือศิษย์น้องหาน หานเฮิง

            “พวกเจ้าคนของหุบเขาโอวหยวนทำเรื่องต่ำช้าน่ารังเกียจ บิดเบือนจากดำเป็นขาว ยังกลัวคนนินทารึ?” จิงจี๋เหรินกลับหัวเราะเยาะ

            หานเฮิงเป็นน้องชายของหานหยวนผู้ซึ่งเป็นศิษย์เอกของหัวหน้าหุบเขาโอวหยวน ที่มาหาเรื่องคนในวันนี้แน่นอนว่าเกี่ยวข้องกับหุบเขาโอวหยวนโดยตรง คนอื่นต่างกลัวคนของหุบเขาโอวหยวน แต่สำหรับจิงจี๋เหรินแล้วลุงของเขาคือหัวหน้าแห่งหุบเขาเม่ยหย่วน จิงลี่ เขาจึงไม่มีอะไรต้องกลัวเป็นธรรมดา

            เผยกู่อายุขนาดนี้แล้ว แน่นอนว่าแค่ฟังไม่กี่ประโยคก็รู้ทันทีว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น เขาเลิกคิ้วกำลังจะพูดขึ้น ทันใดนั้นประตูเรือนก็ถูกผู้ที่อยู่ด้านนอกใช้แรงผลักออก มีผู้อาวุโสอีกสามคนเดินเข้ามา หนึ่งในนั้นเป็นคนที่จูจูรู้จักพอดี เขาคือผู้ที่ทดสอบรากวิญญาณให้แก่นางและอิ๋นจื่อจาง  จินว่านเลี่ยง

            เหล่าอาวุโสทั้งสามมองเห็นเผยกู่ก็รู้สึกแปลกใจ ต่างทยอยกันทำความเคารพ ปากก็เรียกว่า “ศิษย์พี่” แต่ในใจกลับรู้สึกแปลกๆ เผยกู่ผู้นี้เป็นคนที่ไม่ชอบยุ่งเรื่องของคนอื่นไม่ใช่หรือ? ทำไมวันนี้ถึงมาที่นี่อย่างรวดเร็วนัก?

            พวกเขาเป็นลูกศิษย์ระดับจู้จีที่ได้รับมอบหมายหน้าที่ให้ดูแลหุบเขาเริ่มต้น นอกจากจินว่านเลี่ยงแล้วอีกสองคนชื่อว่าเติ้งลู่ และเหอเจี้ยนเหรินได้รับหน้าที่ให้ดูแลบริหารสูงสุด สำหรับผลลัพธ์ของเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ ไม่ได้เป็นไปอย่างที่พวกเขาคิดไว้  ทำให้อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตกใจ

            เป็นเพราะอิ๋นจื่อจางทำให้จินว่านเลี่ยงได้รับรางวัลไม่น้อย จินว่านเลี่ยงจะต้องยอมที่จะช่วยอิ๋นจื่อจางในเวลาสำคัญแน่นอน ตอนที่กำลังคิดว่ามีเพียงเขาแค่คนเดียว แต่พอเห็นว่าเผยกู่ก็อยู่ด้วย ก็ผ่อนคลายลงชั่วขณะ อย่างน้อยเผยกู่ก็ไม่ใช่คนฟังความข้างเดียว

            เผยกู่ตบที่เสื้อผ้าที่เปื้อนน้ำมันของตัวเอง พลางพูดอย่างขี้เกียจว่า “ในเมื่อพวกเจ้าเรียกข้าว่าศิษย์พี่ และวันนี้ข้าเองก็มาถึงก่อน เรื่องนี้ข้าจัดการเองก็แล้วกัน”

            “เรื่องนี้….” เติ้งลู่ลังเล เขาคิดว่ามีคนตั้งหลายคนช่วยกันสั่งสอนอิ๋นจื่อจาง พวกเขาค่อยออกมาจัดการทีหลัง เรื่องใหญ่ก็จะกลายเป็นเรื่องเล็กๆ ไป ทำให้อิ๋นจื่อจางได้รับบทเรียนเล็กๆ น้อยๆ เสียบ้าง คิดไม่ถึงว่าคนของพวกเขาจะเสียเปรียบและเสียหน้าเช่นนี้ ถ้าหากว่าปล่อยอิ๋นจื่อจางไปง่ายๆ วันหลังจะอธิบายกับหัวหน้าหุบเขาโอวหยวนเช่นไร?

            เผยกู่ไม่สนใจเขา ชี้ไปที่พวกที่อยู่บนพื้นและประกาศผลตัดสินว่า “พวกเจ้าไม่ใช่เด็กใหม่แล้ว ยังพาเด็กใหม่รวมกลุ่มกันทะเลาะวิวาท ตัดสินตามกฎสำนัก ให้แต่ละคนไปที่ห้องลงทัณฑ์รับโทษเฆี่ยนสิบครั้ง แต่ละคนต้องโดนยึดยาล้างสิ่งโสมมหนึ่งเม็ดและยาดึงรากวิญญาณอีกหนึ่งเม็ด”

            “อ๊า?” หลายๆ คนนั้นต่างร้องตะโกนออกมาว่าไม่เป็นธรรม

            เหอเจี้ยนเหรินเห็นสถานการณ์ไม่ดีจึงรีบออกความเห็นว่า “ศิษย์พี่เผย การลงโทษแบบนี้หนักไปหน่อยรึเปล่า!  ควรสอบถามให้ดีเสียก่อนหรือไม่ว่าใครถูกใครผิด ค่อยตัดสิน” พูดไปก็จ้องไปที่อิ๋นจื่อจางด้วยสายตาเกลียดชัง

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว