ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ที่สุดคือความเจ็บปวด (100%)

ชื่อตอน : ที่สุดคือความเจ็บปวด (100%)

คำค้น : กลรักวีมาร์ค กลรักรุ่นพี่ วีมาร์ค ดราม่า วายมหาลัย love Mechanics

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 364.9k

ความคิดเห็น : 306

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ธ.ค. 2560 00:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ที่สุดคือความเจ็บปวด (100%)
แบบอักษร

** **

** **

** **

** **

-****22-

ที่สุดคือความเจ็บปวด

**[**Mark Masa]

          ผมนอนพลิกตัวโง่ๆ อยู่บนเตียง เตียงที่ผมไม่ได้นอนมาตั้งหลายเดือน มองไปรอบๆ ห้องที่ไม่ได้อยู่นานแต่ก็ยังรู้สึกคุ้นเคย พลิกไปทางซ้ายแล้วมองไปที่โทรศัพท์ ผมเพิ่งเปิดเครื่องเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนเพื่อขอให้ที่บ้านไปรับที่สนามบิน แจ้งเตือนที่บอกว่ามีคนโทรเข้า ข้อความจากไลน์และจากแชทเฟซบุ๊กยังอยู่เหมือนเดิม ผมเคยคิดจะเปิดอ่านแต่ตอนนี้ใจผมยังไม่แข็งพอ ขอกลับมาหลบอยู่ที่นี่ ที่ที่ผมไม่ค่อยชอบแต่มันปลอดภัย

          ที่บ้านของผม

          ผมกลับมาตอนเช้ามืด ขอให้ไอ้เจมส์มาส่งที่สนามบิน มันไม่ได้พูดอะไรกับผมแค่บอกว่าพี่วีก็หนักมากไม่ต่างกัน แต่ตอนนั้นผมยังไม่ได้คิดอะไร ไม่ใช่ไม่อยากคิด…แต่ผมคิดไม่ออก

          การที่ได้เห็นคนของเราไปยืนจูบกับอดีตของเขามันเจ็บปวดมากนะ ถ้าเป็นผู้ชายคนอื่นหรือผู้หญิงคนอื่นผมยังพอจะคุยและทำใจได้ แต่นี่คนที่เขาเคยรักมากๆ เลยนะ รักจนแทบจะมองไม่เห็นผมเลยด้วยซ้ำ ขนาดเสนอหน้า เสนอตัวหรือเสนอไปทุกอย่างแล้ว ผู้หญิงคนนั้นยังมีอิทธิพลต่อพี่มัน ผู้หญิงคนเดียวที่ผมไม่กล้าสู้ ผู้หญิงคนเดียวที่ผมพร้อมจะยอมแพ้

          ไม่รู้ว่าผมร้องไห้หนักแค่ไหน รู้แค่ว่าใจมันปวดสุดๆ ตอนที่เห็นเขาจูบกัน ก้อนเนื้อข้างซ้ายที่หนักสามร้อยกรัมนี่มันมีไว้แค่สูบฉีดเลือดอย่างที่ทศกัณฐ์ว่าจริงๆ เหรอ ทำไมตอนนั้นผมรู้สึกเหมือนมีเข็มเป็นพันพร้อมใจกันทิ่มลงมาที่หัวใจ

          “มาสะคะ ตื่นหรือยังลูก ไปกินข้าวกัน” ผมหันไปมองที่ประตู เสียงของแม่ทำให้ผมหลุดออกจากระบบความคิดเมื่อสักครู่นี้ ผมยิ้มบางๆ แล้วลุกขึ้นมองสภาพตัวเอง อย่าถามว่าตื่นหรือยัง ให้ถามว่าได้นอนไหม? จะตอบง่ายกว่า

          “ผมไม่หิวครับแม่”

          “มาสะ แม่คิดถึงนะลูก มาแล้วนอนอยู่ห้องเฉยๆ ไม่ได้นะ” ผมถอนหายใจก่อนจะยกมือขึ้นเสยผมไปด้านหลังแล้วเดินออกไปเปิดประตูให้แม่

          “ผมยังเหนื่อยอยู่เลยครับแม่” ผมบอกแล้วมองอ้อนคนเป็นแม่

          “อ้อนแม่อย่างนี้ต้องมีอะไรแน่ๆ เลย” แม่หรี่ตามองผมก่อนจะมองมานิ่งๆ “บอกแม่สิคะมาสะ” สีหน้าที่แสดงออกว่ากังวล น้ำเสียงที่อ่อนโยนพร้อมกับแววตาที่ทอดมองมาอย่างเป็นห่วงทำให้ผมรู้สึกร้อนที่ตา

          “แม่…” ผมเรียกคนที่อยู่ตรงหน้าก่อนจะเข้าไปสวมกอด “ผมเจ็บอีกแล้ว”

          ทุกสิ่งที่ผมทำ ทุกอย่างที่ผมเป็นแม่ผมรู้ด้วยตลอด แม่รู้ถึงรสนิยมและท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร ผมแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่สนใจผู้หญิงตั้งแต่มัธยม แม่ผมยอมรับมันได้และคอยดูแลผมอยู่ตลอด ดังนั้นไม่ว่าผมจะไปไหนกับใครแม่ก็จะรู้ แต่ครั้งนี้แม่ไม่รู้ เพราะผมอยู่ไกลแม่ เพราะผมไม่ได้คิดถึงแม่มากเท่าเดิม

          “เจ็บมากไหมลูก? ไม่เป็นไรนะ มาสะมีแม่อยู่นะคะ” แม่ลูบหัวผมแล้วพูดปลอบ

          “คิดถึงที่สุดเลยครับ” ผมว่าก่อนจะหอมแก้มคนตรงหน้าแล้วผละออกมา

          “จะเล่าไหมเด็กดี” แม่ยื่นมือมาเกลี่ยแก้มผมแล้วถามเบาๆ

          “ไม่ใช่ตอนนี้ครับ ผมไม่ยังไม่อยากพูดถึง” ผมตอบแล้วยิ้มให้แม่ ไม่ได้อยากทำให้ท่านเป็นห่วง ไม่อยากให้ท่านไม่สบายใจ แต่ไม่พร้อมจะพูดเรื่องราวของคนคนนั้นในตอนนี้จริงๆ

          “ถ้าอย่างนั้นไปกินข้าวนะคะ พ่อเขารออยู่นะ” ผมเลิกคิ้วขึ้นมองเมื่อแม่บอกว่าพ่อรออยู่ ท่านยิ้มให้ผมบางๆ ก่อนจะพยักหน้าให้ ผมเลยเดินตามลงไป

          ห้องรับประทานอาหารเป็นห้องที่ผมไม่ชอบที่สุดในบ้านเพราะผมต้องเจอพ่อ ประมุขของบ้านมองตรงมาที่ผม หน้าท่านยังนิ่งและแววตายังเหมือนเดิม แววตาที่ไม่มีความรู้สึกยังคงเป็นแบบเดิม และผมก็ทำหน้าแบบทุกครั้งที่เคยทำเวลาเจอท่าน

          “พ่อสวัสดีครับ” ผมยกมือขึ้นไหว้และทักทายด้วยน้ำเสียงโทนเดียว ท่านแค่พยักหน้าให้ผมเท่านั้น

          เกิดความเงียบขึ้นเมื่อผมนั่งลง พ่อเริ่มรับประทานอาหารตรงหน้าเงียบๆ ไม่ต่างจากผม มีแค่แม่ที่มองมาด้วยสายตาที่เป็นห่วงเหมือนเดิม มันคือสิ่งที่เคยเป็นอยู่ทุกวันและมันเริ่มเป็นหนักขึ้นเมื่อผมบอกพ่อว่าจะไปเรียนต่างจังหวัด ปกติผมกับพ่อก็ไม่ได้สนิทกันอยู่แล้ว พอท่านรู้ว่าผมจะไปเรียนที่ไหนและเรียนเกี่ยวกับอะไรท่านยิ่งเย็นชากับผมมากกว่าเดิม

          “มาสะจะอยู่กี่วันคะ แม่จะทันหายคิดถึงไหมเอ่ย” เสียงหวานของคนข้างๆ เอ่ยขึ้นพร้อมกับเนื้อปลาที่วางลงจานผม ผมหันกลับไปยิ้มให้แม่ก่อนจะตอบท่านตามที่ตั้งใจไว้

          “ผมว่าจะอยู่สักสองสามวันครับ ผมหยุดแค่ไม่กี่วันเอง”

          “ถ้าวันหยุดจะน้อยขนาดนั้นก็ไม่น่าจะเสียเวลามานะ” เสียงทุ้มของคนที่นั่งหัวโต๊ะดังขึ้น หางตาผมเหลือบเห็บว่าแม่เงยหน้าขึ้นมองแต่ผมกำลังกำช้อนแน่นกว่าเดิม

          “คุณคะ ไม่แขวะลูกสักครั้งได้ไหม?” แม่พูดกับพ่อ น้ำเสียงไม่ได้บอกว่าไม่พอใจแต่ท่านกำลังขอร้อง

          “ผมไม่ได้แขวะ ผมแค่พูดความจริง ที่นั่นมันไกลนี่ กว่าจะมานี่ได้ก็คงลำบาก”

          “พ่อครับ” ผมเงยหน้าขึ้นสบตาก่อนจะเรียกพ่อเสียงนิ่งๆ ท่านก็มองกลับมานิ่งๆ เหมือนกัน

          “อย่าทะเลาะกันนะคะ ลูกเพิ่งมาถึงคุณก็อย่าทำให้ลูกลำบากใจเลย” แม่บอกกับพ่อ

          “ถ้ามันไม่ลำบากใจมันไม่มาหาเราหรอกคุณหญิง ไงล่ะคราวนี้…ใครทำอะไรมาอีก” เหมือนมีอะไรสักอย่างตบเข้าที่หน้าจนมันชา ผมไม่ได้ตอบอะไรแค่มองพ่อเหมือนเดิม

          “ลูกลำบากลูกก็มาพึ่งเรา ก็ถูกแล้วนี่คะ” แม่บอก

          “มันจะถูกกว่านี้ถ้าลูกชายตัวดีของคุณทำอย่างที่ผมบอก บอกให้เรียนที่นี่แล้วทำไมไปเรียนตั้งไกล บอกให้เป็นนักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติทำไมไปเรียนอะไรก็ไม่รู้” พ่อเริ่มพูดในสิ่งที่ผมเคยอธิบายไปแล้ว ก่อนไปเรียนเรื่องนี้เป็นปัญหาหนักมากของครอบครัวเรา ไม่ใช่ผมไม่ชอบว่ายน้ำแต่ผมไม่อยากทำเป็นอาชีพ ผมชอบที่จะเรียนวิศวะมากกว่า

          “ผมชอบของผมครับ” ผมตอบท่านนิ่งๆ ไม่อยากอธิบายอะไรมากมายอีกแล้ว

          “เพราะคำว่าชอบของแกนั่นแหละแกเลยเป็นแบบนี้” พ่อว่าแค่นั้นก่อนจะลุกออกไป ผมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ รู้สึกได้ว่ามือของแม่วางไว้บนหัว ผมหันมองคนข้างๆ อีกครั้งก่อนจะยิ้มบางๆ ให้เธอ

          “พ่อเขาเป็นห่วงลูก เขาไม่อยากให้ลูกลำบาก” เสียงหวานบอกกับผมช้าๆ

          “อยู่ที่นั่นผมไม่ได้ลำบากอะไรครับแม่ ที่อยู่ก็สะดวกสบาย มีเจมส์กับวินด์เป็นเพื่อน ผมเรียนสนุกด้วย” ผมตอบแม่กลับ มื้ออาหารเช้าของเราคงจะจบลงเท่านี้ เพราะผมเองก็กินอะไรไม่ลงและแม่ก็วางช้อนเรียบร้อยแล้ว

          “แล้วสีหน้าแบบเมื่อเช้าคืออะไรคะ” แม่ถามผมก่อนจะหันไปมองแม่บ้าน พี่เขาเข้ามาเก็บจานบนโต๊ะส่วนผมหันออกไปมองสวนข้างบ้านผ่านกระจกใส “ไปคุยกันที่สวนไหม? ลูกชอบที่นั่นนี่” แม่หันมาชวนผมเลยพยักหน้าก่อนจะเดินนำแม่ออกไป

          บ้านของผมเป็นแบบสมัยใหม่ ถึงแม้ว่าแม่จะเป็นผู้ดีเก่าหรือพ่อจะเป็นลูกเสี้ยวญี่ปุ่นแต่พวกท่านกลับชอบบ้านแบบนี้ ผมขอที่ข้างบ้านฝั่งหนึ่งเป็นสวนหย่อมส่วนอีกข้างพ่อทำเป็นสระว่ายน้ำ สวนของผมยังสวยเหมือนเดิม แม่ผมคงดูแลมันดีมากๆ ตอนที่ผมไม่อยู่ ผมชอบสีเขียวของใบไม้เพราะมันทำให้ผมรู้สึกดีเวลาที่ได้มอง ผมชอบกลิ่นของดินเพราะมันทำให้ผมรู้สึกสดชื่นเวลาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และผมก็ชอบพี่วี ไม่มีเหตุผลแต่ผมชอบเขามาก มากกว่าสวนของผมเสียอีก

          “มาที่นี่แล้วเมินแม่ทุกที” เสียงที่ดังตามหลังมาทำให้ผมหันกลับไปมอง แม่เดินมาพร้อมกับแก้วใบหนึ่งที่ข้างในน่าจะเป็นนมหรืออะไรสักอย่าง แม่คนเดียว…ผมกลับมาที่นี่ก็เพราะแม่คนเดียว มีแค่แม่ที่รู้ว่าตอนนี้ผมรู้สึกอย่างไร

          “ขอบคุณครับ” ผมรับแก้วใบนั้นมา ข้างในเป็นนมอุ่นๆ ที่ผมชอบดื่มมาแต่ไหนแต่ไร ยกมันขึ้นจรดริมฝีปากแล้วคิดถึงครั้งที่กลับจากเสม็ด ตอนนั้นผมอยู่บนรถ ผมหิวและพี่มันมีขนมกับนม ไม่ได้หรูหรา ไม่ใช่นมที่แม่ชงให้แต่ไม่รู้ทำไมผมถึงรู้สึกอิ่ม

          “ทำไมไม่ดื่มล่ะลูก แม่รู้ว่ามาสะกินข้าวไม่อิ่ม” ผมเงยหน้าขึ้นเมื่อรู้ตัวว่าค้างอยู่แบบนี้นานไปแล้ว ยิ้มให้แม่นิดหน่อยก่อนจะดื่มนมรสชาติดีเข้าไป

          “ผมก็ไม่ได้หิวอยู่แล้วครับ” ผมลดแก้วลงหลังจากดื่มไปได้ครึ่งหนึ่ง แม่เดินเข้ามาหาแล้วยกมือขึ้นเช็ดคราบนมออกให้ผม

          “อย่าคิดมากเรื่องคุณพ่อนะคะ เขาเป็นห่วงลูกมากก็เท่านั้นเอง” แม่บอกผมแล้ววางมือลงบนไหล่

          “ผมเข้าใจพ่อนะ แล้วผมก็อยากให้พ่อเข้าใจผม”

          ผมรู้ว่าผมเป็นลูกชายคนเดียว เรื่องรสนิยมของผมมันเป็นสิ่งที่พ่อกับแม่ไม่น่าจะรับได้ โชคดีที่แม่เข้าใจผมท่านเลยอยู่ข้างผมมาตลอด แต่โชคร้ายที่ผมโดนพ่อต่อต้าน ผมเคยนึกอิจฉาทศกัณฐ์ที่ครอบครัวมันโอเคกับมันทุกอย่าง เคยคิดว่าถ้าผมรักกับพี่บาร์จริงๆ ก็คงจะลำบาก แต่ตอนนี้ผมรู้แล้ว ไม่ว่าผมจะรักใครผมก็ลำบาก ยิ่งพอคิดถึงหน้าพี่วียิ่งมองไม่เห็นทาง ทั้งครอบครัวเขา ทั้งพ่อของผม บางทีมันอาจจะดีที่เรื่องของเราจบลงแบบนี้ ไม่ต้องให้พี่มันผูกพันมากกว่านี้ ไม่ต้องให้พี่มันได้รักผม

          ให้ผมตัดใจเพราะเขาไม่รักดีกว่ารักแล้วถูกบังคับให้แยกกัน

          “ไม่มีอะไรจะเล่าให้แม่ฟังจริงๆ เหรอคะ” แม่ถามแล้วนั่งลงบนเปลสาน ผมถอนหายใจออกมาก่อนจะหมุนตัวตามแม่ไป

          “ผมชอบคนคนหนึ่งครับ” ผมก้มลงมองคนเป็นแม่ที่รอรับฟังอยู่ ค่อยๆ พูดออกไปเบาๆ แม่ผมก็พยักหน้าตาม

          “ชอบเขามากเลยเหรอคะ มาสะไม่เคยเครียดเรื่องพวกนี้นี่นา ชอบก็แค่บอกเขาไงคะเด็กดี” แม่ยื่นมือมาจับมือผม เธอดึงผมเข้าไปหาก่อนจะกระตุกมือให้ผมนั่งลงข้างเธอ

          “ผมอาจจะรักเขาแล้ว” ผมว่าเบาๆ มองมือของแม่ที่กุมมือผมอยู่ ผมรู้สึกอบอุ่นถึงแม้ว่ากำลังเล่าเรื่องที่ทำให้ใจผมหนาวเหน็บ แค่มีมือคู่นี้กุมมือผมไว้ใจผมก็รู้สึกอุ่นขึ้นมา มันเหมือนตอนที่ผมไม่มีใครแล้วพี่วีเดินมาจับมือผมไว้ ความรู้สึกคล้ายๆ กันแต่ตอนนี้มั่นคงกว่า ชัดเจนกว่า และรู้สึกได้มากกว่าว่าแม่จะไม่ปล่อยมือผมไป

          “แล้วยังไงคะ เขาไม่รักมาสะของแม่เหรอ?” แม่เอียงคอถาม

          “เขาบอกว่าชอบผม” ผมตอบออกไปแบบนั้น นั่นทำให้แม่ผมขมวดคิ้ว ปากสวยขบเข้าหากันเหมือนที่ผมชอบทำเวลาใช้ความคิด

          “ครอบครัวของเขาไม่ชอบมาสะเหรอคะ?” แม่ถามพลางเหลือบตามองผม ผมแค่นยิ้มออกมาก่อนจะมองไปยังต้นไม้ข้างหน้า

          “นั่นก็ใช่ครับ…แต่ปัญหาใหญ่ๆ คือเขารักแฟนเขามากกว่าผม”

          “มาสะ!” แม่หันขวับกลับมาหาผม ตาสวยเป็นประกายวาบเพราะความตกใจ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นมองดุผม

          “แม่บอกแล้วไงว่าลูกจะเป็นยังไงแม่ไม่ว่า ลูกจะชอบใครแม่ก็ชอบด้วยแต่ต้องไม่ใช่คนที่มีแฟนแล้ว” แม่ผมบอกออกมา คล้ายว่าท่านจะโมโหแต่ท่านคงสงสารผมมากกว่า แม่ไม่เคยซ้ำเติมผมอยู่แล้วไม่ว่าผมจะเป็นอย่างไรก็ตาม

          “ผมรู้แล้วนะว่าทำไมแม่ถึงบอกผมแบบนั้น”

          ผมเคยชอบคนคนหนึ่งแต่เขามีแฟนแล้ว ผมยังไม่ทันได้เข้าไปจีบหรอก ตอนนั้นก็ยังเด็กอยู่ด้วย ผมมาคุยกับแม่ แม่บอกเด็ดขาดว่าให้เลิกชอบ จะแค่อยากได้หรือจะจริงจังก็ต้องเลิก ตอนนั้นผมโวยวายจะไม่ยอม แต่เพราะแม่จริงจังกับเรื่องนี้มาก ผมเลยไม่เข้าไปจีบ เขาเป็นรักแรกของผม รักแรกที่มีคนรักอยู่แล้วและผมยอมที่จะไม่เข้าไปแยกพวกเขาออกจากกัน

          ต่างจากตอนนี้…

          “มาสะ…มันไม่ใช่แค่เรื่องผิดบาปแบบที่แม่สอนตอนเด็กๆ นะลูก ที่สุดของการรักคนมีเจ้าของคือความเจ็บปวด” แม่บอกแล้วยกมือขึ้นโอบไหล่ผม

          ผมค่อยๆ ปล่อยน้ำตาให้มันไหลออกมาช้าๆ ไม่ได้อยากร้องไห้อีกหรอกแต่ผมทนไม่ไหวจริงๆ ผมแนบหัวลงกับไหล่ของแม่ก่อนจะค่อยๆ ปล่อยเสียงสะอื้นออกมา

          “ผมเจ็บครับแม่” ผมโอบเอวแม่แล้วซุกหน้าลงกับไหล่ แม่เองก็ยกมือขึ้นมาลูบหลังผม คำปลอบโยนและคำให้กำลังใจพรั่งพรูออกจากปากสวย มันช่วยผมได้มากแต่คำว่าเจ็บมันยังติดหูผมอยู่

          “เลิกได้ไหมลูก ถ้าเขาไม่เลิกรักคนของเขาลูกก็เลิกรักเขา ได้ไหมคะ?” แม่ดันผมเบาๆ ผมยอมผละออกจากอ้อมกอดอบอุ่นนี่แล้วมองสบตาแม่ ตาสวยแดงก่ำเพราะกลั้นน้ำตาเอาไว้ มือขาวสั่นๆ ยื่นมาที่หน้าของผม นิ้วเรียวสวยค่อยๆ เกลี่ยน้ำตาออกให้ผม

          “แม่ครับ…”

          “แม่ไม่เคยทำให้ลูกร้องไห้สักครั้ง แล้วเขาเป็นใครมาทำให้ลูกของแม่เจ็บปวดขนาดนี้” แม่พูดด้วยเสียงสั่นๆ ซึ่งคำพูดพวกนั้นมันทำให้น้ำตาผมไหลลงมาอีก

          “ฮึก…ผม…”

          “อย่าให้เขามามีอิทธิพลได้ขนาดนี้สิลูก อย่าให้เขาทำร้ายลูกของแม่ได้ขนาดนี้” ผมปล่อยน้ำตาให้ไหล ฟังแม่กล่าวโทษให้พี่วีเงียบๆ ความจริงผมก็มีส่วนผิดแต่แม่ไม่ได้ว่าอะไรผมเลย ผมรู้ว่าแม่ตามใจและโอ๋ผมมากเกินไป ผมรู้ว่ามันไม่ดีที่แม่ทำแบบนี้แต่ผมกลับรู้สึกดี ทุกครั้งที่แม่ปลอบ ทุกครั้งที่แม่เอาใจผมรู้สึกเหมือนว่าโลกทั้งใบมันเป็นของผม แต่ไม่ใช่ครั้งนี้ ครั้งนี้ที่แม่ปลอบผม ผมรู้สึกเหมือนโลกใบนั้นของผมกำลังจะพัง

          “ผมขอโทษครับแม่…” ผมยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาแล้วสบตากับดวงตาคู่สวย “ผมรู้สึกเหมือนผมจะเลิกรักเขาไม่ได้เลย”

          “มาสะ…”

          “ผมพยายามหลายครั้งแล้วแต่มันก็กลับไปเป็นเหมือนเดิมทุกที ครั้งนี้ผมกลับบ้านผมคิดว่ามันจะช่วยอะไรได้บ้าง อย่างน้อยได้กอดแม่ผมก็คงลืมกอดของเขา ได้ยินเสียงพ่อบ่นก็คงจะเลิกคิดถึงเขา แต่มันไม่ใช่เลย…ขนาดตอนนี้ผมยังคิดถึงเขาอยู่เลย” เสียงผมมันแหบแห้งแทบเปล่งออกมาไม่ได้ แต่แม่ของผมกลับฟังมันออกทุกคำ มือสวยยื่นมาหาผมอีกครั้งก่อนจะยกขึ้นลูบหัว

          “ลูกไม่ควรถลำลึกขนาดนี้ ตอนนี้ทางที่ดีที่สุดคือลูกต้องลืมเขา” มันไม่ง่ายเลย ทางที่ดีที่สุดที่แม่บอก มันไม่ใช่ทางที่ผมจะทำได้ง่ายๆ เลย

          ผมอยู่บ้านได้สองสามวันแล้ว เวลามันผ่านไปเร็วมากแบบที่ผมเองก็ไม่ทันได้คิดถึง ความรู้สึกและอารมณ์ของผมมันยังเหมือนเดิม จะว่าเจ็บก็ยังเจ็บเหมือนเดิม ทรมานเหมือนเดิม แต่ที่มันมากกว่าเดิมก็คือการคิดถึงเขาทั้งๆ ที่ไม่ควรคิด ทั้งๆ ที่คิดแล้วเจ็บปวด แต่ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงคิด

          วันหยุดของผมกำลังจะหมดไปและภาคเรียนใหม่กำลังขยับเข้ามา การเปิดภาคเรียนใหม่ทำให้ผมต้องกลับไปเรียน แน่นอนว่าผมต้องเจอพี่วี ถึงจะหลบหน้าหรือหลีกเลี่ยงอย่างไรก็ต้องเจอ โลกมันชอบกลมเวลาที่เราอยากให้มันแบน ในเมื่อมันเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่ดีที่สุดคือผมต้องตั้งรับและปรับตัวเองให้ได้

          ทุกๆ อย่างกำลังจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม เหมือนตอนที่พี่วีไม่ได้รู้สึกอะไรกับผม

          ผมหยิบโทรศัพท์ที่วางทิ้งไว้โง่ๆ ตั้งสองสามวันมาเสียบสายชาร์จ พอหน้าจอสว่างบอกว่าพร้อมใช้งานอะไรหลายๆ อย่างก็เด้งขึ้นมา อันดับแรกเลยคือข้อความ จากนั้นก็เป็นแจ้งเตือนสายโทรเข้า มีทั้งฟิวส์ ทั้งคำผาน เจมส์ก็ด้วย พี่เหนือ พี่ยี่หวา และสุดท้าย…ของพี่วี ผมเลือกที่จะปัดข้อความและแจ้งเตือนเหล่านั้นทิ้ง ยังไม่อยากที่จะพูดถึงเรื่องที่ผ่านมากับคนเหล่านี้สักเท่าไหร่ รู้ว่าเขาเป็นห่วงห่วง แต่ยังทำใจพูดถึงไม่ได้จริงๆ

          ไม่รู้ว่าเป็นบ้าอะไร อยู่ดีๆ ผมก็อยากรู้ความเคลื่อนไหวของเขา นิ้วมันเลื่อนเพื่อต่อสัญญาณอินเตอร์เน็ต ก่อนที่จะได้กดเข้าแอปพลิเคชันเพื่อเช็กเรื่องราวของพี่วี แจ้งเตือนมากมายก็เด้งเข้ามาจนผมต้องขมวดคิ้ว มันไม่น่าจะมีคนอยากรู้เรื่องของผมมากมายขนาดนี้นะ

pVnn

yesterday

กลับมาได้ไหม? ให้อภัยกันอีกสักครั้ง อย่าเพิ่งเปลี่ยนใจเลยนะ ขอโอกาสพูดคำหนึ่งคำที่มันตรงใจเรา #หวังว่าเธอจะยังใจเดิม

2,167 Likes 109 Comments

Yiwaa : มึงมันโง่ pVnn

U unun : สู้นะเพื่อน

Pond pawee : แย่กว่าครั้งเดิมอีก

          Bar Sarawut : มาหากู pVnn

          คอมเมนต์ล่าสุดที่ผมเห็นคือของพี่บาร์ ผมไม่ได้กดเข้าไปเพื่ออ่านต่อหรือดูเพิ่มเติม ใจผมมันกระตุกกับคำอ้อนวอนนั้น เสียงและหน้าตาของพี่วีมันเด่นชัดขึ้นมาทันทีที่ได้อ่าน ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าเขาหมายถึงผมหรือคนของเขา แต่ใจบาปๆ ของผมมันกลับคิดเข้าข้างตัวเอง

          ผมแค่แอบหวังว่าพี่วีจะนึกถึงผมบ้าง แค่อยากให้พี่เขามองเห็นแววตาของผมบ้าง แค่นึกถึงใจผมบ้าง แต่มันคงเป็นไปไม่ได้เพราะทั้งหมดทั้งมวลของเขามันคือผู้หญิงคนนั้น คนที่อยู่ในสายตาเขาตลอด คนที่เขายังรู้สึกด้วยทุกเวลาและคนที่อยู่ในใจเขาเสมอ แม้ว่าพี่วีจะมีผมหรือคนอีกมากมายที่พร้อมจะเป็นของเขาแต่เขายังมั่นคงที่พี่พลอยตลอด  

          Rrrr~

          ผมก้มลงมองโทรศัพท์ที่ส่งเสียงดังรบกวนระบบความคิดของผม ชื่อของเจ้าของสเตตัสเมื่อสักครู่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ ใจผมกำลังสั่นระรัว มือข้างขวากำลังจะกดรับ แต่เสียงแม่มันดังขึ้นมาในหัว

          “ลูกไม่ควรถลำลึกขนาดนี้ ตอนนี้ทางที่ดีที่สุดคือลูกต้องลืมเขา”

          ง่ายจะตาย…แค่ปล่อยให้โทรศัพท์มันดังพร้อมกับปล่อยให้น้ำตามันไหล ก็แค่นั้นเอง…

          ผมลุกออกมาสูบบุหรี่ มองจากระเบียงห้องข้างล่างคือสวนของผม สีเขียวชอุ่มของใบไม้ทำให้ใจผมสงบกว่าเดิม การได้สูดเอาลมเย็นๆ เข้าปอดให้ลึกและปล่อยออกมาจนสุดมันทำให้ผมผ่อนคลายมากขึ้น ปล่อยเรื่องทุกสิ่งทุกอย่างให้จางหายไปเหมือนควันสีขาวๆ เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าแล้วพ่นควันออกมาอีกครั้ง มันยากเหลือเกินกับการตัดใจ

          ผมเดินออกจากห้องโดยไม่หันไปสนใจโทรศัพท์ แม้ว่ามันจะกะพริบถี่ๆ และสั่นไม่หยุดแต่ผมก็เดินผ่านมันมา ใจหนึ่งก็อยากจะพูดให้รู้เรื่อง อยากจะบอกว่าเลิกให้มันชัดๆ แต่เอาจริงๆ ก็ไม่กล้าพอ ถึงพูดไปแล้วทุกอย่างจะจบและอาจจะทำให้ตัดใจง่ายขึ้น แต่เชื่อเถอะในใจลึกๆ ของผมมันไม่ได้อยากให้เป็นแบบนั้น

          “มาสะ มานี่เลยลูก ป้าอรกับพี่พลมาหา นี่แม่กำลังจะไปตามพอดีเลย” ผมยังไม่ทันได้ก้าวลงจากบันไดแม่ผมก็เรียกขึ้นก่อน มองไปยังผู้ที่มีศักดิ์เป็นป้ากับอีกคนที่เป็นลูกพี่ลูกน้องแล้วก็ระบายยิ้มตอบบางๆ

          “สวัสดีครับ” ผมยกมือไหว้และกล่าวทักทายหลังจากที่เดินมาถึงพวกท่าน พี่พลส่งยิ้มพร้อมกับเลิกคิ้วให้หนึ่งที เป็นอันรู้กันว่าควรปล่อยให้ผู้ใหญ่รุ่นป้าคุยกันแค่สองคน

          “เจ้าของสวนมาพอดีเลย พี่ไปเจอกล้วยไม้มาอยากขอไปดูสวนสักหน่อยว่าพอจะลงได้ไหม” พี่พลบอกยิ้มๆ

          “ไปสิครับ คุณป้าไม่ว่าใช่ไหม?” ผมตอบพี่พลแล้วหันไปหาคุณป้า

          “ป้าอยากคุยกับหลานแต่หลานจะไปกับพี่พลเหรอคะ” คนสวยทำหน้าเศร้าแล้วเดินมาหาผม

          “คุณนาย…คุยเรื่องเครื่องเพชรกับน้องสาวคุณเถอะครับ ผมจะไปเล่นกับน้องชายผมตามประสาวัยรุ่น”

          “เจ้าพล!”

          พี่พลลากแขนผมออกมาทันทีที่พูดจบ ได้ยินเสียงคุณป้าตะโกนตามกับเสียงหัวเราะของแม่ ผมเดินตามพี่เขามาเร็วๆ พอถึงเก้าอี้ไม้แถวสวนผมเลยหยุด

          “ไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะพี่พล” ผมหันไปว่าคนเป็นพี่

          “จะเด็กจะโตก็น่าเบื่ออยู่ดี มากับคุณนายทีไรกูไม่เคยได้ฟังอะไรที่รื่นหูเลย พูดทีไรก็เพชรกับทอง กูอยากอยู่กับธรรมชาติ” พี่พลลากเสียงคำสุดท้ายยาวๆ แล้วผายมือออก สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนพื้นหญ้า

          แม่พี่พลทำธุรกิจเครื่องเพชร ส่วนพ่อของพี่พลทำเหมือง ตอนนี้พี่เขาเรียนบริหารอีกไม่กี่ปีก็จบแล้ว เราสนิทกันมากเหมือนเป็นพี่น้องกันจริงๆ เพราะคุณป้าเป็นพี่สาวของแม่ผมเราเลยได้รู้จักกันตั้งแต่เกิด

          “เออ…แล้วนี่กลับบ้านทำไม ไหนบอกจะประท้วงท่านพ่อ” พี่พลเงยหน้าขึ้นถามผม

          “คิดถึงแม่” พี่พลเบะปากเหมือนไม่เชื่อเมื่อผมตอบแบบนั้น

          “มีเรื่องชัวร์” พี่พลว่า

          “พี่ไม่คิดว่าผมจะคิดถึงบ้านบ้างอะไรบ้างเหรอ” ผมถามแล้วนั่งลงข้างๆ พี่พล เด็ดเอาหญ้ามาดึงเล่นเพื่อไม่ให้ว่างเกินไป

          “ไม่อ่ะ คนที่รักบ้านมากมายอย่างมึงจะกลับก็ต่อเมื่อเป็นอะไรสักอย่างเท่านั้นแหละ” พี่พลหันมาประชดผม “หรือว่ามึง!...”

          “ผมอะไร?” ผมหันไปถามหลังจากได้ยินเสียงน่าตกใจของพี่พล

          “ติดโรคมา?”

          “พี่บ้า!” ผมผลักหัวคนที่อายุมากกว่าให้ออกห่าง พี่พลยู่หน้าแล้วลูบหัวตัวเอง บ่นผมว่าไม่ใช่เด็กๆ แล้วควรให้เกียรติ์เขานั่นนู่นนี่ตามประสาคนไม่มีเพื่อนคุย

          “พี่เหงามากป่ะเนี่ย” ผมปล่อยพี่พลพูดไปสักพักแล้วค่อยถามขึ้น

          “มากอ่ะมาร์ค มึงไม่อยู่กูต้องตระเวนไปบ้านนั้นบ้านนี้กับคุณนาย ไม่มีข้ออ้างให้หยุดเลยอ่ะ เลิกเรียนเขาก็ให้ฝึกธุรกิจ จะบ้าเหรอ! กูยังไม่พร้อม” พี่มันโอดครวญให้ผมได้ยิ้มขำๆ

          “ก็ดีแล้วป่ะ ฝึกงาน” ผมตอบยิ้มๆ

          “ถ้างานแบบนี้ดีจริงมึงคงไม่ทิ้งกูไปไกลขนาดนั้นหรอก” พี่พลว่าเหมือนจะงอน

          “ไม่ได้ทิ้งเลย สอบติดก็ไป”

          “ตอแหลไปอีก” พี่มันว่าแล้วเบ้หน้าให้ผม

          “ทำไมทุกวันนี้ปากร้าย” ผมหันไปถามคนเป็นพี่ชาย

          “กูก็เป็นของกูแบบนี้” พี่มันหันกลับมาตอบผม

          “แบบนี้สินะถึงไม่มีคนคบ” ผมว่ากลับ

          “หยุดคิดอย่างนั้นครับน้องรัก เพื่อนกูเยอะมาก ไม่เชื่อคืนนี้มึงไปกับกู” พี่พลชวนผมยิ้มๆ

          “แม่ให้ไป?”

          “คุณน้าก็ตามใจมึงอยู่แล้วป่ะ?”  พี่พลเอียงหน้าถาม

          “ผมหมายถึงแม่พี่”

          “แค่มึงบอกว่าไป คุณนายเขาก็แทบจะหารถมาประเคนให้แล้ว ตามใจมึงมากกว่ากูอีกเนี่ย” พี่พลเบะปากว่า

          “เลยจะเอาผมไปเป็นข้ออ้างเพื่อที่พี่จะได้ไปอย่างนั้นสิ”

          “อย่ารู้ทันครับน้องชาย”

          สามทุ่มนิดๆ ผมมาที่ผับกับพี่ชาย เป็นผับของเพื่อนพี่พลนั่นแหละ ผมเคยแอบเข้ามาบ่อยๆ ตอนมัธยมปลายแต่พอแม่จับได้ก็เลยเลิก มันเอาผมมาหย่อนทิ้งไว้ที่บาร์แล้วเดินไปหาเพื่อนที่ชั้นสอง ผมขอตามไปมันก็ห้าม คือเพื่อนพี่มันน่ะเคยเป็นอดีตผม

          เอาจริงๆ แบบไม่อ้อมค้อม เมื่อก่อนผมเยอะพอตัว ทั้งๆ ที่อยู่มัธยมปลายแต่คนคบด้วยไม่เคยขาด ผมคบทีละคนก็จริงแต่ก็คบใครไม่ได้นาน ผมไม่เบื่อเขาก็เบื่อ คนที่นานที่สุดคือตอนที่อยู่ม.5 คนที่ทิ้งผมไป หลังจากนั้นผมก็เลยปล่อยตัว ผมคิดว่าผมเคยชินกับการถูกทิ้งหรือการทิ้งใครสักคนแล้ว แต่พอมาวันนี้ผมรู้เลยว่ายังไม่ใช่

          ผ่านมาเยอะก็ใช่ว่าจะชิน

          “น้องมาร์คของพี่ ดื่มเยอะไปแล้วนะครับ” เสียงสดใสทักทายมาจากทางด้านข้าง ผมเอี้ยวตัวกลับไปมองแล้วกระตุกยิ้มให้พี่แพ็ค เจ้าของผับที่ผมนั่งอยู่

          “คิดถึงพี่แพ็คจังเลย” ผมว่าแล้วยิ้มอ้อน

          “ปากหวาน ดื่มไปกี่แก้วแล้วเนี่ย” พี่เขาเดินเข้ามาแล้วดึงเอาแก้วจากมือผมไปดื่ม

          “ไม่เยอะเลย ยังไม่เมา”

          “แต่ตาแดง” ผมผงะถอยหลังเมื่อพี่แพ็คชะโงกหน้าเข้ามาใกล้

          “ห่างน้องกูเลยครับ น้องกูไม่นิยมแรด” พี่พลดึงคอเสื้อพี่แพ็คออก คนตัวเล็กหันกลับไปหาเพื่อนก่อนจะโวยวาย ผมยิ้มแบบรู้ทันคนเป็นพี่ ผมไม่นิยมแต่พี่ชายผมนิยม

          เราย้ายมานั่งกันที่ชั้นสอง ที่พี่พลมันช้าเพราะรอพี่แพ็คเคลียร์งานเสร็จและจองโต๊ะให้ พี่แพ็คบ่นที่ผมมาแล้วไม่บอกแต่พอโดนพี่พลเอ็ดก็เลยงอนไป

          “อะไรยังไงครับพี่ชาย” ผมหันไปถามคนเป็นพี่เมื่อเจ้าของผับเดินไปสั่งงานลูกน้อง พี่ชายผมมองตามคนตัวเล็กก่อนจะกระตุกยิ้มเบาๆ

          “อย่างที่เห็น” พี่มันตอบสบายๆ พร้อมยักไหล่

          “จริงจังไหม?” ผมถามแข่งเสียงดนตรี

          “ทำไม? เสียดายของ?”

          “ไม่ใช่…” เสียงผมแข็งขึ้นเมื่อพี่พลถามกลับ “พี่แพ็คเป็นคนดี ถ้าจะแค่เล่นๆ ผมว่าอย่าดีกว่า” ผมมองสบตาพี่ชายแล้วพูดจริงจัง

          “ทำไมตอนนั้นพวกมึงเลิกกัน” พี่พลเอนตัวพิงโซฟาถามผม

          “พี่แพ็คขอเลิก” เรื่องของผมกับพี่แพ็คมันผ่านนานแล้วและมันก็ไม่ใช่เวลานาน น่าจะสองเดือนหรือไม่เกินนั้นที่เราคุยกัน สุดท้ายพี่แพ็คบอกว่าไม่โอเคเราเลยตกลงที่ห่างกัน ผมไม่ได้เสียดาย เพราะพอเลิกผมก็มีคนคุยต่อ ชีวิตช่วงนั้นมันเป็นอะไรที่สุดๆ กับเรื่องความรัก ได้ลอง ได้รัก ได้เลิก ได้เรียนรู้แต่มันก็ไม่ทั้งหมด

          “กูจริงจัง” พี่ชายผมตอบกลับ

          “แล้วบอกเขาหรือยัง?”

          “ยัง” ผมกลอกตาให้กับคำตอบของพี่ชาย ไม่เคยรู้เหรอว่าชอบใครให้รีบบอก ออกตัวแรงๆ ไปเลย เจ็บก็ค่อยกลับมาเลียแผลเอา เหมือนผมนี่

          “คุยอะไรกัน” พี่แพ็คเดินมานั่งข้างผม ยกมือขึ้นกอดคอก่อนจะซบลงที่ไหล่

          “มึงเยอะไปแล้วแพ็ค” มองพี่ชายตัวเองที่ดุเพื่อนแล้วเห็นภาพของอีกคนซ้อนทับ คนที่ทำเสียงเข้มเวลาผมไปกับผู้ชายคนอื่น คนที่มองตาดุเวลาที่ผมพูดถึงผู้ชายคนอื่น คนคนนั้นที่ผมไม่อยากคิดถึง

          “กูไม่ได้ไปเยอะกับมึงนี่” พี่แพ็คพูดแล้วปล่อยมืออกจากผม ใบหน้าที่ผมชอบมองหันไปหาเพื่อนแล้วเบะปากให้

          “มึงแม่ง…” พี่ชายผมพูดแค่นั้นก่อนจะลุกออกไป

          ผมมองตามพี่พลแล้วหันกลับมามองพี่แพ็ค คนตัวเล็กเบะปากออกแล้วยกแก้วเหล้าขึ้นดื่ม หน้าตาสวยหวานและท่าทางสดใสเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นเศร้าสร้อยและเบื่อหน่าย

          “พี่แพ็ค…รู้ใช่ไหมว่าพี่พลมันชอบ” ผมถามคนข้างๆ

          “ขนาดนั้นไม่รู้พี่คงโง่”

          “แล้วทำไมไม่คบกัน” ผมถามต่อ

          “มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกนะมาร์ค ทั้งหน้าที่ทั้งครอบครัว พี่อยู่ของพี่แบบนี้ มันอยู่ของมันแบบนั้น คนละทางเลยเถอะ” พี่แพ็คตอบ

          “แต่ถ้าพวกพี่รักกัน…”

          “แค่คำว่ารักมันไม่ใช่หรอก มันไม่เหมือนตอนเด็กๆ ที่เราคุยกันเล่นๆ นะมาร์ค แค่บอกว่ารักกัน กอดกัน นอนด้วยกัน แค่นั้นมันไม่พอนะ” พี่แพ็คบอกผม ตาสวยหวานมองมาที่ผมทำให้ผมรู้สึกได้ ความรู้สึกที่ผมเองก็เคยเป็น ความสับสนวุ่นวายที่น่าเบื่อหน่าย แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมมองไม่เห็นในแววตาของพี่แพ็ค

          พี่แพ็คไม่คิดจะสู้

          “ทำไมพี่ไม่ลอง…”

          “ลองทำไม ให้ความหวังตัวเองทั้งๆ ที่รู้ว่าสุดท้ายจะจบยังไงน่ะเหรอ?...ไม่เอาหรอก ถ้ารักแล้วตอนจบมันเจ็บกว่าตอนเริ่มอีกนะ” พี่แพ็คยิ้มให้ผมหลังพูดจบ เป็นยิ้มที่ทำให้ผมชา น้ำสีสวยไม่มีรสชาติทั้งๆ ที่มันควรจะอร่อย มือไม้ไม่มีแรงทั้งๆ ที่ผมกำมันแน่น หัวใจผมมันเหมือนจะหยุดเต้นทั้งๆ ที่ผมรู้สึกเจ็บ พี่แพ็คพูดถูกทุกอย่าง

          สุดท้ายสิ่งที่ได้มาก็คือความเจ็บปวด





#กลรักวีมาร์ค

อยู่ระหว่างการทำเล่มและตรวจคำผิด แป้งจึงจะทยอยลงตอนที่ตรวจคำผิดแล้วเรื่อยๆ นะคะ

สามารถสั่งจองหนังสือได้ที่

เพจเฟซบุ๊ก : faddist

ทวีตเตอร์ : @pflhzt

Line ID : @hzn1709t

ความคิดเห็น