facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ยามเมื่อเมฆฝนพัดผ่าน สองเราจะฝ่าฟันมันไปด้วยกันนะ...

ตอนที่ 23 ดอกหลิงเซียว ​/ ตอนที่ 24 เมื่อสุดจะทนแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องทน

ชื่อตอน : ตอนที่ 23 ดอกหลิงเซียว ​/ ตอนที่ 24 เมื่อสุดจะทนแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องทน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.8k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ม.ค. 2561 16:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 23 ดอกหลิงเซียว ​/ ตอนที่ 24 เมื่อสุดจะทนแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องทน
แบบอักษร



ตอนที่ 23 ดอกหลิงเซียว

วันต่อมา ขณะที่ชูยินกำลังนั่งอ่านนิตยสารอยู่นั้น เธอก็เห็นข่าวของอี้ฟานเข้า... หัวหน้าอี้ฟานกรุ๊ปพาดาราสาวหายเข้าคอนโดไปสามชั่วโมง เธอหัวเราะออกมา ก่อนที่จะปิดนิตยสารลง แล้วโทรชวนบรรดาคุณหญิงคุณนายมาเล่นไพ่นกกระจอกด้วยกัน

ระหว่างนั้นก็ยังคงสนุกสนาน ดูไม่มีอะไรผิดปกติเลยแม้แต่น้อย

จ้าวเยว่ที่เห็นข่าวแล้วนั่งแทบไม่ติด รีบมาที่บ้านของชูยิน ทว่าพอมาถึงก็เห็นลูกพี่ลูกน้องของตัวเองกำลังเล่นไพ่นกกระจอกอยู่ ภาพที่เห็นทำเอาเธอแทบคิดว่าสายตาของตัวเองมีปัญหาไปเสียแล้ว

“เธอยังมีอารมณ์มานั่งเล่นไพ่นกกระจอกอยู่อีกเหรอ”

“ทำไมล่ะ”

เห็นบรรดาคุณนายอีกสามคนแล้ว จ้าวเยว่ก็ไม่สะดวกใจจะพูดต่อหน้า เช่นนั้นจึงได้แต่ดึงชูยินหลบฉากเข้าไปอีกทาง “เธอไม่เห็นข่าววันนี้หรือยังไง”

ชูยินรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังพูดถึงเรื่องอะไร แต่เธอก็แสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง “ข่าวมันก็มีทุกวันนั่นแหละ เธอหมายถึงข่าวอะไรล่ะ”

“ข่าวของอี้ฟานไง”

“ข่าวลือเกี่ยวกับเขาน่ะเยอะจะตายไป แค่ฟังๆ ไปก็พอ ไม่ต้องเป็นจริงเป็นจังหรอก” ชูยินขยับจัดผมแล้วกลับมานั่งที่เดิม ในใจของเธอนั้นรู้ดีว่าเรื่องแบบนี้มันเป็นความเจ็บปวดที่กระทบเข้ากับใจของเธออย่างจัง ไม่ได้เกี่ยวกับคนอื่นเลยแม้แต่น้อย ที่คนอื่นมาสนใจนั้นก็เพราะเห็นเป็นเรื่องตลกเพียงเท่านั้น ซึ่งเธอจะไม่หยิบยื่นโอกาสใดๆ ให้เป็นอันขนาด 

หลายปีมาแล้วที่ผู้หญิงข้างกายของอี้ฟานเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เธอมองทุกอย่างเป็นเพียงอากาศที่ผ่านตาเท่านั้น แต่ตำแหน่งคุณนายแห่งตระกูลอวิ๋นก็ไม่มีใครสามารถที่จะโค่นล้มได้

พออี้ฟานกลับมา เสื้อเชิ้ตสีขาวตัวนั้นก็ถูกซักจนสะอาด รีดจนเรียบราวกับเสื้อใหม่ พร้อมกับมีกลิ่นหอมอ่อนๆ  

จ้าวเยว่รู้สึกว่าลูกพี่ลูกน้องของตนนั้นช่างไม่เอาไหนเสียเลย และเธอก็เอาเรื่องนี้ไปคุยกับสือหยวน “ชูยินเองก็เรียนมาสูง หากหางานทำก็สามารถเลี้ยงตัวเองได้อยู่แล้ว ทำไมต้องเอาแต่อาศัยอี้ฟานด้วย ฉันล่ะไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าทำไมเธอถึงต้องยอมทนกล้ำกลืนความเจ็บปวดอยู่แบบนี้” 

“ชีวิตของคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน คุณจะไปชี้นิ้วบงการชีวิตคนอื่นไม่ได้หรอกนะ”

“แต่ฉันหวังดีกับเธอ ใครจะไปคิดว่าจะเป็นการทำคุณบูชาโทษแบบนั้น คุณไม่เห็นท่าทางของเธอวันนี้ อะไรคือการที่บอกว่า ข่าวลือของอี้ฟานน่ะเยอะจะตาย แค่ฟังๆ ไปก็พอ มันใช่แค่ข่าวลือซะที่ไหนกัน มีรูปถ่ายให้เห็นอยู่ทนโท่แบบนั้นแท้ๆ รอให้อี้ฟานไล่เธอออกจากบ้านก่อนเถอะ ตอนนั้นเธอถึงจะรู้ว่าตัวเองน่ะโง่แค่ไหน”

“คุณคิดมากเกินไปแล้ว หลายปีมานี้ก็มีข่าวของอี้ฟานออกมาอยู่ตลอด แต่ความสัมพันธ์สามีภรรยาของพวกเขาก็เป็นไปด้วยดี จู่ๆ ไปหาเขาแบบนั้น ก็อย่าไปโทษที่เขาเหน็บแหนมคุณเลยน่ะ” สือหยวนวางหนังสือในมือลง หันมองจ้าวเยว่ “พอมีลูก สายสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาก็ยิ่งตัดไม่ขาด จะมาเอาแต่เจ้าคิดเจ้าแค้นเหมือนตอนยังหนุ่มยังสาวได้ยังไง”

“คุณพูดแบบนี้ ก็หมายความว่าถ้าไม่มีสือเหยียน คุณจะไปจากฉันงั้นเหรอ”

“ดูสิ ผมแค่พูดถึงเรื่องความรักทั่วไป คุณก็ชอบจับเรื่องมาผูกโยงไปเรื่อย แบบนี้มันดีกับตัวคุณตรงไหนกัน”

“ถ้างั้นคุณลองบอกมาสิคะว่าถ้าไม่มีสือเหยียน คุณจะไปจากฉันหรือเปล่า” จ้าวเยว่ยังคงเค้นถาม

“ไม่ไป” สือหยวนปลอบภรรยา

“ทำไมมันถึงฟังดูฝืนใจพูดนักล่ะคะ”

เขารู้อยู่แล้วล่ะว่ามันต้องออกมาเป็นแบบนี้ ผู้หญิงมักจะพูดด้วยเหตุผลไม่ค่อยเข้าใจ หากไม่พูด ก็จะบอกว่าคุณคิดจะทอดทิ้งภรรยากับลูก หากพูด ก็จะบอกว่าไม่จริงใจมากพอ ต้องทำแบบไหนถึงจะถูกใจกันล่ะ

สือหยวนลุกขึ้นเดินไปทางห้องหนังสือ

จ้าวเยว่ยังไม่ยอมแพ้ เธอเดินตามเขาเข้าไปในห้องหนังสือด้วย “คุณยังไม่ตอบฉันเลยนะคะ คุณไม่เต็มใจใช่ไหม”

สือหยวนวางหนังสือเข้าที่ในชั้น “ผมไม่เต็มใจตรงไหน ผมอยากใช้ชีวิตอยู่กับคุณจริงๆ”

เมื่อได้ฟังแบบนั้น จ้าวเยว่ก็รู้สึกพอใจ รู้สึกว่าตัวเองมีความสุขมากกว่าชูยิน แม้สือหยวนจะไม่ได้ร่ำรวยอย่างอี้ฟาน แต่เขาก็เป็นของเธอเพียงคนเดียว

เธอนึกไปถึงคำที่ว่า คนขี่ม้าก็ต้องมีวิธีควบคุมม้าให้อยู่ เพื่อนร่วมงานของเธอเองก็เคยถามว่า ศาสตราจารย์สือเป็นคนมีความสามารถ มีลูกศิษย์สาวๆ ที่ยังสาวและหน้าตาดีก็เยอะ เธอไม่กังวลบ้างหรือ

เธอหัวเราะ ก่อนที่จะตอบกลับไป “มีอะไรต้องกังวลล่ะ ถ้าเขาไปหาสาวๆ สวยๆ เมื่อไหร่ล่ะก็ ฉันก็จะหย่า แล้วไปหาหนุ่มหล่อๆ บ้าง ฉันเองก็มีปัญญาหาเลี้ยงตัวเอง มีอะไรที่ต้องกลัวกัน”

เธอค่อนข้างดูถูกชูยิน...เพราะบนโลกใบนี้ นอกจากสามีกับลูกๆ แล้ว ชูยินก็ไม่สนใจอะไรอย่างอื่นอีก ราวกับดอกหลิงเซียวที่ต้องอาศัยร่มเงาคนอื่นในการเจริญเติบโต


----------​----------​----------​----------​----------​


ตอนที่ 24 เมื่อสุดจะทนแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องทน

อวิ๋นตั่วรู้สึกว่าหลายวันมานี้มีอะไรบางอย่างแปลกๆ ไป เวลาเธอเดินผ่านใคร จากที่กำลังคึกคักกันอยู่นั้นก็พลันเงียบเสียงลง พวกเพื่อนที่อยู่ข้างหลังก็มักจะชี้ชวนกันมองเธอแล้วก็ปิดปากหัวเราะ

จนในที่สุดก็มีคนวิ่งเข้ามาถามเธอจนได้ “อวิ๋นตั่ว ได้ยินว่าเธอจะมีแม่คนใหม่เหรอ”

“หมายความว่ายังไง”

“ก็พ่อของเธอมีผู้หญิงคนใหม่ไม่ใช่เหรอ”

“เหลวไหล!”

“แต่มันขึ้นหน้าหนังสือพิมพ์เลยนะ”

“เธอปล่อยข่าว”

“ฉันไม่ได้ปล่อยข่าว สือเหยียนก็บอกเองว่าเป็นเรื่องจริง เขาเป็นญาติเธอไม่ใช่เหรอ เขาบอกว่าได้ยินแม่พูดมาแบบนั้น บอกว่าแม่ของเธอกำลังยื้อเวลา ไม่อยากจะหย่า ไม่อย่างงั้นเธอก็ต้องมีแม่ใหม่”

เมื่ออวิ๋นตั่วไปถามจากสือเหยียน แต่ก็กลับถูกอีกฝ่ายปฏิเสธกลับมา “ฉันไม่ได้พูดแบบนั้น”

แต่อวิ๋นตั่วไม่เชื่อ สัญชาตญาณของเธอบอกว่าสือเหยียนเป็นคนพูด ไม่ได้แล้ว คราวนี้เธอทนไม่ไหวแล้วจริงๆ จะต้องทำให้อะไรสักอย่างให้สือเหยียนเห็นซะบ้าง ไม่อย่างนั้นเธอคงคิดว่าคนอย่างอวิ๋นตั่วน่ะแกล้งได้ง่ายๆ

เด็กสาวกระโดดเข้าไปกระชากผมของสือเหยียน ปากก็พร่ำด่าออกมาไม่หยุด “เธอมันชอบนินทาคนอื่น ฉันจะตีเธอให้ตายเลย!”

สือเหยียนไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าอวิ๋นตั่วจะลงไม้ลงมือแบบนี้ เมื่อก่อนเวลาอยู่ต่อหน้าเธอ อีกฝ่ายมักจะทำตัวระมัดระวังเสมอ ทำไมจู่ๆ ถึงได้มีความกล้าขึ้นมาแบบนี้ได้ เธอยื่นมือออกไปจะคว้าผมของอวิ๋นตั่ว แต่เจ้าตัวกลับใช้รูปร่างของตัวเองให้เป็นประโยชน์ บวกกับที่เรียนเทควันโดมาด้วยกันกับพี่ชายตั้งแต่เด็ก จึงยากที่จะถูกโจมตีได้ง่ายๆ ไม่นาน สือเหยียนก็ถูกตีจนหน้าบวมจมูกช้ำ

จนกระทั่งเพื่อนคนหนึ่งตะโกนขึ้นเสียงดังลั่น “ครูมาแล้ว!”

เช่นนั้นอวิ๋นตั่วถึงได้ปล่อยตัวสือเหยียน จริงอยู่ที่ไม่ได้บาดเจ็บอะไร แต่การทะเลาะกันแบบนี้ก็ถือเป็นเรื่องที่ต้องใช้พลัง ผมที่ถักเปียไว้ก็ยุ่งเหยิง เสื้อผ้ามอมแมม แต่เธอไม่สนใจหรอก เพราะสือเหยียนน่ะดูแย่กว่าเธอตั้งเยอะ ฝ่ายนั้นไม่ใช่แค่ผมเปียกหลุด เสื้อสกปรก แต่บนใบหน้ายังมีรอยช้ำถึงสามจุด แถมจมูกก็มีเลือดไหลด้วย 

สือเหยียนยังคงนั่งขดอยู่ที่พื้น มือปิดหน้า ร้องไห้โฮ

อวิ๋นตั่วยืนเท้าเอวอยู่ข้างๆ เอ่ยออกมาด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยพลังว่า “ถ้าต่อไปเธอยังกล้าพูดจาเหลวไหลแบบนี้อีก ฉันจะตีเธอให้ตายเลย!”

ครูประจำชั้นวิ่งเข้ามาในห้องเรียน เมื่อเห็นเหตุการณ์ก็บรรดาลโทสะขึ้นมา “อวิ๋นตั่ว ดูสิตอนนี้เธอเหมือนตัวอะไร เหมือนแม่เสือเลย!”

อวิ๋นตั่วไม่พอใจกับการถามเองตอบเองของคุณครูเลยสักนิด “ทำไมครูว่าแต่หนู ไม่ว่าสือเหยียนบ้างละคะ เธอพูดจาเหลวไหลเรื่อยเปื่อยก่อนแท้ๆ”

“ถึงแบบนั้นเธอก็ไม่สมควรจะลงไม้ลงมือนะ!”

“พี่ชายของหนูบอกว่าถ้าทนไม่ไหวก็ไม่จำเป็นต้องอดทนค่ะ!”

“หยุดพูดจาเหลวไหลได้แล้ว โทรเรียกผู้ปกครองมาพบครูด้วย” คุณครูว่าเพียงเท่านั้น “ถ้าไม่ยอมเรียกมา หลังเลิกเรียนไม่ต้องกลับบ้าน!”

คุณครูประคองให้สือเหยียนลุกขึ้น แล้วจับมือเธอเดินเข้าห้องทำงานไป

ในตอนนั้นความกล้าหาญไม่กลัวใครของอวิ๋นตั่วก็หายไปจนหมด ความกลัวเริ่มผุดขึ้นมาแทนที่ ถ้าให้แม่มา แม่ก็ต้องเข้าข้างสือเหยียนอยู่แล้ว ในความคิดผู้ใหญ่ แค่สอบได้หนึ่งร้อยคะแนน ไม่ว่าทำอะไรก็ถูกทั้งนั้น

เธอกลอกตาไปมา แล้วพูดกับตัวเอง แย่แล้ว จะให้แม่มาไม่ได้เด็ดขาด

อวิ๋นตั่วเดินไปที่ห้องประชาสัมพันธ์ ขอโทรศัพท์ ก่อนที่จะกดโทรหาอวิ๋นเฉียว “พี่มาที่โรงเรียนหนูหน่อยได้ไหม”

“ทำไมล่ะ”

“หนูมีเรื่องกับสือเหยียน”

ปลายสายเงียบไปครู่ใหญ่กว่าจะมีเสียงดังขึ้นอีกครั้ง “อะไรนะ เธอมีเรื่องกับสือเหยียนเหรอ ไปเอาความกล้ามาจากไหนกัน”

“เธอปล่อยข่าวลือว่าพ่อกับแม่จะหย่ากัน!” พอคิดถึงเรื่องนี้ อวิ๋นตั่วก็โมโหขึ้นมาอีกครั้ง

“เธอพูดแบบนั้นจริงๆ น่ะเหรอ”

“จริงค่ะ”

“น่าจะฆ่าให้ตายไปเลยจริงๆ ตีไปแรงหรือเปล่า ขาหักเลยไหม”

“ไม่ถึงขนาดนั้นสักหน่อย”

“ไหนๆ ก็ลงมือแล้ว ทำไมไม่ทำแรงๆ ไปเลยล่ะ”

“คุยกับใครน่ะ มียุให้ตีกันด้วยเหรอ” จู่ๆ เสียงของอวี่เจ๋อก็ดังขึ้นจากปลายสาย

อวิ๋นตั่วชะงักไป ก่อนที่จะเอ่ยออกมาเสียงเบา “หนูตบหน้าเธอไป แล้วครูให้เรียกผู้ปกครองมาพบ”

“ได้ รออยู่ที่นั่นแหละ ฉันจะรีบไปเดี๋ยวนี้**!”**


ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว