ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เริ่มจากหนึ่ง 100%

ชื่อตอน : เริ่มจากหนึ่ง 100%

คำค้น : กลรักวีมาร์ค กลรักรุ่นพี่ วีมาร์ค ดราม่า วายมหาลัย love Mechanics

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 422.5k

ความคิดเห็น : 598

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ธ.ค. 2560 23:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เริ่มจากหนึ่ง 100%
แบบอักษร

** **

-****27-

เริ่มจากหนึ่ง

[Mark Masa]




          “ง่าย!” คำเดียวสั้นๆ ดังออกมาจากปากไอ้เจมส์ มันพูดหลังจากที่ผมเล่าเรื่องพี่วีจบ ไอ้วินด์มองมาอึ้งๆ แต่คำผานกับฟิวส์พยักหน้าตาม

          “มึงจะด่ามันทำไมวะ มันก็ทำถูกแล้ว” ฟิวส์บอก

          “ถูกอะไร ทุกวันนี้เขาต้องทำตัวให้ดูแพงเว้ย” วินด์พูด

          “มึงคิดว่าที่กูทำมันไม่ดี?”

          “ดี!” ผมกลอกตากับคำตอบของพวกมัน เหมือนจะด่า เหมือนจะคัดค้าน แต่สุดท้ายก็สมยอม ไม่ต่างจากผมเลย

          “กูก็บอกอยู่ว่ากูเบื่อเวลาที่มึงปล่อยพลังด้านมืดออกมา” คำผานบอก

          “เออ…มึงก็แค่ให้โอกาสป่ะ ถ้าเขาทำตัวไม่ดีมึงก็ไม่ต้องเอา เราเลือกได้เว้ย” วินด์บอกแล้วมองหน้าผม

          “ถ้าคราวนี้ไอ้พี่วีอะไรนั่นทำพลาดอีก กูตามแน่” ผมมองหน้าไอ้เจมส์ที่เพิ่งพูดประโยคเมื่อกี้ออกมา

          “มึงจำได้หรือเปล่าว่ามึงเคยปล่อยกูไว้กับพี่วีสองคนในร้านเหล้า ตอนนั้นแผลกูยังสดๆ อยู่เลย” ผมต่อว่ามัน

          “ก็กูต้องดูพี่แพ็ค” ผมเบ้หน้าให้มันแล้วก้มลงกินข้าวต่อ

          ตอนนี้เราอยู่ร้านอาหารข้างหอผม ฟิวส์กับคำผานมาทำรายงานส่วนอีกสองคนมันก็หาเรื่องมาเผือกของมันนั่นแหละ ข้าวผัดกะเพราง่ายๆ เป็นอาหารเที่ยงที่ผมสั่งมา ส่วนคนที่เหลือก็ก้มลงสนใจอาหารตรงหน้าตัวเอง

          “เออ…พวกมึงลงกีฬาอะไรไหมวะ?” วินด์เงยหน้าขึ้นมาถาม

          “กูคงไม่…ส่วนสองคนนี้กูไม่รู้” คำผานตอบ

          “กูสำรองบาสเก็ตบอลอ่ะ” ฟิวส์ว่าแล้วหันมาหาผม

          “กีฬา?” ผมเลิกคิ้ว

          “ก็กีฬาระหว่างคณะไง อย่าบอกนะว่าไม่รู้” เจมส์ว่า

          ผมขมวดคิ้วกับกิจกรรมที่เพิ่งจะได้รับรู้ ก็ว่า…ทำไมคนอื่นเขาถึงแลดูไม่ค่อยว่างกัน มันมีกีฬาระหว่างคณะเป็นอีกกิจกรรมนี่เอง ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบกีฬาและไม่แปลกที่ผมจะรู้สึกตื่นเต้น

          “มันต่างจากคราวที่แล้วยังไงวะ” ผมถาม

          “ก็คราวที่แล้วมีแต่ปีหนึ่งแต่คราวนี้รวมทุกปี” ฟิวส์บอกแล้วตักแกงเผ็ดเข้าปาก

          “มึงคงต้องลงว่ายน้ำถูกไหม?” เจมส์ถาม ผมเลยพยักหน้าตอบ ถ้าจะให้หากีฬาที่ผมเล่นได้ดีที่สุดก็ต้องเป็นว่ายน้ำ

          “เดี๋ยวพี่บาร์ก็ติดต่อมามั้ง” ผมว่าแล้วกินข้าวต่อ

          “เออ…แต่ที่มึงกับพี่วีคืนดีกันนี่ยังไม่มีคนรู้นะ เผื่อพี่เขาคิดว่ามึงไม่สะดวกใจ…”

          “ใครคืนดีกับพี่วี?” ผมหันไปถามคำผาน

          “เออๆ ยังไม่คืนดี แค่ยอมไปนอนบ้านเขา” เพื่อนมันแก้

          “กูเมา” ผมว่าเสียงแข็ง มองมันนิ่งๆ มันเลยทำหน้าเอือมๆ เหมือนยอมแพ้

          “เรื่องแม่งก็เกิดตอนเมาตลอด”

          “ได้ยิน!” ผมว่าเสียงเข้ม ไอ้ตัวขาวสะดุ้งน้อยๆ แล้วพยักหน้า

          “ไม่พูดแล้วครับ” เออ…คิดว่าอยากยอมหรือไง ทุกวันนี้ก็แค่ให้โอกาส อย่างที่วินด์ว่า ถ้าไม่ดีก็หาใหม่ ตอนนี้ระหว่างผมกับพี่วีก็เหมือนนับหนึ่งใหม่

          “รำคาญเสียงสั่นของโทรศัพท์ เด็กที่ไหนไลน์มามึงก็เปิดดูหน่อย” เจมส์ว่าแล้วมองโทรศัพท์ผม

          “เด็กที่ไหน…” ผมจับเอาโทรศัพท์มาเปิดดูข้อความ มันถูกส่งมาจากหลายคนเพราะช่วงนี้ผมคุยเยอะ แต่หน้าต่างแชทของคนคนหนึ่งเรียกความสนใจจากผมไปทั้งหมด ไม่ใช่ใคร…ก็คนที่เพิ่งเป็นหัวข้อสนทนาของพวกผมเมื่อกี้นี่แหละ

          Vee Vivis**:**อยู่หอไหม?

          Vee Vivis**:** ไปหาได้ป่ะ?

          Vee Vivis**:** อ่านหน่อยดิ

          Vee Vivis**:** จะเรียกร้องความสนใจแล้วนะ

          แล้วหลังจากนั้นอีกประมาณห้าข้อความคือสติกเกอร์ เดาว่าพี่มันคงส่งมามั่วๆ เพราะมันไม่สามารถหาสาระจากสติกเกอร์พวกนั้นได้เลย

          Vee Vivis**:** อ่านแล้วตอบดิ รู้ไหมว่าคนรอมันลุ้นแค่ไหน

          Mark**:**ลุ้นอะไร

          Vee Vivis**:** ก็ลุ้นว่ามึงจะตอบกลับว่าไงอ่ะ

          พอพี่มันส่งมาแบบนั้นผมก็กดสติกเกอร์กลับหนึ่งตัว

          Vee Vivis**:** เราส่งไปยาวๆ เยอะๆ แล้วเขาตอบกลับมาแค่สติกเกอร์นี่ต้องทำยังไงต่อเหรอ?

          Mark**:**หลับตาจิ้มสติกเกอร์ไปมั่วๆ

          ผมตอบกลับไปอย่างนั่น ไม่นานแจ้งเตือนก็เด้งขึ้นพร้อมกับสติกเกอร์รูปหัวใจจากพี่วี

          Vee Vivis**:** นี่กูลืมตาจิ้มนะ

          เวร…

          แล้วผมก็ทำอะไรต่อไม่ได้นอกจากกัดปากตัวเองเพื่อกลั้นยิ้ม อยากด่ากลับว่าปัญญาอ่อนแบบที่พี่บาร์ด่าทศกัณฐ์บ่อยๆ แต่ก็คงไม่เกิดประโยชน์อะไร เลยปล่อยมันไว้อย่างนั้น ผมไม่ใช่คนคุยเก่ง ไม่ชอบที่จะพูดอะไรมากมาย ยิ่งผ่านทางข้อความแชทแบบนี้ยิ่งพูดน้อยไปใหญ่

          Vee Vivis**:** วันนี้จะคัดตัวนักกีฬา อยากได้กำลังใจ

          Mark**:**พี่จะไปคัด?

          Vee Vivis**:** เปล่าอ่ะ กูเป็นคนคัด

          Mark**:**แล้วจะเอาไปเพื่อ?

          Vee Vivis**:** กำลังใจจากมึง กูจะเอาไปทำอะไรก็ดีต่อใจกูหมดแหละ

          ไม่เคยคิดว่าเกิดมาต้องยิ้มให้กับโทรศัพท์ ผมไม่ได้อยากจะยิ้มแบบนี้หรอก แต่ผมบังคับมุมปากไม่ได้ เพียงแค่ได้อ่านข้อความสั้นๆ ของพี่มัน ผมกลับยิ้มกว้าง

          “อ่ะ…ข้าวปลาไม่ต้องแดกแล้วครับ แค่มองก็อิ่มแล้วไง?” เสียงของฟิวส์ทำให้ผมเงยหน้าขึ้นจากโทรศัพท์

          “กูน่าจะปล่อยให้มันสั่น ไม่น่าบอกมันเอามาดูเลย” เจมส์ว่า

          “แล้วสรุปเด็กคนไหนอีก” วินด์ถามแล้วพยายามขยับมาดูกับผม แต่ผมเบี่ยงตัวหลบ

          “ปิดบัง…” คำผานหรี่ตามอง

          “ไม่ได้ปิด…จะรีบกินข้าว” ผมว่าแล้วกดล็อคโทรศัพท์ คว่ำหน้าจอลงแล้วเริ่มกินข้าวต่อ ไม่รู้ว่าทำไมต้องทำแบบนี้ แต่ลึกๆ ใจผมบอกว่าถ้าเพื่อนรู้มันต้องล้อ และพอพวกนี้มันล้อใจผมมันจะต้องเต้นแรง ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความสนใจให้กับพี่วีอีกแน่ๆ จะยอมเขาก็ขอยอมแบบแพงๆ ไม่ใช่ง่ายๆ ได้ไหมล่ะ

          ครืด~

          “อีกแล้ว” เจมส์บอกแล้วชี้ลงที่โทรศัพท์

          “ช่างมัน” ผมว่าแล้วกินข้าวต่อ “รีบสิ ต้องทำรายงานต่อ”

          ครืด~

          ครืด~

          “รำคาญ!” ฟิวส์ว่าแล้วเงยหน้ามองผม

          “เออ…งั้นกูไปรอบนห้อง” ผมว่าแล้วจับโทรศัพท์ก่อนจะลุกออกไป

          ระหว่างทางที่เดินขึ้นหอผมก็เปิดโทรศัพท์เช็ก พี่นุ๊กทักมาขอบคุณที่ผมให้เขาพัก ที่พี่วีเจอผมกับพี่นุ๊กเราไม่ได้มีอะไรกัน ก็แค่เกือบ เขาเป็นพี่รหัสของไอ้เจมส์ ผมพาเขาไปห้องเพราะไอ้เจมส์มันฝากให้ดูแล พี่เขาเพิ่งทะเลาะกับแฟนและไม่มีที่ไป เราคุยกันหลายเรื่องทั้งเรื่องของผมและเรื่องของพี่นุ๊ก พอตอนเช้าพี่นุ๊กจะกลับพี่วีเลยมาเจอพอดี ด้วยความอยากเอาคืนของผมผมเลยพูดออกไปว่าเรานอนด้วยกัน ผมเล่าให้พี่นุ๊กฟังพี่นุ๊กก็บอกว่าดีแล้ว เขาบอกว่าอยู่ข้างผมเพราะหมั่นไส้พี่วี

          Mark**:**โดนไอ้เจมส์เป่าหูมาล่ะสิ

          ผมพิมพ์ตอบพี่นุ๊กกลับไป พี่มันเลยส่งสติกเกอร์หมีโมโหมา พร้อมกับข้อความยาวเหยียดที่บอกถึงข้อเสียของพี่วี

          “เล่นโทรศัพท์แต่ไม่ตอบข้อความกูนี่คืออะไร” เสียงติดจะไม่พอใจดังอยู่หน้าห้อง ผมเงยหน้าขึ้นจากโทรศัพท์แล้วมองไปยังที่มาของเสียง พี่วียืนพิงผนังห้องอยู่ ในมือมีสมาร์ทโฟนสีดำอยู่ด้วย

          “คือ…” ผมไม่ได้จะเมินข้อความพี่วี แค่จะคุยพี่นุ๊กให้จบๆ ไปก่อน ไม่คิดว่ามันจะนานขนาดนี้ และอีกอย่าง…ผมไม่คิดว่าพี่วีจะมารอที่ห้อง ก็หายไปเป็นอาทิตย์แล้วนี่ ใครจะไปรู้ว่าจะโผล่มา

          “แล้วคุยกับใคร?” เสียงเข้มถามพร้อมกับขยับเข้ามาหา

          “เอ่อ…”

          “อ๋อ…ลืมไป กูยังไม่มีสิทธิ์ถาม” พี่มันว่างอนๆ แล้วขยับไปยืนที่เดิม

          “คุย…กับพี่นุ๊ก” ความจริงผมไม่อยากบอกหรอกว่ากำลังคุยกับใคร เพราะพี่วีคือพี่วี พี่มันอารมณ์ร้อนแค่ไหนทำไมผมจะไม่รู้

          “นุ๊ก? อ๋อ…” พี่มันว่าพลางทำท่านึกก่อนจะร้องอ๋อออกมา

          “อือ…”

          “คงไม่ว่างแล้วใช่ไหมล่ะ ไม่เป็นไรหรอกกูจะคิดว่ากูมาทีหลังเขาก็ได้” พี่มันว่าแล้วทำท่าจะเดินกลับ

          “ทำไมคิดอย่างนั้น” ผมถามก่อนที่พี่วีจะได้หมุนตัวไป

          “ก็เมื่อไม่กี่นาทีที่แล้วมึงคุยกับกูอยู่ดีๆ ก็หายไป พอเดินขึ้นมาก็ยิ้มหวานขนาดนั้น เขาคงสำคัญจนต้องทิ้งแชทกู” พี่มันว่า น้ำเสียงบ่งบอกให้รู้ว่างอน คำพูดก็บอกให้รู้ว่าน้อยใจ ผมเองก็ไม่อยากจะพูดหรอกว่าที่ยิ้มน่ะเพราะกำลังคุยเรื่องพี่มันอยู่

          “ที่ผมไม่ได้ตอบพี่เพราะผมกินข้าวอยู่” ผมว่าแล้วเดินไปเปิดประตูห้อง

          “อืม…มึงจะพูดยังไงก็ได้ไง กูไม่เห็นนี่”

          “อย่าเยอะได้ป่ะ? จะเข้ามาไหม?” พอผมถามแบบนั้นพี่มันก็เงยหน้าขึ้นแล้วยิ้มออกมา

          “กูเข้าไปได้จริงเหรอ?” พี่มันถามอย่างตื่นเต้น นั่นทำให้ผมนึกอยากด่า พี่วีไม่ได้เข้าไปในห้องผมตั้งนานแล้ว ถึงแม้ว่าพี่มันจะมาป้วนเปี้ยนอยู่หน้าห้องบ่อยๆ แต่ก็ไม่เคยมีครั้งไหนที่ผมอนุญาตให้เข้าไป

          “…อือ” ผมเงียบอยู่พักหนึ่งก่อนจะส่งเสียงอนุญาตในลำคอ

          ผมเดินนำพี่วีเข้ามาในห้อง ห้องของผมไม่มีอะไรต่างจากเดิม ทุกอย่างยังวางอยู่ที่เดิม ทิศทางเดิม ทุกๆ วันที่ผมอยู่มันก็ไม่มีอะไรที่จะเอาเข้ามาเพิ่มเติมห้องให้มากมาย มีแค่กลิ่นอายความคิดถึงที่อบอวลอยู่ทั่วห้องทุกๆ ซอก ทุกๆ มุมและทุกๆ วัน

          “คิดถึงว่ะ” พี่มันว่าแล้วทิ้งตัวลงที่โซฟา แขนยาวพาดกับพนักพิงแล้ววางหัวลง โซฟาตัวนี้เป็นตัวที่ผมกับพี่วีใช้ด้วยกันบ่อยๆ ไม่ว่าจะดูหนัง นั่งคุย ทะเลาะกัน หรือแม้แต่…

          “คิดอะไรบ้าๆ”

          “หืม?” พี่วีผงกหัวขึ้นมองเมื่อผมด่าตัวเองเบาๆ

          “เปล่า…”

          “เปล่าอะไร? ทำไมหน้าแดง” พี่วียื่นหน้าพลางพาดตัวผ่านพนักพิงโซฟามาหา

          “เดี๋ยวตก” ผมว่าแล้วผลักพี่มันออก

          “เออ…ก็เป็นห่วงไหม? ลงไปตากแดดมาแล้วหน้าแดง กูก็นึกว่าไม่สบาย” พี่มันพูดพลางดึงแขนผมให้ขยับเข้าไปใกล้

          มือหนาวางลงที่หน้าผากก่อนจะเอามืออีกข้างวางที่หน้าผากตัวเอง พี่วีทำอย่างนั้นอยู่ซ้ำๆ จนเจ้าตัวขมวดคิ้ว ยืดตัวขึ้นนั่งทับส้นบนโซฟาเพื่อให้ตัวสูงเท่ากับผมที่ยืนอยู่

          “อุ่นๆ อ่ะ” ที่มันอุ่นเพราะผมร้อนนี่แหละ

          “มะ…ไม่เป็นไร” ผมว่าแล้วปัดมือพี่มันออก แต่พี่มันกลับจับไว้

          “กูไม่แน่ใจว่ะ ขอวัดดีๆ หน่อย” พี่วีพูดแล้วขยับตัวให้สูงขึ้น หน้าหล่อขยับเข้ามาใกล้แล้วทาบหน้าผากเข้ากับหน้าผาก พี่มันค้างไว้อย่างนั้น ตาคมสำรวจทั่วใบหน้าของผมที่ผมไม่รู้ว่ามันแดงหรือร้อนแค่ไหน ตัวของเราสองคนมีพนักพิงโซฟากั้นอยู่ แต่แค่นั้นไม่น่าจะเป็นปัญหาของพี่วี เพราะพี่มันใช้มือข้างหนึ่งจับมือผมไว้ส่วนอีกข้างโอบเอวผมให้ขยับจนชิดโซฟา

          “พี่…วี…”

          “ไม่น่าจะแดงเพราะเป็นไข้นะ” พี่มันผะออกเล็กน้อยแล้วพูดยิ้มๆ “น่าจะเพราะ…”

          “ไอ้!...”

          “เหี้ย!...” เสียงเปิดปะตูกับเพื่อนอีกสี่ชีวิตที่ยืนอยู่ตรงนั้นทำให้ผมรีบขยับออกห่างจากพี่วี

          “อื้อหือ…เด็ดเลยกู” คำผานว่าแล้วแทรกตัวเข้ามาในห้อง

          “เมื่อวันก่อนไปอยู่กับเขาที่บ้าน วันนี้พาเขาเข้าห้อง แพงมากไหมล่ะเพื่อนมึง” เจมส์หันไปพูดกับวินด์ที่ยืนอ้าปากค้างอยู่

          “พวก…มึง มาทำไมกันวะ” พี่วีเป็นคนถามเพื่อเบี่ยงประเด็น

          “พวกผมน่ะมาหาเพื่อน ส่วนพี่มาอะไร?” เจมส์ถาม

          “ก็…มา…ชวนมาร์คไปดูฟุตบอล ตอนเย็นมีคัดตัว” พี่วีตอบ

          “แค่นั้นโทรมาก็ได้มั้ง…” ฟิวส์ว่าแล้วหรี่ตามอง

          “ก็เออ…นี่ก็มาชวนอ่ะ ไปด้วยกันป่ะ”  พี่วีถามพลางเกาท้ายทอย

          “ไม่ว่างครับ ไอ้มาร์คก็ไม่ว่างเพราะพวกผมต้องทำรายงาน” คำผานว่ายิ้มๆ ผมแอบได้ยินพี่วีพูดว่า *สรุปแล้วมึงอยู่ทีมกูไหม?* พี่มันพูดเบาๆ พลางมองไปที่คำผานกับฟิวส์

          “รายงานเยอะป่ะ” พี่วีหันมาถามผม

          “ก็เยอะ…น่าจะทั้งวัน”

          “รวมทั้งคืนด้วย วันนี้ไม่ว่างแน่ๆ อ่ะพี่วี” ฟิวส์ว่าต่อหลังจากที่ผมตอบเสร็จ

          “เลื่อนคัดดีป่ะวะ” ผมหันขวับกลับไปหาพี่วีทันทีที่ได้ยินพี่มันพูดเบาๆ แบบนั้น

          “มีงานก็ทำงานก่อนสิ เรื่องแค่นี้เอง” ผมบอกดุๆ

          “ก็กูอยากให้มึงไปดู” พี่วีว่า

          “พี่จะไปคัดทีมชาติเหรอ? แล้วได้ข่าวว่าพี่เป็นคนคัดด้วยนี่ จะเอามันไปเพื่อ?” คำผานถาม

          “พวกมึงนี่ก็ขัดกูจัง” พี่วีบ่นเบาๆ

          “ผมบอกแล้วว่าที่ผมเข้าข้างพี่ไม่ได้หมายความว่าจะสนับสนุนให้เพื่อนผมกลับไปหาพี่ง่ายๆ” ฟิวส์บอก พี่วีก็ขมวดคิ้วมองเพื่อนผม

          “ย้อนแย้งไหมฟิวส์?”

          “เหมือนพี่อ่ะ”

          “พอๆ เอางานมาทำ แล้วพี่ก็…รออยู่นี่ก็ได้ ถึงเวลาค่อยไป” ผมห้ามแล้วหันไปบอกพี่วี

          พอผมพูดอย่างนั้นพวกมันก็แยกย้าย พี่วีนอนเล่นโทรศัพท์อยู่ที่โซฟาตัวยาว ส่วนผมกับเพื่อนก็นั่งทำรายานอยู่ด้านล่างตรงพื้นพรม เจมส์กับวินด์ขอตัวออกไปแล้ว พวกมันบอกว่าเมื่อคืนไม่ได้นอนและคนเราต้องนอนแปดชั่วโมง มันเลยจะทบมานอนตอนนี้แทน

          “มึงลองหาจากเล่มนั้นดู เผื่อได้เยอะกว่า” ฟิวส์บอกคำผาน

          “เมื่อคืนกูดูแล้ว มีไม่เท่าไหร่” ผมบอกพวกมัน

          “อ่ะ…งั้นเล่มนี้” ฟิวส์โยนอีกเล่มมาให้ ผมเลยเอามาเปิดดู

          งานที่อาจารย์สั่งก็ไม่ได้ยาก แต่มันจะยุ่งหน่อยก็ตรงหาเนื้อหา พวกผมแยกกันดูและทำไปบางส่วนแล้วตั้งแต่เมื่อคืน วันนี้เราเอามารวมกันและตรวจดูตรงที่เนื้อหายังไม่แน่นพอ ซึ่งเหลืออยู่แค่หัวข้อเดียว

          แรงกดบนหัวทำให้ผมต้องเงยหน้าขึ้นไปมอง เป็นมือของคนที่นอนอยู่วางอยู่บนหัวผมแล้วลูบเบาๆ เหมือนจะให้กำลังใจ พี่วียังนอนเล่นโทรศัพท์อยู่เหมือนเดิม แค่มือข้างหนึ่งวางอยู่บนหัวผมก็เท่านั้น แค่นั้นผมยังรู้สึกดี…

          “โอ๊ย! เหลือแค่นี้เนี่ยก็ไม่เสร็จ” ฟิวส์โวยวาย หน้าหล่อๆ ของมันบิดเบี้ยวเหมือนถูกขัดใจ มือก็ขยี้ผมจนฟูฟ่องไปหมด

          “นิดเดียวๆ ใจเย็น ฮึบ!” คำผานพูดให้กำลังใจและปลอบฟิวส์

          “นิดบ้านมึงสิ ตั้งแต่สี่โมงจนบ่ายสองเนี่ย ลงไปกินข้าวแล้วหัวกูยังไม่แล่นอีก” ฟิวส์ว่า

          “ที่ไม่แล่นนี่เพราะมึงโง่เองหรือเปล่า” เสียงทุ้มที่อยู่บนหัวผมดังขึ้น

          “อ้าว…พูดอย่างนี้ก็สวยสิพี่วี”

          “กูหล่อ” พี่วีว่าแล้วขยับตัวลุกขึ้นนั่ง บิดขี้เกียจเล็กน้อยแล้วก้มลงมาดูหนังสือในมือผม ลมหายใจอุ่นๆ รินรดอยู่ข้าแก้ม คางแหลมแทบจะวางอยู่บนไหล่ผม ท่าทางแบบนั้นทำให้เพื่อนผมทั้งสองคนอ้าปากเหวอ

          “พี่ต้องทำขนาดนี้เลยเหรอวะ?” ฟิวส์ว่าแล้วมองพี่วีอย่างกลัวๆ

          “ทำอะไร?” พี่วีเงยหน้าขึ้นมองฟิวส์แต่ไม่ขยับตัวห่างจากผม

          “เล็กๆ น้อยๆ นิดๆ หน่อยๆ ก็เอานะ แค่นี้ก็จะฉวยโอกาสจะเพื่อนผมเหรอ” คำผานว่าแล้วทำหน้ายู่

          “อ้าว…นี่เรียกฉวยโอกาสเหรอ?” คนที่ขยับหน้าเข้ามายิ่งขยับเข้าใกล้อีก จนผมต้องขยับหนี

          “ถอย…”

          “ถอยอะไร? ช่วงนี้คือช่วงเดินหน้า” พี่มันว่าแล้วหันมายิ้มให้ ขนาดไกลๆ ใจผมยังสั่นแล้ว มามองรอยยิ้มหล่อๆ ในระยะประชิดขนาดนี้ใจผมคงยังอยู่ดีหรอก

          “พี่วี…”

          “ครับ?”

          “ไม่ถอยก็ไม่ต้องมาใกล้อีก” ผมว่าเสียงเข้ม

          “โอเคๆ ยอมครับ” พี่วียกมือขึ้นระดับอกแล้วกลับไปนั่งที่โซฟาดีๆ

          “กูเห็นแล้ว คนกลัวเมียทุกศักราช” ฟิวส์ว่าแล้วมองไปที่พี่วี

          “กลัวอะไร? กูทีมพ่อบ้าน” พี่มันว่าแล้ววางมือบนหัวผมเหมือนเดิม

          “แตะนิดแตะหน่อยก็เอา” คำผานว่าเอือมๆ

          “ก็กูอยากได้นานแล้วอ่ะ” พี่วีตอบ

          “พอได้ยัง?” ผมเงยหน้าขึ้นไปถามพี่วี

          “พอครับ” พี่มันตอบแล้วยิ้มให้ผม

          พี่วีพิงหลังเล่นโทรศัพท์ต่อและปล่อยให้ผมกับเพื่อนได้ทำงานต่อ เราเลือกที่จะหาเอกสารออนไลน์แต่มันก็ช่วยได้ไม่มาก ฟิวส์เริ่มบ่นอีกครั้ง และคำผานก็เริ่มเดินรอบห้องเพื่อหาของกิน

          “ทำไมตรงนี้ยากจังวะ” ฟิวส์ว่า

          “บ่นอะไรกัน ไหนดูหน่อย” พี่วีว่าแล้วก้มลงมาดูหนังสือกับผมอีกรอบ

          “ดูคราวนี้ให้มันมีอะไรได้บ้างนะพี่” ฟิวส์ว่าแล้วมองหน้าพี่วี

          “กูจะบอกตั้งแต่ก้มลงมาดูครั้งที่แล้วแล้วว่ากูเคยทำหัวข้อนี้” พี่วีว่า

          “แล้วทำไมเพิ่งบอก” ผมหันกลับไปถาม หงุดหงิดนิดหน่อยแต่ก็พอจะควบคุมได้

          “หมั่นไส้มัน” พี่วีตอบผมแต่มองไปที่ฟิวส์

          “พี่นี่…”

          “อย่าเพิ่งบ่นครับ ถ้ากูบอกนี่จะไปดูบอลกับกูป่ะ” หลอกล่ออีกแล้ว…

          “มันจะไม่เสร็จ” ผมบอกพี่วีเสียงนิ่ง

          “ถึงบอกตอนนี้พวกมึงก็ยังทำไม่ได้อ่ะ หนังสือมันมีเล่มเดียว” พี่วีบอก

          “อ้าว…อยู่ที่ไหนอ่ะ ผมว่าผมหาทั่วแล้วนะ หอสมุดกลางก็ไปมาแล้ว” คำผานว่า

          “เป็นของอาจารย์ที่สั่งนี่แหละ แกเหลืออยู่เล่มเดียวด้วย ปีที่พวกกูทำพวกกูก็ไปขอยืมแก” พี่วีบอก

          “อาจารย์ยุพินอ่ะนะ?”

          “อือ” พี่มันพยักหน้า “หนังสือก็อยู่ที่ห้องแกอ่ะ ต้องไปยืมเอา”

          “แล้วทำไมเพิ่งมาบอกวะ ให้บ่นให้ทำอยู่ตั้งนาน” ฟิวส์ว่าแล้วพับหนังสือ

          “กูบอกแล้วว่าหมั่นไส้มึง” พี่วีตอบหน้าตาย

          “เฮ้อ~ เดี๋ยววันจันทร์ค่อยไปยืมอาจารย์แล้วกัน” ผมว่าแล้วบิดขี้เกียจ

          “เหนื่อยไหม?” พี่วีก้มลงมาถาม ผมก็พยักหน้าตอบ “นวดให้ป่ะ” ไม่รอคำตอบ ฝ่ามืออุ่นๆ ก็วางลงบนไหล่ พี่วีค่อยๆ นวดจนผมรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น

          “โอ๊ย! กูก็เมื่อยอ่ะฟิวส์”

          “ให้กูเหยียบป่ะ?” ฟิวส์ถามแล้วชี้ลงไปที่เท้าตัวเอง

          “มึงอ่ะ…เอาแบบนั้นสิ” คำผานว่าแล้วชี้มาที่ผม

          “มาเป็นเมียกูสิ” ฟิวส์ว่า

          “ไหนบอกจะเอาผัว” ผมถามหันไปถามมัน “อยากได้ผู้ชายแบบทศกัณฐ์ไง” ผมบอกสิ่งที่มันเคยพูดไว้

          “กูไม่ได้ชื่อบาร์ครับ หาอีกกี่ชาติถึงจะได้อย่างไอ้หมอ หรือมึงคิดว่ามึงจะหาได้?” ฟิวส์ถามผมกลับ

          “ก็ไม่…” ผมตอบแล้วเบ้หน้าเมื่อคิดถึงความหวานปานน้ำอ้อยของคู่ทศรา

          “ไม่ต้องไปอยากได้หรอกหมอ แค่วิศวะหล่อๆ ก็พอจะดูแลมึงได้แล้ว” คนที่เงียบไปนานพูดขึ้น ทั้งห้องก็เงียบลงแล้วมองไปที่พี่วีคนเดียว แรงบีบที่เคยกดลงบนไหล่หายไป แทนที่ด้วยมือที่กำลังเย็นและหูที่กำลังขึ้นสีของพี่วี

          “แบบนี้ก็ได้เหรอวะ?” คำผานถาม

          “ละ…แล้วได้ป่ะล่ะ?” เสียงตะกุกตะกักของพี่มันทำให้ผมขำอยู่ในใจ

          “ได้ป่ะมาร์ค?” ฟิวส์ถามซ้ำ

          “ก็…พอได้อยู่”

#กลรักวีมาร์ค

อยู่ระหว่างการทำเล่มและตรวจคำผิด แป้งจึงจะทยอยลงตอนที่ตรวจคำผิดแล้วเรื่อยๆ นะคะ

สามารถสั่งจองหนังสือได้ที่

เพจเฟซบุ๊ก : faddist

ทวีตเตอร์ : @pflhzt

Line ID : @hzn1709t

ความคิดเห็น