facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เด็กสาวที่เฝ้าใฝ่ฝันถึงชีวิตธรรมดาแสนสงบสุข เพื่อความอยู่รอดจึงจำต้องเข้าสู่สำนักเซียน ชีวิตที่แต่เดิมเรียบง่ายจึงกลับตาลปัตรไปหมด ความลับบางอย่างที่ถูกผนึกเอาไว้มาเนิ่นนานกำลังจะปรากฏออกมาแล้ว...

ตอนที่ 3 ใครจะทำมิดีมิร้ายใครกันแน่?

ชื่อตอน : ตอนที่ 3 ใครจะทำมิดีมิร้ายใครกันแน่?

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.7k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2562 12:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 3 ใครจะทำมิดีมิร้ายใครกันแน่?
แบบอักษร


เด็กหนุ่มไม่ยอมถือกระเป๋าสัมภาระใดๆ อย่างสง่าผ่าเผย นำจูจูขึ้นไปบนเกวียนเทียมวัวที่จ้างมา เขาหาที่ที่สบายและทิ้งตัวลงนั่งพร้อมปิดตาลง

จูจูมองไปข้างทางเห็นภูเขา ป่า ต้นไม้ ใบหญ้าแกว่งไกวไปมาและค่อยๆ เคลื่อนไปด้านหลัง แต่กลับไม่มีความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ นางกลับคิดขึ้นมาได้ถึงปัญหาข้อหนึ่ง เด็กหนุ่มเคยพูดว่าการที่จะสามารถไปกินอยู่เปล่าๆ ที่เขาญาณศักดิ์สิทธิ์ได้จะต้องผ่านการทดสอบรากวิญญาณก่อน!

จนถึงตอนที่โดนลากพามาด้วยนั้นจูจูถึงเพิ่งจะนึกได้ว่า นางไม่รู้ว่ารากวิญญาณคืออะไร และยิ่งไม่รู้เลยว่าทำอย่างไรถึงจะผ่านการทดสอบ ถ้าเกิดว่าไม่ผ่านการทดสอบขึ้นมาล่ะ? จะทำยังไง?!

แต่เด็กหนุ่มที่อยู่ข้างหน้าแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่อยากสนใจนาง นางจึงไม่กล้าไปรบกวนเขา ทำได้เพียงแอบจ้องมองเขาอย่างเงียบๆ หลายครั้ง

นางจ้องไปเรื่อยๆ จนถึงตอนเที่ยง จูจูจ้องจนตาจะกลายเป็นตาไก่ชนเสียแล้ว ทันใดนั้นเด็กหนุ่มก็ลืมตาขึ้นมา พูดอย่างหยิ่งยโสว่า “จ้องมาตั้งแต่เช้า จ้องพอหรือยังล่ะ? อยากมองก็มองตรงๆ สิ ทุกคนก็ชอบความสวยงามกันทั้งนั้น ถึงเจ้าจะจ้องข้านานแค่ไหน ก็ไม่ทำให้เนื้อของข้าน้อยลงสักชิ้นหรอก”

เจ้าคนหลงตัวเอง! จูจูแอบบ่นเขาอยู่ในใจ แต่ใบหน้าก็ฉีกยิ้มอย่างประจบ : “ข้า ข้ามีเรื่องจะถามเจ้า”

“อือ?”

“รากวิญญาณอะไรนั้นคืออะไรหรือ?”

“บอกแล้วว่าเจ้าเป็นหมูยังไม่ยอมรับอีก ตอนนี้เพิ่งจะมารู้จักถาม ทำไมไม่ถามตั้งแต่แรกล่ะ?” เด็กหนุ่มไม่ทิ้งโอกาสที่จะได้เยาะเย้ยนางแม้แต่ครั้งเดียว

จูจูโกรธแต่ไม่กล้าแสดงออกมา รถออกเดินทางมาได้ครึ่งวันแล้ว ถ้าหากว่าเด็กหนุ่มโยนนางลงจากรถ นางคงหาทางกลับไม่ได้แน่ๆ ณ เนินเขาแห้งแล้งที่ห่างไกลเช่นนี้หากโชคร้ายเจอสัตว์ป่า พวกมันคงไม่ปล่อยนางเพียงเพราะนางไม่มีสิ่งของมีค่าหรือหน้าตาธรรมดาเป็นแน่

“วางใจเถอะ! มีข้าอยู่ทั้งคน เจ้าต้องอยู่ที่เขาญาณศักดิ์สิทธิ์ได้แน่” เด็กหนุ่มบิดขี้เกียจ และเริ่มหยิบเสบียงอาหารในตระกร้าไม้ไผ่ของนางมากัดกินคำโต ไม่มีท่าทีจะตอบคำถามนางต่อแม้แต่น้อย

จูจูไม่รู้หรอกว่าท่านยายของนางให้ยาจู้จีกับเขาถึงสามเม็ดเป็นค่าตอบแทนเพื่อให้เขายอมตกลงดูแลนาง

เด็กหนุ่มรู้ดีว่ายาชนิดนี้ในสำนักบำเพ็ญตบะใหญ่ๆ เป็นยาวิเศษที่มีเฉพาะในเหล่าศิษย์หัวกะทิเท่านั้นที่ใช้กันและยังมีปริมาณน้อยมากอีกด้วย ท่านยายของจูจูมีของพวกนี้แสดงว่าต้องเป็นผู้บำเพ็ญเพียร และฝีมือคงไม่ธรรมดาอีกด้วย

เด็กหนุ่มเคยได้เห็นการทำเพื่อผลประโยชน์ของเซียนมามากมายตั้งแต่เด็ก พอดูออกว่าท่านยายของจูจูปฏิบัติต่อนางด้วยความรักแต่ก็แฝงไปด้วยความระมัดระวังจนถึงขั้นนอบน้อมอย่างน่าประหลาด หากจูจูเป็นเพียงเด็กสาวธรรมดาล่ะก็ ก็คงไม่มีทางได้รับสายตาเช่นนี้จากผู้บำเพ็ญหรอก แม้ว่าทั้งสองจะมีความสัมพันธ์ฉันท์ยายหลานกันก็ตามเถอะ

ดังนั้นเขาจึงสงสัยมาโดยตลอดว่าในตัวของจูจูมีความลับซ่อนอยู่ อาจจะเป็นอัจฉริยะที่มีพรสวรรค์ด้านการบำเพ็ญขั้นพลิกฟ้าเหมือนเขาก็ได้

ถ้าหากว่าเขาทายผิดไป อาศัยความสามารถของตัวเขาเมื่อไปถึงเขาญาณศักดิ์สิทธิ์ก็จะต้องมีแต่คนให้ความสำคัญ แค่พาผู้หญิงตัวเล็กๆ มาด้วย ยังไงก็คงไม่มีใครคัดค้านแน่

จูจูโดนเขารังแกจนชินแล้ว และตอนนี้ก็อยู่บนรถ นอกจากเชื่อฟังเขาแล้วก็ไม่มีทางอื่น ดังนั้นนางจึงหยิบเสบียงอาหารแห้งขึ้นมากัดบ้าง

เมื่อจินตนาการว่าสิ่งที่กัดเข้าไปเป็นเนื้อของเด็กหนุ่ม สมองของนางก็นึกถึงชายหญิงที่ถูกลงทัณฑ์ในฝัน ทำให้นางอดไม่ได้ที่จะคลื่นไส้ นางรีบพยายามหายใจเข้าลึกๆ ทางปาก เพื่อกดอาการอยากอาเจียนลงไป

ถุงบรรจุน้ำถูกยื่นมาตรงหน้านาง เด็กหนุ่มพูดอย่างรำคาญว่า “แค่กินปิ่งก็ยังสำลักแบบนี้ ข้าไม่เคยเจอใครโง่ขนาดเจ้าเลย!”

เจ้าสิโง่! จูจูรับถุงที่บรรจุน้ำมาดื่มเงียบๆ ค่อยๆ ผ่อนคลายลงอย่างไม่รู้ตัว อาการคลื่นไส้ถูกการขัดจังหวะของเด็กหนุ่มทำให้หายไปเป็นปลิดทิ้ง

ตกเย็นพวกเขาหยุดพักที่หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง  จากหมู่บ้านไปถึงภูเขาศักดิ์สิทธิ์ต้องเดินขึ้นไป รถไม่สามารถขึ้นไปได้ เด็กหนุ่มพาจูจูมาที่โรงเตี๊ยมที่มีเพียงหนึ่งเดียวในหมู่บ้าน และไม่รู้ว่าเขานำเงินทองแดงสองพวงใหญ่มาจากไหนยื่นให้เจ้าของร้านพลางพูดว่า : “เอาห้องที่ดีที่สุดให้ข้าห้องนึง”

เจ้าของร้านมองไปที่เด็กหนุ่มผู้หน้าตาหล่อเหลาและหันไปมองจูจูหญิงสาวที่มีกลิ่นอายของสาวชนบทข้างกายเขา แต่ก็ไม่ได้คัดค้านอะไร กวักมือเรียกเสี่ยวเอ้อร์มาพาพวกเขาไปที่ห้องพัก

หลังจากที่เสี่ยวเอ้อร์ออกไปจากห้องพัก จูจูอดไม่ได้ที่จะเสนอความคิดเห็น “หญิงชายแตกต่าง พวกเราแยกกันอยู่จะดีกว่าไหม” นางกับเด็กหนุ่มไม่ได้เป็นอะไรกัน จะนอนห้องเดียวกันได้ยังไงกันล่ะ?!

เด็กหนุ่มพูดอย่างดูถูกว่า “ไม้กระดานอย่างเจ้า จะมีแรงที่ไหนมาทำมิดีมิร้ายข้า?”

ใครจะทำมิดีมิร้ายเจ้า? ข้ากลัวเจ้าจะทำมิดีมิร้ายข้ามากกว่า!

จูจูโกรธอยู่ภายในใจ หลังจากนั้นก็พบความจริงที่เจ็บปวดว่า ดูจากรูปลักษณ์ภายนอกของนางแล้ว แม้แต่ตัวเองยังไม่คิดเลยว่าเด็กหนุ่มจะทำอะไรนาง ถึงว่าเจ้าของร้านมองดูพวกเขาสองคนที่บอกว่าจะอยู่ห้องเดียวกันแล้ว กระทั่งท่าทางอะไรก็ยังไม่มีให้เห็นแม้แต่น้อย

ไม่นานเสี่ยวเอ้อร์ก็นำตั่งไม้เข้ามา ในห้องก็มีเพียงเตียงหนึ่งเตียงตั้งอยู่มุมหนึ่ง จูจูยืนอยู่ฝั่งนึงด้วยจิตใจหดหู่ นางอยู่คนเดียวจนชิน ไม่ชินกับการที่มีคนแปลกหน้าอยู่ในห้อง แต่นางก็ไม่ได้มีเงินทองอะไร ถ้าหากไม่นอนกับเด็กหนุ่มคงต้องไปนอนข้างถนนเป็นแน่

แขนยาวของเด็กหนุ่มยื่นมือมานำตระกร้าไม้ไผ่ที่อยู่บนหลังนางวางลงบนขอบเตียงเล็ก พลางพูดด้วยเสียงฮึดฮัดว่า “เจ้าคิดว่าข้าอยากอยู่กับเจ้าหรือ? ข้ากลัวเจ้าอยู่คนเดียวแล้วจะฝันร้ายลุกขึ้นมาร้องแหกปากอีก รบกวนคนอื่นแล้วยังจะเพิ่มความลำบากให้ข้าอีก ถ้าเจ้ารู้สำนึกบุญคุณแล้ว ก็ไปทำอะไรอร่อยๆ มาให้ข้ากินเป็นการตอบแทนสิ”

จูจูอึ้งไปเล็กน้อย คิดไม่ถึงว่าเด็กหนุ่มจะจำได้ว่านางฝันร้ายบ่อยๆ นางก้มหน้าลงพลางคิดอยู่ในหัว ในที่สุดนางก็ยอมรับเงินหนึ่งกำที่เขาส่งให้แต่โดยดี และออกไปยืมห้องครัวของโรงเตี๊ยมเพื่อทำอาหารเย็น

เด็กหนุ่มไม่เพียงแค่ปากเสียแถมยังเป็นคนเลือกกิน ตั้งแต่หนึ่งปีก่อนที่เขากินอาหารที่จูจูทำแล้วรู้สึกถูกปาก หลังจากนั้นก็มาเป็นภาระนาง ทุกวันเขาจะต้องมากินอาหารที่นางทำทั้งสามมื้อโดยไม่ได้รับเชิญ และยังนำสัตว์ที่ล่ามาได้โยนให้นางจัดการอยู่บ่อยๆ

ภายใต้การกดขี่เผด็จการของเขาจูจูเลิกที่จะขัดขืนมานานแล้ว นางมักปลอบโยนตัวเองด้วยคำว่าโดนเขาใช้นิดๆ หน่อยๆ แต่ก็มีอาหารกิน แถมยังนำเนื้อที่เหลือไปแลกกับสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย แค่นี้ก็ไม่เลวแล้ว

แน่นอนว่าถ้าเด็กหนุ่มเลิกด่านางว่าโง่และเลิกบิดหูนางบ้าง ก็คงจะดีกว่านี้

คืนนั้นผ่านไปอย่างไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตอนเช้าพวกเขาจึงออกเดินทาง ปกติแล้วจูจูจะชอบออกมาหาสมุนไพรป่า การเดินป่าจึงไม่ได้ทำให้นางลำบากมากนัก พวกเขาเดินไปตามทาง เมื่อหิวก็หาผลไม้ป่ากิน

จูจูดูเหมือนจะมีความรู้เกี่ยวกับพืชพรรณมาตั้งแต่เกิด นางรู้จักต้นไม้ใบหญ้าในป่าเป็นอย่างดี นางจะหาผลไม้ที่รสชาติดีและไม่เป็นอันตรายได้อย่างง่ายดายเสมอ เด็กหนุ่มรู้ ‘ข้อดี’ ข้อนี้ของนางมานานแล้ว จึงมอบหน้าที่นี้ให้นางอย่างไม่ลังเล

เดินๆ หยุดๆ ไปฟ้าก็เริ่มมืด เด็กหนุ่มจึงหาที่เรียบๆ ข้างลำธารเพื่อหยุดพักค้างคืน จูจูกำลังกังวลว่านางไม่มีแม้กระทั่งเตียงหรือผ้าห่ม ก็เห็นเด็กหนุ่มขยับนิ้วของตนเอง ในพริบตาบนพื้นที่ว่างเปล่าก็พลันปรากฎกระโจมขึ้นมาหนึ่งหลัง ทำให้นางอดไม่ได้ที่จะตกตะลึง

เด็กหนุ่มเขกหัวนางหนึ่งที ยิ้มพลางพูดว่า : “เจ้าหมูโง่ แหวนจัดเก็บเจ้าไม่เคยเห็นหรือ? กำไลที่เจ้าสวมอยู่ใส่ของลงไปได้มากกว่าแหวนของข้าอีก”

“แหวนจัดเก็บ? กำไล?” จูจูมองกำไลที่ดูแล้วแสนธรรมดาที่ท่านยายเหลือไว้ให้อย่างไม่อยากจะเชื่อ

“อย่าบอกนะว่าเจ้าไม่รู้อะไรเลย? ยายของเจ้าไม่เคยบอกเจ้าเลยเหรอ?” เด็กหนุ่มพูดอย่างหมดแรง

จูจูส่ายหน้าด้วยใบหน้าที่งุนงง

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว