เคะแก่ คือ นิพพาน :P

.:: ตอนที่ ๐ ::. บุรุษเหนือบุรุษคือยอดบุรุษ NC 20+

ชื่อตอน : .:: ตอนที่ ๐ ::. บุรุษเหนือบุรุษคือยอดบุรุษ NC 20+

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 104k

ความคิดเห็น : 117

ปรับปรุงล่าสุด : 05 เม.ย. 2564 23:43 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 200
× 0
× 0
แชร์ :
.:: ตอนที่ ๐ ::. บุรุษเหนือบุรุษคือยอดบุรุษ NC 20+
แบบอักษร


*** เดี๋ยวก่อนค่ะทุกคน หยิบทิชชู่ไว้แล้วรึยังคะ? ***

พร้อมแล้วก็เลื่อนลงมาเลยค่ะ 


__________________________________________

เรื่องเล่าจาก หอคณิกาชาย

__________________________________________​


ตอนที่ ๐

บุรุษเหนือบุรุษคือยอดบุรุษ





“ลู่ไป๋หลินรับราชโองการ”

หม่ากงกงขันทีคนสนิทขององค์จักรพรรดิยืนยิ้มละไมพร้อมกับม้วนราชโองการในมือ รอจนร่างสูงโปร่งนั้นคุกเข่าลงจึงค่อยๆ คลี่ม้วนผ้าไหมปักลายมังกรนั้นออกมาอ่านด้วยเสียงอันดังก้อง

“ลู่ไป๋หลิน รับราชการด้วยความซื่อสัตย์ ทั้งยังมีความดีความชอบในการวางแผนชลประทาน มอบป้ายจวนทองคำ ผ้าไหมหนานสิบพับ ผ้าแพรต่วนยี่สิบพับ เงินห้าพันตำลึง ทองคำหนึ่งกำปั่น อีกทั้งลู่ไป๋หลินมุ่งมั่นรับราชการ ทุ่มเทเวลา จนวัยล่วงเลยมาถึงบัดนี้ยังไม่มีภรรยา เราเห็นสมควรให้ออกเรือน จึงประทานสมรสกับองค์หญิงเพ่ยอิง ในวันที่สี่ เดือนแปด จบราชโองการ”

“ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นหมื่นปี”

เสียงทรงพระเจริญนี้ดังไปทั่วจวนสกุลลู่ หม่ากงกงยังคงยิ้มละไมขณะส่งม้วนผ้าไหมสีทองนี้ให้แก่รองเจ้ากรมลู่ เรื่องน่ายินดีเช่นนี้หม่ากงกงจึงไม่ตระหนี่ รีบหยิบถุงแพรออกมาส่งให้ลู่ไป๋หลินอีกถุงหนึ่ง

“นี่เป็นของขวัญเล็กน้อยจากพวกข้า ขอท่านรองเจ้ากรม ไม่สิๆ ข้านี่แก่จนเลอะเลือนไปเสียแล้ว ต้องขอท่านราชบุตรเขยโปรดอภัย”

“หม่ากงกงเกรงใจเกินไปแล้ว”

“หามิได้ๆ”

ลู่ไป๋หลินกล่าวคำเกรงใจอีกสองสามประโยคแล้วจึงรับถุงแพรนั้นมา เขาทำทุกอย่างไปโดยที่สติยังไม่เข้าที่นัก กว่าสติที่หลับใหลจะตื่นขึ้นก็พบว่าในมือตนมีทั้งราชโองการและถุงผ้าแพรปักลายงดงามเสียแล้ว

เพราะเมื่อคืนเร่งปรึกษาการสร้างเขื่อนกับท่านเจ้ากรมโยธาจนถึงยามอิ๋น เพิ่งกลับถึงจวนเมื่อยามเหม่า จำได้ว่าหลับไปไม่นานก็ถูกท่านแม่เดินเข้ามาปลุกถึงที่ ถูกจับเปลี่ยนเสื้อผ้า และสุดท้ายถูกพามารับราชโองการโดยที่เขาไม่ได้ฟังเนื้อหาแม้แต่น้อย

“ในที่สุดลูกแม่ก็ได้เป็นถึงราชบุตรเขย”

ประโยคนี้ของมารดาราวกับค้อนทุบศีรษะที่ทำให้ลู่ไป๋หลินได้สติโดยพลัน

...สมรสพระราชทาน*!*

ฮูหยินลู่แทบจะกักเก็บน้ำตาแห่งความดีใจนี้เอาไว้ไม่มิด

สมแล้วที่เป็นบุตรชายของนาง ดูสิ ผิวพรรณขาวดุจหยกมันแพะนี้ไม่เสียแรงที่นางกำชับเรื่องอาหาร เครื่องประทินผิว ใครว่าเป็นบุรุษจะดูแลตนเองไม่ได้ มาดูผลงานชิ้นเอกที่นางทุ่มเทชีวิตและจิตวิญญาณนี้เถิด บัดนี้บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนได้เป็นถึงราชบุตรเขยแล้ว

“ยินดีกับนายท่าน ยินดีกับฮูหยิน ยินดีกับคุณชายใหญ่”

“ฮ่าๆ เรื่องมงคลๆ”

“ยินดีด้วยเจ้าค่ะ”

เหล่าอนุภรรยาของนายท่านลู่ ต่างเดินเรียวแถวเข้ามาแสดงความยินดีกันเสียยกใหญ่ ทว่าลู่ไป๋หลินไม่คิดว่าเป็นเรื่องมงคลแม้แต่น้อย เรื่องสร้างเขื่อนยังไม่เรียบร้อยจะให้เขาแต่งงานได้อย่างไรกัน แล้วอีกอย่าง...

ลู่ไป๋หลินยังไม่เคยแม้แต่จับมือหญิงใด**!**

เขาอดทนรอจนทุกคนแยกย้ายไปทำงาน แล้วโยนทั้งราชโองการและถุงแพรที่เต็มไปด้วยทองคำไปที่บ่าวคนสนิทก่อนจะพุ่งตรงไปยังห้องหนังสือของนายท่านลู่

ยังไม่ถึงหน้าห้องก็ได้ยินเสียงหัวเราะอย่างสดใสของมารดาบิดาลอยมาเสียแล้ว

“ยินดีกับบิดาของราชบุตรเขยด้วยนะเจ้าคะ”

“ฮ่าๆ ฮูหยินเจ้าเองก็เป็นมารดาราชบุตรเขยมิใช่หรือ”

ลู่ไป๋หลินก้าวพรวดเข้าไปในห้องไม่แม้แต่จะให้พ่อบ้านเข้ามาแจ้งล่วงหน้า ร่างสูงส่งสายตาเย็นเยียบไปยังบ่าวรับใช้โดยรอบ ไม่ต้องเอ่ยวาจาพวกเขาก็รีบเร้นกายออกไปโดยพลัน

ทันทีที่ประตู หน้าต่างห้องหนังสือปิดสนิทลง ลู่ไป๋หลินก็พุ่งเข้าไปกอดขาฮูหยินลู่ทันที

“มารดา!”

“หลินเอ๋อร์!!! นั่นเจ้าทำอันใด!?”

ฮูหยินลู่ถูกท่าทางของบุตรชายทำให้ตื่นตระหนก นางรีบพยุงบัตรชายขึ้นจากพื้นทว่าร่างสูงโปร่งนั้นยังคงยึดขาสองข้างของนางไว้มั่น ใบหน้างดงามที่ถอดแบบจากนางไปอย่างไม่ผิดเพี้ยนนั้นส่ายไปมา

“คราวนี้แย่แน่มารดา!”

“แย่? อะไรแย่ แย่อย่างไร หลินเอ๋อร์ลุกขึ้นจากพื้นมาคุยกับมารดาเร็วเข้า”

“องค์จักรพรรดิหาเรื่องประหารลูกแน่แล้ว”

“หลินเอ๋อร์!!! นั่นเจ้าพูดเรื่องใด!”

ประโยคเมื่อครู่ของลู่ไป๋หลินทำให้นายท่านลู่และฮูหยินตื่นตระหนกสุดขีด ฮูหยินลู่ออกแรงดึงบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนขึ้นจากพื้นแล้วออกปากตำหนิ “เมื่อครู่เจ้าพูดอะไรออกมารู้ตัวหรือไม่!”

“ลูกรู้”

“ประหารอะไร นี่นับเป็นงานมงคล เป็นพระมหากรุณาธิคุณ เจ้าอย่าได้พูดเหลวไหล” นายท่านลู่อดเอ่ยวาจาออกมาไม่ได้เช่นกัน ทว่าเห็นใบหน้าขาวซีดของบุตรชายแล้วกลับรู้สึกว่าเรื่องนี้อาจมีเบื้องลึกเบื้องหลัง

นายท่านลู่แม้ไม่ได้รับราชการเช่นบุตรชาย แต่ก็เป็นคหบดีผู้มั่งคั่งคนหนึ่ง ผ่านชีวิตมามาก เขาพอจะมองออกว่าครานี้บุตรชายหาได้ล้อเล่นไม่! นายท่านลู่หาข้ออ้างให้ภรรยาออกไปจากห้องหนังสือโดยพลัน

“ฮูหยินเจ้าไปชงชาสงบใจมาซักกาเถิด”

นางละล้าละลังทว่าก็รับคำแล้วเดินออกจากห้องไปโดยดี

เมื่อไม่มีผู้ใดอยู่ในห้องหนังสืออีกแล้วนอกจากสองพ่อลูกสกุลลู่ ลู่ไป๋หลินก็คืนเข้าสู่ความสงบเยือกเย็นเช่นเดิม ชายหนุ่มเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ว่างตัวหนึ่ง รินชาแล้วเอ่ยเล่าสาเหตุสมรสพระราชทานฟ้าผ่านี้ออกมาอย่างเรียบเรื่อย

“ตอนนี้ข้ากำลังส่งแผนการสร้างเขื่อนเหนือแม่น้ำขึ้นให้ทรงพิจารณา แต่องค์จักรพรรดิทรงไม่เห็นด้วยเพราะใช้ทุนสูงเกินไป เรื่องนี้ทำให้ข้าไม่อาจเข้าร่วมท้องพระโรงได้หนึ่งเดือน แต่ข้ากับท่านเจ้ากรมโยธาไม่ได้เลิกล้มเสียทีเดียว ปีนี้น้ำมาก ปีหน้าน้ำไม่อาจคาดเดา เราควรจะกักเก็บเอาไว้ป้องกันภัยแล้ง”

“แล้วเรื่องนี้เกี่ยวอันใดกับสมรสพระราชทาน?”

“คงมีผู้ประสงค์ดีอยากให้ข้าได้เป็นราชบุตรเขย”

“บิดาก็ยังไม่เห็นเจตนาร้ายอยู่ดี”

ลู่ไป๋หลินถอนหายใจลึกยาวออกมาคราหนึ่ง

เขาเป็นบุรุษยากจะเอ่ยปากแต่ถ้าไม่ชี้แจงบิดาก็อย่าได้หวังจะหนีรอดจากลานประหารนี้เลย

“บิดาคงไม่ทราบว่า องค์หญิงเพ่ยอิง นางเชี่ยวชาญ ‘เรื่องอย่างว่า’ ยิ่งกว่าวิชาแขนงใด ราชองครักษ์ของพระองค์ล้วนเป็นบุรุษรูปงาม นอกจากมีหน้าที่อารักขาแล้วยังมีหน้าที่รับใช้ที่บนแท่นบรรทมด้วย”

“เจ้าพูดจริงงั้นหรือ!?”

“ข้าถึงบอกว่านี่เป็นความหวังดีประสงค์ร้าย หาใช่เรื่องมงคลไม่”

นายท่านลู่ยกมือตบอกอย่างตื่นตระหนัก

องค์หญิงเพ่ยอิงได้ชื่อเป็นเป็นพระธิดาที่องค์จักรพรรดิโปรดปรานมากที่สุดผู้หนึ่ง ถึงขั้นปลูกตำหนักอยู่นอกพระราชวัง อีกทั้งกิริยามารยาทก็เรียบร้อย อยู่ในจรรยาสตรี รูปร่างอรชร ใบหน้าเล็ก คิ้วโก่งดุจใบหลิว ผิวพรรณขาวกระจ่างดุจหิมะ ไม่ว่าบุรุษใดได้ยลโฉมนางก็ไม่อาจลืมเลือน

แล้วสตรีเช่นนี้เหตุใดจึงเป็นผู้เชี่ยวชาญ ‘เรื่องอย่างว่า’

นายท่านลู่มองบุตรชายของตนอีกครั้ง เห็นว่าลู่ไป๋หลินไม่มีทีท่าล้อเล่นแม้แต่น้อยก็เข้าใจได้ทันที เรื่องนี้คงเป็นเรื่องจริงแน่แล้ว!

องค์หญิงเชี่ยวชาญแล้วราชบุตรเขยที่แม้แต่จับมือสตรียังไม่เคยจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร! บุตรชายของเขาคนนี้รักราษฎรดุจลูกหลาน สอบได้จ้วงหยวนตั้งแต่อายุสิบหกปี หลังจากนั้นก็ทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับงานราชการ งานชมบุปผาร่ายกลอนใดก็ไม่คิดเข้าร่วม แล้วจะทำเรื่องเช่นนั้นเป็นได้อย่างไร!

มิใช่ว่าแค่คืนเข้าหอพ้นผ่าน องค์หญิงก็ถูกบุตรชายผู้อ่อนด้อยประสบการณ์ทำร้ายจิตใจจนต้องวิ่งไปฟ้องพระบิดาหรอกหรือ!

ยิ่งคิด นายท่านลู่ยิ่งหนาวที่สันหลังขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้

ไม่ได้! เขาจะยอมให้บุตรชายเป็นไก่อ่อนเช่นนี้ต่อไปไม่ได้!

“องค์หญิงทรงเชี่ยวชาญถึงขั้นใด?”

“มีครั้งหนึ่ง ราชองครักษ์ผู้หนึ่งเข้าเวรยามจื่อถึงยามอิ๋น ทว่ายามเหม่าก็ยังไม่มีผู้ใดพบเห็น จนถึงยามเฉินก็มีนางกำนัลผู้หนึ่งพบว่าเขาผูกคอตายไปเสียแล้ว แต่สาเหตุการตายกลับเป็น...การขาดน้ำ มิใช่ขาดอากาศ”

“ขาดน้ำ...”

นี่องค์หญิงทรงรีดน้ำเสียหมดตัวเลยงั้นหรือ!

ร้ายกาจยิ่งนัก นี่เรียกได้ว่าบรรลุถึงขั้นสูงสุดแล้ว!

นายท่านลู่ร้องเพ้ยขึ้นมาคำหนึ่ง สองขาเดินกลับไปกลับมาไม่หยุด เมื่อว่าที่ภรรยาเชี่ยวชาญเช่นนี้ บุตรชายเขาก็ควรเก่งกาจไม่แพ้กัน นายท่านลู่หยุดชะงักฝีเท้าเมื่อตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด

“ในเมื่อนางเชี่ยวชาญเรื่องชายหญิง ก็ใช่ว่าเจ้าจะเชี่ยวชาญบ้างไม่ได้”

“นางฝึกปรือมาหลายปี ข้าไม่มีเวลาขนาดนั้นหรอกขอรับ”

“เหอะ! เรื่องเช่นนี้ใช่ขึ้นกับเวลา”

ลู่ไป๋หลินหยุดจิบชาแล้ววางถ้วยลง เมื่อครู่เหมือนว่าเขาจะเห็นสายตาของบิดาวาววับอย่างน่ากลัว นายท่านลู่ยกยิ้มอย่างเบิกบาน คว้าพัดที่วางอยู่บนโต๊ะหนังสือใกล้ตัวแล้วสะบัดกางออก

“ไม่ขึ้นกับเวลา?”

“ใช่แล้ว ไม่ขึ้นกับเวลา...มันขึ้นกับวิธีการ”

“อย่างไรขอรับ?” ลู่ไป๋หลินมุ่นคิ้ว ทว่านายท่านลู่กลับคลี่ยิ้มกว้าง

“เจ้าเคยได้ยินคำกล่าวนี้หรือไม่ ‘บุรุษเหนือบุรุษคือยอดบุรุษ’ หึหึหึ”

“บุรุษเหนือบุรุษหรือขอรับ?”

“จะไปยากอย่างไรเล่า...เรื่องนี้ไม่มีที่ใดฝึกฝนได้ดีกว่าหอเซียงอู่อีกแล้ว”

“หอเซียงอู่?”

“หึหึหึ”

นายท่านลู่หัวเราะขลุกขลักในลำคออีกครั้ง แต่ไม่ได้ไขข้อข้องใจให้บุตรชายแต่อย่างใด หลังจากนั้นไม่นานพ่อบ้านใหญ่ก็ถูกนายท่านลู่เรียกเข้าพบก่อนที่จะวิ่งกระหืดกระหอบออกจากจวนสกุลลู่ไปอย่างรวดเร็ว จุดหมายปลายทางต้องเป็นหอเซียงอู่อย่างไม่ต้องสงสัย

พ่อบ้านใหญ่วางตั๋วแลกเงินมูลค่าสูงลิ่ว เงินจำนวนมหาศาลมากองอยู่ตรงหน้าแม้ยอดคณิกาจะมีผู้จับจองอยู่แล้วมามาก็พร้อมจะดึงออกมาจากอ้อมอก! นางคลี่ยิ้มหวานหยดไม่ต้องถามให้มากความก็ส่งเด็กๆ ไปจัดเตรียมสถานที่รอรับคุณชายลู่โดยพลัน

ปึ่ง!

ตั๋วเงินอีกปึกที่มูลค่าสูงกว่าเมื่อครู่วางทับลงมา ครานี้นางตาแทบถลน มือไม้สั่นระรัว พยายามปกปิดสีหน้าอย่างไรก็ไม่อาจซ่อนรอยตื่นเต้นดีใจนี้ได้ น้ำเสียงหวานหยดจึงสั่นพร่าอย่างไม่อาจควบคุม

“ท่านพ่อบ้านโปรดวางใจ หอเซียงอู่จะดูแลคุณชายอย่างดี”

“นี่คือแผนที่คฤหาสน์นอกเมือง มามาโปรดรีบดำเนินการ”

“เจ้าค่ะๆ ก่อนยามชวีรถม้าหอเซียงอู่จะไปถึงแน่นอนเจ้าค่ะ”

“นายท่านกำชับไว้ ตลอดหนึ่งเดือนนี้ต้องมีมากกว่าห้าสิบกระบวนท่า”

“ขอท่านพ่อบ้านเรียนนายท่านให้วางใจ”

อย่าว่าแต่ห้าสิบกระบวนท่า ต่อให้พันกระบวนท่านางก็จัดการให้ได้

ทันทีที่พ่อบ้านใหญ่กลับไป สองมือของนางรวบตั๋วแลกเงินมาไว้ในอ้อมอก ตรวจนับจำนวนจนมั่นใจแล้วก็คลี่รอยยิ้มกว้าง เห็นมามากอดตั๋วแลกเงินด้วยนัยน์ตาพราวระยับเหล่าคณิกาที่ยังไม่ได้ขยับไปไหนก็ต่างหยุดมองด้วยความใคร่รู้ ใครกันหนอที่วางเงินมากถึงเพียงนี้เพื่อคณิกาชายผู้หนึ่ง

“มองอะไรกัน! ไป! เด็กๆ ของข้า! เตรียมเก็บของ!!!”

วางเงินมากถึงเพียงนี้แล้วยังไม่ต้องรับรองที่หอเซียงอู่อีกด้วย

การค้าเช่นนี้มีแต่ได้กับได้แล้วก็ได้!

กลิ่นเงินช่างหอมหวนเสียจริง!

“หลงจู๊กง!!! หลงจู๊กง!!! ไปเตรียมรถม้า บอกอาเซียงด้วยว่าเสื้อผ้าไม่ต้องเตรียมไป มีแต่เสื้อชั้นในก็พอ อาเจียง อาเจียง!!! ไปหยิบตำราหมื่นพันพิศวาสออกมาด้วย เร็วเข้า!!!”




.:: เรื่องเล่าจาก หอคณิกาชาย ::.




ลู่ไป๋หลินถูกบิดาสั่งให้เขียนใบลางานหนึ่งเดือนอย่างมึนงง ถูกส่งขึ้นรถม้าอย่างมึนงง และถูกพามาทิ้งไว้ที่คฤหาสน์นอกเมืองอย่างมึนงง พ่อบ้านใหญ่โค้งกายอย่างนอบน้อมอยู่ข้างรถม้าแล้วก็หายวับไปทิ้งไว้เพียงฝุ่นเจือจาง

รองเจ้ากรมที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ถูกทิ้งให้ยืนอยู่ใต้โคมอย่างโดดเดี่ยว เขามองไปรอบกายที่ห่างออกไปหลายสิบลี้ก็ไม่มีแม้แต่บ้านชาวบ้านซักหลัง ที่ตั้งคฤหาสน์ก็อยู่บนเนินเขาสูง เห็นทีน่าจะเป็นคฤหาสน์สำหรับพักตากอากาศของบิดาเป็แน่

แล้วเหตุใดจึงพาเขามาทิ้งไว้ไม่อธิบายอื่นใดเลยเล่า!

แอ๊ด...

เสียงประตูหนาหนักที่ถูกเปิดออกนั้นทำให้คนที่กำลังคิดอะไรเพลินๆ สะดุ้งสุดตัว ร่างสูงโปร่งผงะถอยหลังไปสามก้าวอย่างรวดเร็ว แสงไฟสว่างจัดทำให้ลู่ไป๋หลินต้องหลับตาลง รอครู่หนึ่งจึงค่อยเปิดเปลือกตาขึ้นมองได้

“คาราวะคุณชาย”

“คาราวะคุณชาย”

เสียงหวานหยดย้อยของดรุณีแรกแย้มปลุกเข้าขึ้นจากความมึนงง

หลังประตูหนานั้นเป็นสวนรับรองวิจิตร ร่างอรชรของดรุณีน้อยนางหนึ่งก้าวเท้าออกมาด้านนอก นางคาราวะเขาเต็มพิธีการ มือหนึ่งถือโคมส่องทาง มือหนึ่งถือเตาอุ่นจุดกำยานไล่แมลง กลิ่นหอมแต่ไม่ฉุนนี่ให้รู้สึกช่วยสงบใจยิ่งนัก

“เชิญคุณชายเจ้าค่ะ”

“ข้าหรือ?”

“ถ้าท่านคือคุณชายลู่ไป๋หลิน ก็ไม่ผิดคนแน่แล้วเจ้าค่ะ”

นางแย้มยิ้มอย่างอ่อนหวานก่อนจะก้าวนำเขาไปก้าวหนึ่ง

ลู่ไป๋หลินเดินตามไปอย่างจนใจ เห็นทีว่าครานี้จะเป็นบิดาเตรียมการไว้แน่แล้ว สองดรุณีต่างส่องโคมนำทางอย่างเรียบร้อย เสื้อผ้าอาภรณ์ของนางตัดเย็บจากผ้าต่วนชั้นดี สีสันสดใสนี้ขับเน้นให้สวนรับรองน่ามองยิ่งขึ้น

“เจ้าจะพาข้าไปที่ใด?”

“เชิญคุณชายตามข้าน้อยมาเถิดเจ้าค่ะ”

“รบกวนแม่นางแล้ว”

“ข้าน้อยเป็นบ่าว ท่านอย่าได้เกรงใจเจ้าค่ะ”

“บิดาข้าสั่งเจ้าไว้งั้นหรือ?”

เขาพยายามชวนคุยทว่านางกลับไม่ตอบเสียแล้ว ดรุณีน้อยก้มหน้าลงเชิงขออภัยก่อนเดินนำเข้าสู่ตัวเรือนชั้นใน ประตูวงเดือนนี้ทำได้ประณีตนัก แม้แต่ชายคาก็ยังสลักลายบุปผาไว้อย่างวิจิตร

ทางเดินทอดยาวนี้เงียบสงบก่อนที่ลู่ไป๋หลินจะได้ยินเสียงพิณดังแว่ว

สองดรุณีไม่ได้เอ่ยเร่ง นางยืนถือโคมส่องทางอย่างนอบน้อมเช่นเดิม

ลู่ไป๋หลินไม่มีทางเลือก ได้แต่เดินตามพวกนางไป ยิ่งเข้าใกล้เรือนชั้นในมากขึ้น เสียงพิณก็ดังขึ้นเช่นกัน พอเลี้ยวผ่านมุมเสาหนึ่งสองดรุณีที่นำทางก็หยุดฝีเท้าลงแล้วย่อกายลงคาราวะอย่างแช่มช้อย

“เชิญคุณชายเจ้าค่ะ”

“นายท่านรออยู่ก่อนแล้ว”

“ขอบใจแม่นางทั้งสองมาก”

ทางเดินนี้ต่อจากนี้มีคบเพลิงจุดเรียงรายให้แสดงสว่างไว้โดยรอบ เสียงพิณอันไม่สามัญยังคงดังขึ้นจากที่สุดปลายทางนี้เอง ลู่ไป๋หลินค่อยๆ ก้าวเท้าเดินเข้าไปอย่างไม่รีบร้อน เดินมาได้ครู่หนึ่งศาลาชมจันทร์อันหรูหราก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า ผ้าโปร่งสีเหลืองอ่อนนั้นทิ้งตัวล้อสายลมอยู่โดยรอบ ปกปิดเงาร่างของผู้อยู่ด้านในให้เห็นเพียงเลือนราง

เสียงพิณหวานนั้นหยุดลงไปเสียแล้ว

“ข้าน้อยเสียมารยาทแล้ว”

“หามิได้”

เสียงทุ้มต่ำนี้ดังตอบกลับมาจากด้านใน

“ข้าไม่ได้ตั้งใจรบกวนท่าน เพียงเดินตามแม่นางที่นำทางมาเท่านั้น”

“ท่านคือคุณชายลู่งั้นหรือ”

“ขอรับ ข้าน้อยลู่ไป๋หลิน”

“เช่นนั้นท่านก็มิได้มารบกวนข้าแต่อย่างใด”

ลู่ไป๋หลินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย จังหวะนั้นเองที่ลมวูบหนึ่งพัดผ่าน เปิดชายผ้าโปร่งบางนั้นให้เห็นผู้ที่อยู่ภายใน ร่างสูงสง่านั้นนั่งอยู่หลังพิณอันประเมินค่ามิได้ตัวหนึ่ง ทีท่าสุขุมยิ่งนัก

“เชิญคุณชายลู่เข้ามาด้านในเถิด”

“รบกวนคุณชายแล้ว”

ลู่ไป๋หลินตอบรับด้วยความเกรงใจอย่างยิ่งยวด คาดเดาได้แล้วถึงแปดเก้าส่วนว่าทั้งหมดนี้ต้องเป็นบิดาเตรียมการไว้อย่างแน่แท้ ชายหนุ่มลอบระบายลมหายใจก่อนจะสาวเท้าเข้าไปในด้านในตามคำเชิญ

แสงไฟด้านในศาลาชมจันทร์ไม่ได้สว่างมากนัก

กลิ่นหอมของกำยานไล่แมลงยังคงเจืออยู่ในอากาศ ด้านในนอกจากพิณที่ตั้งอยู่ด้านขวาแล้ว ยังมีโต๊ะเล็กที่มีเตาอุ่นสุราวางอยู่ทางด้านซ้ายด้วย ลู่ไป๋หลินกวาดตาสำรวจโดยรอบแวบหนึ่งแล้วจึงประสานมือคาราวะแก่บุรุษที่นั่งอยู่เบื้องหลังพิณงดงาม

“ข้าน้อยลู่ไป๋หลิน”

“คุณชายเกรงใจเกินไปแล้ว”

ร่างสูงนั้นลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้ามาใกล้ แสงไฟสลัวนี้ยิ่งขับเน้นให้ลู่ไป๋หลินบังเกิดภาพมายา เขาราวกับเห็นผู้สูงศักดิ์ผู้หนึ่งเดินเข้ามาอย่างไรอย่างนั้น เปลือกตาบางปิดลงครั้งหนึ่งแล้วค่อยลืมตาขึ้นบุรุษผู้นั้นก็มาอยู่ตรงหน้าเขาเสียแล้ว

ลู่ไป๋หลินสูงเพียงปลายคางของบุรุษแปลกหน้าผู้นี้เท่านั้น ยามที่บุรุษผู้นี้ยืนอยู่ใกล้เขาก็อุปมาดังเหมือนเป็นภูเขาลูกหนึ่งขวางอยู่ตรงหน้าก็ไม่ปาน

“ภายนอกมีผู้ล่ำลือว่าองค์หญิงเพ่ยอิงมีผิวขาวราวหิมะ แต่ข้ากลับเห็นว่าผิวของท่านจึงเหมาะสมกับคำกล่าวนั้นเสียมากกว่า”

“คุณชายกล่าวเกินไปแล้ว ข้าเป็นเพียงบัณฑิตมักอยู่กับตำราผิวจึงซีดขาวราวกระดาษ อีกอย่าง เป็นบุรุษพึงสนองคุณแผ่นดิน เรื่องความงามนั้นปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสตรีเถิด”

“คุณชายหลินกล่าวได้ถูกต้องแล้ว เป็นข้าน้อยที่กล่าววาจาล่วงเกิน”

“คุณชายอย่าได้คิดมาก ข้ามักจะเอ่ยวาจาไม่น่าฟังเช่นนี้”

เห็นร่างสูงโปร่งนี้ทำทีท่าทั้งร้อนใจทั้งลุแก่โทษก็อดให้มุมปากหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มไม่ได้ ไม่ว่าใครในราชสำนักก็ต่างรู้ว่ารองเจ้ากรมผู้นี้เถรตรงยิ่งนัก พบเจอแล้วก็เห็นจะจริงตามคำกล่าว

ร่างสูงใหญ่นั้นขยับไปทางโต๊ะตัวเล็กก่อนจะหยิบเหล้าอุ่นนั้นออกมารินใส่จอกใบหนึ่ง

“หากคุณชายไม่รังเกียจ เชิญดื่มสุราเป็นเพื่อนข้าซักจอก”

“ย่อมไม่รังเกียจ”

มือเรียวสวยนั้นรับจอกสุราไปอย่างสุภาพ ถึงลู่ไป๋หลินจะไม่ได้มีร่างกายสูงใหญ่ ทว่าทีท่าที่แสดงออกล้วนเป็นบุรุษที่น่าชื่นชมผู้นี้ นัยน์ตาคมกล้ามองลำคอขาวผ่องที่ขยับเคลื่อนเล็กน้อยแล้วก็ให้ผุดรอยยิ้มหายากขึ้นมาอีกหน

“สุราดี!”

“เป็นสุราดอกท้อ หนึ่งปีมีเพียงหนึ่งกา”

ลู่ไป๋หลินมิใช่คอสุรา แต่ก็รู้ได้ว่าสุรากานี้มีมูลค่ามากเพียงใด

เห็นคุณชายผู้นั้นรินเหล้าลงในจอกอีกก็คิดจะปฏิเสธแต่ถูกรอยยิ้มงามนั้นสะกดเอาไว้จนพูดไม่ออก ได้แต่เอื้อมมือไปรับสุราจอกแล้วจอกเล่าราวกับต้องมนต์ก็ไม่ปาน

ยิ่งดื่ม ลู่ไป๋หลินยิ่งรู้สึกว่าร่างกายยิ่งร้อนระอุ

สมองมึนงง สองตานั้นเริ่มพร่าเรือน

ทว่าจมูกยังได้กลิ่นกำยานหอมเย็นนั้นอยู่เป็นระยะ

ผิวที่ขาวราวหยกมันแพะนั้นขึ้นสีชมพูอ่อนจาง เป็นภาพที่งดงามหาใดเปรียบ ร่างโปร่งนั้นพยายามทรงตัวแต่ก็ไม่อาจต้านทานฤทธิ์สุราได้ ก่อนที่ลู่ไป๋หลินจะล้มลงกองกับพื้นแขนแข็งแรงข้างหนึ่งก็รวบจับเอาไว้ได้ทัน

“คุณชายลู่ ท่านเมาแล้ว”

“เมา...ข้าหรือ”

“ใช่ ท่านเมาแล้ว”

“อ้อ...เมาแล้ว”

น้ำเสียงอ้อแอ้นี้เรียกให้รอยยิ้มหายากนั้นเกิดขึ้นเป็นรอบที่สาม ร่างกายอ่อนปวกเปียกร้อนระอุที่ซบอิงอยู่แนบอกยิ่งทำให้เขาเกิดความปรารถนายากจะต้านทาน

“คุณชาย ท่านเป็นใครหรือ?”

ลู่ไป๋หลินที่สติขาดๆ หายๆ ยังคงเอ่ยคำถามคาใจนั้นออกมาจนได้

สองขานั้นไร้เรี่ยวแรงจนต้องจับยึดบ่าของบุรุษแปลกหน้าผู้นั้นไว้แน่น

“ข้าหรือ?”

“ใช่...ท่านเป็นใครหรือ? เป็นคนที่บิดาข้า...จ้างวานมาหรือ”

“เป็นเช่นนั้น”

“แล้วบิดา...จ้างท่านมาเล่นพิณ? รินสุรา?”

ชายหนุ่มแทบจะกลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่อยู่ ไม่รู้มาก่อนเลยว่าท่านรองเจ้ากรมผู้นั้นเวลาเมาจะเอ่ยวาจาได้น่าเอ็นดูเช่นนี้ เขาโคลงศีรษะแทนคำตอบ ไม่ทันที่ลู่ไป๋หลินจะได้เอ่ยถามต่อไป ริมฝีปากได้รูปนั้นก็ครอบครองเรียวปากของเขาเสียก่อน

ลู่ไป๋หลินได้สติขึ้นมาครู่หนึ่ง สองมือผลักแผงอกอุ่นร้อนนั้นให้ออกห่าง เขาคิดจะร้องห้ามแต่กลับถูกเรียวลิ้นช่ำชองเข้ามาพัวพัน เพียงครู่เดียวเท่านั้นก็ถูกสัมผัสนุ่มนวลล่อลวงจนแทบหมดสติ ยิ่งลู่ไป๋หลินขยับลิ้นหนี ผู้รุกรานยิ่งตามมาพัวพัน

ชายหนุ่มละริมฝีปากออกอย่างเสียดาย หากไม่กลัวว่าร่างโปร่งนี้จะขาดลมหายใจไปเสียก่อน เขาไม่ยอมรามือเป็นแน่

“นี่เป็นสิ่งที่บิดาท่านจ้างวานมา”

“...นี่น่ะหรือ”

“จะว่าอย่างนั้นก็ได้”

“...”

“เมื่อครู่เรียกว่า จุมพิต”

เขากล่าวแล้วสาธิตอีกครั้งหนึ่ง เมื่อลู่ไป๋หลินขยับหนีมือแกร่งก็ละเอื้อมกระชับต้นคอไว้ นิ้วมือเรียวคอยนวดผ่อนคลายให้อย่างเอาใจใส่ ล่อลวงให้บัณฑิตผู้ไม่รู้เดียงสามึนงงแล้วรุกไล่ต้อนจนหมดแรง

กว่าจะถอนริมฝีปากออกมาอีกครั้ง เรียวปากงามนั้นก็บวมเป่ง

ลู่ไป๋หลินไม่เหลือเรี่ยวแรงยืนอีกต่อไป ร่างทั้งร่างทิ้งน้ำหนักลงไปที่บุรุษแปลกหน้า ก่อนที่เขาจะได้เรียกสติกลับคืนมาก็ถูกอุ้มจนตัวลอยแล้ววางพาดลงบนโต๊ะเล็กนั้น

รองเจ้ากรมหนุ่มที่ยังมึนงงทั้งจากสุราและจุมพิตร้อนไร้สิ้นเรี่ยวแรงจะต้านทาน ยามจมูกโด่งสันนั้นซุกไซ้รอบคอจึงได้แต่วางบนลงบนแผ่นอกหนั่นแน่น เสียงร้องห้ามนั้นสั่นเครือยิ่งกระตุ้นให้ความปรารถนารุนแรงมากขึ้น

“ท่านอยู่นิ่งๆ ทุกอย่างปล่อยให้ข้าเอง”

ชายหนุ่มกระซิบชิดริมใบหูเล็กแล้วอดที่จะขบกัดแผ่วเบาไม่ได้

มือหนึ่งเอื้อมปลดสายคาดเอว มือหนึ่งก็สอดแทรกผ่านเสื้อซับในเข้าหยอกเย้ากับผลอิงเถา สัมผัสปลายนิ้วหยอกเย้าจนมันเริ่มแข็งขืน เสียงร้องห้ามของลู่ไป๋อิงยิ่งสั่นเครือ พอเขาครอบครองด้วยริมฝีปาก แผ่นอกบางก็แอ่นขึ้นรับอย่างเป็นธรรมชาติ

“อ้ะ...!”

“หลับตาลงเสีย ปล่อยทุกอย่างให้ข้า”

“แต่...อะ...อา”

“ท่านชอบหรือไม่”

เขาละริมฝีปากออกจากผลอิงเถาหวานชื่น เมื่อเงยหน้าขึ้นสบนัยน์ตาหวานฉ่ำก็ก้มลงครอบครองผลอิงเถาอีกด้านหนึ่งเรียกเสียงครางหวานให้ดังขึ้นอีกครั้ง มือแกร่งปลดสายคาดเอวนั้นออกแล้วก่อนจะเข้าทักทายแก่นกายเล็กอย่างช่ำชอง

สัมผัสนิ้วมือเย็นนี้ต่างกับผิวกายร้อนระอุยิ่งนัก

ไม่ว่ามือแกร่งนี้ลากผ่านส่วนใดก็เรียกให้ขนอ่อนของลู่ไป๋หลินลุกชัน

“อา...ตรงนั้น...”

“เดี๋ยวจะดีเอง”

มือหนึ่งกอบกุมความอุ่นร้อนแล้วขยับเชื่องช้า แค่เพียงเท่านั้นคนอ่อนเดียงสาก็ผวาเฮือกขึ้นทั้งตัว ลู่ไป๋หลินความรู้สึกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้สัมผัสจู่โจมเข้าอย่างจัง มือเรียวสวยยึดสาบเสื้อของร่างที่อยู่ด้านบนไว้แน่น เสียงร้องห้ามฟังไม่เป็นศัพท์

เมื่อสัมผัสนั้นเร็วขึ้น ลู่ไป๋หลินก็ราวกับถูกกระชากขึ้นสู่ที่สูง

กระแสอุ่นที่ท้องน้อยม้วนวนก่อนจะปะทุออกมา

“อ๊า!”

ร่างโปร่งกระตุกสองสามครั้งแล้วทิ้งกายนอนตัวอ่อนอย่างหมดเรี่ยวราว เขาเพิ่งรู้ว่าที่ตรงนั้นสามารถมีน้ำขุ่นขาวเช่นนี้ออกมาได้ด้วย ในความตื่นตระหนกนั้นกลับเจือไปด้วยความสุขสมชนิดหนึ่งที่เขาไม่เคยสัมผัสรวมอยู่ด้วย

ลู่ไป๋หลินเหนื่อยหอบราวกับเพิ่งวิ่งจากวังหลวงกลับไปที่จวนสกุลลู่ ทว่าบุรุษที่กำลังสอนบทเรียนนั้นไม่ยอมให้นักเรียนได้พัก

นิ้วแกร่งที่เต็มไปด้วยของเหลวร้อนค่อยๆ ไล้ไปที่ด้านหลัง

หยอกเย้าทักทายรอยจีบที่ปิดแน่นจนลู่ไป๋หลินผวาเฮือก

“ทะ...ทำอะไร!?”

“ต้องขยายก่อนจะได้ไม่เจ็บมาก”

“ขยาย?”

ลู่ไป๋หลินมึนงงก่อนที่จะต้องร้องเสียงหลงเมื่อนิ้วเรียวแกร่งนิ้วหนึ่งนั้นแทรกผ่านเข้าไปสู่ด้านใน “อะ...อา!” นิ้วแรกที่ชำแรกเข้ามานั้นชุ่มไปด้วยของเหลวร้อนที่เขาเพิ่งปลดปล่อยไม่ทำให้รู้สึกเจ็บทว่ากลับทำให้รู้สึกราวกับร่างกายนี้ไม่ใช่ของตนเองอีก

สัมผัสผนังอ่อนนุ่มคับแน่นนี้ทำให้ชายหนุ่มต้องขบกรามแน่นจนเส้นเลือดข้างขมับปูดโปน ร่างเล็กตรงหน้านั้นบิดกายไปมา เสื้อผ้าไม่ได้หลุดไปจนหมดแต่เปิดให้เห็นผลอิงเถาทั้งสองข้าง แก่นกายเล็กที่เพิ่งปลดปล่อยถูกสัมผัสจากด้านหลังพาให้เริ่มแข็งขึงขึ้นมาอีกรอบ

“อา...เจ็บ”

แค่นิ้วที่สองร่างนั้นก็ร้องออกมาเสียงสั่นจนเขาต้องรีบกอดปลอบ

“ไม่เจ็บ”

“อะ...”

“ไม่เจ็บแล้ว”

นิ้วที่สามถูกเติมเข้าไปจนลู่ไป๋หลินผวาเฮือก ร่างโปร่งทำท่าจะกระถดหนีทว่ามือแกร่งที่ตรึงสะโพกเอาไว้ทำให้เขาขยับไปไหนไม่ได้ แค่สามนิ้วเท่านั้นน้ำตาหยดใสก็เอ่อคลอนัยน์ตาของลู่ไป๋หลินเสียแล้ว

ชายหนุ่มขยับมือรัวเร็วขึ้น ริมฝีปากก็คลอเลียอยู่กับผลอิงเถา ดึงความสนใจของรองเจ้ากรมหนุ่มให้ออกจากความเจ็บปวด พอร่างโปร่งนั้นเริ่มผ่อนคลายเขาก็ดึงนิ้วทิ้งสามออกโดยเร็ว

“อ๊ะ!”

“นี่เป็นท่าพื้นฐาน”

เขายังไม่ลืมสอนคนไม่รู้เดียงสาให้เข้าใจถึงเหตุการณ์ต่อจากนี้

มือแกร่งหนาจับเรียวขาของลู่ไป๋หลินให้โอบรัดไปที่เอวของตน แล้วนำความปรารถนาที่แข็งขืนจนปวดหนึบจ่อไปที่รอยจีบเล็กนั้น ลู่ไป๋หลินหน้าซีดเผือด ร่างกายสั่นระริกทันทีที่ส่วนปลายนั้นชำแรกเข้ามา ความเจ็บปวดที่ไม่เคยได้พานพบก็กระแทกเข้าสู่สมองที่มึนงงให้สว่างโดยพลัน

“อยะ...อื้อ!!!”

ไม่ทันได้ร้องเรียวปากถูกครอบครองจนไม่อาจเอ่ยวาจาได้

เรียวลิ้นแกร่งแทรกเข้ามาพัวพัน มือหนึ่งหยอกเย้ากับส่วนปรารถนาของลู่ไป๋หลิน ชักพาให้เข้าสู่ห้วงพิศวาส อาศัยจังหวะที่ร่างโปร่งนี้มึนงงส่งตัวเองเข้าไปด้านในจนสุด

“อ๊า!!!”

ลู่ไป๋หลินร้องลั่น รู้สึกราวกับถูกม้าแยกร่าง น้ำตาที่เพียรอดกลั้นไหลลงสู่แก้มนวลราวกับสร้อยมุกสายขาด น้ำตาอุ่นร้อนนี้ทำให้ชายหนุ่มต้องรีบรั้งร่างนั้นเข้ามากอดปลอบไว้แน่น

ทั้งจูบซับ ทั้งเอ่ยวาจาปลอบเป็นพัลวัน

“ชู่ว์...ไม่เจ็บนะคนดี นิ่งเสีย”

“เจ็บ”

“เดี๋ยวจะไม่เจ็บแล้ว”

“มัน...ใหญ่มาก อ้ะ!”

ชายหนุ่มหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก ไม่คิดเลยว่ารองเจ้ากรมผู้นี้จะอ่อนเดียงสาได้ถึงเพียงนี้ เขาเผยรอยยิ้มเอื้อเอ็นดูก่อนจะค่อยๆ ช่วยให้ร่างโปร่งนี้รู้สึกดีขึ้น ความปรารถนาที่ถูกปลุกเร้าทำให้ลู่ไป๋หลินค่อยๆ ลืมความเจ็บทางด้านหลังไปทีละนิด จังหวะที่สอดรับทั้งด้านหลังยิ่งทำให้คนเมาสุรามึนงงในรสสวาท

น้ำตาแห้งไปแล้ว เหลือเพียงเสียงครางเครืออย่างกลั้นไม่อยู่

“อะ...อา...”

“ดี...ดีมากหลินเอ๋อร์”

“อะ...อะ”

สะโพกแกร่งขยับรัวเร็ว เสียงเนื้อกระทบกันดังก้องไปทั่วศาลาชมจันทร์แต่หาได้มีใครสนใจไม่ ร่างสูงถอนแก่นกายออกมาจนเกือบสุดแล้วกระแทกกลับเข้าไปใหม่เรียกเสียงร้องครางให้ดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า

สองมือแกร่งยึดสะโพกเล็กไว้แล้วส่ายเอวรัวเร็วอย่างไม่คิดเก็บกัก

พั่บๆ!

“อะ...จะ...”

“หลินเอ๋อร์”

“อื้อ...”

“เรียกชื่อข้า”

“ชื่อ...อา...อะ”

“เสวียน”

“สะ...เสวียน”

เสียงนี้ราวกับปลดชนวนระเบิดชนวนสุดท้าย ร่างสูงนั้นแทรกกายรัวเร็วจนลู่ไป๋หลินถึงจุดหมายปลายทางในที่สุด

“อ๊า!!!”

ลู่ไป๋หลินร้องเสียงหลง ความอุ่นร้อนฉีดพุ่งออกมาเต็มหน้าท้องแบนราบ ร่างโปร่งกระตุกระรัว ผนังอ่อนนุ่มด้านหลังยิ่งตอดรัดแน่น ชายหนุ่มกระแทกแรงๆ ลงไปอีกสองสามครั้งแล้วปลดปล่อยไปในผนังนุ่มจนหมด

เขาทิ้งกายลงทาบทับร่างโปร่ง สองร่างที่ยังคงเชื่อมต่อหอบฮัก เม็ดเหงื่อผุดพรายจนรู้สึกเหนียวตัว ลู่ไป๋หลินพยายามคว้าจับสติสุดท้ายแต่ก็ไม่อาจต้านทานความง่วงที่เข้าครอบงำนั้นได้ เปลือกตาบางนั้นค่อยๆ ปิดลงแล้วเข้าสู่ห้วงนิทราไป








TBC.

ขอกำลังให้ซักเล็กน้อย ติชมได้นะคะ

จริงๆ คือยังเขียนนิยายเรื่องหนึ่งค้างอยู่เลย แต่เรื่องนี้มาแทรกเสียก่อน

แล้วดู!!! ยังแอบหนีงานมาแต่งนิยายอีก

ดีนะไม่มีใครแอบมาอ่าน แต่งไปเขินไป ฮื่อออออออ เค้าได้กันตั้งแต่แรกเลยค่า

คติประจำนิยายเรื่องนี้ก็คือ "ปลุกความหื่นในตัวคุณ"

ดังนั้นไม่ต้องหาสาระใดค่ะ หื่นใส่อย่างเดียว ฮ่าๆ

ปล. เราไม่เคยเล่นธันวลัยมาก่อน อาจจะอัพงงๆ ไปบ้าง ต้องขอโทษด้วยนะคะ

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว