email-icon facebook-icon

Welcome to the dark side!!!

[ 68 ] เลือดหนึ่งหยด

ชื่อตอน : [ 68 ] เลือดหนึ่งหยด

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 40.4k

ความคิดเห็น : 20

ปรับปรุงล่าสุด : 10 เม.ย. 2564 06:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 1,800
× 0
× 0
แชร์ :
[ 68 ] เลือดหนึ่งหยด
แบบอักษร

มาเรียให้ข้ารับใช้ช่วยประคองร่างตนกลับมายังห้องนอน ร่างกายที่อ่อนแอจากการแท้งบุตรเมื่อหลายปีก่อน ทำให้สุขภาพของตนย่ำแย่ลงทุกวัน การจะเคียงคู่กับชายที่ตนรักมันไม่ใช่เรื่องง่าย มิหนำซ้ำตำแหน่งของมาเรียก็ยังมีสตรีอื่นอีกมากมายที่ใฝ่ฝันอยากครอบครอง ยิ่งตนไร้บุตรและมิอาจมีได้ ตำแหน่งนี้เลยเป็นที่เฝ้าจับตามอง 

“องค์ราชันรักและห่วงใยนายท่านนะเจ้าคะ อย่างไรก็ไม่ทอดทิ้งนายท่านอย่างแน่นอน” แมวสีเทาเข้ามาคลอเคลียบนตักของมาเรีย เมื่อเห็นเจ้านายหยิบชุดเด็กอ่อนที่อยู่ในลิ้นชักข้างเตียงขึ้นมาดู มันมีสภาพเก่าไปตามกาลเวลาแต่ก็ไม่เคยมีเด็กคนไหนได้สวมใส่ หากจะเก่าคงเก่าเพราะถูกหยิบจับมาหลายครั้งหลายคราในยามคิดถึงเรื่องราวในอดีต 

“นั่นสินะ หากเป็นบุรุษอื่นเราคงโดนขับไล่ไปนานแล้ว”  

“คนผู้นั้นก็ช่างร้ายกาจยิ่ง กลัวบิดาจะรักผู้อื่นมากกว่าตน จนถึงกับกระทำการโหดร้ายสังหารน้องสาวตั้งแต่ยังไม่ลืมตาดูโลก” แม้เรื่องนี้จะหลายปีดีดัก แต่เมื่อนึกย้อนก็ให้รู้สึกชิงชังและเคียดแค้นเรื่องที่ธิดาหนึ่งเดียวขององค์ราชันเคยทำอะไรไว้กับเจ้านายของตน 

“ถ้าหากเขาเป็นแค่บุรุษธรรมดาทั่วไปก็คงจะดี”  

มาเรียหลับตาลงเพื่อพักผ่อน บางครั้งเธอก็นึกเบื่อการช่วงชิงความโปรดปราน หญิงสาวอยากมีชีวิตเรียบง่ายกับผู้ชายที่เธอปักใจรัก ผู้ชายที่ครั้งหนึ่งเคยจุดประกายความกล้าให้กับมาเรีย 

 

 

เมื่อหลายปีก่อน... 

เด็กน้อยคนหนึ่งนั่งกอดเข่ามองเงาของตัวเองที่สะท้อนอยู่บนพื้นน้ำ คนอื่นอาจมองเห็นความน่ารักสดใส แต่เจ้าของร่างกลับไม่ชอบใบหน้านี้เลย มือเล็กจึงนำโคลนเหลวขึ้นมาป้ายใบหน้าของตนเองเพราะไม่อยากเห็น 

แนวต้นไม้ที่ปลูกเป็นรั้วกั้นมีเสียงดังบางอย่าง มาเรียจึงค่อยขยับกายเข้าไปแอบซ่อนและใช้มือเล็กของตนแหวกไปตามกิ่งไม้ เพื่อดูว่าเกิดเรื่องอันใด มาเรียเห็นท่านแม่และอีกฝ่ายก็เห็นเช่นกัน เธอจะวิ่งเข้าไปหาแต่มารดากลับส่ายหน้าเป็นการห้าม เด็กน้อยจึงนั่งลงอยู่กับที่ 

“เด็กสองคนอยู่ที่ไหน”  

“มิทราบเจ้าค่ะ พวกเราเข้าไปค้นในบ้านแต่ก็ไม่พบ” บ่าวรับใช้คนหนึ่งเอ่ยตอบเจ้านายที่เป็นใหญ่ในตระกูล 

“ท่านป้าอย่าทำร้ายพวกนางเลย นางยังเด็กนัก เห็นแก่ที่เป็นคนในตระกูลเดียวกัน ปล่อยพวกเราไปเถิดเจ้าค่ะ”  

“ปล่อยรึ!”  

“ปล่อยให้พวกเจ้านำความหายนะมาให้คนในตระกูลสิไม่ว่า เจ้าเองก็เหมือนกัน เกิดมาเพียบพร้อมแต่กลับทำตัวต่ำ เพียงเพราะไม่อยากถูกส่งตัวไปให้องค์ราชัน ถึงขนาดยอมลดตัวลงไปมีอะไรกับองครักษ์ที่ถูกลงโทษให้เฝ้าสวนสมุนไพร หากมีคนนอกรู้ มันคงเป็นที่อับอายขายขี้หน้า”  

“เราเองก็อยากจะปรานีต่อเจ้า แต่เมื่อวานแม่เฒ่าได้ทำนายเอาไว้ บุตรสาวของเจ้าทั้งสองจะนำหายนะครั้งยิ่งใหญ่มาให้ตระกูลของเรา ดังนั้นเพื่อตัดไฟตั้งแต่ต้นลม พวกเจ้าสี่คนพ่อแม่ลูกจงอย่าได้โกรธเคืองป้าเลย”  

เด็กน้อยที่แอบมองดูอยู่ทางด้านหลังพุ่มไม้รีบยกมือขึ้นปิดริมฝีปากเล็กเพื่อไม่ให้เสียงร้องของตนได้ยินไปถึงกลุ่มคนที่กำลังใช้มีดทิ่มแทงลงไปที่ร่างของบิดาและมารดา 

“หากเจ้าเชื่อฟังเราแต่แรก เรื่องมันคงไม่เป็นเช่นนี้” คนเป็นป้ามองหลานสาวที่เหลือลมหายใจเพียงเฮือกสุดท้าย ใช่ว่าตนจะไม่เจ็บปวด แต่คนทั่วทั้งดินแดนต่างก็มีความเชื่อที่งมงาย 

 

เด็กที่เกิดออกมาพร้อมกันเป็นเหมือนดังวิญญาณที่แยกแยะดีชั่ว หากคนหนึ่งเพียบพร้อมไปด้วยพรสวรรค์ อีกคนก็จะรับเอาแต่สิ่งชั่วร้ายและความไม่ดีต่างๆ เข้ามาไว้กับตัว ดังนั้นหากมีเด็กเช่นนี้ถือกำเนิด ถ้าไม่สังหารทั้งสองคน ก็ต้องเลือกเก็บเด็กที่เป็นส่วนดีเอาไว้ 

“ไปจัดการคนโตอย่าให้มีชีวิตรอด ส่วนคนเล็กนำตัวมาให้เรา”  

“เจ้าค่ะ”  

มาเรียได้ยินดังนั้น จึงวิ่งหนีไปอย่างไม่รู้ทิศรู้ทาง กระทั่งร่างเล็กมองเห็นถ้ำที่อยู่ตรงเบื้องหน้า เด็กน้อยรีบตรงเข้าไปในเขตหวงห้ามทันที โดยไม่หวั่นเกรงต่อคำสั่งที่คนในตระกูลทุกคนต้องเชื่อฟัง เพราะตอนนี้ชีวิตของตนเองกำลังไม่ปลอดภัย 

เท้าเล็กย่ำเดินไปตามทางที่มืดสลัว มือน้อยก็คอยเกาะผนังถ้ำที่เย็นเฉียบเพื่อคลำทาง กระทั่งเห็นแสงไฟดวงหนึ่งส่องสว่างอยู่ในถ้ำที่เป็นโถงขนาดเล็ก แต่ก็ต้องหยุดชะงักด้วยความกลัวเพราะเสียงร้องที่แหบระโหย 

 

“นั่นใคร” น้ำเสียงแหบแห้งเอ่ยถาม ดวงตาสีแดงเพลิงจ้องมองไปยังเด็กหญิงตัวน้อยที่กำลังจะเดินเข้าไปในเขตอาคม ซึ่งใบหน้าเล็กมีแต่รอยเปื้อนของดินโคลนจะโผล่ออกมาก็แค่ดวงตาที่สุกใสเท่านั้น 

“อย่าทำอะไรเรานะ” มาเรียร้องบอกด้วยความกลัว 

“เจ้าห้ามเดินสะเปะสะปะ ในนี้มีอาคมที่แกร่งกล้าปิดกั้นเอาไว้ ถ้าหากกลัวตายก็จงรีบออกไป” เพราะขนาดเขาผู้ที่เป็นใหญ่ในดินแดนแห่งนี้ ยังเสียรู้ให้กับคนใกล้ชิด กระทั่งถูกจับตัวและนำมาขังเอาไว้ที่นี่ ครั้นต้องการออกไปก็ถูกอาคมพวกนี้จัดการจนร่างกายบอบช้ำ 

“ท่านบาดเจ็บตรงไหน” เด็กน้อยมาเรียที่เป็นคนขี้กลัวมาแต่ไหนแต่ไรตอนนี้กลับมีความกล้า ถึงกับเอ่ยถามบุรุษแปลกหน้าที่เนื้อตัวมีแต่ร่องรอยบาดแผลและเลือดที่ไหลชุ่มไปทั้งตัว  

“เดี๋ยวเราใส่ยาให้ท่านนะ” มือเล็กล้วงเอาถุงผ้าใส่ยาขึ้นมาชูให้เห็น 

“เราบอกว่าห้ามเดิน อยากจะตายหรือไง!”  

“จะออกไปหรือจะอยู่ที่นี่ เราก็ต้องตายเช่นกัน สู้มีคนตายเป็นเพื่อนแบบนี้ เราจะได้ไม่เหงา”  

“หึ! เจ้าเป็นเด็กตัวแค่นี้ ใครกันจะฆ่าเจ้าได้ลงคอ” ถึงเขาจะโหดร้ายแต่ก็ไม่เคยคิดสังหารเด็กเลยสักคน 

“คนในตระกูลอย่างไรเล่า ตอนนี้ท่านพ่อกับท่านแม่ก็ถูกสังหารไปแล้ว เหลือเรากับน้องสาวเท่านั้น ที่พวกเขายังต้องการเอาชีวิต” มาเรียพูดพลางร้องไห้ไปพลาง ภาพความตายของบุพการียังติดตาฝังแน่นในใจเด็ก 

“ท่านเล่าเป็นใครทำไมถึงได้บาดเจ็บมากมายขนาดนี้ ไม่รู้หรือไร ที่นี่มันเป็นเขตหวงห้ามขององค์ราชัน หากถูกจับได้ขึ้นมาชีวิตของท่านคงต้องจบสิ้น หรือว่าท่านเองก็แอบเข้ามาแล้วถูกจับได้กันแน่”  

“ทำไมเจ้าถึงเข้ามาในนี้ได้” คำถามของเด็กน้อยเขาไม่ตอบ แต่กลับถามออกไปด้วยความแปลกใจ เพราะไม่ว่าเท้าเล็กจะก้าวเดินไปทางไหนก็ไม่สัมผัสโดนจุดที่ลงอาคมไว้แต่น้อย 

“เรามาหลายครั้งแล้ว ทุกทีที่มา ในนี้จะสว่างสดใสและงดงามมากแต่ทำไมวันนี้ถึงได้มืดมิดเช่นนี้ไปได้” มาเรียเปิดถุงผ้าหยิบยาหนึ่งเม็ด ยื่นไปตรงริมฝีปากของบุรุษผู้นั้น 

“กลืนลงไปเสียสิ นี่เป็นยาที่น้องสาวเราปรุงขึ้นเอง มันสามารถรักษาบาดแผลและเห็นผลดียิ่งนัก”  

“น้องสาวเจ้า?”  

เขามองร่างเล็กของเด็กน้อยที่น่าจะมีอายุได้เพียงห้าขวบเศษ ถึงจะพูดจาฉะฉานแต่ก็ยังเล็กนัก ซ้ำยังบอกน้องสาวเป็นคนปรุง เด็กคนนั้นก็ต้องอายุอ่อนกว่าเป็นแน่ ถ้าหากเขากลืนลงไป มันจะมีอันตรายหรือไม่ 

“ถูกต้องน้องสาวของเรา ท่านกลืนมันลงไปได้นะ มันไม่เป็นอันตรายหรอก น้องสาวของเราเก่งยิ่งนักจนทุกคนเอ่ยชม ถ้าหากเป็นยาที่เราปรุงสิ ท่านค่อยหวาดกลัว” เด็กน้อยมาเรียยอมรับความจริง แม้จะเป็นวัตถุดิบที่เหมือนกันทุกอย่าง ทว่ายาที่ควรจะรักษากลับกลายเป็นยาพิษทุกครั้งไป 

“ไม่...” ถึงร่างกายของอีกฝ่ายกำยำล่ำสัน แต่ตอนนี้เขาขยับตัวยังทำไม่ได้ แค่เด็กน้อยจับเม็ดยายัดเข้ามา เขาก็ยังหลบไม่พ้น มิหนำซ้ำเด็กน้อยยังดันปลายนิ้วเล็กเข้าในปากของเขาอีก จนเขาต้องยอมกลืนยาลงไป 

“เป็นอย่างไรบ้าง ดีขึ้นไหม” เด็กน้อยถามด้วยความห่วงใย 

“ฮืม...ดี” ซึ่งมันดีอย่างไม่น่าเชื่อ ร่างกายทุกส่วนของเขาเริ่มมีแรง รอยบาดแผลที่เปิดกว้างก็เชื่อมสนิท ทำให้หยาดโลหิตหยุดไหล 

“บอกแล้วว่ายาที่น้องสาวของเราปรุงย่อมต้องดี นางเก่งมากเลยนะ”  

“เจ้าก็เก่ง”  

เป็นครั้งแรกที่มีคนเอ่ยชมมาเรียเช่นนี้ เด็กน้อยจึงยิ้มกว้างลืมความหวาดกลัวที่ตนเองกำลังหนีตาย มือเล็กล้วงเอาผ้าขึ้นมาเช็ดของเหลวสีแดงสดที่เปื้อนใบหน้าของอีกฝ่าย 

“ท่านชื่ออะไรยังไม่บอกเราเลย” มาเรียยืนจ้องมองผู้ชายตรงหน้า 

“เดฟลิน”  

เขามองปฏิกิริยาของเด็กน้อยที่คาดว่าน่าจะกลัวจนตัวสั่น แต่สิ่งที่เขาเห็นกลับไม่ใช่ เธอยังมองเขาด้วยแววตาสงสัย ทำท่านึกอยู่นานก่อนจะริมฝีปากจิ้มลิ้มจะเอ่ยออกมา 

“ชื่อท่านแปลกจัง ทำไมครอบครัวของท่านถึงได้ตั้งชื่อ ดุร้าย ให้กับลูกชายตัวเองด้วย”  

“พวกเขาคงเกลียดเรา เจ้าเล่ามีนามว่าอะไร” เดฟลินมองดูเด็กน้อยที่เกิดอาการตัวสั่นจากความหนาวเย็นภายในถ้ำ เขาจึงจุดไฟขึ้นมาที่กลางฝ่ามือเพื่อให้เด็กน้อยได้ผิงมือรับไออุ่น ทว่าหูของเขาพลันได้ยินเสียงที่ดังจากภายนอก ไฟที่ส่องสว่างดับมืดลง มาเรียถูกแรงดึงจากอีกฝ่ายให้เข้าไปซ่อนอยู่ที่ด้านหลังชายหนุ่ม 

“เจ้าเงียบไว้นะ”  

 

บ่าวรับใช้หลายสิบคนเดินวนเวียนอยู่ที่ปากทางเข้าถ้ำ แต่ไม่มีผู้ใดกล้าล่วงล้ำเข้าไปด้านใน เสียงพูดคุยดังไปทั่วบริเวณ เสียงเหยียบย่ำกิ่งไม้ที่ดังสะท้อนเข้ามาด้านในถ้ำ ทำให้เด็กน้อยยิ่งหวาดกลัวว่าจะถูกจับตัวได้ 

“มาเรียเจ้าอยู่ที่ใด ท่านแม่ของเจ้าเรียกหา” บ่าวรับใช้คนหนึ่งตะโกน 

“เจ้าชื่อมาเรียใช่หรือไม่”  

เดฟลินถาม ศีรษะเล็กก็พยักหน้าตอบแต่ไม่กล้าส่งเสียง  

“พวกเขามาตามเจ้า รีบออกไปสิ”  

มาเรียรีบส่ายศีรษะด้วยความกลัว ก่อนจะกระซิบบอกด้วยน้ำเสียงสั่นเครือพร้อมหยาดน้ำตา “ท่านแม่เราถูกสังหารไปพร้อมกับท่านพ่อ จะมีท่านแม่จากที่ไหนมาเรียกหาเราอีก พวกเขาโกหก”  

“ผู้คนที่อยู่ด้านนอกเป็นศัตรูเจ้า?”  

“มิใช่ พวกเขาเป็นคนในตระกูลเดียวกับเรา”  

“เจ้าเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า” เดฟลินมองดูเด็กน้อยที่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีทางทำอันตรายต่อใครได้ พลังที่อยู่ในตัวก็แทบหาไม่พบ ทำไมคนพวกนั้นถึงต้องการชีวิตของเด็กคนนี้ 

“ไม่ผิด เราได้ยินชัดเจน ซ้ำยังเห็นด้วยตาตัวเอง พวกเขาสังหารท่านพ่อและท่านแม่!” เด็กน้อยยืนยันเสียงดังจนเสียงคำพูดสุดท้ายดังก้องกังวานสะท้อนออกไปที่ปากทางเข้าถ้ำ 

“มาเรียเจ้าอยู่ในนั้นรึ รีบออกมาเถอะ ที่นี่มันเป็นเขตหวงห้ามขององค์ราชัน ระวังเถอะ เจ้าจะได้รับโทษหนัก” บ่าวรับใช้ที่มีร่างกายอ้วนท้วนเอ่ยขู่เด็กที่อยู่ด้านใน 

ให้ตายอย่างไรมาเรียก็ไม่คิดออก ถึงชายผู้นี้จะตัวใหญ่ นัยน์ตาสีแดงเพลิงดูดุดัน แต่มาเรียกลับไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวที่จะอยู่ใกล้เขา ผู้คนข้างนอกที่แต่งตัวดีซึ่งกำลังหลอกล่อให้เธอออกไปต่างหากที่น่ากลัวกว่าหลายเท่า 

“ท่านอย่าไล่ให้เราออกไปเลยนะ”  

มาเรียเกาะแขนอีกฝ่ายเอาไว้หวังจะให้เขาช่วย แต่ดูจากสภาพ เด็กน้อยก็ยังไม่แน่ใจว่าบุรุษที่บาดเจ็บจนเลือดท่วมตัวจะช่วยเธอได้ไหม หรือจะพากันไปตายทั้งคู่ แต่อย่างน้อยเธอก็ยังมีเพื่อนตาย 

“ถ้าอยากให้เราช่วย เจ้าก็ต้องช่วยเราก่อน”  

“ช่วยอย่างไร”  

“เด็กน้อย ถ้าเจ้าสามารถช่วยเราปลดผนึกที่อยู่ตรงมุมเสานั้นได้ ไม่ว่าเจ้าขออะไร เราจะช่วยให้เจ้าสมปรารถนาดีหรือไม่” เดฟลินร่ายมนตร์ให้คบเพลิงบนผนังถ้ำได้ส่องสว่างอีกครั้ง มาเรียมองไปยังตำแหน่งที่เขาชี้นิ้ว 

“ได้สิ”  

“อย่าเพิ่งดีใจไป หากเจ้าทำไม่สำเร็จชีวิตนี้ของเจ้าก็จบสิ้นเช่นกัน”  

เด็กน้อยพยักหน้าก่อนจะมุ่งมั่นเดินไปยังเสาต้นนั้น ท่ามกลางสายตาลุ้นระทึกของเดฟลิน มันเป็นการเสี่ยงดวงที่อาจจะต้องทำให้ชีวิตของเด็กคนหนึ่งต้องตาย แต่เขาเองก็ไม่มีทางเลือก 

“ทำไมเจ้าเดินไปได้โดยไม่ถูกกับดักอาคมเลยเล่า”  

“เราก็แค่ไม่เดินไปเหยียบ ไม่เห็นมีอะไรยาก ถ้าหากท่านตาบอดก็ว่าไปอย่าง คนตาปกติก็เห็นด้วยกันทั้งนั้นแหละ” มาเรียหันมาย่นจมูกใส่ ถ้ำนี้เธอเดินเข้ามารู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง  

“เจ้ามองเห็น?”  

“ใช่สิ ตาเรามิได้บอด” ถ้าหากเขาไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือจากเด็กน้อย คงต้องหวาดเสียงดังออกไปด้วยความโมโหที่อีกฝ่ายบังอาจโต้เถียง 

“อันนี้ใช่หรือไม่ ต้องให้เราทำเช่นไร”  

“ทุบมันให้แตก” ซึ่งเด็กน้อยที่ยังมีร่างกายบริสุทธิ์เท่านั้นถึงจะทำได้ 

มาเรียมองผลึกแก้วอย่างชั่งใจ ร่างเล็กย่อตัวลงเก็บก้อนหินบนพื้นขึ้นมาถือ ก่อนจะหันไปถามชายที่มีสภาพเนื้อตัวมอมแมมอีกครั้ง “ท่านจะช่วยเรากับน้องสาวให้ปลอดภัยใช่หรือไม่”  

“แน่นอนเราสัญญา”  

ผลึกแก้วที่อยู่บนหัวเสาตรงกลางถูกทุบจนแตกละเอียด ในถ้ำที่ปิดทึบกลับมีลมกรรโชกอย่างรุนแรง มาเรียมองบุรุษที่แทบเอาตัวเองไม่รอด บัดนี้กลับลุกขึ้นยืนได้ มิหนำซ้ำยังดูมีเรี่ยวแรงมหาศาล 

“ท่านเก่งจัง ใช้คาถาอันใด ร่ำเรียนจากที่ไหน เขารับเด็กหญิงอย่างเราหรือไม่ เราอยากทำได้เหมือนเช่นท่านจัง” เด็กน้อยเอ่ยถาม 

“ดูจากพลังของเจ้า เรียนจนแก่ตายก็คงยังทำไม่ได้”  

พอถูกดูแคลน มาเรียก็ทำหน้าเศร้า ทุกคนในตระกูลต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันหมด ใช่ว่าตัวเธอจะไม่ทราบ 

“เอาเถอะเห็นแก่ที่เจ้าช่วยเรา ดังนั้นเราจะให้เจ้าได้เรียนทางลัด”  

เดฟลินหยิบแหวนวงหนึ่งออกมาให้เด็กน้อยได้ถือไว้ 

“กดมันลงมาที่ฝ่ามือของเรา”  

“ท่านก็ถูกมันทิ่มสิ เดี๋ยวเลือดออกนะ” มาเรียเห็นหัวแหวนเหมือนมีของแหลมโผล่ยื่นออกมา เธอได้แต่ถือมันเอาไว้แบบนั้น เด็กน้อยไม่กล้าทำตามที่อีกฝ่ายสั่ง 

“เลือดของเรามีค่านะ ซึ่งมันจะมีค่าก็ต่อเมื่อเจ้าใช้สิ่งนี้ทิ่มมันลงบนฝ่ามือของเรา” เดฟลินจับมือเล็กที่ถือแหวนเอาไว้กดลงไปบนฝ่ามือของตนจนโลหิตสีแดงฉานไหลซึมออกมา 

“อ้าปากเร็ว”  

มาเรียอ้าปากก็จริง แต่เธออ้าปากหวอด้วยความตกใจ เดฟลินรีบนำหยดเลือดของตนหยดลงไปในปากเล็กของเด็กน้อย จากนั้นก็หงายมือจุดไฟดวงใหญ่ขึ้นที่กลางฝ่ามือ หยดเลือดและรอยแผลก็อันตรธานหายไป 

“ท่านคิดจะแกล้งเราหรือไง เราช่วยท่าน แต่ท่านให้เรากินเลือดหนึ่งหยดเนี่ยนะ มันไม่ยุติธรรมเลย”  

เดฟลินได้ฟังก็ระเบิดเสียงหัวเราะใส่เด็กที่ไม่รู้คุณค่า หยาดโลหิตของเขามีค่าและเป็นที่ต้องการ แต่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้วิธีที่จะได้มันอย่างถูกต้อง ต่อให้เขาบาดเจ็บจนได้แผล เก็บโลหิตอันนั้นไปก็ไร้ประโยชน์ 

“หลังจากนี้เจ้าจะเรียนรู้ได้ฉับไวและยังมีอาคมที่แกร่งกล้า”  

“กว่าเราจะเรียนรู้ได้ คนพวกนั้นคงฆ่าเราตายก่อน”  

“เช่นนั้นเราจะจัดการให้เจ้าเป็นการตอบแทน”  

เดฟลินเดินนำเด็กน้อยออกจากถ้ำ บ่าวรับใช้และนายใหญ่ของตระกูลก็มายืนรอเช่นกัน สภาพผมเผ้าที่ยุ่งเหยิง เสื้อผ้าอาภรณ์ที่ใส่ก็ขาดวิ่นไม่ต่างจากขอทาน ทำให้ไม่มีใครจำองค์ราชันผู้งามสง่าของพวกตนได้ 

“คนพวกนี้สังหารพ่อแม่เจ้าใช่หรือไม่” เดฟลินก้มลงถามเด็กน้อย 

“เจ้าค่ะ”  

สิ้นเสียงหนักแน่นและแววตากรุ่นโกรธของเด็กน้อย เดฟลินเพียงแค่พลิกฝ่ามือ ผู้คนที่ยืนออกันอยู่ปากทางเข้าถ้ำ ยังไม่ทันได้ส่งเสียงร้องเจ็บ ร่างกายก็แหลกเป็นผุยผง ก่อนจะปลิวหายไปในอากาศ 

ดวงตาคู่น้อยเบิกโพลงอย่างคาดไม่ถึง 

“เจ้ากลัว?”  

“ไม่เจ้าค่ะ พวกเขาสมควรได้รับ”  

เดฟลินเห็นแววเด็ดเดี่ยวที่อยู่ในดวงตาของเด็กน้อยก็ให้นึกชื่นชม ถ้าหากทำตัวอ่อนแอ ไม่กล้าคิดการใหญ่ สุดท้ายจะเป็นตนเองนั่นแหละที่ต้องเพลี่ยงพล้ำ 

“หากเจ้าหมั่นฝึกฝน ต่อไปก็จะไม่มีใครรังแกเจ้าได้อีก” แผ่นหนังที่มีตัวอักษรมากมายเขียนลงไปในนั้น ถูกยัดใส่มือเล็กของเด็กน้อย ก่อนร่างสูงใหญ่จะหายวับจากไปเมื่อมีหนึ่งเสียงเรียกจากที่ไกลๆ  

“มาเรียเจ้าอยู่ที่ใด”  

“ทางนี้เมริซ่า” เมริซ่าวิ่งไปกอดพี่สาวน้ำตานองใบหน้า  

“ท่านพ่อ ท่านแม่” เสียงเล็กที่ขาดหาย ก้อนสะอื้นที่ไม่อาจเก็บกลั้นสุดท้ายก็ปล่อยโฮร้องไห้ออกมาด้วยความเศร้าโศกเสียใจ เมื่อนึกถึงร่างไร้วิญญาณของบุพการี ตรงทางเข้าบ้านที่ท้ายสวนสมุนไพร 

“อย่าร้องนะ ต่อไปพี่จะดูแลเจ้าเอง” มาเรียโอบกอดเด็กน้อยที่ใบมีหน้าเหมือนกับตนพร้อมกับให้คำสัญญา... 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว