ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

หน้าไม่อาย (100%)

ชื่อตอน : หน้าไม่อาย (100%)

คำค้น : กลรักวีมาร์ค กลรักรุ่นพี่ วีมาร์ค ดราม่า วายมหาลัย love Mechanics

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 427.3k

ความคิดเห็น : 331

ปรับปรุงล่าสุด : 03 เม.ย. 2564 14:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
หน้าไม่อาย (100%)
แบบอักษร

** **

** **

** **

-10-

หน้าไม่อาย

[Mark Masa]

          ผมยกโต๊ะญี่ปุ่นขึ้นมากางบนเตียง วางชีทที่ต้องอ่านสอบลงลวกๆ เดินไปหยิบเอาโจ๊กมากดน้ำร้อนใส่แล้วกลับมานั่งกินบนเตียง หันกลับไปมองอีกคนพี่มันก็ยังนอนคว่ำหน้าอยู่ เบ้ปากให้กับคนอีกคนที่แม้แต่ตอนนอนมันก็ยังดูดี อยากถามอยู่เหมือนกันว่าตอนเด็กๆ แม่เอาอะไรให้พี่มันกิน ยิ่งตอนที่มันอยู่บนตัวผมแล้วกัดปากหรี่ตาลงมามองยิ่งทำให้ผมแทบระเบิด แต่เราจะข้ามๆ เรื่องที่ผมใจง่ายไปก็แล้วกัน

          ที่พี่มันบอกว่าผมยั่วผมบอกเลยว่าไม่ได้ยั่วและขอสารภาพตรงนี้ว่าเรื่องเมื่อตอนเช้าน่ะอารมณ์มันพาไป สายตาเศร้าๆ ของพี่วีมันส่งอารมณ์เจ็บปวดมาให้ผมได้รับรู้เต็มๆ แล้วไม่รู้ว่าเพราะอะไร ทำไมพอเห็นพี่มันเจ็บผมถึงรู้สึกเจ็บตามไปด้วย

          ผมยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปตัวเอง เห็นแค่หน้ากับคอแล้วอัพลงเฟซบุ๊ก อดแปลกใจไม่ได้ที่คอมเมนต์และยอดไลค์มันพุ่งขึ้นแบบรัวๆ และเร็วๆ แต่ผมมั่นใจมากนะว่าเมื่อกี้ไม่ได้ถ่ายติดพี่วีแม้แต่เสี้ยวเดียว

          Masa Mark

          4 mins

          ถ้าปีนต้นงิ้วนี่จะเจ็บมากไหม?

          23 likes 6 comments

          คำผาน ที่บ้านมีโคมไฟใหญ่กว่ารถถัง**:** ไม่มาเรียนคือไปปีนต้นงิ้วเหรอ ไอ้คนบาป!

          Future Forfun**:** พี่รหัสกูได้ดีแล้ว ปล่อยเขาไปเถอะ

          James อ่านว่าเจมส์ไม่ใช่จาเมส**:** ต้นงิ้วคืออะไรครับ กูคนดี

          วินนี่ เดอะพูห์**:** เมื่อคืนเจอเด็กใช่ไหม อย่าให้กูรู้ๆ

          Nnrothh**:** ไม่เอา ไม่ปีน ลงมานี่มา

          วินนี่ เดอะพูห์**:** OMG! พี่เหนือ กูเชียร์พี่เหนือครับ Masa Mark

          อาจจะเป็นเพราะข้อความที่ผมอัพมันดูรุนแรง เพื่อนแต่ละคนที่เข้ามาหวีดเลยหวีดเรื่องต้นงิ้วกันหมด ไอ้ที่อุตส่าห์เก๊กหน้าหล่อให้กล้องนี่ไม่มีประโยชน์อะไรเลย

          “ทำอะไรของมึง” เสียงงัวเงียที่ดังอยู่ด้านหลังทำให้ผมหันกลับไปมอง พี่วีหรี่ตามองผมก่อนจะอ้าปากหาว

          “อ่านหนังสือไง จะสอบแล้ว” ผมตอบแล้ววางโทรศัพท์ลง

          “ตอแหลเก่งก็ตอแหลต่อไป” พี่มันว่าก่อนจะลุกขึ้นมานั่งซ้อนหลังผม หน้าตาที่ยังงัวเงียกับผมเผ้าที่ไม่เป็นทรงแต่กลับทำให้พี่มันดูดี มือหนาเอื้อมผ่านแขนผมมาจับเอาโทรศัพท์ที่นอนนิ่งๆ อยู่บนโต๊ะญี่ปุ่น ยื่นมันมาสะกิดแขนผมเบาๆ

          “อะไร” ผมหันไปถาม แต่ให้ตายเถอะ พี่มันเอาหน้ามาใกล้ผมขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่

          “รหัส” เสียงงัวเงียว่าข้างหู ผมเลยแนบนิ้วหัวแม่มือข้างขวาลงบนโทรศัพท์  พี่วีขยับออกเล็กน้อยก่อนจะเลื่อนดูโทรศัพท์ผม

          “อะไรของพี่เนี่ย”

          “กูนอนมองนานแล้ว” เสียงทุ้มตอบกลับมาพร้อมกับคิ้วหนาที่ขมวดเข้าหากัน “สนิทกันมากไง?”

          “ใคร?” ผมหันหน้ากับไปคุยกับพี่วี พี่มันยื่นโทรศัพท์ที่ขึ้นหน้าต่างเฟซบุ๊กมาให้ผม

          “พี่เทคมึง”เสียงนิ่งๆ ตอบกลับมา

          “พี่เหนือ?”

          “เหอะ!” ผมขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเสียงเหอะในลำคอ

          “เหอะอะไร ก็พี่เหนือพี่เทคผม” ผมถามอีกคนที่ทำหน้ามุ่ย น่ารักตายไหม? หล่อละลายเลยไหม? อยากจะเอาหมอนปิดจมูกพี่มันให้ตายๆ ไปซะจริงๆ

          ผู้ชายที่ชื่อวิวิศน์เป็นผู้ชายที่หล่อมาก ผมไม่เคยคิดว่าผมจะชอบผู้ชายแบบนี้ แต่ไอ้คนคนนี้มันไม่ได้มีดีแค่หล่ออย่างเดียว ถ้าไม่รวมเรื่องเซ็กส์ที่แปลกใหม่สำหรับผม พี่วีมันก็เป็นผู้ชายคนหนึ่งที่แสดงออกได้หลายอารมณ์ ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นเสน่ห์ของพี่วี อย่างตอนนี้…ถ้าเราเป็นแฟนกันผมจะคิดว่าพี่มันหึง แต่ผมต้องขอโทษตัวเองรัวๆ ก่อนที่ใจมันจะคิดไปไกล เพราะเราสองคนไม่ได้เป็นอะไรกัน

          “เออ…กูก็แค่ถามไหมว่าสนิทกันมากหรือเปล่า” เสียงเหวี่ยงๆ ตอบกลับมาให้ผมขมวดคิ้ว

          “ก็…แค่พี่น้อง”

          “อย่าให้มากกว่านั้นแล้วกัน” พี่มันพูดแล้วยื่นโทรศัพท์คืนให้ผม

          “ถ้ามากกว่านั้นล่ะ” ผมมองหน้าหล่อแล้วยิ้มกวนๆ ปากมันถามออกไปเร็วเกินกว่าที่สมองจะสั่ง

          “มาร์ค…” พี่วีไม่ตอบ แต่เสียงทุ้มนั่นกลับเรียกชื่อผม ผมขอดีใจได้ไหม? ขอคิดเข้าข้างตัวเองสักนิดหนึ่งได้หรือเปล่า

          “อะไร?” ผมเอี้ยวตัวกลับไปถาม พี่วีไม่ได้ตอบอะไรแต่กลับขยับตัวเข้ามาชิดแผ่นหลังผมก่อนจะซบหน้าลงกับไหล่

          “…หวงมั้ง?” เสียงทุ้มว่าเบาๆ อยู่ข้างหู แต่ใจผมกลับค่อยๆ เต้นแรงขึ้น “ไม่เคยเป็นแบบนี้กับผู้ชายอ่ะ ไม่อยากให้ยุ่งกับใครนี่เรียกหวงใช่ไหม? ถ้าใช่ก็ใช่แหละ”

          “พี่วี…” ผมเรียกชื่อพี่มันเบาๆ แต่ไม่กล้าหันไปมองหน้าหล่อๆ นั่น รู้ว่ามันอยู่ใกล้แค่นิดเดียว รู้ว่าถ้าหันไปหน้าเราคงจะชิดกัน

          “หัวใจมึงเต้นแรงว่ะมาร์ค” เสียงที่เคยขุ่นดูจะอารมณ์ดีขึ้นเมื่อพูดประโยคเมื่อกี้จบ แขนยาวๆ ที่ไม่รู้ว่าเมื่อก่อนพี่มันวางไว้ตรงไหนตอนนี้มันเกี่ยวอยู่บนเอวผม คนที่อายุมากกว่าขยับเข้ามาใกล้แล้วซุกหน้าเข้ามาชิดอีกจนผมรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ นั่น

          “ก็…ขยับออกไปสิ” ผมบอกพี่มัน

          “กูง่วง”

          “ง่วงก็ไปนอนดีๆ สิวะ”

          “แบบนี้แหละดีแล้ว” ยัง…ยังมีหน้ามาเถียงต่ออีก ผมถอนหายใจออกมาแรงๆ หวังว่ามันจะช่วยลดอาการร้อนๆ บนใบหน้าผมได้ สมองก็คิดหาคำพูดร้อยแปดที่จะแกะพี่มันออกจากตัวแต่ใจผมมันกลับบอกว่าแบบนี้แหละดีแล้ว

          “ผมจะอ่านหนังสือ” หลังจากที่ซึมซับเอาอ้อมกอดอุ่นๆ นั่นเข้ามาในหัวใจ ผมก็บอกพี่มันออกไป เสียงถอนหายใจอย่างหงุดหงิดดังอยู่ข้างหูทำให้ผมยิ้มขำหน่อยๆ แต่ไม่ได้ชัดเจนจนพี่มันสังเกตได้หรอกครับ บอกเลยว่าแบบนี้ผมมีความสุข แต่ผมจะไม่แสดงออกให้มันมากมายหรอก

          “กูไปอาบน้ำก็ได้” เสียงทุ้มว่าพร้อมๆ กับส่งมือมาโยกหัวผม ผมหันกลับไปมองพี่มันดุๆ แต่มันกลับส่งยิ้มมาให้ ก่อนจะ…

          จุ๊บ!

          “ไอ้พี่วี!”

          “เรียกไอ้อีกทีกูจูบปากเปื่อยเลยอ่ะ” พี่วีหันมามองกวนๆ พร้อมกับกระตุกยิ้มหล่อๆ อารมณ์แบบว่า กูเหนือกว่ามึงมาก อะไรประมาณนี้ ผมได้แต่ถอนหายใจเซ็งๆ แล้วหันกลับมาอ่านหนังสือ

          ผมไม่เคยคิดจะชอบผู้ชายแบบนี้ แต่พออยู่ใกล้พี่วีผมกลับห้ามใจตัวเองไม่ได้ ผมชอบเวลาพี่มันอ่อนโยนด้วย ผมชอบเวลาที่มันส่งยิ้มกวนๆ มาให้ ผมชอบที่มันดุเวลาที่ผมทำอะไรไม่ดี ผมชอบเวลานี้…ตอนนี้…ที่มีพี่มันอยู่ด้วย ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ผมถามใจตัวเองดีแล้ว ถ้าใจผมยังเต้นแรงเวลาเจอพี่มันแบบนี้ก็คงต้องสรุปว่าผมชอบพี่วีแล้วแหละ

          ผมหันมองคนหล่อที่เดินออกมาพร้อมมัดกล้าม ไม่ได้อยากจะมาบรรยายอะไรกล้ามหน้าท้องแน่นๆ ที่มีหยดน้ำเกาะหรอกเพราะผมก็มี แต่ประเด็นมันอยู่ตรงที่พอลอนพวกนั้นมันอยู่บนตัวพี่วีทำไมมันดูดีจังวะ ผมเปียกๆ ไม่เป็นทรงทำให้หยดน้ำมันค่อยๆ หยดลงตามไหล่กว้าง ไล่มาตามแผ่นอก สีข้าง คนที่มันรวมสิ่งดีๆ ไว้บนร่างกายทุกอย่างนี่มีด้วยเหรอ

          “เก็บอาการบ้างก็ได้ กูรู้ว่ากูหุ่นดี” เสียงทุ้มที่กลั้วเสียงหัวเราะในลำคอทำให้ผมกลอกตา

          “เหอะ!”

          “หน้าก็นิ่ง เสียงก็เหมือนจะไม่พอใจแต่ตานี่เป็นประกายเลยนะ” พี่มันว่าแล้วเดินเข้ามาหาผมทั้งๆ ที่มีแค่ผ้าเช็ดตัวพันเอวผืนเดียว “อิจฉาหรืออยากได้?”

          “ไม่อะไรทั้งนั้นแหละ” ผมตอบแล้วหันกลับมาสนใจชีทเรียนที่อ่านได้แค่ครึ่งเดียว

          “แต่เมื่อเช้ามึงอะไรกับกูอยู่นะ”

          “พี่วี!” ผมหันไปกระชากเสียงใส่พี่มัน พี่มันก็แค่ยิ้มกวนๆ กลับมาให้

          “เช็ดผมให้หน่อย” คนที่ยืนอยู่ว่าแล้วยื่นผ้าเช็ดผมมาให้ก่อนจะนั่งลงข้างๆ

          “แล้วมันจะเช็ดได้ไหมล่ะ” ผมว่า เราสองคนตัวเท่าๆ กัน พอพี่มันนั่งลงความสูงก็เลยเท่าผม พี่วีหันหน้ายุ่งๆ มามองก่อนจะขยับตัวลงไปนั่งข้างเตียง

          “เช็ดได้ยัง?” ผมมองหน้าหล่อที่เงยขึ้นมามองผมก่อนจะเบนสายตาหลบ จับผ้าเช็ดผมที่พี่มันวางไว้บนเตียงขึ้นมาแล้วค่อยๆ เช็ดผมให้พี่มัน

          ไม่อยากจะคิดแต่ก็ห้ามความคิดไม่ได้ ตอนที่อยู่กับพี่คนสวยคนนั้นพี่มันก็เป็นแบบนี้ใช่ไหมนะ หรือพี่มันจะน่ารักมากกว่านี้ อ้อนแฟนมากกว่านี้ แสนดีมากกว่านี้ ผมสะบัดหัวไล่ความคิดพวกนั้นออกแล้วเช็ดผมให้พี่มันต่อ ระหว่างเราไม่มีคำพูดมีแค่เสียงเต้นตึกตักของหัวใจผม สิ่งที่ทำลงไปเมื่อเช้ามันเป็นเครื่องตัดสินว่าผมพร้อม พร้อมสำหรับเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

          เรื่องของผม พี่วี และแฟนของเขา

           Rrrr~

          เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขัดจังหวะความคิดในหัวผม ก็ดีแหละจะได้ไม่ต้องคิดตอนนี้ ตอนนี้ขอทำตามใจตัวเองก่อน อะไรจะเกิดก็ค่อยว่ากัน ผมมองหาที่มาของเสียงแต่พี่วีกลับชี้ไปที่หัวเตียง แสงสว่างกะพริบพร้อมๆ กับแรงสั่นของโทรศัพท์เครื่องบาง

          “เอามาให้หน่อย” ผมหยิบเครื่องมือสื่อสารให้กับเจ้าของมัน พี่วีรับไปกดรับผมเลยขยับออกมาเผื่อว่าเป็นเรื่องส่วนตัวหรือเผื่อแฟนเขาจะโทรมาอะไรประมาณนั้น

          “อือ…” พี่วีรับแล้วขยับขึ้นมาบนเตียง จับมือผมไว้ไม่ให้ไปไหนก่อนจะคุยต่อ “กูไม่ไปอ่ะขี้เกียจ…โปรเจคกูเคลียร์กับไอ้บาร์เสร็จเมื่อวาน” พี่วีเงียบไปแล้วหันมามองหน้าผม “ไม่ไปไง กูจะอ่านอยู่ห้อง…เออ” พูดแค่นั้นพี่มันก็วางสาย

          “ไอ้เหนือโทรมาชวนไปอ่านหนังสือ” พี่มันบอกผม ผมเลยเลิกคิ้วขึ้นมอง

          “แล้วไง? ยังไม่ได้ถามอะไรเลย” ผมว่า

          “ก็เห็นมอง ไอ้เหนือเชียวนะ”

          “พี่จะอะไรกับพี่เหนือนักหนาเนี่ย” ผมขมวดคิ้วมองคนที่นั่งอยู่ข้างๆ

          “ไม่อะไรอ่ะ กูแค่หมั่นไส้” พี่มันว่าแล้วขยับเข้ามาหาผม

          “ไปแต่งตัวดีๆ” ผมว่าแล้วมองพี่วีไล่จากหัวลงมาตามหุ่นสวยๆ นั่น

          “เออ…กูลืม” แบบนี้ก็ได้เหรอวะ?

          พี่มันลุกไปแต่งตัว ผมก็หันกลับมาสนใจเนื้อหาที่ตัวเองต้องสอบ ผมปล่อยเวลาให้ผ่านไปเฉยๆ ตั้งหลายวัน อีกสามสี่วันก็จะสอบแล้วยังมีหน้าไม่ไปเรียนอีก ผมขีดๆ เขียนๆ บนกระดาษอยู่นานกว่าจะได้คำตอบ เครื่องคำนวณวางอยู่ข้างๆ ก็ถูกกดอยู่ตลอด วิชาที่ชื่อแคลคูลัสเป็นอะไรที่สนุกแต่บางทีมันก็ยุ่งยากอยู่เหมือนกัน

          “มากูสอน” ไม่รู้ว่าพี่วีแต่งตัวเสร็จตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่กลิ่นหอมๆ ของแชมพูกับสบู่อาบน้ำที่ผมใช้มันอยู่ใกล้จมูกผมแค่นี้เอง

          “พี่อ่านของพี่จบแล้วเหรอ?”

          “หนังสืออยู่ห้องพลอยว่ะ” ผมเบ้หน้าให้พี่มัน แล้วสนใจการคำนวณตรงหน้าต่อ “เดี๋ยวดึกๆ กูค่อยไปเอา”

          “แล้วจะอยู่นั่นเลยไหม?” ความหมายของประโยคคำถามนั่นถ้าแปลดีๆ แล้วมันแปลว่า ถ้าไปแล้วจะกลับมาหรือเปล่า

          “จะให้อยู่กับใคร”

          “ก็พี่…”

          “แค่ไปเอาแล้วก็กลับมาหามึง” ผมก้มหน้าลงมองชีท ปากก็แอบยิ้มน้อยๆ อยากชกหน้าตัวเองและควักใจบาปๆ นี่ออกมากระทืบจริงๆ แค่คำพูดไม่กี่ประโยคนั่นก็ดีใจขนาดนี้แล้วเหรอ

          “อือ…” ผมตอบรับในลำคอ ไม่รู้หรอกว่าทำไมพี่มันถึงกลับมา ไม่รู้รายละเอียดมากมายหรอกว่าทำไมพี่มันไม่อยู่กับแฟน ที่ผมรู้น่ะ…ผมพอใจมากๆ เลย

          ผมอ่านหนังสือต่อ พี่วีมันก็นอนเล่นโทรศัพท์ไป ไม่รู้ว่าเล่นเกมส์หรือคุยอะไร แต่ก็ช่างมันเถอะ ผมรู้มาว่าพี่วีเป็นคนดี เวลาที่มันคบกับใครมันก็จะไม่นอกใจและให้ความสำคัญกับคนคนนั้นแค่คนเดียว ผิดกับผมที่ไปได้หมด แต่เวลาที่รักใครผมก็รักแค่คนคนนั้นคนเดียวนะ นี่คงรู้แล้วสินะว่าแฟนตัวเองนอกใจเลยเดินออกจากห้องมาแบบเมื่อเช้า

          “มึงว่ากูเลวไหมวะ?” เสียงทุ้มอยู่ด้านหลังดังขึ้น ผมเลยวางปากกาแล้วหันกลับไปมอง

          “เรื่อง?”

          “ก็…กูกับมึง…” เสียงทุ้มว่าเบาๆ พร้อมกับตาคมที่เบือนหลบสายตาผมเหมือนรู้สึกผิด

          “ถ้าอย่างนั้นผมก็เลว”

          “แต่เขาก็นอกใจกู…”

          “…” ผมไม่พูดอะไร แค่มองพี่วีนิ่งๆ พี่มันก็หันกลับมามองผม สายตาที่บอกได้หลายอารมณ์ทั้งเจ็บ ผิดหวังและสับสน ครั้งนี้สายตาพี่วีมันบอกได้ชัดกว่าครั้งไหนๆ

          “เขามีคนอื่น เมื่อเช้ากูเห็นรอย” พี่มันพูดช้าๆ

          “แล้วก็ทะเลาะกัน?” ผมเลิกคิ้วถามแต่พี่วีส่ายหัวกลับมาเป็นคำตอบ

          “ไม่ว่ะ…เขาบอกรักกู” ผมก้มลงมองมือเมื่อพี่มันพูดแบบนั้น “แต่กูรู้สึกว่ามันไม่เหมือนเดิม”

          “แล้วพี่จะทำยังไงต่อ” ผมถามแล้วมองพี่วี

          “ไม่รู้ว่ะ กูคบกับพลอยนานนะเว้ย ไม่เคยมีเรื่องแบบนี้ พอมีแล้วกูทำตัวไม่ถูกว่ะ ยิ่งช่วงนี้กูก็…มีมึง” ดวงตาคมมองสบตาผม แววตาที่ฉายแววสับสนนั่นมันชัดเจนกว่าครั้งไหนๆ และผมเคยเป็นแบบนี้…ผมเข้าใจอาการสับสนนี่ดี เพราะช่วงแรกๆ ที่พี่วีเข้ามายุ่งกับผม ผมก็สับสนมากเหมือนกัน จนในที่สุด…ผมก็ปล่อยตามใจตัวเอง

          “ผมไม่เป็นไร…ไม่ซีเรียส” ผมว่าแล้วส่งยิ้มบางๆ ไปให้พี่วี แม้ว่าต้องฝืนหน่อยๆ ก็เหอะ ผมน่ะบอกพี่มันไปว่าไม่เป็นไร แต่เอาจริงๆ แล้วผมก็เป็นแหละ แต่ก็เข้าใจว่าเขาเป็นแฟนกัน เขามาก่อนผม แล้วเรื่องทะเลาะกันแบบนี้มันเป็นธรรมดาของแฟน นอกใจกันบ้างนอกกายกันบ้างถ้าเคลียร์กันได้เขาก็กลับไปรักกันเหมือนเดิม ส่วนผมก็…ช่างแม่ง

          “จริงดิ? ง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอวะ แบบ…จะนอนกับใครก็ได้แบบนี้เหรอวะ” เสียงพี่วีเข้มขึ้น สายตาที่สงสัยนั่นเปลี่ยนเป็นหงุดหงิด

          “ก็ไม่…” ผมว่าแล้วสบตาคมนั่นอีกครั้ง ตั้งใจจะส่งผ่านทุกความรู้สึกของตัวเองทางสายตา “พี่ก็มีเขาไง”

          “แต่กูก็มีมึง…” พี่วีพูดขึ้นหลังจากที่ผมพูดจบ “โอ๊ยเหี้ย! เลิกพูดเรื่องนี้เหอะ ปวดหัว” เออ…พี่มันปวดหัว แต่ผมน่ะ…ปวดใจ

          พี่วีไปเอาหนังสือมาอ่านตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ รู้แค่ว่าระหว่างเราคือความเงียบ หลังจากที่คุยเรื่องนั้นกันเราสองคนก็ไม่ได้คุยอะไรกันอีก ต่างคนต่างอ่านหนังสือของตัวเองไปเงียบๆ มีเพียงเสียงขีดกระดาษกับเสียงกดเครื่องคิดเลขที่ดังขึ้นเป็นบางเวลา

          ที่ผมพูดไปผมหมายความอย่างนั้นจริงๆ ผมต้องบอกว่าไม่เป็นอะไรทั้งๆ ที่ความจริงแล้วมันก็คงจะสาหัสถ้าเวลานั้นมาถึง แต่ก็อย่างที่ใครๆ ก็รู้และผมก็รู้ดีว่าพี่เขามีแฟนแล้ว การที่จะเล่นกับคนมีแฟนเนี่ยต้องเตรียมรับความเจ็บไว้เกินครึ่ง อย่าเสือกคิดเข้าข้างตัวเองเชียวว่าเขาจะเลิกกับแฟนมาหาเรา

          ไม่ใช่ว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่มันเป็นไปได้ยาก…ดังนั้นก็อย่าหวัง

          Rrrr~

          เสียงโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างๆ ดังขึ้น ทำให้ผมหันไปสนใจมัน ไม่ต่างจากพี่วีที่หันมามอง ผมไม่ได้พูดอะไรแต่กดรับสายเพื่อนตัวเอง

          “มีอะไร”

          [มีอะไร? คนที่ไม่มาเรียนแล้วอัพตัสถามหาต้นงิ้วอย่างมึงมีสิทธิ์ถามกูอย่างนี้ด้วยเหรอวะ] ฟิวส์พูดขำๆ ให้ผมได้กลอกตาให้กับความสดใสของเพื่อน ร่าเริงมากมั้ง…กูนี่เสียวจะโดนหนามงิ้วทิ่มอยู่ทุกทีที่หายใจ

          “แล้วกูต้องพูดว่าไง?”

          [โอ๊ยไอ้เพื่อนเหี้ย…ชีทไงครับชีท กูน่ะเอาชีทมาให้ อยู่หน้าห้องมึงครับตอนนี้] มันว่า…ผมเลยลุกขึ้นเปิดประตูห้องนอน พี่วีมองมาที่ผมก่อนจะขยับปากถาม

          “ใคร…” ผมไม่ตอบแต่ถลึงตาให้พี่มันแทน กลัวไอ้ฟิวส์ที่อยู่ในสายได้ยิน

          [ใครวะ? นั่นเสียงใครอ่ะ นี่มึงแอบซุกเด็กไว้อย่างที่ไอ้วินด์มันคอมเมนต์จริงๆ เหรอวะ] เสียงตื่นเต้นของไอ้ฟิวส์ทำให้ผมถอนหายใจออกมาเซ็งๆ ได้ยินจนได้สินะ

          “ไม่มีเสียงใครทั้งนั้นแหละ กูถามว่ามึงมากับใคร”

          [ตอแหลกูอีก ไม่เนียนด้วย] ทำไมช่วงนี้ใครๆ ก็ด่าว่าผมตอแหล ผมทำไม่เนียนจริงๆ เหรอ

          “เออๆ เรื่องของกูเถอะ กูจะออกไปเอาแล้วเนี่ย” ผมว่าแล้วกดตัดสายเพื่อให้เรื่องมันจบๆ แต่มันไม่จบเมื่อคนตัวสูงอีกคนที่อยู่ในห้องลุกจากโต๊ะอ่านหนังสือแล้วเดินมาหาผม

          “กูถามว่าใคร” พี่มันว่าแล้วจับประตูไว้

          “แล้วพี่จะถามทำไมวะ เดี๋ยวผมก็เล่าให้ฟังเองแหละ” ผมว่าติดจะรำคาญ แต่พี่มันก็มองมาดุๆ จนผมถอนหายใจออกมา “ไอ้ฟิวส์”

          “บอกกูตั้งแต่แรกก็จบ” พี่วีว่าแล้วปล่อยประตูให้ผมได้เดินออกไปห้องนั่งเล่น

          ผมออกมาเปิดประตูเข้าห้อง ไอ้ฟิวส์กับไอ้คำผานยืนอยู่หน้าห้องพร้อมกับชีทแผ่นบางๆ ที่ผมคิดว่ามันน่าจะเอาให้ผมพรุ่งนี้ก็ได้

          “เอามา” ผมว่าแล้วยื่นมือไปเอาชีท

          “กูขอเผือก” คำผานว่าขึ้นก่อนที่ฟิวส์จะยื่นชีทให้ ผมกลอกตามองมันก่อนจะตอบนิ่งๆ

          “กูไม่กินเผือก”

          “ตลกไหมมาร์ค เผือกที่กูว่าเนี่ยมันเป็นศัพท์วัยรุ่นหมายถึงขอสอดรู้สอดเห็นเรื่องของมึงหน่อย” มันว่าแล้วโผล่หน้าเข้าไปในห้อง แต่ผมก็ยืนบังไว้ ไอ้คำผานนี่เตี้ยกว่าผมแต่ไอ้ฟิวส์สูงกว่าผมนิดหน่อย

          “กูไม่ให้” ผมว่าแล้วยื่นมือออกไปเอาชีทอีกรอบ

          “ไม่คิดจะชวนกูเข้าไปดื่มน้ำเพื่อเป็นการขอบคุณหน่อยเหรอ” เดือนคณะว่าแล้วส่งยิ้มหล่อๆ มาให้ผม แต่ขอโทษเถอะ ผมรู้ทัน

          “ขอบคุณ” ผมบอกแล้วแย่งชีทมาจากมือมัน

          “โอ้โห…ไม่เต็มใจก็ไม่ต้องครับไอ้คุณชาย กูก็ไม่ได้เต็มใจเอามาให้มึงเหมือนกันแหละ กูแค่จะมาเผือก แต่พอเผือกไม่ได้ก็แล้วไป แต่ถ้ากูจับได้เมื่อไหร่ล่ะก็มึง…” ฟิวส์ว่าแล้วยกมือขึ้นชี้หน้าผม

          “จับอะไรได้แล้วไง?” ผมถามแล้วปัดนิ้วมันออก

          “ก็เรื่องเพื่อนป่ะวะ กูก็อยากรู้ไง เผื่อมีอะไรให้ช่วย” มันว่าแล้วยืดตัวเพื่อมองด้านใน แต่มองไปก็เท่านั้นเพราะอีกคนเขาอยู่ในห้องนอน คงไม่โง่เดินออกมาให้น้องคณะเห็นหรอก

          “ถ้ามีอะไรให้ช่วยกูจะบอก” ผมบอกแล้วมองพวกมันนิ่งๆ

          “เออๆ ดูแลตัวเองด้วย” คำผานมองผมงอนๆ ก่อนจะบอกให้ผมดูแลตัวเอง การกระทำทั้งหมดของพวกมันแปลได้ว่าเป็นห่วงผม ผมเลยพยักหน้าให้ ฟิวส์ยกมือขึ้นตบไหล่แล้วพวกมันก็กลับ

          ผมเดินเข้ามาในห้องเปิดชีทวิชาฟิสิกส์ดูผ่านๆ แล้ววางไว้ที่โซฟา เดินไปหาอะไรกินที่โซนครัวแล้วออกมานั่งพัก เปิดทีวีที่มีเรื่องอะไรไม่รู้ขึ้นมาดูผ่านๆ เสียงเปิดประตูห้องนอนทำให้ผมหันกลับไปมอง พี่วีเดินหน้ามึนๆ ออกมาเหมือนไม่พอใจแต่ผมก็ไม่ได้ถาม

          “เพื่อนมาแล้วเมินกู” พี่มันว่าแล้วนั่งลงข้างผม ชีทสีขาวที่อยู่ในมือของมันถูกวางลงข้างๆ

          “หรือจะให้ผมเชิญพวกมันเข้ามาดูหน้าพี่ล่ะ” ผมถามแล้วหันมาสนใจบะหมี่ในชามต่อ

          “กูกล้าเถอะ กูจะบอกว่ามาติวหนังสือให้มึง” พี่มันว่าแล้วยักคิ้วให้ผมได้หมั่นไส้

          “ตอแหล” ขอด่าบ้างเถอะ

          “ปากดี” พี่มันว่าแล้วยื่นมาจับปากผมให้ติดกัน

          “อือ…กินอยู่” ผมว่าแล้วสะบัดหน้าออก

          “หึ…แล้วบอกเพื่อนว่าไง” พี่มันยิ้มขำๆ แล้วถามออกมา

          “ก็บอกว่าไม่ต้องเผือก พวกมันก็เลิกเองแหละ เพื่อนผมไม่ยุ่งยาก”

          “ดีว่ะ นี่ถ้าเพื่อนกูรู้ไม่รู้จะเป็นยังไง ทั้งเรื่องพลอยทั้งเรื่องมึง” พี่มันว่าแล้วมองตรงไปที่ทีวี

          “แล้วจะคิดมากทำไม ยังไม่มีใครรู้สักหน่อย” ผมบอกแล้วหันหน้าไปหาพี่มัน

          “หึๆ ต้นงิ้วก็สวยดีนะมึง” พี่มันว่าแล้วยิ้มให้ผม ผมเลยกระตุกยิ้มตอบ

          เออ…เหมือนจะสวยดี แต่ถ้าโดนหนามงิ้วแทงใจเมื่อไหร่คงเกือบตายอ่ะบอกเลย

#กลรักวีมาร์ค

อยู่ระหว่างการทำเล่มและตรวจคำผิด แป้งจึงจะทยอยลงตอนที่ตรวจคำผิดแล้วเรื่อยๆ นะคะ

สามารถสั่งจองหนังสือได้ที่

เพจเฟซบุ๊ก : faddist

ทวีตเตอร์ : @pflhzt

Line ID : @hzn1709t

ความคิดเห็น