facebook-icon

กาสะลอง นักเขียนนิยายอีโรติก

ตอนที่ 30 ไม่ต้องกลัวนะครับคนดี…ผมสัญญาว่าจะปกป้องคุณ

ชื่อตอน : ตอนที่ 30 ไม่ต้องกลัวนะครับคนดี…ผมสัญญาว่าจะปกป้องคุณ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.3k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 07 มิ.ย. 2560 22:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 30 ไม่ต้องกลัวนะครับคนดี…ผมสัญญาว่าจะปกป้องคุณ
แบบอักษร

“มันไม่ได้สะกดรอยตามเรา  เพราะจากร่องรอยที่เห็น บอกว่ามันมาถึงที่ตรงนี้ก่อนหน้าที่เราจะมาด้วยซ้ำ เหมือนมันรู้ว่าเรากำลังจะไปไหน”

พรานขะยีก้มมองร่องรอยสดใหม่ที่ไอ้ลายเพิ่งทิ้งเอาไว้ไม่นาน

“เสือสมิง…!!!”

พรานเฒ่าพึมพำออกมาเบาๆ

พริมถึงกับสะดุ้ง คำว่า ‘เสือสมิง’ กึกก้องอยู่เต็มสองหู

“ถ้าเสือโดยทั่วไป มักจะไม่ปรากฏตัวในตอนกลางวัน ร่องรอยที่เราเห็นอยู่นั้น ผมเชื่อแน่ว่ามันคือเสือสมิง” พรานขะยีย้ำ

เสือสมิงกลายมาเป็นเรื่องลึกลับแห่งขุนเขา เรื่องเล่าแห่งป่าดงดิบ ที่ถูกเล่าขานมาเป็นตำนานคู่ผืนป่า ทุกคนที่อยู่ตรงนั้น แทบไม่มีใครที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังเรื่องราวของเสือสมิงมาก่อน จากคำบอกเล่าจนกลายเป็นตำนานที่ต่างกันไป

บ้างก็ว่าเสือสมิงเกิดจากการที่เสือตัวนั้นกินคนเข้าไปมาก กระทั่งวิญญาณของคนเข้าสิงสู่อยู่ในร่างของเสือตัวนั้น เกิดเป็นอาถรรพ์ ทำให้เสือตัวนั้นสามารถจำแลงแปลงกายเป็นอะไรก็ได้  ยิ่งได้กินคนมากเท่าไร วิญญาณที่สิงสู่อยู่ในร่างของเสือตัวนั้นจะทำให้มันมีฤทธิ์เดชมากขึ้นหลายเท่าทวี

“เมื่อตอนเป็นเด็ก ผมเคยได้ยินเรื่องสมิงอาคมจากปากของพ่อ จำได้ว่าพ่อเคยเล่าให้ฟังบ่อยๆ ไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้มาพบเจอมันด้วยตัวเอง” เปลวกล่าว

“ยังไงคะ…สมิงอาคม?”

หัวคิ้วของหญิงสาวขมวดมุ่นด้วยความสงสัย

“สมิงอาคมเป็นอีกประเภทของเสือสมิง ที่เรียกว่าสมิงอาคม เพราะเกิดจากพวกที่นิยมเรียนอาคม ‘วิชาเสือ’ คนพวกนี้มักจะใช้อาคมเพื่อเรียกวิญญาณเสือให้เข้ามาสิงสู่ในร่างของตน และคนพวกนี้มักจะมีเจตนาเอาวิชาอาคมไปใช้ในทางร้าย กลายเป็นเดรัชฉานวิชาไปในที่สุด เมื่อนานเข้า คนพวกนี้จึงกลายเป็นเสือไปซะเอง กลายเป็นสมิงอาคมไปในที่สุด” พรานขะยีเล่า มือกร้านยกขึ้นลูบเคราแพะของตัวเองเบาๆด้วยความเคยชิน

“แต่ที่น่ากลัวที่สุด เห็นทีจะเป็น ‘โอปปาติกง’ ” (โอ-ปะ-ปา-ติ-กะ)

“โอปปาติก…เป็นยังไงคะลุงพราน?”

พริมทวนคำนั้นเบาๆ ด้วยความสงสัย

“โอปปาติก ตามความหมายของมันก็คือการเกิด การผุดขึ้นมาตามแรงบุญแรงกรรม แต่เป็นการเกิดที่ไม่ต้องอาศัยพ่อแม่ เพราะมันเกิดแต่กรรมบันดาล ในโลกที่เบี้ยวบูดและยังมีความลึกลับทับซ้อนอยู่มากมายใบนี้ ยังมีเรื่องราวอีกหลายอย่างที่เราไม่รู้”

“ลุงพรานกำลังจะบอกว่าไอ้ลายที่กำลังติดตามพวกเรามา…เป็นพวกที่เกิดจาก โอปปาติก” เปลวถาม

จ้องมองใบหน้ากร้านของพรานชรา สายตาของเปลวชื่นชมในความรอบรู้ ลุ่มลึก ไม่เสียเที่ยวที่ตัดสินใจเลือกพรานขะยีมาเป็นคนนำทาง

“เทวดา พรหม สัตว์นรก เปรต และอสูรกาย ล้วนเกิดแก่โอปปาติกะด้วยทันทั้งสิ้น...หากต้องอธิบายด้วยวิธีการเกิดแบบโอปปาติกะ ก็คือเกิดแล้วก็สมบูรณ์เต็มตัว ไม่เจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เหมือนสัตว์โลกทั่วไป เวลาตายก็หายวับไป ไม่มีซากร่างเหลือไว้เหมือนคนหรือสัตว์”

ทันทีที่พรานขะยีกล่าวจบ กระแสลมหอบใหญ่ก็กรรโชกออกมาจากผืนป่าตรงหน้า หอบใบไม้แห้งปลิวคว้างไปมาต่อหน้าต่อมา เหมือนเป็นการต้อนรับจากสิ่งที่มองไม่เห็น

“บางสิ่งที่เรามองไม่เห็น…แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มี”

คำพูดของพรานขะยี ชวนให้ขนลุก

ทุกคนจ้องมองใบไม้แห้งที่ปลิวคว้างอยู่กลางอากาศ

เปลวรู้สึกเหมือนกำลังตกอยู่ในวงล้อม เช่นเดียวกับทรงกลดที่รู้สึกถึงลมเป่าผ่าวผ่าน เหมือนมีใครมาวนเวียนอยู่ใกล้ๆ อยู่ข้างหลัง ใกล้จนรู้สึกได้ถึงลมหายใจของมันที่เป่ารดอยู่หลังลำคอ รับรู้ถึงระดับพลังงานที่สะท้อนไปมาจากหลายแหล่งรอบๆตัว

“หรือว่าที่เรากำลังยืนอยู่ตรงนี้…คือสุสานสาละวิน?”

พรานขะยีโพล่งออกมา ความสังหรณ์ใจผุดพรายขึ้นมาอย่างฉับพลัน

ทว่าหญิงสาวที่กำลังฟังอย่างให้ความสนใจ กลับไม่ได้สนใจเรื่อง ‘สุสานสาละวิน’ มากไปกว่าพยายามจับใจความถึงสิ่งที่ใจกำลังจดจ่อ เมื่อพรานชราพยายามจะเชื่อมโยงคำว่า ‘โอปปาติกะ’ เข้ากับคำว่า ‘สมิงอาคม’ หากก็ละไว้…ไม่ได้อธิบายต่อ

“โอปปาติกะ…เกี่ยวข้องกับสมิงอาคมอย่างไรคะลุงพราน?”

พริมนึกสงสัย กลับมาถามในสิ่งใกล้ตัว

เปลวจ้องมองใบหน้าของหญิงสาวด้วยความสงสัยเช่นกัน ไม่คิดว่าพริมจะสนใจในเรื่องราวเหล่านี้

“เคยได้ยินบ้างไหม ที่มีคนกล่าวเอาไว้ว่าหนทางเดียวที่พวกเดรัชฉานวิชาจะได้มาซึ่งอำนาจที่เหนือมนุษย์ คือการยอมปลิดชีวิตตนเองเสีย เพื่อวิถีแห่งการเป็น ‘โอปปาติก’ จะเริ่มต้นขึ้น มันเป็นพลังอำนาจที่มักจะได้มาพร้อมๆกับคำสาป เช่นเดียวกับคนที่ต้องกลายเป็นเสือสมิง เพราะความต้องการพลังที่เหนือธรรมชาติ ถึงขั้นยอมเรียกวิญญาณของเสือร้ายให้มาเข้าร่างตัวเอง”

พรานชราอธิบาย คิดว่าคงให้ความกระจ่างไม่มากก็น้อย

ทว่าก่อนที่จะก้าวออกไปสำรวจอีกด้านของลำธาร พรานขะยีและทุกคนก็ต้องชะงัก กับคำถามที่หญิงสาวเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัยเหลือเกิน

“แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรคะ...ว่าเรากำลังถูกเสือสมิงตัวนั้นเข้าสิงร่าง?” พริมตัดสินใจถามคำถามที่ทำให้ทุกคนต้องหันกลับมามองหน้ากัน

“จากที่เคยได้ฟังมา คนที่โดนเสือสมิงเข้าสิงร่าง จะมีสัมผัสไวเป็นพิเศษ  ทั้งกลิ่นและเสียง ซึ่งหมายถึงจมูก กับหู อีกอย่าง...ดวงตาจะไวมาก มองชัดแม้ในความมืด”

สิ้นเสียงของพรานชรา

พริมถึงกับสะดุ้ง…!!!

“เป็นอะไรไปครับคุณพริม”

เปลวถามด้วยความห่วงใย มากกว่าจะสงสัยในสิ่งที่พริมถาม

หญิงสาวพยายามเก็บอาการ ความหวาดกลัวจู่โจมเข้าสู่หัวใจดวงน้อยๆของเธอ สลับไปกลับความกล้าที่แทรกมาเป็นช่วงๆเหมือนมีมนต์สะกดส่งมาจากที่ซึ่งไกลออกไป

ความกลัวและความตื่นเต้นทำให้อะดรีนาลีนสูบฉีดแรงขึ้นมาอย่างน่าประหลาดใจ เพราะทุกอย่างที่พรานขะยีพูดมานั้น ชัดเจนเหลือเกิน…กับสิ่งที่เธอเป็น

                เมื่อพรานขะยีและทรงกลดแยกออกไปสำรวจลำธารอีกด้าน กะจากับอะย่วยกำลังสาละวนอยู่กับการกางเต็นท์นอน พริมค่อยๆเหลียวมองซ้ายมองขวา รู้สึกหวาดกลัวตัวเองขึ้นมาจับใจ เปลวคือคนเดียวที่อยู่ใกล้ที่สุด ริมฝีปากสีชมพูอิ่มเต็มของหญิงสาว ขยับเบาๆกับถ้อยคำวิงวอนอ่อนหวาน

                “เปลวคะ…”

                “ครับ…” เปลวขยับเข้ามาใกล้ พริมเอื้อมมือน้อยๆออกไปหาฝ่ามือใหญ่ของเขาที่เอื้อมรับ สองมือค่อยๆสอดประสาน เปลวบีบกระชับเบาๆ…หากแรงจากฝ่ามือน้อยๆของหญิงสาวที่ตอบกลับมานั้นช่างรุนแรงและมีพลังจนเปลวรู้สึกได้

                “ช่วยปกป้องพริมด้วยนะคะ” น้ำเสียงหวานแผ่วพร่า แววตาร้องขอ

                “ด้วยชีวิตของผมครับ”

เปลวตอบกลับมาด้วยกังวานเสียงทรงพลัง ร่างน้อยๆของพริมโผเข้ากอดร่างกำยำใหญ่ของเขาอย่างไม่อายสาบตาใคร เปลวโอบรับร่างนั้นไว้ด้วยความรัก ฝ่ามือใหญ่ของเปลวลูบไล้เบาๆที่เรือนผมยาวสยาย ที่ไหล่และแผ่นหลัง ร่างของหญิงสาวสะอื้นตัวโยนจนเปลวแปลกใจ หากเข้าใจไปว่าพริมคงกลัวเสือสมิงที่พรานขะยีเล่า

                “ไม่ต้องกลัวนะครับคนดี…ผมสัญญาว่าจะปกป้องคุณ” เปลวให้คำมั่น

หญิงสาวคิดในใจ

‘ขอบคุณที่จะปกป้องฉัน…จากตัวของฉันเอง’

(ฝากอีบุ๊คเรื่องล่าสุดด้วยนะครับ... มาแล้วๆ

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว