ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

1 หนุ่มใหญ่กับสาวหมวย

ชื่อตอน : 1 หนุ่มใหญ่กับสาวหมวย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.8k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ม.ค. 2561 15:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
1 หนุ่มใหญ่กับสาวหมวย
แบบอักษร

1.

          ในร้านอาหาร ชายหญิงคู่หนึ่งกำลังสนทนากัน

“ตอนนี้นิดเปิดร้านจิวเวลรี่ทำกับเพื่อนน่ะค่ะ เปิดมาได้สักครึ่งปีแล้ว ภาคสนใจบ้างไหม” ปลายเสียงปณิศราออกหวาน ชายหนุ่มเอนตัวไปพิงพนัก

“ผมไม่ถนัดเรื่องเพชรเรื่องพลอยเท่าไหร่ แต่เอาไว้จะลองคิดดูแล้วกัน”

เขาตอบ ปณิศราไม่ติดใจ เธอเหลือบมองเสี้ยวหน้าคู่สนทนา ไม่เจอภาคีมารวมสิบปี ถึงแม้เขาจะกลับจากต่างประเทศเมื่อสามปีที่แล้วแต่ไม่มีเหตุให้ต้องติดต่อกัน ต่างก็วุ่นวายเรื่องงาน กระทั่งเธอเห็นบทสัมภาษณ์เขาในหนังสือเกี่ยวกับตลาดเล่มหนึ่งว่าด้วยผู้บริหารรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองจึงหาทางไปวนเวียนแถวที่ทำงานเขาจึงได้เจอกันในที่สุด

ภาคีดูไม่เปลี่ยนไปนัก ถึงปีนี้จะอายุเต็มสามสิบแปด แต่ชายหนุ่มดูไม่เหมือนคนวัยใกล้สี่สิบ ส่วนสูงตามมาตรฐานชายไทย หุ่นสัดทัด ตัดผมสั้น นัยน์ตาฉายแววฉลาดเฉลียว จมูกโด่งคมทำให้ใบหน้านั้นยิ่งหล่อเหลา ผิวขาวเหลืองสะอาดด้วยเชื้อสายจีนจากบรรพบุรุษ

ได้พบแล้วชวนให้หวนรำลึกช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกัน ตอนนั้นดูเขาจะช่างพูดกว่านี้ อาจจะด้วยอายุและหน้าที่การทำงานหรือประสบการณ์ในต่างประเทศทำให้เคร่งขรึมมากขึ้นก็ได้

“แล้วบริษัทภาคเป็นไงบ้างคะ ได้ยินว่าโตเร็วน่าดู”

ภาคีแย้มยิ้มออกมาเล็กน้อย แต่เท่านั้นหัวใจปณิศราไหววูบ

“โตน่ะใช่อยู่ แต่คงไม่ได้เร็วขนาดนั้น”

“ขนาดว่ามีหนังสือไปสัมภาษณ์เนี่ยนะคะ” เธอแซว ภาคีได้แต่ยิ้มบาง เขาทำธุรกิจเกี่ยวกับระบบซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ กิจการเริ่มต้นเมื่อสามปีก่อนและเติบโตอย่างรวดเร็วจนได้รับการจับตามอง ชายหนุ่มให้เครดิตหุ้นส่วนชาวอเมริกาเชื้อสายอินเดียที่ไปเจอกันเมื่อครั้งเขาไปรักษาตัวที่ต่างประเทศ

ภาคียกข้อมือดูนาฬิกา ปณิศรารีบชิงจังหวะ

“ภาคคงต้องกลับแล้ว”

เขาเรียกพนักงานมาเคลียร์ค่าอาหาร ปณิศราเสนอว่าจะจ่ายครึ่งหนึ่งแต่ชายหนุ่มบอกว่าไม่เป็นไร ถึงแม้มันจะเป็นมารยาทแต่หญิงสาวอดดีใจไม่ได้

“เดี๋ยวนิดไปไหนต่อล่ะ”

“ว่าจะเข้าไปที่ดูงานร้านสักหน่อยน่ะค่ะ”

ภาคีพยักหน้า เดินนำออกมาที่หน้าร้าน “ถ้าอย่างนั้น ผมไปก่อนนะ”

“ค่ะ”

เธอตอบ วินาทีดีใจเมื่อครู่หายวับ คิดว่าเขาจะพูดเรื่องเดินไปส่งที่ร้านแต่ก็ไม่มี ชายหนุ่มเดินออกไปยังทิศทางของที่จอดรถ ปณิศรายืนมองจนร่างนั้นลับสายตา

จากการที่ได้เจอภาคีอีกครั้งวันนี้ทำให้รู้ว่า เขามีบางอย่างไม่เหมือนเดิม แต่อีกหลายอย่างก็ยังชวนให้เชื่อว่า เธอสามารถกลับเข้าไปในพื้นที่เดิมนั้นได้ ตำแหน่งซึ่งเคยได้ชื่อว่าเป็นภรรยาของเขา

ภาพที่ปณิศรากับภาคีอยู่ในร้านอาหารกระทั่งเดินออกมา หรือแม้แต่ภาพที่หญิงสาวยืนมองชายหนุ่มไปด้วยความอาวรณ์ก็เป็นภาพที่อยู่ในสายตาของชายอีกคนเช่นกัน

หลายวันต่อมา ขณะที่ภาคีกำลังขับรถกลับบ้านก็ได้รับโทรศัพท์จากปณิศราขอความช่วยเหลือเรื่องรถเสีย เขาดูสถานที่แล้วไม่ไกลกันนักจึงขับรถไปรับ ติดต่อหาช่างมาลากรถให้ และไปส่งที่บ้าน ได้รับคำขอบคุณพร้อมยิ้มหวาน แต่ไม่มีการชวนให้เข้าบ้านทำให้โล่งใจที่ไม่ต้องบอกปฏิเสธ

กว่าจะกลับถึงบ้านก็เมื่อนาฬิกาบอกว่าอีกห้านาทีจะสามทุ่ม ฝีเท้าของเขาชะลอเมื่อเห็นไพบูลย์ผู้เป็นพ่อนั่งอยู่ที่ห้องรับแขก ชายวัยหกสิบห้าสวมชุดนอนนั่งดูทีวี

“ยังไม่นอนเหรอครับ”

“ว่าจะไปอยู่เดี๋ยวนี้แหละ” ตอบพลางถอดแว่น “วันนี้กลับดึกจัง”

“นิดรถเสีย ผมเลยไปส่งเขาที่บ้าน”

“ทำไมถึงมาตามภาคล่ะ น่าจะรู้จักช่างนะ”

มันเป็นคำถามที่ถูกในหลักเหตุผล แต่เขาก็พยายามจะตอบกลาง ๆ “คงไม่ทันได้คิดมั้งครับ”

 “ภาคจะกลับไปคบกับนิดเหรอ” น้ำเสียงดูเหมือนไม่สนใจนัก แต่มีประกายในตาผู้ถาม บางอย่างที่ภาคีก็เข้าใจถึงความไม่สบอารมณ์สักเท่าไร ชายหนุ่มผ่อนลมหายใจ

“เปล่าครับ ผมกับนิดเป็นแค่เพื่อนกัน ผมขอตัวก่อนนะครับ” ภาคีตอบเรียบ แล้วเดินขึ้นชั้นสองไป

ถึงแม้จะลับร่างลูกชายไปแล้ว แต่ไพบูลย์ไม่ได้สนใจเนื้อหาในโทรทัศน์ เขานั่งนิ่งและใช้ความคิด

วันนี้วันเสาร์ การจราจรจึงหนาแน่นแม้ว่าเวลาจะล่วงเข้าสองทุ่ม เพราะแท้จริงแล้วเวลานี้คือการเริ่มต้นสำหรับนักท่องราตรี ภาคีขับรถกลับบ้าน ผู้โดยสารเป็นพ่อ พอรถแล่นออกจากบ้านเพื่อนของพ่อได้ครู่หนึ่ง ชายหนุ่มคิดว่าควรจะมีคำถามเสียที

“พ่อมีอะไรจะพูดกับผมหรือเปล่า”

ไพบูลย์หันมา ยกคิ้วนิด ๆ และจุดยิ้ม การกระทำของเขาคงก่อความสงสัยให้ลูกชายมาพักใหญ่แล้ว ตั้งแต่การชวนมากินข้าวบ้านเพื่อนรุ่นน้องคนนี้ บทสนทนาระหว่างกัน แต่เลือกมาถามเมื่อทุกอย่างจบลง

“ในเมื่อภาคถามพ่อก็ไม่มีอะไรจะปิดบัง คุยเลยก็ได้ ถ้าพ่ออยากให้ภาคแต่งงาน ภาคจะว่ายังไง”

ภาคีนิ่ง คำว่าแต่งงานเหมือนคมมีดที่เคยทิ้งรอยแผลไว้ในใจ แม้จะเนิ่นนานแล้วแต่ยังรู้สึกได้ถึงสัมผัสที่เจ็บบาง ๆ หลายปีที่ความคิดนี้ถูกฝังกลบและลืมเลือนไปด้วยธุรกิจการงาน มีบางครั้งที่อาจจะเป็นการสร้างสัมพันธ์ครั้งใหม่ได้ แต่ไม่ใกล้เคียงกับคำว่าแต่งงานเลยแม้แต่น้อย เขาใช้ชีวิตกับงานและครอบครัวที่มีพ่อ พี่สาว พี่เขยและหลานสาวมาได้อย่างมีความสุข จวบจนวินาทีที่พ่อพูดคำนี้ออกมา

“ผมไม่ได้ต่อต้านหรือเข็ดขยาดอะไร แต่ไม่ได้คิดเรื่องนี้มานานแล้ว”

เขาตอบแบ่งรับแบ่งสู้ ไม่ปฏิเสธซะทีเดียว ไพบูลย์ใจชื้น “และถ้าพ่ออยากจะให้คิดอีกครั้งล่ะ”

รถแล่นต่อไปได้อีกระยะหนึ่งแต่ยังไม่พ้นไฟแดง วูบหนึ่งที่ภาคีประหลาดใจ ทำไมเรื่องแต่งงานมักถูกหยิบยกขึ้นมาพูดในรถ ในอดีตของเขาก็ไม่ต่างกัน แต่ครั้งนั้นผู้โดยสารเป็นคนรักที่คบหากันอยู่

การที่ผู้เป็นพ่อเลือกพูดกับเขาเช่นนี้ แสดงถึงวัตถุประสงค์อย่างไม่อ้อมค้อม เขาควรจะตอบอย่างชัดเจนเช่นกัน

“ถ้าให้แต่งก็ได้ครับ แต่ผมยังไม่มีใคร คงต้องเลือกหาเจ้าสาวสักพัก” เขาตอบติดตลก

“แล้วถ้าพ่อบอกว่า พ่อเลือกไว้ให้แล้วล่ะ ภาคคิดยังไง รังเกียจการแต่งงานแบบจับคู่หรือเปล่า”

คราวนี้ชายหนุ่มหันมาสบตาผู้เป็นพ่อ ข้อสงสัยส่งผ่านนัยน์ตา เขาสามารถสรุปวัตถุประสงค์ของการมากินข้าวที่บ้านนี้ได้แล้ว

“ลูกสาวบ้านนั้นใช่ไหมครับ”

“อืม” ไพบูลย์ตอบเรียบ แต่ในอกเต้นด้วยความดีใจ “มาเจ้ากี้เจ้าการแบบนี้ภาคอาจจะไม่ชอบ แต่พ่ออยากเห็นภาคเริ่มต้นชีวิตใหม่ อยากให้เชื่อสายตาฝ้า ๆ ฟาง ๆ ของคนอย่างพ่อสักครั้ง”

จริงดังที่พ่อพูด ยามปกติแล้ว หากเป็นบ้านอื่นคงไม่เอ่ยปากสั่งการอะไรกับลูกชายวัยสามสิบแปดที่ผ่านการใช้ชีวิตคู่มาแล้วเช่นนี้ได้ หนำซ้ำยังแทบจะเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของครอบครัวอีก แต่สำหรับภาคี ความหมายในคำขอของพ่อมีมากกว่านั้น พ่อที่เสียสละอะไรมากมายในช่วงที่เขาต้องไปอยู่ต่างประเทศ พ่อคงเลี่ยงที่จะไม่ตำหนิการตัดสินใจในครั้งก่อนของเขา ถึงจะเป็นเช่นนั้นแต่เขาก็ไม่โกรธเคืองอะไร พ่อให้เขามามากเกินกว่าจะตอบแทนได้

“ที่จริงแสงชัยก็ไม่ใช่คนแปลกหน้าซะทีเดียว เขาเช่าที่เราทำโชว์รูมรถไง”

เรื่องนี้ภาคีก็รับรู้ ซึ่งในที่สุดแล้วที่ดินผืนนั้นก็ต้องถูกขายขาดให้กับผู้เช่ารายนี้ไป เป็นอีกเรื่องในความอดทนมากมายของพ่อ ทำให้ขาขวาปวดหนึบขึ้นมาวูบหนึ่ง

“ลูกคุณอาแสงชัยที่ว่าเนี่ย อายุเท่าไหร่ครับ”

“เห็นบอกว่าเพิ่งเรียนจบ น่าจะสักยี่สิบสองยี่สิบสามละมั้ง”

คราวนี้ภาคีหัวเราะแผ่ว สีหน้าเรียบเฉยเปลี่ยนเป็นฉาบความขบขัน “เด็กขนาดนั้นเขาจะสนใจคนแก่อย่างผมเหรอครับ เรื่องแต่งงานคงไม่อยู่ในหัวด้วยซ้ำไป”

“ก็ไม่รู้นะ แต่พ่อถูกชะตาเด็กคนนี้ เดี๋ยวแสงชัยคงไปเกริ่นกับลูกสาว ถึงตอนนั้นภาคคงได้เจอ” ไพบูลย์พูดเรื่อย ๆ “ถ้าภาคยังไม่มีใครก็ดี เป็นอันว่าตกลงนะ”

ไฟสัญญาณจราจรเปลี่ยนเป็นสีเขียว

“ถ้าพ่อต้องการแบบนั้นก็ได้ครับ” ชายหนุ่มเปลี่ยนเกียร์ เหยียบคันเร่ง “แต่ผมขอว่าอย่าให้เป็นการบังคับฝ่ายหญิงเขาได้ไหมครับ ถ้าเธอจะตกลงก็ขอให้เป็นไปด้วยความสมัครใจเท่านั้น”

ไพบูลย์ฉีกยิ้มกว้างอย่างสมใจ “แน่นอน”

          อีกฟากหนึ่งของเมือง ในร้านคาราโอเกะ เสียงหัวเราะสนุกสนานเฮฮาผสานไปกับเสียงร้องดังมาให้ได้ยินทุกห้อง เช่นเดียวกับบรรดาสี่สาวที่เพิ่งร้องจบกันไป อีกสองคนก็ปรบมือเกรียวกราว

          “ต่อ ๆ อย่าให้ขาดตอน” อรดา สาวร่างสูงผมทำสีประกายทองซึ่งถือไมค์หันมาทางอีกสองสาวที่กดรีโมทเลือกเพลงอยู่

          “กังนัมสไตล์เลย” รุจี สาวที่ถือไมค์อีกคนบอกเชิงสั่ง ส่วนสูงเธอน้อยกว่าอรดา แต่หุ่นสวยกว่า หน้าอก เอว สะโพกได้สัดส่วน เธอไว้ผมยาวเช่นกันแต่สีผมน้ำตาลแดงม้วนลอนใหญ่ ดูน่ารักผสมโฉบเฉี่ยวแบบตุ๊กตาฝรั่งแม้ใบหน้านั้นจะออกหมวยชัดเจน

“โอ้ย เบื่อแล้ว จะกังนัมอะไรนักหนา ร้องก็ไม่เป็น” อรดาค้าน

          “ร้องไม่เป็น แต่ฉันอยากเต้นนี่”

          “อยากควบว่างั้นเถอะ” อรดาหัวเราะอย่างรู้ทัน รุจีหันไปแยกเขี้ยว

          “ไอ้บ้าออ”

          ถึงจะพูดแบบนั้นแต่พอเพลงขึ้นมา อรดาก็ดำน้ำและเต้นไปอย่างสนุกสนาน พร้อมกับอีกสองสาวคือ ไพรวรินทร์และวลีรักษ์ ทั้งสี่เป็นเพื่อนซี้กันตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัย จนถึงวันนี้ที่ทุกคนตกลงกันว่า ทำเรื่องจบเมื่อไหร่จะมาฉลอง หลังจากที่ฉลองกันไปสองรอบแล้วตั้งแต่สอบและส่งงานเสร็จ และก็คาดว่าจะฉลองกันอีกหลายรอบจนกว่าพิธีรับปริญญาจะสิ้นสุดตราบใดที่ยังมีข้ออ้างให้มาเจอกัน

          หมดเพลง ทั้งหมดพักมาดื่มน้ำและจัดการกับอาหารที่เหลืออยู่ เวลาเกือบจะเที่ยงคืนแล้ว

          “ตกลงใบชาจะทำงานที่กรุงเทพใช่ไหม”

          อรดาถาม ไพรวรินทร์หรือใบชาเป็นหญิงสาวเชื้อสายชาวเหนือ ตากลม ปากนิดจมูกหน่อย คิ้วเข้ม เช่นเดียวกับเรือนผมสีดำขลับที่ขับผิวขาวผ่องให้โดดเด่น

          “แน่นอน ฉันไม่กลับไปทำไร่กับคุณนายแม่หรอก ปล่อยลูกชายสุดที่รักเขาทำไปคนเดียวเถอะ” ไพรวรินทร์ตอบพลางกระดกแก้วเครื่องดื่ม เพราะที่บ้านเธอทำไร่ชา แต่ครอบครัวของพ่อที่กรุงเทพมีกิจการส่งออกเครื่องเบญจรงค์เลยวางแผนอนาคตว่าจะทำงานบริษัท ซึ่งทวดกับย่ายินดีอยู่แล้ว

          “แต่ว่าคุณนายแม่เธอคงวางกำหนดการกลับบ้านไว้ล่วงหน้าแล้วล่ะใบชา” วลีรักษ์พูดยิ้ม ๆ หญิงสาวค่อนข้างรู้ใจเพราะนิสัยที่ใกล้เคียงกัน ขณะที่รุจีกับอรดาเป็นแนวหน้า เป็นสาวมั่น พูดเก่ง กล้าแสดงออก ฝีปากคม แต่วลีรักษ์กับไพรวรินทร์ออกแนวเสนาธิการ เป็นติวเตอร์ แต่นานทีก็จะออกหมัดได้หนักหน่วงตรงเป้าเช่นกัน

          “วาวก็คงทำงานกับพ่อ” รุจีพูด แก้มแดงนิด ๆ เพราะน้ำมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ “เรียนจบแล้วออก็คงแต่งงานใช่ไหม วาวก็มีพี่ธนุสแล้ว ใบชายกเว้นแต่เธอคงไม่สนใจเท่าไหร่ เหลือแต่ฉัน”

          “รจนาเริ่มอีกแล้ว” ไพรวรินทร์แทรก ที่เหลือหัวเราะ

          “ไม่ต้องมาครวญเลยรุ ลูกสาวบ้านขายรถอย่างแกอนาคตไม่ได้ตีบตันเลยนะยะ แล้วเรื่องที่พร่ำเพ้ออยู่เนี่ย แกมันไม่เลือกเอง พ่ออุตส่าห์หาหนุ่มมาให้โยนพวงมาลัยตลอด นางวันทิพย์สิบใจ”

          “ไอ้ออ” รุจีตาขวาง อรดาก็เหมือนไพรวรินทร์กับวลีรักษ์ คือรู้ใจเพื่อนสาวเป็นอย่างดี

          “ก็พี่โตไง จงรักภักดีซะขนาดนี้ ยอม ๆ ไปเหอะ”

          รุจีทำคอย่น ความจริงแล้วโตมรเป็นรุ่นพี่ที่ตามจีบรุจีมาตั้งแต่ปีหนึ่ง จนเรียนจบไปก่อนและเข้าทำงานบริษัทไอทีแล้วก็ยังไม่เลิกหวัง ถือว่าเป็นหนุ่มคนเดียวที่ทนความป่วนและเจ้าชู้ของรุจีได้นานที่สุดแล้ว

          เสียงโทรศัพท์ดัง ต่างควานหากันอัตโนมัติและพบว่าเป็นของรุจี หญิงสาวตาโต

          “พี่โต เหลือเชื่อ พูดถึงปุ๊บก็โทร.ปั๊บ อยู่ยงคงกะพันแน่ ๆ เลย ปิดเพลงก่อน ๆ” วลีรักษ์ทำตามเพราะถือรีโมท พอเพลงหยุดรุจีจึงกดรับ ทำเสียงเหมือนคนที่เพิ่งตื่นจากการโดนปลุกกลางดึก

          “ค่ะพี่โต”

          คนที่เหลือยิ้มกันอย่างหมั่นไส้ ออรดาเดินไปแกล้งทำท่ายั่วแหย่ รุจีรีบหลบ

          “พอดีรุหลับแล้วน่ะค่ะ ค่ะ เอาไว้คุยกันพรุ่งนี้นะคะ”

          “ไม่จริง พี่โตอย่าเชื่อ” อรดาแกล้งพูดเสียงดัง

รุจีรีบกดวางสายแล้วหันไปคำรามเพื่อน “ไอ้ออ”

          “ก็ฉันสงสารพี่โตนี่นา จะแอ๊บทำไม เขารู้หรอกว่าแกน่ะขาเที่ยว ปล่อยรถม้าจนกลายเป็นฟักทองถึงจะกลับได้” อรดา หมายถึงเวลาที่อยู่ด้วยกันแทบไม่เคยกลับก่อนเที่ยงคืน

          “มันก็ต้องมีบ้างสิยะ ทีแกยังแอ๊บใส่คุณย่ามาตั้งหลายปี”

          “มันไม่เหมือนกัน” อรดาพูดเชิดหน้า เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นของวลีรักษ์ เธอกดรับ แต่ไม่ต้องทำเสียงเหมือนคนงัวเงียแบบรุจี

          “ค่ะ งั้นเดี๋ยววาวออกไป”

          “คนขับรถมาแล้ว?” อรดายกเสียงเชิงถาม วลีรักษ์ยกคิ้วตอบ

          “ไป ๆ กลับ เคลียร์”

          ที่ลานจอดรถ ชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ที่รถเก๋งสีน้ำเงินเข้ม หุ่นสูงของเขาเห็นได้ชัดแม้จะอยู่ในความสลัว วลีรักษ์ก้าวยาว ๆ เข้าไปหา แต่ช้ากว่ารุจี หญิงสาวแกล้งทำเป็นเซถลาเข้าไปเกาะแขน

          “อุ้ย รุเมาแล้วค่ะพี่ธนุส ไปส่งรุด้วยนะ”

          ทั้งสามร้องโห่ วลีรักษ์เท้าสะเอว “เมื่อไหร่จะเลิกเล่นมุกนี้ซะที มันซ้ำแล้วไอ้รุ”

          รุจีลอยหน้า “ซ้ำไม่ซ้ำก็ทำใครบางคนเสียงแข็งได้ละว้า”

          ไพรวรินทร์กับอรดาหัวเราะ ด้วยรู้กันว่า ธนุสคือคนขับรถส่วนตัวของวลีรักษ์ เรื่องราวก่อนหน้าที่ทั้งสองจะลงเอยมีความซับซ้อนยุ่งเหยิงพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นอายุและฐานะของเขา ถึงวันนี้จะมีตำแหน่งเป็นสามี แต่ภาพที่คนทั่วไปเห็นคือเขาเป็นคนขับรถของเธอเท่านั้น

ชายชื่อธนุสได้แต่ยิ้ม เขาคุ้นเคยและรู้จักกับหญิงสาวกลุ่มนี้ดี โดยเฉพาะรุจี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการลงเอยของความรัก จนถึงวันนี้รุจีก็ชอบแหย่เพื่อนตัวเองแบบนี้บ่อย ๆ

 “งั้นเดี๋ยวรุไปก่อนนะคะพี่ธนุส เอาไว้เราค่อยคุยกันตอนวาวเผลอนะคะ” รุจีหลิ่วตาพร้อมยิ้มหวาน อรดาหัวเราะคิกคัก ก่อนที่จะเดินแยกออกมายังรถของรุจี เหลือแต่ไพรวรินทร์ซึ่งมักจะติดรถวลีรักษ์กลับบ้านเป็นประจำ

วลีรักษ์ส่ายหน้า

“รุมันแหย่เล่นน่าวาว” ไพรวรินทร์บอก

“ฉันก็ไม่ได้โกรธ เพื่อนกันรู้จักนิสัยอยู่ ดีว่าเป็นพี่ธนุส กลัวว่าถ้ามันไปเล่นแบบนี้พร่ำเพรื่อ ไปเจอชะนีซีเรียสงานมันจะเข้าน่ะสิ”

ไพรวรินทร์หัวเราะ เปิดประตูขึ้นไปนั่งเบาะหลัง ธนุสสตาร์ทเครื่องยนต์

“จะว่าไป ฉันก็อยากรู้เหมือนกันคนอย่างรุเนี่ยใครจะปราบอยู่ แพราวพราวเจ้าเล่ห์ ลื่นเป็นแม่ปลาไหลแบบนี้ ขนาดถูกจับได้ว่าโกหกยังแถ ยังพริ้วไปได้หน้าตาเฉย” วลีรักษ์พูดพลางคาดเข็มขัดนิรภัย ก่อนที่สารถีหนุ่มจะขับเคลื่อนรถ “แถมยังเลือกมากด้วย จะไปลงเอยกับใครคน ๆ นั้นคงปวดหัวน่าดู บ่นว่าอยากมีแฟน ๆ แต่คอยดูเถอะ แต่งงานคนสุดท้าย”

ไพรวรินทร์มองแสงไฟของร้านอาหารแล้วยิ้ม

“ไม่แน่หรอก บางทีพรุ่งนี้มะรืน ฟ้าอาจจะส่งมือปราบสักคนมาเลือกรุเองก็ได้”

รุจีเดินลงมาจากชั้นสองด้วยความรู้สึกเหมือนพื้นบ้านโคลงเคลง เธอเดินผ่านห้องโถงซึ่งแสงชัยผู้เป็นพ่อนั่งดูข่าวอยู่ อีกฝ่ายเหลือบมองลูกสาวที่อ้าปากหาวและมองนาฬิกาก่อนจะส่ายศีรษะ

หญิงสาวเดินไปที่ครัว ตามปกติแม่บ้านจะมาทำความสะอาดทุกวันอังคารและพุธ เพราะเธออยู่กันแค่สองคนพ่อลูกจึงไม่ได้จัดหาที่อยู่สำหรับคนอื่น รุจีชงกาแฟดำแก้อาการมึนศีรษะอย่างเคย เสร็จแล้วก็เดินกลับไปตรงหน้าทีวี

“วันนี้ป๊าไม่กินกาแฟเหรอคะ”

แสงชัยมอง “กินไปตั้งแต่เช้าแล้ว”

ได้ยินคำตอบเลยหันดูเวลาโดยอัตโนมัติ “อ้าว นี่มันจะเที่ยงแล้วเหรอ รุเพิ่งนึกว่าสิบโมง”

คนเป็นพ่อถอนใจ “ป๊าพยายามมองโลกในแง่ดีว่ารุตื่นก่อนเที่ยงนะ”

“ป๊า” รุจีลากเสียงตัดพ้อเพราะรู้ว่าถูกประชด เธอยกกาแฟขึ้นจิบ “แล้วป๊ากินข้าวเที่ยงหรือยังคะ”

“ยัง รอรุอยู่”

“รอรุ?”

แสงชัยขยับมามองหน้าลูกสาว “เดี๋ยวรุไปแต่งตัวมากินข้าวกับป๊าเถอะ ป๊ามีเรื่องจะพูดด้วย”

รุจีทำตาปริบ ๆ ตอนที่แสงชัยบอกว่าจะมีการนัดกินข้าวเพื่อพบกับใครคนหนึ่ง ท่าทางของเธอยังคงเคี้ยวฝรั่งได้ตามปกติไม่ได้ตื่นเต้นหรือทำตาเหลือกแต่อย่างใด นั่นเพราะนี่ไม่ใช่หนแรกที่พ่อใช้มุก ‘กินข้าว’ กับเพื่อนพ่อ กับลูกค้า หรือกับคนรู้จักใด ๆ ก็ตามเพื่อจะแนะนำผู้ชายให้เธอ

“ป๊าเบื่อจะเลี้ยงรุมากเหรอคะ ถึงได้ชอบแนะนำผู้ชายให้รู้จักจังเลย รู้ทั้งรู้ว่ารุไม่ชอบ” เธอทำปากยื่น

“ป๊ารักรุต่างหาก อยากให้รุเจอคนที่ดี แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ที่ป๊าจะบอกคือ ป๊าอยากให้รุแต่งงานกับคนนี้”

มือที่จะจิ้มฝรั่งชิ้นต่อไปชะงัก นี่เป็นข้อแตกต่างที่ไม่เหมือนเดิม ทุกครั้งจะเป็นแค่การแนะนำให้รู้จัก การเปิดโอกาส แต่หนนี้ถึงกับ ‘แต่งงาน’

“ป๊าพูดเล่นเหรอคะ เอ๊ะ...หรือ...ป๊าติดหนี้อะไร บ้านเรากำลังจะถูกยึด หรือกิจการป๊าขาดทุนคะ บอกรุมาเลยตรง ๆ ดีกว่า รุรับได้”

“ลูกสาวเอ้ย” แสงชัยปรับเสียงเข้มขึ้น อ่อนใจปนระอา “ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ แค่อยากให้แต่งกับคนนี้เพราะเขาเป็นคนดี ดูแลลูกสาวป๊าได้ วันพุธเขาจะมากินข้าวที่บ้านเรา และคุยกันเรื่องนี้”

“ป๊า” รุจีลากเสียงสูง “สั่งพิซซ่ายังต้องรอตั้งสามสิบนาทีเลยนะ ทำไมมันรวดเร็วอย่างนี้ล่ะ รุไม่ใช่ซุปก้อนสำเร็จรูปนะป๊าจะได้ละลายน้ำได้เลยน่ะ อะไรของป๊าเนี่ย” เธอขมวดคิ้ว

คนเป็นพ่อถอนใจยาว “ป๊าก็ไม่ได้แกล้ง แต่ทางเถ้าแก่ คือคุณไพบูลย์น่ะ ที่ป๊าซื้อที่เขามานี่แหล่ะ เขาสนใจ อยากให้รุไปเป็นลูกสะใภ้ ก็มาขอกับป๊า เรื่องมีแค่นี้”

รุจีส่ายหน้า “ไม่ใช่แล้ว คุณไพบูลย์ไหนอะไร รุจำไม่ได้ แล้วลูกชายเขาเป็นใครอะไร ยังไง ไม่รู้ไม่เคยเห็น จู่ ๆ มาบอกว่ามาขอแต่งงาน ทำอย่างกับตีหัวลากเข้าถ้ำ หรือไม่ก็เลือกปลาเลือกหมูตามตลาด นี่มันยุคสามจีนะป๊า รุไม่เอาหรอก”

“ฟังป๊าก่อนรุ ป๊าเข้าใจนะ ยุคนี้สมัยนี้มันพ้นงานแต่งแบบดูตัวอะไรนี่แล้ว แต่ป๊าก็อยากให้เข้าใจป๊าบ้าง อยากให้รุได้คนที่ป๊าเลือก เพราะป๊าเชื่อว่าป๊ามองไม่ผิด ป๊ารู้จักคุณไพบูลย์กับคุณภาคมานาน ครอบครัวนี้เขานิสัยดี ฐานะการงานอะไรก็มั่นคง”

“ชื่ออะไรนะคะ” รุจีหรี่ตา

“ลูกคุณไพบูลย์เหรอ ชื่อภาคี แต่คนใกล้ตัวเขาจะเรียกกันว่าภาค”

รุจีทวนชื่อนั้นโดยไม่รู้ตัว ภาคี ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรถึงได้สะดุดหูกว่าคนอื่น ๆ ที่เคยได้ยิน

“อายุค่ะ”

“ประมาณสามสิบแปดล่ะมั้ง”

รุจีร้องโหยหวน “สี่สิบแล้วนะป๊า”

“แค่เกือบต่างหาก”

“นั่นล่ะป๊า คนอายุสี่สิบนี่มีอะไรบ้าง หน้าเหี่ยว ลงพุง มีผมหงอกแซม ถ้าเป็นเจ้าของกิจการเองอีกก็ใส่แว่นหนา หน้าเครียด ป๊าแกล้งรุจริง ๆ ด้วย รุยี่สิบสามนะป๊า ห่างกันตั้งสิบห้าปี ให้เป็นลูกบุญธรรมยังจะเป็นไปได้ง่ายกว่าเลย”

แสงชัยกุมขมับ จะเถียงกลับว่าภาคีไม่ได้เป็นดังข้อสันนิษฐานก็จะหาว่าเขาเข้าข้างอีก ให้เจอด้วยตัวเองดีกว่ามานั่งอธิบาย เพราะที่เห็นและเป็นอยู่คือลูกสาวของเขาเพิ่มความเซี้ยว ความรั้น และความป่วนได้แทบทุกนาทีที่คุยกัน

 “เอาแบบนี้ก็แล้วกันนะรุ วันพุธนี้คุณไพบูลย์กับคุณภาคเขาจะมากินข้าวที่บ้านเรา อะไรที่รุสงสัยอยากรู้ก็จะรู้วันนั้น แล้วหลังจากนั้นเราจะมาคุยกันอีกที ตกลงไหม”

“แต่...”

“ขอแค่กินข้าว รุให้ป๊าได้ไหม”

ประโยคท้ายสุดแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริง รุจีจะอ้าปากต่อแต่จำต้องพยักหน้ายอม ท่าทางของผู้เป็นพ่อเปลี่ยนไปจากเดิม ดูจริงจังและอดทนกับการกรีดร้องของเธอกว่าครั้งไหน ๆ หรือจะเป็นเรื่องจริงที่เธอต้องแต่งงาน

ไม่มั้ง...

วันพุธมาถึง แสงชัยผุดลุกเมื่อเห็นรถที่แล่นเข้ามา เขาก้าวออกไปแต่แล้วก็ต้องหันกลับมามองเพราะรุจียังนั่งนิ่ง

“รุ”

ลูกสาวลุกขึ้นอย่างไม่รีบร้อนนัก วันนี้เธอเลือกสวมชุดเดรสแทนการเกงขาสั้น แต่เลือกลายขวางสีสดใสผ้ายืดเพื่อลดความเป็นทางการและไม่ให้ดูตั้งใจเกินไปนัก แสงชัยกดรีโมทเปิดรั้วให้รถคันนั้นแล่นเขามา ใต้แสงไฟสลัวของบ้าน รุจีเห็นยี่ห้อรถแล้วยกคิ้ว ที่ว่ามีฐานะก็คงจะจริง แต่ไม่หรอก เธอไม่สนใจเรื่องนั้น

ประตูรถเปิดออก ที่นั่งฝั่งผู้โดยสารเป็นชายวัยหกสิบ รุจีผิดคาดเล็กน้อยเพราะนึกว่าคนระดับนี้จะอ้วนลงพุงเหมือนทั่ว ๆ ไป ตรงกันข้ามคุณไพบูลย์ที่ว่าเป็นชายร่างเล็ก ผิวขาว ผมสีเทา ใบหน้าออกเหลี่ยม ดวงตาดูอ่อนโยนแต่แฝงไว้ด้วยความแข็งแกร่งอย่างคนมากประสบการณ์ ก่อนที่รุจีจะสังเกตอะไรมากกว่านั้น ชายอีกคนก็ลงมาจากรถ

หญิงสาวนิ่ง

ชายหนุ่มในชุดทำงานแบบลำลอง นั่นคือสวมเสื้อเชิ้ตแต่พับแขน ไม่ผูกเนกไทและไม่สวมสูท กางเกงสแล็คสีเทาเข้มเข้ากับสีฟ้าของเสื้อ เขาเดินเข้ามาใกล้ขึ้นทำให้รุจีเห็นว่าร่างนั้นดูสมส่วน แถมใบหน้าก็ได้รูป

ไหนล่ะคนอ้วนลงพุง ไหนล่ะผู้บริหารสวมแว่นหนาเคร่งเครียด ไหนล่ะชายหน้ามันผมหงอก พอคำตอบนั้นถูกปัดทิ้งหัวใจของรุจีก็รัวจังหวะขึ้นทันใด

คนตรงหน้าคือคนที่เธอจะแต่งงานด้วยงั้นหรือ

“รุ...”

ยิ่งได้เห็นในระยะห่างเพียงเมตรเดียว ยิ่งได้เห็นว่าจมูกกับดวงตานั้นคมลึกพอกัน ริมฝีปากมีรอยยิ้มแต้มบาง ๆ ผิวขาวสะอาด ไม่ถึงกับใสเด้งหลอกตา แต่ดูดีสมวัย ไม่สิ อาจจะอ่อนกว่าวัยนิดหน่อย รุจีรู้สึกเหมือนจะเป็นลมขึ้นมากะทันหัน

“รุ”

“คะ?”

ต้องให้พ่อเรียกซ้ำเป็นหนที่สองถึงได้รู้สึกตัว เธอรีบยกมือไหว้อัตโนมัติ เริ่มที่คนสูงวัยก่อน

“สวัสดีค่ะ”

“สวัสดีจ้ะ ไม่ได้เห็นนาน โตเป็นสาวสวยเลยนะเนี่ย”

รุจียิ้มเขินรับ เพิ่งนึกได้ในวินาทีนั้นว่าได้เจอกับคุณไพบูลย์มาก่อนหน้านี้แล้ว ตอนที่เขาไปหาพ่อของเธอที่บริษัทแต่ก็สองสามปีแล้ว

“แล้วก็คุณภาค”

“สวัสดีค่ะ”

ภาคีรับไหว้ ช่วงเวลาที่เธอมองเขา ชายหนุ่มก็เห็นเธอเช่นกัน

“สวัสดีครับ”

นั่นแน่ะ พอได้ยินเสียง ใจก็กระทุ้งโครมครามเหมือนจะออกมานอกอก เขาพูดนิดเดียวเอง รุจี ใจเย็น ๆ ไว้

เพราะมันเป็นการคาดเดาผิดอย่างรุนแรงทำให้เธอเสียสูญ และเขาก็มีส่วนทำให้มันเกิด บ้าที่สุด ก็ใครจะไปคิด ว่าที่คู่แต่งงานของเธอจะดูดีอย่างนี้ ป๊านั่นแหล่ะผิด ป๊าไม่ควรบอกว่าเขาอายุสามสิบแปด ทำให้เธอคิดคะแนนให้เขาติดลบไปเสียตั้งเยอะ

ตอนนั้นรุจีหวังว่า คงไม่มีการสลับตัวหรือปลอมตัวมาแบบเหมือนในละครน้ำเน่าหรอกนะ

เพราะว่าป๊านั่นแหล่ะ ผิด แต่คุณภาคีน่ะ...ถูกใจ เอ้ย ถูกแล้ว

  4.1.18

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว