facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เด็กสาวที่เฝ้าใฝ่ฝันถึงชีวิตธรรมดาแสนสงบสุข เพื่อความอยู่รอดจึงจำต้องเข้าสู่สำนักเซียน ชีวิตที่แต่เดิมเรียบง่ายจึงกลับตาลปัตรไปหมด ความลับบางอย่างที่ถูกผนึกเอาไว้มาเนิ่นนานกำลังจะปรากฏออกมาแล้ว...

ตอนที่ 5 เขาไม่ใช่ครอบครัวของข้า

ชื่อตอน : ตอนที่ 5 เขาไม่ใช่ครอบครัวของข้า

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2562 12:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 5 เขาไม่ใช่ครอบครัวของข้า
แบบอักษร

            เลี่ยวหย่งหลินเกือบจะกระโดดขึ้นมา : “งั้นทำไมพวกเราถึงต้องยอมเจ้านั่นด้วย? ข้าฝึกพลังได้ขั้นหนึ่งน้องเล็กก็ฝึกได้ขั้นสามทำไมต้องไปกลัวมันด้วย?”

            “พี่ใหญ่ระวังคำพูดด้วย! แม้แต่ข้ายังมองระดับพลังของเขาไม่ออก ถ้าพวกเราซี้ซั้วไปหาเรื่องเขา จะเกิดอะไรขึ้น?” เลี่ยวหย่งฉีปรามพี่ชายให้หยุดพูดไร้สาระ

            “เจ้าหมายความว่า ชายคนนั้นระดับความสามารถสูงกว่าเจ้างั้นเหรอ? !”เลี่ยวเทียนหัวสงสัยมาตั้งแต่แรก พอได้ฟังก็ถึงกับตกใจ

            ครอบครัวเลี่ยวมีผู้อาวุโสที่เป็นลูกศิษย์ระดับจู้จีอยู่  ฟังจากคำพูดของเขา เลี่ยวหย่งฉีมีรากวิญญาณคู่ คือมีรากวิญญาณไม้และน้ำ อายุขนาดนี้ฝึกได้ระดับสามก็ถือว่าอัจฉริยะมากแล้ว เด็กหนุ่มคนนั้นดูจากหน้าตาคงอายุมากกว่านางไม่กี่ปี ถ้าเขามีพลังมากกว่านางก็ถือว่าเป็นคนที่น่ากลัวมาก

            “พี่ใหญ่ฟังน้องพูดสักคำ ถ้าเกิดไปทำให้เขาโกรธ ไม่แน่ว่าข้าหรือพี่ก็ไม่อาจจะรับผลที่ตามมาได้” เพราะว่าเลี่ยวหย่งฉีพรสวรรค์สูงกว่าทุกคนในครอบครัว และยังเคยฝึกพลังอยู่กับผู้อาวุโสระดับจู้จีทำให้นางมีความรู้มากกว่าพวกเขา ถึงแม้อายุนางจะยังน้อย แต่คำพูดของนางก็ทำให้บิดาต้องเชื่อฟังอย่างเสียมิได้ ถึงแม้ว่าเลี่ยวหย่งหลินจะไม่ค่อยชอบใจ แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรมาก

            เลี่ยวหย่งฉีเตือนพี่ชายของนางเสร็จก็เบือนหน้าไปมองกองไฟไกลๆ นั้น ในใจก็คิดแผนการที่จะทำให้อย่างไรให้พลังของตัวเองสูงกว่าเด็กหนุ่มคนนั้น

            จูจูล้างทำความสะอาดกระต่ายสองตัวนั้นเสร็จก็เดินกลับมาที่กองไฟ ตระกูลเลี่ยวสามคนกลับไปแล้ว เด็กหนุ่มก็ซดน้ำแกงอึกใหญ่ โดยไม่สนว่ามันจะลวกปาก

            นางเริ่มนำกระต่ายใส่ตระแกรงเหล็กเพื่อย่าง หลังจากนั้นก็เริ่มนำชามเล็กๆ มาบดผลไม้ป่าที่สามารถนำมาเป็นเครื่องปรุงได้ นำซอสผลไม้นั้นทาลงไปบนตัวของกระต่ายที่กำลังเหลือง

            เสียงหยดของน้ำมันที่หยดออกจากกระต่ายเพราะถูกย่างด้วยไฟ ทำให้ผู้ที่อยู่อีกด้านน้ำลายหยด

            เลี่ยวหย่งหลินกัดไก่ป่าที่ย่างครึ่งสุดครึ่งดิบที่คนรับใช้นำมาให้อย่างโกรธๆ ทั้งแห้งและแข็ง เขาอดพูดอย่างอิจฉาไม่ได้ : “ผู้หญิงคนนั้นย่างอะไร ทำไมหอมขนาดนี้!”

            ของที่จูจูย่างนั้นไม่เพียงมีกลิ่นหอม รสชาติยังดีมากอีกด้วย พวกเขาทั้งสองนั่งกินอยู่ข้างกองไฟจนอิ่ม เด็กหนุ่มลูบท้องที่กลมเล็กน้อยของตัวเอง รู้สึกว่าการที่พาจูจูมาด้วยเป็นความคิดที่ฉลาดจริงๆ

            เลี่ยวหย่งฉีจับจ้องการเคลื่อนไหวของอีกฝั่งอยู่ตลอด เมื่อเห็นว่าจูจูเก็บชาม ตะเกียบและหม้อไปล้างที่ลำธารแล้ว นางก็แกล้งลุกขึ้นทำท่าจะไปล้างมือแล้วถือโอกาสคุยกับนาง

            “น้องสาว เมื่อครู่พ่อข้าไม่ได้ทำให้เจ้าตกใจใช่ไหม? คนแก่ก็เป็นแบบนี้มักเสียงดังไปสักหน่อย ไม่ได้มีเจตนาร้ายหรอก” เลี่ยวหย่งฉีพยายามยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างเป็นมิตร

            “อ่า…”ในใจของจูจูยังคิดเสียดายเงินหนึ่งตำลึงเงินอยู่

            “เมื่อครู่รีบร้อนจนไม่ทันได้ถามว่า คุณชายของบ้านเจ้าแซ่อะไรเหรอ?” เลี่ยวหย่งฉีถาม

            “เขาไม่ใช่คนในครอบครัวข้า” จูจูตอบออกมาอย่างไม่สมเหตุสมผล เมื่อเห็นว่าในรอยยิ้ม สายตาและใบหน้าของเลี่ยวหย่งฉีมีความรำคาญซ่อนอยู่ นางก็เข้าใจอีกฝ่ายในทันที

            ที่แท้พวกเขาก็คิดว่านางเป็นสาวใช้ของเจ้าคนเลวนั่นเสียแล้ว!

            ถึงแม้ว่านางจะหน้าตาไม่สวยแต่ก็ไม่ได้เหมือนสาวใช้ขนาดนั้นมั้ง? จูจูคิดอยากจะใช้น้ำเป็นกระจกเงาส่องดูใบหน้าตัวเองเสียหน่อย แต่น่าเสียดายที่น้ำในลำธารนี้ไหลแรงไปหน่อยจึงทำให้มองไม่ชัด

            “งั้นเวลาเจ้าคุยกับเขา ก็น่าจะรู้ชื่อแซ่ของเขาไม่ใช่เหรอ?” ปกติแล้วเลี่ยวหย่งฉีก็ไม่คุ้นเคยกับการต้องมาทำความรู้จักกับ ‘คนระดับล่าง’ อยู่แล้ว พูดไปตั้งหลายประโยคแต่จูจูก็ยังทำท่างุนงงตกใจ ทำให้ความอดทนของนางเกือบจะขาดลง

            ถ้าเกิดว่าในมือของนางไม่ถือหม้ออยู่ล่ะก็นางคงจะต้องยกมือขึ้นเกาหัวเป็นแน่ เพราะว่านางเองก็เพิ่งจะพบว่าตัวเองก็ไม่รู้ว่าเด็กหนุ่มคนนั้นชื่ออะไร!

            ตอนที่รู้จักกัน เด็กหนุ่มเคยบอกชื่อของเขา แต่หลังจากที่รู้จักกันก็เรียกแค่ข้ากับเจ้า ปกติแล้วก็ไม่ค่อยได้พูดคุยกับคนอื่น เวลาผ่านไปนานเข้า นางก็นึกไม่ออกเสียแล้วว่าเขาชื่ออะไร

            “เอ่อ…ข้าไม่รู้” จูจูกะพริบตามองไปที่เลี่ยวหย่งฉีที่กำลังจ้องตัวเองอยู่ ในใจคิดโกรธว่าทำไมนางต้องมาทดสอบความจำของตัวเองตอนนี้ด้วย

            เลี่ยวหย่งฉีไหนเลยจะเชื่อคำพูดของนาง จึงถือว่านี่เป็นคำพูดบอกปัด นางไม่เพียงแต่ลดฐานะของตนเองลงมาทำความรู้จักกับสาวชนบท ไม่คิดว่าจะถูกปฏิเสธเช่นนี้ พลันรู้สึกโกรธมาก นางลุกขึ้นยืนสะบัดแขนเสื้อและเดินกลับไป

            รอจนนางไปไกลแล้ว เด็กหนุ่มก็พลันเดินออกมาจากเงามืดของต้นไม้ พร้อมเขกหัวนางหนึ่งทีและยิ้ม “ถือว่าเจ้าฉลาด ถ้าเจ้ากล้าพูดเรื่องของข้าซี้ซั้วลับหลังข้า ข้าจะจับเจ้าถ่วงน้ำซะ”

            เขาเห็นเลี่ยวหย่งฉีวิ่งมาทางนี้ จึงกังวลกลัวว่าจูจูจะไม่ปลอดภัยเลยแอบตามนางมาอย่างเงียบๆ

            จูจูยิ้มแห้งๆ ก้มหน้าลงล้างหม้อในมือต่อไปและพยายามขยับถอยหลังให้ห่างจากลำธารนั้นออกมาเล็กน้อย

            เด็กหนุ่มเห็นแววตาของนางดูลุกลี้ลุกลน จึงทำให้เข้าใจขึ้นมาในทันที เขาโกรธมากและใช้มือหนีบหูของนางและพูดช้าๆ ทีละคำว่า “ไม่ ใช่ ว่า เจ้า ลืม ชื่อ ของ ข้า ใช่ ไหม!”

            จูจูปล่อยหม้อแล้วร้องขึ้นมา : “เจ้า…เจ้าเคยบอกแค่ครั้งเดียว ข้า…ข้าจะไปจำได้ยังไง”

            “เจ้าหมูโง่!ในสมองของเจ้ามีแต่ก้อนหินใช่ไหม? ชื่อของข้าเจ้ายังจำไม่ได้ สมควรตาย!” เด็กหนุ่มโกรธมากพลางออกแรงบิดหูของนางมากขึ้น

            จูจูเจ็บจนน้ำตาเล็ด วิงวอนด้วยเสียงอ่อยๆ ว่า “คราวหลังข้าจะจำ จำได้แน่นอน! ปล่อยข้าก่อนได้ไหม?”

            “เจ้าฟังข้าให้ดี ใช้สมองหมูๆ ของเจ้าจำให้ดี ข้าชื่อ อิ๋น !จื่อ !จาง !” เขากระซิบที่หูของนางด้วยเสียงต่ำๆ พูดเสร็จก็ยังกระซิบข่มขู่นางให้กลัวอีกว่า “ถ้าเจ้ากล้าลืมล่ะก็ ข้าจะหักคอหมูๆ ของเจ้าซะ!”

            “มิกล้า มิกล้า! ยังไงก็ไม่กล้าลืมแน่นอน!” จูจูสาบานอย่างซื่อสัตย์

            “เหอะ!”

            จูจูนวดหูที่ถูกบิดจนแดงของนางอย่างระวัง พลางถามว่า : “ถ้าคราวหลังมีคนมาถามข้าว่าเจ้าชื่ออะไร จะให้ตอบว่าอะไร?”

            อิ๋นจื่อจางตอบอย่างอารมณ์ไม่ดีว่า : “ก็บอกว่าเจ้าไม่รู้ก็พอแล้ว”

            ตกเย็นพวกเขาทั้งสองนอนด้วยกันในกระโจมโชคดีที่กระโจมนั้นใหญ่พอ จูจูเหนื่อยจนไม่มีแรงมาเคอะเขินหรืออึดอัดใจ นางห่อตัวเองลงไปด้านหนึ่งของผ้าห่มไม่นานก็หลับไปอย่างไม่รู้เรื่อง

            ตกดึกคืนนั้นก็มีเสียงร้องโหยหวนดังขึ้น ทำให้คนที่อยู่ริมเขาทั้งหมดตกใจตื่น

            จูจูลืมตาขึ้นมาอย่างสะลึมสะลือก็พบว่าอิ๋นจื่อจางนั่งหลังตรงอยู่ก่อนแล้ว แววตาเฉียบคม ใบหน้าปรากฏแววหนักใจอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก

            “เกิดอะไรขึ้น? มีหมาป่า? หรือว่ามีเสือ?”จูจูนึกถึงเสียงที่ร้องเมื่อครู่นี้ ก็คิดได้ว่าอาจจะมีคนโดนสัตว์ป่าทำร้าย

            อิ๋นจื่อจางไม่ตอบ เปิดผ้าม่านแล้วดึงจูจูออกมาจากกระโจม

            ข้างภูเขา ทุกคนในตระกูลเลี่ยวยืนอยู่ก่อนแล้ว เลี่ยวเทียนหัวและลูกทั้งสองอยู่ตรงกลาง คนรับใช้เหลือแค่ห้า คนทุกคนถืออาวุธอยู่ล้อมรอบ เลี่ยวหย่งฉีเห็นอิ๋นจื่อจางในใจก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย แถวเขาญาณศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้มีผู้บำเพ็ญเพียรเคลื่อนไหวอยู่จำนวนมาก ยังไม่เคยได้ยินว่ามีข่าวของสัตว์ร้ายแบบนี้มาก่อน ในสถานการณ์นี้อย่างน้อยมีผู้บำเพ็ญถึงสามคน น่าจะควบคุมสถานการณ์ส่วนใหญ่เอาไว้ได้

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว