facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เด็กสาวที่เฝ้าใฝ่ฝันถึงชีวิตธรรมดาแสนสงบสุข เพื่อความอยู่รอดจึงจำต้องเข้าสู่สำนักเซียน ชีวิตที่แต่เดิมเรียบง่ายจึงกลับตาลปัตรไปหมด ความลับบางอย่างที่ถูกผนึกเอาไว้มาเนิ่นนานกำลังจะปรากฏออกมาแล้ว...

ตอนที่ 13 หมูน้อยปิดประตูแล้วปล่อยเสือลงไปแทน

ชื่อตอน : ตอนที่ 13 หมูน้อยปิดประตูแล้วปล่อยเสือลงไปแทน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2562 12:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 13 หมูน้อยปิดประตูแล้วปล่อยเสือลงไปแทน
แบบอักษร

            ในแหวนของอิ๋นจื่อจางมีอุปกรณ์สำหรับประกอบอาหารอยู่ไม่น้อย  จูจูหาที่ว่างทางด้านหลังห้องของนางเพื่อวางอุปกรณ์ทำครัว ตอนนั้นเองก็มีคนนำอาหารเย็นมาส่งพอดี

ผู้บำเพ็ญเพียรเป็นเซียนที่ระดับต่ำกว่าระดับเจี๋ยตันก็ไม่ได้ต่างอะไรจากคนธรรมดาสักเท่าไหร่ ยังจำเป็นต้องกินอาหาร ส่วนเซียนระดับผู้ฝึกพลังนั้นก็แค่ดีกว่าคนธรรมดานิดหน่อยเท่านั้น หากไม่กินอาหารหรือดื่มน้ำเลยสิบวันหรือครึ่งเดือนก็ต้องหิวตาย ดังนั้นที่สำนักญาณศักดิ์สิทธิ์จึงมีโรงครัวโดยเฉพาะเพื่อเตรียมอาหารให้กับลูกศิษย์ระดับผู้ฝึกพลังและระดับจู้จี

            อิ๋นจื่อจางเปิดกล่องอาหารออกดู จากนั้นก็โยนทิ้งไปด้านข้างพลางพูดกับจูจูว่า “เจ้าไปทำอะไรให้ข้ากินซิ อาหารพวกนี้เอาไว้ให้คนกินที่ไหนกัน?!”

            จูจูรับอาหารมาเปิดกล่องออกดู ภายในมีผัดผักที่ผัดจนเหลืองราดด้วยน้ำที่ปรุงจากผลไม้สีน้ำตาลเหมือนโคลนอยู่หนึ่งจานด้านนอกยังมีข้าวสวยอยู่อีกหนึ่งถ้วย อย่าพูดถึงอิ๋นจื่อจางที่เป็นคนเลือกกินเลย แม้แต่นางก็ยังรู้สึกว่าคงยากที่จะกลืนลงไปได้ ดังนั้นนางจึงเดินไปหยิบผักป่าและเห็ดป่าที่เหลือจากเมื่อวาน ข้าวสารและเนื้อแห้งที่นำติดตัวมาด้วยไปจัดการทำอาหารที่ด้านหลังอย่างว่าง่าย

            ไม่นาน กลิ่นหอมยั่วน้ำลายของมันก็ลอยตลบบอวลไปทั่วเรือนพัก

            “หอม! หอมจัง! นี่มันกลิ่นอะไรน่ะ?” เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งดังลอดเข้ามาจากด้านนอกเรือน หลังจากนั้นก็มีหญิงสาวสามคน เด็กผู้หญิงหนึ่งคน และหญิงรับใช้อีกสองคนเดินตามเข้ามา

            ภายในเรือนพักมีเพียงห้องของจูจูเพียงห้องเดียวที่จุดตะเกียงสว่างอยู่ และประตูห้องก็ไม่ได้ปิด กลุ่มคนพวกนั้นจึงเดินมาที่หน้าประตูพลางทักทาย เพราะอยากทำความรู้จักเสียหน่อย

            พวกนางไม่คิดว่าภายในห้องของจูจูนั้นจะมีผู้ชายอยู่ด้วยอีกหนึ่งคน เมื่อทั้งสองพบกันก็ทำให้ทั้งสองฝ่ายตกใจ

            จูจูจำได้ว่าหนึ่งในหญิงสาวพวกนี้คือ เลี่ยวหย่งฉี ไม่รู้ว่านี่จะเรียกว่าโลกกลมได้หรือไม่

            “เอ๋? เจ้าคือผู้ที่มีรากวิญญาณเดี่ยวธาตุน้ำแข็งใช่หรือไม่?” หญิงสาวอีกคนมองแวบเดียวก็สามารถจำอิ๋นจื่อจางได้ ทำให้นางทั้งดีใจและประหลาดใจ

            ตอนที่อิ๋นจื่อจางกำลังทดสอบรากวิญญาณที่ด้านหน้าของตำหนักอยู่นั้น นางก็อยู่ในเหตุการณ์ จึงทำให้สามารถจดจำอัจฉริยะที่มีพลังรากวิญญาณเดี่ยวได้อย่างแม่นยำ

            นิสัยของอิ๋นจื่อจางนั้นไม่รู้ว่ารับอิทธิพลมาจากรากวิญญาณธาตุน้ำแข็งของตนหรือไม่ เพราะเขามักจะตีหน้านิ่งดุจน้ำแข็งใส่คนอื่น ไม่รู้จักแม้กระทั่งคำว่า การให้เกียรติและไมตรีจิตรระหว่างกัน แม้แต่คิ้วก็ไม่ขยับ พลางกินข้าวที่เหลืออีกสองคำในชามของเขาจนหมด พอกินเสร็จก็ลุกขึ้นยืนและกำชับจูจูว่า “พรุ่งนี้เช้านำอาหารไปส่งให้ข้าด้วย” หลังจากนั้นก็ทำเหมือนไม่เห็นใครสักคนแล้วเดินออกไป

            หญิงสาวที่เป็นคนเอ่ยถามนั้นถึงกับตกตะลึงและขายหน้าเป็นอย่างมาก จูจูเองก็รู้สึกเช่นกัน

            เลี่ยวหย่งฉีนั้นรู้มาก่อนแล้วว่านิสัยของอิ๋นจื่อจางนั้นเย็นชาดุจน้ำแข็ง นางจึงหันไปทักทายจูจูอย่างเป็นมิตร และเริ่มแนะนำหญิงสาวที่อยู่ข้างกายของนางให้จูจูรู้จัก จึงทำให้บรรยากาศกลับมาเป็นปกติได้

            หญิงสาวอีกสองคนและเด็กผู้หญิงอีกหนึ่งคนนั้นต่างก็เป็นลูกศิษย์ใหม่ที่เพิ่งรับเข้ามาวันนี้เช่นกัน ส่วนหญิงรับใช้สองคนถูกส่งมาเพื่อดูแลเด็กผู้หญิง หญิงสาวที่เป็นฝ่ายเปิดปากคุยกับอิ๋นจื่อจางนั้นชื่อ เยว่หลิงเอ๋อร์ อายุสิบหกปี หญิงสาวอีกคนชื่อ หลินชิงปอ อายุสิบเจ็ดปี ส่วนเด็กผู้หญิงคนนั้นชื่อ ซูหลิง อายุเพียงสิบเอ็ดปี

            พวกนางต่างเกิดมาในตระกูลของผู้บำเพ็ญเพียรเหมือนกับเลี่ยวหย่งฉี และทุกคนต่างก็มีญาติอยู่ที่นี่

            ความเป็นมาของตระกูลซูหลิงนั้นใหญ่ที่สุด ทวดของนางซูจิง เป็นหัวหน้าของหุบเขาโอวหยวน และยังมีลุงของนางที่เป็นลูกศิษย์ระดับจู้จีอีกคน ดังนั้นในบรรดาศิษย์หญิงทั้งหลายนางจึงมีฐานะสูงที่สุด และยังสามารถนำสาวใช้มาคอยรับใช้ได้สองคน

คำพูดของเลี่ยวหย่งฉีที่ใช้พูดกับนางมีมารยาทมาก และไม่กล้ามองว่านางเป็นเพียงเด็กคนหนึ่ง

ซูหลิงเป็นคนที่มีรากวิญญาณคู่ ธาตุไฟและไม้ อายุแค่เพียงสิบเอ็ดปีก็สามารถเป็นผู้ฝึกพลังระดับสี่การที่ซูจิงให้นางเข้ามาในสำนักญาณศักดิ์สิทธิ์ก็เพื่อหวังว่านางจะสามารถกลายเป็นศิษย์เอกของเจิ้งฉวน เพื่อเรียนรู้วิชาปรุงยาได้ คิดไม่ถึงว่าจะถูกจูจูแย่งตำแหน่งไป

ก่อนมาที่นี่พวกนางได้ยินเรื่องที่อาวุโสเจิ้งและปรมาจารย์โหยวรับลูกศิษย์แล้ว อิ๋นจื่อจางนั้นมีคุณสมบัติเหนือกว่าคนอื่น แม้ผู้อื่นจะรู้สึกอิจฉาแต่ก็ไม่สามารถพูดอะไรได้ แต่กับจูจูนั้น ไม่มีแม้กระทั่งรากวิญญาณและเป็นแค่ผู้หญิงบ้านนอกไร้ประโยชน์ ทำไมถึงได้รับสิทธิ์นั้น?

ดังนั้นหลังจากที่ฟังเลี่ยวหย่งฉีแนะนำเสร็จ หลินชิงปอและเยว่หลิงเอ๋อร์ต่างไม่ได้พูดอะไร แต่ซูหลิงกลับแค่นเสียงและพูดขึ้นว่า “ไม่รู้ว่าจริงๆ ว่าอาสุโสเจิ้งมองเห็นข้อดีอะไรในตัวคนไร้ประโยชน์อย่างเจ้า?”

ทุกคนในที่นั้นต่างคิดเช่นกัน แต่ไม่มีใครเปิดปากพูดขึ้นมาตรงๆ

จูจูเอียงศีรษะครุ่นคิด พลางแนะนำอย่างตั้งใจว่า “คราวหลังเจ้าก็ไปถามเขาสิ?”

“เจ้า!” ซูหลิงโกรธจนตาหรี่ลงเป็นเส้นตรง นางคิดมากเกินไป คิดว่าจูจูกำลังเยาะเย้ยนางว่าแม้กระทั่งโอกาสที่จะพบหน้าอาวุโสเจิ้งฉวนนั้นยังไม่มี นางยกมือขึ้นและโจมตีไปที่ระหว่างทรวงอกของจูจูอย่างอารมณ์ไม่ดีทันที

หมัดนี้มีพลังเวทย์ของนางอยู่ถึงหกส่วน หากแม้แต่วัวโดนเข้ายังกระเด็นลอยไปหลายจ้าง! อย่าพูดถึงร่างกายของจูจูที่อ่อนแอเลย ถึงแม้จะโชคดีไม่ตาย แต่ก็คงเหลือแค่ครึ่งชีวิต

เยว่หลิงเอ๋อร์ร้องอุทานขึ้นมาคิดจะดึงจูจูให้พ้น หลินชิงปอเองก็ก้าวมาข้างหน้าสองก้าวเหมือนต้องการจะขัดขวางเช่นกัน แต่บังเอิญเข้าไปพร้อมกันทำให้ขวางโดนเยว่หลิงเอ๋อร์  เลี่ยวหย่งฉีตะโกนขึ้นว่า “ยั้งมือด้วย” แต่มันก็เป็นแค่คำพูดเท่านั้น

สาวรับใช้ของซูหลิงต่างยืนดูเหตุการณ์อยู่ด้านหลังอย่างสะใจในความทุกข์ของผู้อื่น

ในสถานการณ์เช่นนี้ จูจูกลับยังมองปฎิกิริยาของแต่ละคนอย่างไม่ได้รู้สึกกังวลว่าซูหลิงจะจัดการนางอย่างไร นางไม่ได้กังวลตั้งแต่แรกแล้วว่าซูหลิงจะทำอะไรกับนาง เพราะรู้ดีอยู่แก่ใจว่าอิ๋นจื่อจางยังอยู่ข้างนอก…

เพี้ยะ!

อ๊า! ในกลางดึกที่เงียบสงบเสียงกรีดร้องของหญิงสาวฟังดูแล้วช่างก้องกังวาน ทุกคนต่างคิดไม่ถึงว่าคนที่ลอยและร่วงลงไปบนพื้นและยังได้รับบาดเจ็บไม่ใช่จูจู แต่เป็นซูหลิง

ในตอนนั้น ร่างกายของอิ๋นจื่อจางมาปรากฏอยู่เบื้องหน้าของจูจูราวกับเป็นวิญญาณ หมัดของซูหลิงต่อยตรงๆ เข้ามาที่เอวของเขาแต่กลับถูกกระแทกกลับไปด้วยแรงทั้งหมด  ซูหลิงไม่ทันได้ตั้งตัวจึงลอยกระเด็นไปแทน

ความแตกต่างระหว่างผู้ฝึกพลังระดับสี่และผู้ฝึกพลังระดับเจ็ดนั้นห่างไกลกันมากถึงเพียงนี้!

สาวใช้สองคนตกใจจนหน้าถอดสี รีบวิ่งออกมาพยุงซูหลิงขึ้นอย่างรวดเร็ว หนึ่งในนั้นเงยหน้าขึ้นมามองอิ๋นจื่อจางด้วยใบหน้าถมึงทึงพลางพูดว่า “เจ้าบังอาจเกินไปแล้ว คิดว่ามีปรมาจารย์โหยวคอยหนุนหลังแล้วจะทำร้ายใครก็ได้หรือ? !”

จูจูตกใจจนตาค้าง คนพวกนี้ไม่รู้อะไรผิดถูกเลยจริงๆ! คนที่ลงมือก่อนคือพวกเขาต่างหาก!

อิ๋นจื่อจางเองก็ไม่สนใจจะอธิบายอะไร เขายกขาขึ้นเตะอากาศ สาวใช้ที่พูดนั้นรู้สึกเหมือนมีพลังอะไรมากระแทกที่ขั้วหัวใจของนาง ทำให้รู้สึกเจ็บเหมือนอวัยวะภายในสะเทือนไปหมด นางร้องโหยหวนออกมากระเด็นไปทางด้านหลังแล้วกระแทกกับผนังล้มลง

“หากภายในเดือนนี้นางเป็นอะไรขึ้นมาแม้แต่นิดเดียว ข้าจะจัดการยัยเด็กป่าเถื่อนนี่!” แต่ไหนแต่มาอิ๋นจื่อจางไม่ได้สนใจอยู่แล้วว่าเพศหญิงไม่ควรทำร้าย เขาแค่รู้สึกว่าใครที่ทำให้เขาเกลียด ก็ไม่สนว่าคนคนนั้นจะเป็นชายหรือหญิงก็จะจัดการเหมือนกัน

สาวใช้อีกคนมองเขาที่วางอำนาจทำร้ายคนอย่างไม่สนใจอะไรแล้วก็ตกใจจนหน้าซีดขาวกอดซูหลิงไว้แน่น ไม่กล้าพูดอะไรออกมาสักคำ

อิ๋นจื่อจางกวาดตามองไปที่ผู้หญิงที่เหลือรอบหนึ่ง แล้วโยนก้อนหลากสีบางอย่างที่อยู่ในมือลงตรงพื้นหน้าจูจู แล้วจากไปอย่างไร้ร่องรอยเหมือนตอนที่เข้ามา

ทุกคนตั้งใจมองของสิ่งนั้น แล้วก็พบว่ามันคือไก่ฟ้าที่ถูกตีจนสลบ     จูจูมองซ้ายมองขวาแล้วก็ก้มลงหยิบไก่ตัวนั้นขึ้นมา

นางเข้าใจแล้ว วันนั้นก่อนออกมาจากหมู่บ้าน เขายังไม่ทันได้กินไก่ฟ้า ทำให้ยังไม่หายอยาก คิดไม่ถึงว่ามาถึงที่นี่วันแรกเขาจะรีบไปจับมาหนึ่งตัวแล้ว

เพื่อเป็นการตอบแทนที่เขาช่วยจัดการพวกคนไม่ดี พรุ่งนี้เช้านางจะตั้งใจทำน้ำแกงไก่รสเลิศชามใหญ่เพื่อตอบแทนเขาแน่นอน!

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว