ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 10 - การแสดงกลุ่มครั้งแรก (1)

ชื่อตอน : บทที่ 10 - การแสดงกลุ่มครั้งแรก (1)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 11

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 08 เม.ย. 2564 09:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 10 - การแสดงกลุ่มครั้งแรก (1)
แบบอักษร

บทที่ 10 

การแสดงกลุ่มครั้งแรก (1) 

 

วันขึ้นแสดงสเตจแรกต่อหน้าผู้ชมในฮอลล์ของเหล่าเด็กฝึกมาถึงอย่างรวดเร็ว

วันนี้พวกเราตื่นขึ้นมาแต่เช้ามืดเพื่อแต่งหน้าทำผมและแต่งตัวสำหรับการแสดง ในเช้านี้พวกเราต้องถ่ายโปสเตอร์สำหรับโปรโมทสมาชิกกลุ่มการแสดงแต่ละคนลงช่องทางออนไลน์ และต้องขึ้นเวทีก่อน 1 รอบเพื่อถ่ายฟุตเทจการแสดงแยกสำหรับตัดต่อมุมกล้องที่สวยงามใส่เพิ่มเข้าไปในรายการสดที่จะมีขึ้นในช่วงค่ำของวันนี้อีกที

แต่แทนที่ผมจะรู้สึกตื่นเต้นกับการขึ้นเวทีในวันนี้ สิ่งที่เข้ามาแทนที่กลับเป็นความกังวลมากกว่า นั่นเพราะผมยังไม่สามารถแสดงด้านที่เซ็กซี่ออกมาให้ดูเป็นธรรมชาติได้เลย

พี่เหิงถึงกับบอกผมด้วยสีหน้าที่รู้สึกผิดว่า

“ทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไรเอ็ดเวิร์ด อย่ากดดันตัวเอง มันจะไม่เป็นผลดีต่อทั้งตัวนายและการแสดงที่ออกมา"

"ฉันเองก็ต้องขอโทษนะที่เอาแต่ฝืนใจนาย ฉันควรที่จะรับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกกลุ่มทุกคนให้มากกว่านี้”

“พี่เหิงอย่าโทษตัวเองสิ ผมเองก็อยากจะทำให้ดีที่สุดบนเวทีเหมือนกัน การได้รับคำแนะนำจากพี่คือสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว” ผมลูบหลังอวี๋เหิงเพื่อปลอบใจเขา

“พี่แต่งหน้าหล่อขนาดนี้ อย่าทำหน้าเศร้าอีกเลยนะ”

“อืม นายก็ทำผมเสร็จแล้วใช่มั้ย? ไปนั่งรอที่ห้องข้างๆ ก่อนก็ได้นะ เดี๋ยวพอเราต้องถ่ายโปสเตอร์ต่อจากกลุ่ม Up&Down แล้วเดี๋ยวฉันไปเรียก”

“ขอบคุณนะพี่เหิง”

“อย่าฝืนตัวเองนะเอ็ดเวิร์ด ยังไงซะนายก็เป็นน้องชายที่น่ารักของพวกเรา”

ผมแยกกับกลุ่ม ‘หาหล่อกว่านี้ไม่ได้แล้วนะ!’ ที่กำลังแต่งหน้าทำผมกันอยู่ ตอนนี้เหลือแค่รอแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่ใช้ในการแสดงจริงที่จะต้องไปใส่ทีเดียวตอนอยู่หน้ากล้อง

ในระหว่างที่เดินผ่านโถงทางเดินเพื่อไปยังห้องนั่งเล่นพักผ่อน เพราะความเครียดที่กลัวความผิดพลาดบนเวที ทำให้ผมพยายามคิดถึงเนื้อเพลงท่อนที่ผมร้องพร้อมกับนึกคิดสีหน้าและอารมณ์ของเพลงไปด้วย

“ที่คุณมองไม่เห็นความงดงามของผม คงเพราะคุณตาบอดสินะ”

“พูดชมต่อหน้าอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ลับหลังกลับพูดจาสกปรก”

เสียงร้องเพลงบนทางเดินที่ไร้ผู้คนขอผมดังพอที่จะทำให้คนที่เพิ่งเปิดประตูบานข้างหน้าออกมาได้ยิน ผมและเขาจึงหันหน้ามาสบตากันพอดี

“เอ็ดเวิร์ด!”

“ฉางหลี่เค่อ!”

คนตรงหน้าผมที่แต่งหน้าทำผมเสร็จแล้ว กวักมือเรียกผมให้เข้าไปหา

“กำลังจะไปพักใช่มั้ย? ไปด้วยกันสิ”

แต่ผมตอบปฏิเสธ

“ไม่ล่ะ ฉันจะไปห้องน้ำ ว่าจะไปฝึกร้องเพลงหน้ากระจกก่อน”

“อ้าว! นายยังต้องฝึกอีกเหรอ?”

“อืม ฉันรู้สึกว่าตัวเองยังทำได้ไม่ดีพอ ฉันไม่อยากอยู่คลาส D ไปตลอดหรอกนะ” ผมพูดด้วยสีหน้าตั้งอกตั้งใจ

“ทำไมนายถึงคิดว่าตัวเองยังทำได้ไม่ดี?”

ผมยืนกอดอกคิดอยู่ครู่หนึ่งขณะที่พวกเราสองคนพากันเดินไปตามทางเดิน

“ฉันแค่ไม่รู้ว่าต้องทำยังไงถึงจะเข้าใจความรู้สึกพวกนั้น ฉันเพิ่งจะอายุ 18 เองนะ จะไปเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของผู้ใหญ่จริงๆ ได้ยังไง”

ฉางหลี่เค่อถึงกับหลุดขำ

“หรือว่านายไม่เคยดูพวกหนังผู้ใหญ่ที่มันมีฉากอย่างว่า”

“แล้วมันเกี่ยวกันยังไง?”

ผมไม่เข้าใจที่เขาพูดจริงๆ ถ้าคนเรามันจะเซ็กซี่ได้ด้วยการดูหนัง งั้นอย่างนี้คนที่ดูแต่หนังโป๊ก็ต้องมีเสน่ห์ดึงดูดใจไปแล้วสิ

ฉางหลี่เค่อวางมือข้างหนึ่งลงบนไหล่ผม แล้วเข้ามากระซิบที่ข้างหูว่า

“นายไม่เคยจินตนาการตามเวลาดูหนังเหรอว่าเวลาที่ร่างกายเราถูกคนอื่นสัมผัสมันจะรู้สึกยังไง...”

“อาจจะรู้สึกดีเหมือนกับนักแสดงที่ทำหน้าเคลิบเคลิ้มอยู่ในหนังก็ได้จริงมั้ย?”

หูผมรู้สึกอ่อนไหวต่อเสียงแหบพร่าและลมเบาๆ เวลาที่เขาพูด

ผมเลยผลักเขาออกไปทันทีที่เขาพูดจบแล้วลูบหูตัวเองข้างนั้นแรงๆ อยู่ 2-3 ที

“มันคงยังไม่ถึงวัยที่ฉันจะต้องมาจินตนาการอะไรแบบนั้น จริงมั้ย?” ผมบอกด้วยสีหน้ารำคาญ เพื่อกลบเกลื่อนอาการเก้อเขินของตัวเอง

“ถ้านายอยู่ในวงการแสดง เดี๋ยวต่อไปนายก็ต้องถูกบังคับให้เรียนรู้เรื่องพวกนี้เองนั่นแหละ”

จริงสินะ ฉางหลี่เค่อที่เป็นเด็กฝึกอยู่ในค่ายโมเดลลิ่งและเอเจนซี่นักแสดงชื่อดังอย่าง VanSky คงต้องผ่านการฝึกฝนด้านการแสดงมาไม่น้อยเลย ต่างจากผมที่เห็นงานแสดงเป็นเหมือนโอกาสที่ผ่านมาแค่ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น

“ตอนที่นายอยู่บริษัท เขาสอนนายยังไงเหรอ?” ผมถาม

“จริงๆ แล้วมันก็มีหลายวิธีนะ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการให้เราได้ดูการซ้อมของนักแสดงที่เก่งๆ เพราะยังไง การได้รับคำแนะนำจากรุ่นพี่ที่มีประสบการณ์มาก่อนก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุด”

“แต่จริงๆ แล้ว มันก็มีวิธีอยู่วิธีหนึ่งนะ ถ้าจะให้ได้ผลเร็วที่สุด Do you wanna try it?”

ฉางหลี่เค่อคิดหาทางช่วยผมทั้งที่ผมไม่ได้ร้องขอ แต่ผมก็รู้สึกขอบคุณเขาอย่างมากจริงๆ

“What is it?”

“Follow me.”

ฉางหลี่เค่อดึงแขนผมให้ตามเขาไป...

ที่ๆ เรามาถึงก็คือบริเวณในส่วนด้านหลังของตึกที่เอาไว้หลบพวกอุปกรณ์ประกอบฉากชั่วคราว บริเวณนี้แทบไม่มีคนอยู่เลย และยังมีพวกตรอกซอกซอยที่เอาไว้ให้พวกสต๊าฟแอบนั่งอู้งานหรือสูบบุหรี่ได้อีกด้วย

“พอดีต้องใช้ที่สงบๆ และปลอดคนหน่อย” หลี่เค่อบอกผมที่กำลังทำหน้าสับสนงงงวยอยู่

ฉางหลี่เค่อพาผมมายังเบาะหนังที่เอาไว้รองพื้นสำหรับกิจกรรมแนวกีฬาอะโครบาติกที่ผาดโผน เขาบอกให้ผมนอนลงไปบนเบาะนี้ซะ

“ให้ฉันนอน? เพื่อ?”

ผมเริ่มรู้สึกแปลกๆ กับบทเรียนที่เขากำลังจะสอน

“เออ นอนลงไปเถอะ เดี๋ยวก็รู้เอง” ฉางหลี่เค่อคะยั้นคะยอผม

“ก็ได้ๆ” ผมลงไปนอนคว่ำหน้ากับเบาะตามที่เขาสั่ง

“ทีนี้ก็หลับตาลง แล้วก็ห้ามลืมตาเด็ดขาดจนกว่าฉันจะบอกนะ โอเคมั้ย?”

“ให้นอนก็ว่าแปลกแล้ว นี่ฉันยังต้องหลับตาด้วยเหรอ?”

ฉางหลี่เค่อทำหน้ารำคาญกับการเอาแต่ถามนู่นถามนี่ของผม

“นี่นายอยากให้ฉันช่วยจริงๆ ใช่มั้ย?”

“อ่า โอเคๆ I’ m all yours. จะจับต้มยำทำแกงอะไรก็เชิญ” ผมรีบนอนคว่ำหน้าแล้วหลับตาสนิท

เป็นความเงียบงันที่ชวนให้รู้สึกไม่น่าไว้ใจ แต่ต่อมาก็รู้สึกได้ถึงฝ่ามือเย็นๆ สองข้างที่ลูบไล้เข้ามาในชายเสื้อที่ค่อยๆ ถูกถลกขึ้นมาจากเอว แล้วมือทั้งสองข้างนั้นก็สัมผัสเข้ากับแผ่นหลังที่เปลือยเปล่าของผมแบบเต็มฝ่ามือ...มือของฉางหลี่เค่อนุ่มกว่าที่ผมคิดไว้มาก

“จ...จั๊กจี้” ผมฝืนพูด ทั้งที่จริงๆ แล้วร่างกายกำลังเกร็งไปทั้งตัว

“เดี๋ยวก็ดีเอง” ฉางหลี่เค่อพูดปลอบประโลมผม

แล้วเขาก็กดน้ำหนักตัวลงมาช้าๆ ทำให้กล้ามเนื้อที่แข็งเกร็งตลอดเวลาบริเวณหลังของผมค่อยๆ ผ่อนคลายลง แล้วจากที่ผมรู้สึกตื่นเต้นเมื่อชั่วครู่จึงเปลี่ยนเป็นความรู้สึกที่เบาสบายขึ้น

ฉางหลี่เค่อค่อยๆ นวดไปตามแผ่นหลังของผม ไต่ระดับขึ้นมาทีละนิดๆ และด้วยการกะน้ำหนักที่กำลังดี มันเลยทำให้ผมรู้สึกมีความสุขเป็นอย่างมาก

จู่ๆ เขาก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาราวกับเสียงกล่อมเด็กว่า

“เอ็ดเวิร์ด ฉันอยากให้นายลองจินตนาการภาพของคนที่นายชอบกำลังนวดตัวให้นาย เพื่อที่จะได้จดจำความรู้สึกนี้ไว้”

ผมลองทำตามที่ฉางหลี่เค่อพูด นึกถึงภาพของน้องกระต่ายพันธุ์ Giant ขนนุ่มนิ่มสีขาวที่ผมเลี้ยงตอนอยู่ที่เมืองไทยกำลังใช้อุ้งมือกลมๆ สัมผัสแนบแน่นกับแผ่นหลังของผมอยู่

หลี่เค่อช่วยนวดตัวให้ผมไปเรื่อยๆ ไล่จากหลังลงมาที่ขาแล้วก็นวดไล่ขึ้นมาอีกครั้งเพื่อมาดัดข้อต่อกระดูกช่วงตัวด้านบนต่อ

“รู้สึกดีใช่มั้ย?” เขาถามผมหลังจากที่นวดตัวให้ผมเสร็จแล้ว

“It’ s the best.” ผมบอกโดยที่ยังไม่ลืมตา

“ดี ทีนี้อย่าเพิ่งลืมตานะ ฉันอยากให้นายนั่งหันหน้ามาทางฉัน”

ผมทำตามที่ฉางหลี่เค่อบอกอย่างว่าง่าย เสียดายที่มีเวลาให้เขานวดให้ผมน้อยเกินไป เพราะมันรู้สึกดีมากๆ

“เพราะว่าฉันไม่มีอุปกรณ์ช่วย...ปกติเราจะใช้หมอนหรือตุ๊กตา แต่ตอนนี้ให้นายใช้มือสองข้างของฉันไปก่อน”

มือใหญ่ๆ ที่ให้ความรู้สึกที่เย็นสบายของฉางหลี่เค่อแปะลงบนแก้มทั้งสองข้างของผม

“สิ่งที่ฉันอยากให้นายทำคือ...”

“ใช้มือสองข้างนี้ช่วยให้นาย ‘รู้สึกดี’ ซะ”

 

ตอนนี้ร่างกายผมมันรู้สึกโล่งและเบาสบายไปหมด ในขณะที่ผมนั่งรออยู่ในห้องพักคนเดียวหลังจากที่ฉางหลี่เค่อถูกเรียกตัวให้ไปแต่งตัวเพื่อเตรียมถ่ายโปสเตอร์กับกลุ่ม 9 to 5 ของเขา

ผมนั่งหลับตาลง และทบทวนในสิ่งที่ได้รับบทเรียนมาจากฉางหลี่เค่อ

ความรู้สึกที่เกิดจากสัมผัสของเขาเมื่อครู่ก่อนยังคงหลงเหลืออยู่บนตัวผม และผมก็พยายามที่จะจดจำมันในทุกรายละเอียด แม้ว่าบางทีจะรู้สึกขัดเขินอยู่บ้าง แต่เขาก็ช่วยให้คำแนะนำผม โดยบอกว่า

“เวลาที่นายอายเพราะคิดว่าตัวเองเป็นผู้ชาย ให้ลองเปลี่ยนความคิดใหม่...ในการแสดง ทุกอย่างเกิดขึ้นจากจินตนาการที่ไม่สิ้นสุด ถ้าหากนายสามารถควบคุมสิ่งที่อยู่ในหัวนายได้ ต่อจากนี้ไปก็จะไม่มีอะไรที่หยุดนายจากการแสดงบทบาทที่นายต้องการจะเป็นได้อีกแล้ว”

คำแนะนำของฉางหลี่เค่อมีประโยชน์ต่อการฝึกฝนของผมมาก เมื่อคิดได้ว่าเขาอายุห่างจากผมแค่ 1 ปีเท่านั้น แสดงว่าที่ผ่านมาเขาต้องทุ่มเทกับงานมากกว่าผมและคนอื่นหลายเท่าตัวจนทำให้เขามีความสามารถขนาดนี้

นั่นเลยทำให้ผมยิ่งรู้สึกนับถือในตัวฉางหลี่เค่อขึ้นไปอีก

ผมนั่งเหม่อลอยอยู่พักหนึ่ง จนกระทั่งเสี่ยวเถาเดินเข้ามาเรียก

“หมิงฮว่า อีกเดี๋ยวเราต้องเตรียมตัวสำหรับถ่ายโปสเตอร์กันแล้วนะ”

พวกเรากลุ่ม ‘หาหล่อกว่านี้ไม่ได้แล้วนะ!’ ที่มาในธีมแนวสตรีทพังค์สีดำกับเดนิมและดำกับแดง ได้ถ่ายรูปขึ้นโปสเตอร์ที่มีฉากหลังเป็นกระจกแตกและแต่ละคนมีค้อนปอนด์เท่ๆ หรือไม้เบสบอลถืออยู่ ทุกอย่างดูลงตัวตามแบบแผนที่พวกเราวางเอาไว้ และมันก็ทำให้ทุกคนตื่นเต้นกับการแสดงในวันนี้มากยิ่งขึ้นไปอีก

หลังจากที่ผมถ่ายแบบเสร็จแล้ว พี่เหิงที่มองผมอยู่นานได้เดินเข้ามาหาผมด้วยสายตาที่ดูเปล่งประกายจนแสบตา เขาพูดว่า

“ชางหมิงฮว่า นี่นายไปทำอะไรมา ทำไมจู่ๆ ถึงได้ดูเหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคนแบบนี้” พี่เขาเข้ามาจับตัวผมหมุนไปมาจนผมเริ่มรู้สึกเวียนหัว

“ล...แล้วมันดีหรือไม่ดีครับเนี่ย?”

“ดีสิ ดีมาก! นายต้องทำให้การแสดงนี้ออกมายอดเยี่ยมได้แน่!”

และในที่สุด ช่วงเวลาที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง ค่ำคืนแห่งการแสดงที่มีแสงสีเสียงตระการตา แม้แต่เสียงแฟนๆ จำนวน 300 คนที่นั่งชมอยู่บนอัฒจันทร์ขนาดย่อมหน้าเวทีก็ยังดังกระหึ่มราวกับเสียงของผู้ชมจำนวนหลักหมื่นในสนามฟุตบอล

ทีมแรกที่ขึ้นแสดงคือทีม Up&Down กลุ่มที่มีหยางเกาซิ่งเพื่อนแร็ปเปอร์ของผมเป็นสมาชิกอยู่ด้วย

ด้วยความที่เป็นทีมแรก ระหว่างที่พวกเขากำลังจะเดินออกจากห้องชมการแสดงผ่านจอมอนิเตอร์ของเด็กฝึกที่เป็นเสมือนห้องพักที่รวมเด็กหนุ่มทั้ง 100 คนเอาไว้ หยางเกาซิ่งที่ปกติจะเป็นคนมีความมั่นใจและมีไฟกระตือรือร้นเสมอถึงกับออกอาการตื่นเวทีอย่างเห็นได้ชัด

แต่เพราะผมนั่งอยู่ไกลจากที่นั่งของเขามาก ผมเลยทำได้เพียงแค่ส่งเสียงเชียร์หยางเกาซิ่งจากที่ที่ผมนั่งอยู่เท่านั้น

“Gaoxing bro! You can do it!”

เสื้อผ้าหน้าผมของกลุ่ม Up&Down มาในสไตล์ Relaxing สีขาวกับดำที่เน้นความมันเลื่อมของผ้าต่วนและผ้าหนังขับเน้นเสื้อผ้าที่ไร้ระเบียบและเบาสบายให้ดูเซ็กซี่ ส่วนฉากบนเวทีที่เป็นไฟ LED ก็มีไว้ฉายภาพเคลื่อนไหวเป็นรูปทรงเรขาคณิตและตัวอักษรต่างๆ เน้นสไตล์พังค์ร็อกสีดำชมพูและดำเหลืองที่ดูแล้วชวนให้รู้สึก Contrast กับตัวคนบนเวที

หยางเกาซิ่งขึ้นไปยืนอยู่บนเวทีด้วยอาการที่ไม่เหมือนตัวเขาเอง รอยยิ้มที่เขาฝืนแสดงออกมานั้น มันทำให้ผมรู้สึกมวนท้องเพราะความหวาดหวั่นใจ

สำหรับคนอื่นนี่อาจเป็นการแสดงที่ดีมากการแสดงหนึ่ง แต่สำหรับผมที่รู้ว่าเพื่อนอาจไม่ได้ทำมันอย่างเต็มที่กลับรู้สึกเป็นกังวลจนต้องนั่งลุ้นตัวเกร็งไปหมด 

แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ในขณะที่เสียงดนตรีสนุกๆ กำลังดำเนินไปเพื่อเริ่มเข้าสู่ท่อนแรกของเพลงที่เป็นท่อนแร็ป หยางเกาซิ่งได้เริ่มต้นแร็ปผิดไปหนึ่งจังหวะ ซึ่งทำให้ไรม์ที่ตามมาทั้งไรม์สูญเสียกระบวนไปหมด จนกระทั่งเมนโวคอลต้องเข้ามาช่วยเหลือเขาโดยการร้องประสานให้เข้ากัน เพราะการนั้นจึงช่วยดึงสติหยางเกาซิ่งกลับมาได้

แต่มันคงเป็นช่วงเวลา 10 วินาทีอันน่าเจ็บปวดของแร็ปเปอร์ใต้ดินผู้เจนสนามอย่างเขาไปอีกนาน

“ไม่น่าเชื่อว่าคนอย่างหยางเกาซิ่งจะตื่นเต้นกับการแสดงครั้งแรก”

ผมหันไปมองฉางหลี่เค่อที่นั่งเรียงแถวอยู่กับทีม 9 to 5 ข้างหลังผมพอดี ข้างๆ กันคือเอริคโจที่ทำหน้าเป็นห่วงหยางเกาซิ่งเพื่อนรักอย่างชัดเจน

“คนบ้าย่อมมีด้านที่อ่อนไหวที่ตัวเองปกปิดเอาไว้อยู่แล้ว” เอริคโจเอ่ยเบาๆ ซึ่งความหมายของเขามีหรือที่ผมที่เป็นเพื่อนกันจะไม่เข้าใจ

สำหรับหยางเกาซิ่งแล้ว ที่นี่ก็เป็นเหมือนกับโลกอีกใบหนึ่งที่เขาไม่รู้จัก

การจากเวทีที่เป็นเหมือนสนามรบอันดุเดือดของปีศาจมายังที่ที่ใครต่างก็มีบรรทัดฐานในการตัดสินคนบนเวทีเปลี่ยนไปจากเดิม...มีหรือที่เขาจะไม่เกรงกลัว

เขาก็เหมือนกับยักษ์น้ำเงินที่เคยห้าวหาญเมื่อยามอยู่บนภูเขา แต่เมื่อถึงเวลาที่เขาต้องการจะเป็นเพื่อนกับมนุษย์ กลับถูกมองว่าเป็นตัวประหลาดจนต้องสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไป...ตำนานญี่ปุ่นเรื่องนี้ก็คงพออธิบายเรื่องราวของหยางเกาซิ่งได้ประมาณหนึ่ง

ถึงแม้แร็ปในช่วงเริ่ม เกาซิ่งจะทำมันได้ไม่ดีนัก แต่แร็ปท่อนสุดท้ายก่อนเข้าสู่ช่วงพีคของเพลงเขากลับทำได้ดีมากอย่างที่สมควรจะได้รับคำชื่นชม เพียงแต่...มันจะช่วยกลบข้อผิดพลาดของเขาในช่วงต้นเพลงได้รึเปล่า อาจเป็นคำถามที่ต้องให้กรรมการและผู้ชมทุกคนช่วยกันตัดสิน

ในท้ายที่สุดแล้ว คะแนนของหยางเกาซิ่งก็ออกมาอยู่แค่ในระดับปานกลางเท่านั้น

มีคอมเมนต์หนึ่งของกรรมการที่เขาคงต้องจดจำไปอีกนาน

"ไม่ว่าจะไปสู่เวทีไหนในอนาคต ก็จงนำเอาจิตใจที่รักในฮิปฮอปของคุณไปด้วย อย่าได้ลืมความสนุกของเสียงเพลงเมื่อยามอยู่บนเวทีอีกเด็ดขาด"

เกาซิ่งเดินด้วยไหล่ที่ห่อเหี่ยวกว่าทุกครั้งเข้ามาในห้องรวมเด็กฝึก เขาไม่ใช่คนที่จะมาร้องไห้เพราะความผิดพลาดเล็กน้อยของตัวเอง แต่ก็ไม่ใช่คนที่จะเสแสร้งปั้นหน้ายิ้มกับเรื่องที่ตัวเขาสมควรจะถูกกล่าวโทษ นั่นยิ่งทำให้ผมรู้สึกเสียใจกับเขาจริงๆ

วงที่ขึ้นแสดงเป็นอันดับต่อไปคือ Sheep

วันนี้คิริเอะดูดีมากในชุดขนเฟอร์สีแดงทั้งตัวและการแต่งเมคอัพตาด้วยสีแดงและทองที่ทำให้เขาดูราวกับมังกรที่จำแลงลงมาในรูปของแกะขนเพลิง

คนอื่นๆ ในทีมต่างก็แต่งตัวด้วยชุดสีแดงและทองสไตล์ฮิปฮอปที่เน้นเสื้อตัวบนแบบโอเวอร์ไซส์ที่ทำให้ดูตัวเล็กลง แต่เปลี่ยนสัดส่วนของลำตัวช่วงบนให้ดูแข็งแรงและมีพลัง

สำหรับ อิซามิ คิริเอะ สิ่งที่จะขาดไปไม่ได้เลยเวลาที่เขาขึ้นไปทำการแสดงบนเวทีคือคำว่า 'World-Class' ที่ชวนให้ใครๆ ที่ได้เห็นความสามารถของเขาต่างก็พากันอ้าปากค้าง

เขาออกแบบไลน์การเต้นของทีมได้ดีเยี่ยมจนน่าอิจฉา อีกทั้งการแสดงสีหน้าและพลังที่ใส่เข้าไปในการแสดงก็ยอดเยี่ยมไร้ที่ติ

เหล่าแกะสีแดงที่ร้อนแรงกำลังเต้นอยู่บนเวทีและปล่อยของกันอย่างเมามัน จนพื้นเวทีแทบจะไหม้เพราะความร้อนแรงที่ดับไม่ไหวแล้ว

“...Be careful sheep in the neighber! (hood) . Just GET IT!!

ทั้งฮอลล์เหมือนจะเกิดแผ่นดินไหวจากเสียงของผู้ชม เมื่อถึงท่อนเบรกแดนซ์ที่คิริเอะร้องท่อนสุดท้ายด้วยเสียงอันทรงพลังตามแบบที่ผมสอน เขาทำให้ผมตื่นเต้นดีใจจนร่างกายอยู่ไม่เป็นสุข เช่นเดียวกับเด็กฝึกคนอื่นๆ ที่ต่างก็ส่งเสียงเชียร์กันออกนอกหน้า

การแสดงนี้เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบทุกอย่าง เป็นที่ชื่นชอบและน่าจดจำของทั้งกรรมการและผู้ชมทุกคน

และคนที่ได้รับคะแนนโหวตไปเยอะที่สุดก็หนีไม่ อิซามิ คิริเอะ เอสของทีม Sheep ผู้ที่แสดงให้เห็นแล้วว่า เขาได้เดินทางมาถึงเมืองจีนเพื่อที่จะเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการไอดอลในไม่ช้า

“สุดยอดเลยเหล่าแกะทั้งหลาย!”

“Kirie! You are the BEST! Dancer in the world!”

เสียงของพวกเพื่อนๆ ลุกขึ้นเชียร์เหล่าแกะสีแดงที่พากันเดินยิ้มอย่างภาคภูมิใจกลับเข้ามาในห้องได้สร้างความหวาดหวั่นให้กับคนอื่นๆ ที่คิดว่าตัวเองอาจเป็นทีมต่อไปที่ต้องขึ้นไปแสดง

แต่อาจเป็นเพราะโชคชะตา ทีมต่อไปที่ถูกประกาศชื่อขึ้นมาจึงเป็นเหมือนการประกาศศึกช้างชนช้างในการแสดงวันนี้

ทีมของคิริเอะที่ทำผลงานบนเวทีมาได้อย่างยอดเยี่ยมและเป็นที่น่าจดจำต้องมาเจอกับทีม My New Swag ที่มีทั้ง ดีมอนยู และ หยูหยาง เป็นหัวเรือที่แข็งแกร่ง

“นี่มันศึกอะไรกันเนี่ย” ผมหันไปคุยกับซองโม่เหยาที่ไม่เคยจะมีรีแอคชั่นอะไรกับเขาเลย แต่พอดูจากสายตาที่ตั้งใจมองกลุ่ม My New Swag เตรียมขึ้นเวที ก็พอจะเดาได้ว่าเขากำลังตื่นเต้นกับโชว์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า

“ศึกว่าใครจะได้ขึ้นมาเป็นผู้นำไง” ซองโม่เหยาพูด

ทั้งหยูหยางที่ตัวเล็กแต่มีความสง่างามอย่างต้นบอนไซที่มีกิ่งก้านอ่อนช้อยงดงามไม่ต่างจากบุรุษที่รำฟ้อนบทเพลงอันล้ำค่า

กับดีมอนยูที่ถ้าให้เปรียบก็คงเปรียบได้กับปีศาจร้ายสวมหน้ากากสีแดงที่รอการสำแดงอิทธิฤทธิ์ด้วยการขับขานกวีแห่งสงครามเพื่อเรียกสายฟ้าให้ผ่าลงมายังโลกมนุษย์

พวกเขาต่างสวมใส่ชุดจีนโบราณที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเครื่องแต่งกายของ ‘งิ้ว’ อุปรากรจีนอันมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกที่เป็นแรงบันดาลใจในเพลง My New Swag

เริ่มต้นเพลงด้วยการเกริ่นนำแบบงิ้ว นั่นคือมีเพลงบรรเลงของเครื่องดนตรีจีน 5-6 อย่างขึ้นมา ท่ามกลางฉากหลังสีดำที่คงมีไว้เพื่อขับเน้นสีสันของชุดที่หลากหลายของเหล่านักแสดงบนเวที

ซึ่งในส่วนนี้ หยูหยางได้ปรากฏตัวขึ้น เขาสวมชุดงิ้วชายเสื้อยาวถึงข้อเท้าสีขาวลายมังกรฟ้าที่ประยุกต์ให้มีผ้ามัดเอวสีขาวที่ปล่อยให้ชายยาวโบกสะบัดตามการเคลื่อนไหว ทำให้เหมือนกับนักรบมังกรศักดิ์สิทธิ์ที่สง่างามและกระฉับกระเฉงว่องไว ใบหน้าที่งดงามออกไปทางหวานของเขาก็ประดับไปด้วยลวดลายสีแดง* ที่ดูราวกับงานศิลปะ

(*สีแดง ในเชิงสัญลักษณ์ของงิ้ว หมายถึง ผู้ซื่อสัตย์และกล้าหาญ)

ฉางหลี่เค่อขยับเก้าอี้เข้ามาใกล้แล้วกระซิบลงที่ข้างหูผม

“นี่คือ ‘งิ้วปักกิ่ง’ หนึ่งในมรดกโลกอันน่าภาคภูมิใจของจีน”

การร่ายรำที่มีการก้าวขายาวๆ การหมุนตัวอย่างลื่นไหล และการวาดแขนเป็นวงกลมดุจท่าทางของผู้ฝึกยุทธ์อย่างที่หยูหยางกำลังทำอยู่นี้คือ 'งิ้วปักกิ่ง' ที่รวมเอาเอกลักษณ์ของงิ้วจากหลากหลายภูมิลำเนาเข้าด้วยกัน ทำให้ผมทึ่งในความสามารถของเขา

โดยเฉพาะพรสวรรค์ในการลงจังหวะมือและปลายเท้าที่เฉียบคม ทำให้ถึงแม้ว่าตอนนี้จะมีแต่เสียงดนตรี แต่ก็เหมือนได้ยินเสียงร่ายร้องเจรจาที่น่าฟังคลอเคล้าไปกับเสียงเพลงแววติดหูมาด้วย

สมาชิกคนอื่นๆ ช่วยกันต่อเติมท่อนแร็ปของเพลงที่ไม่ช้าไม่เร็วแต่ฟังต่อเนื่องได้อย่างเพลิดเพลิน ซึ่งในท้ายที่สุดก็ดำเนินมาถึงช่วงเวลาที่ทุกคนรอคอย...

การแสดงของปีศาจกำลังจะเริ่มต้นขึ้น

ดีมอนยูกระโดดออกมาจากกลุ่มคนที่ยืนนิ่งเป็นกำแพงตระหง่านอยู่บนเวทีเพื่อให้เขาได้วาดแข้งขาได้อย่างเต็มที่ เสื้อผ้าที่เขาใส่เป็นเสื้อคลุมผ้ากำมะหยี่หนาหนักสีแดงประดับลวดลายดอกโบตั๋นแบบจีนโบราณสีฟ้ากับเหลือง เปรียบได้กับเสื้อเกราะของตัวละครบู๊ที่ประยุกต์มาเป็นเสื้อโค้ตตัวใหญ่

ภายใต้ชุดเกราะยังมีเสื้อคอเต่าและกางเกงขากระบอกสีแดงตัวโคร่ง หน้าตาที่แต่งด้วยลายเส้นสีขาวและดำเป็นริ้วคลื่น ประหนึ่งรูปร่างหน้าตาของตัวละครบู๊ฝ่ายธรรมะที่ดูน่าเกรงขาม

การแร็ปที่ทรงพลังของเขายังคงทำให้ทุกคนใจเต้นระทึกได้เหมือนอย่างทุกครั้ง แม้จะเป็นการสื่อสารที่รวดเร็วแต่กลับกระจ่างชัดทุกคำ ฝังแน่นเข้าไปอยู่ในส่วนที่ตราตรึงที่สุดภายในสมองของมนุษย์

 

“มองมาที่ฉันนี่! แล้วอย่ากังวลว่า ความหล่อ ของฉันจะหายไปไหน 

ฉีดน้ำหอมที่ฉันชอบลงบนตัวฉันซะ ไม่งั้นอย่าหวังว่าจะให้ฉันออกไปไหนเลย 

ไม่ว่าใครจะชอบความสวยงามหรือแฟชั่นหรือไม่ 

ภาพลักษณ์ของฉันเอาชนะคนพวกนั้นได้หมดนั่นแหละ 

พวกผู้หญิงสวยๆ ที่นายชอบ ล้วนแล้วแต่อยากมาออกเดตกับฉันทั้งนั้น 

เหล่า Haters ที่เกลียดชังเห็นฉันเป็นหนามทิ่มแทงตา 

เพราะความอิจฉามันปีนขึ้นมาจากหัวใจแล้วโชว์หลาอยู่บนหน้าพวกเขาหมดแล้ว 

อยากจะ ‘เป็นตัวเอง’ ก็ทำเหมือนว่าเป็น ‘ผู้นำเทรน’ ซะสิ 

จะแต่งตัวออกไปไหนมาไหนก็ต้องใส่ใจ รู้มั้ย? 

การปรากฏตัวของ ‘ดีมอนยู’ มักทำให้ผู้คนแตกพ่าย 

อย่าได้ทำอะไรเพียงผิวเผิน จงเลือกฉันเป็น Bias ของนายซะ 

ไม่ว่าที่ไหน เมื่อไหร่ อาจต้องใช้โชคหรือต้องสวดภาวนา 

เพียงขอให้ได้ขอให้โดนเพราะความเท่ (Like me) ก็พอแล้ว!” 

 

แม้แร็ปคราวนี้จะไม่ได้เรียกว่าสาดกระสุน แต่มันคือกระบี่ชั้นดีอันแหลมคมที่สะบัดพลิ้วไหว แม้จะรู้ตัวว่าหากเข้าไปใกล้กว่านี้อาจต้องเจ็บตัวเพราะคมดาบที่ส่องประกาย แต่นี่คือความประทับใจที่ทำให้ผู้ชมต่างชมชอบความอันตรายที่เป็นเหมือนเสน่ห์อันทรงพลังของดีมอนยู

“ทำอะไรก็ดูเซ็กซี่ไปหมดเลยนะคนๆ นี้” ผมเปรยออกมาเบาๆ

“อิจฉาล่ะสิ”

ฉางหลี่เค่อแค่หยอกผมเล่น แต่ก็ทำเอาผมชูมือขึ้นยอมแพ้

“ก็พวกนายเก่ง ส่วนฉันมันก็แค่คนไม่เอาไหน”

เขาเงียบไปครู่หนึ่งจนผมรู้สึกแปลกใจ

“เอ็ดเวิร์ด ตัวนายเป็นยังไง เดี๋ยวนายก็รู้เองหลังจากที่ได้ขึ้นไปอยู่บนเวทีแล้ว” เขากระซิบที่ข้างหูผมเบาๆ ด้วยเสียงจริงจัง

การแสดงของกลุ่ม My New Swag ได้จบลงไปพร้อมกับความรู้สึกเต็มอิ่มที่ไม่ได้ระเบิดระเบ้อด้วยความบ้าพลังแบบกลุ่ม Sheep แต่มันคือความลงตัวในทุกองค์ประกอบบนเวทีที่ทำให้ทุกคนตื่นตาตื่นใจเหมือนกับการชมพลุไฟอลังการที่ไม่สามารถแตะต้องได้จากในระยะไกล

ผลโหวตคะแนนของกรรมการและผู้ชมเป็นไปตามที่คาดการณ์ ซึ่งเป็นคะแนนรวมที่สูงมากจนสูสีกับกลุ่ม Sheep ของคิริเอะ...เสียดายที่ขาดไปอีก 5 คะแนนเท่านั้น พวกเขาก็จะได้ไต่ขึ้นเป็นผู้นำ เลยพานทำให้ใครหลายๆ คนรู้สึกผิดหวัง

แต่สิ่งที่เหนือความคาดหมายต่อจากนั้นคือ จากการโหวตคะแนนให้เด็กฝึกที่ทุกคนชื่นชอบมากที่สุดในวันนี้ ดีมอนยูได้ขึ้นนำ อิซามิ คิริเอะ ไปกว่า 13 คะแนน ในขณะที่หยูหยางตามพวกเขา 2 คนมาเป็นอันดับ 3 ซึ่งก็ถือว่าเป็นการแข่งขันของ 3 ตัว Top ที่น่าดูชมทีเดียว

ทันทีที่กลุ่ม My New Swag กลับมาถึงห้องพัก ทั้งคิริเอะ ดีมอนยู และ หยูหยางจึงได้มาจับมือร่วมยินดีต่อกัน...และเหมือนจะเป็นการประกาศสงครามกันกลายๆ

กลุ่มการแสดงต่อๆ มา ยังคงเป็นไปอย่างตื่นเต้น สนุกสนาน และ มีชีวิตชีวา เด็กฝึกทั้ง 100 คนแต่ละคนต่างมีความสามารถที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

เป็นการแสดงถึงศักดิ์ศรีของความเป็นไอดอลที่ทุกคนต่างก็ต้องแบกรับมันเอาไว้ ทำให้ผมเหมือนได้มองเห็นโลกใบใหม่ที่ละลานตาไปด้วยสีสันของดอกไม้สดที่ต่างก็แข่งขันกันเบ่งบาน

แต่ก็ยังไม่มีดอกไม้ดอกไหนที่ชูกิ่งก้านได้โดดเด่นและน่ามองเหมือนอย่างดอกไม้ที่ชื่อว่า ดีมอนยู หยูหยาง และ คิริเอะ

จนกระทั่งมาถึงกลุ่ม SexyBack นำทีมโดย เจ้าชายหลินที่มาในชุดสูทตัวสั้นสีดำกับกางเกงทรงกระบอกที่ปักลวดลายเงินและทองชั้นสูง ซึ่งก็เข้ากับความเป็นเจ้าชายของหลินหวังเฮ่าได้เป็นอย่างดี

ความคาดหวังที่ทุกคนมีต่อกลุ่มของเขา คือการแสดงที่ไม่ใช่แค่การโชว์ความเซ็กซี่เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงความแข็งแรงในการร้องและเต้น การฉายเสน่ห์ที่เป็นมิตรต่อผู้ชมอย่างความขี้เล่น และความ Swag เช่นเดียวกับทุกสเตจของเจ้าพ่อเพลงป็อบในตำนานอย่าง Justin Timberlake

และเมื่อดนตรีเริ่มขึ้น ด้วยคำว่า 'สมบูรณ์แบบ' ที่เป็นตัวแทนของหลินหวังเฮ่า มันทำให้เขาสามารถวางอรรถรสทุกอย่างประดับไว้บน 'จาน' ที่เรียกว่าเวทีได้อย่างประณีต แล้วเสิร์ฟความอร่อยให้เข้าไปยังประสาทการมองเห็นและการได้ยินของผู้ชมได้ด้วยมาตรฐานการแสดงระดับฟูลคอร์สของโรงแรม 7 ดาวเลยทีเดียว

ท่ามกลางสเตจที่มีสปอตไลต์สี Deep Blue ส่องอยู่ด้านหลัง หลินหวังเฮ่าและเพชรเลื่อมบนเสื้อผ้าของเขาได้ส่องประกายอย่างโดดเด่นท่ามกลางเด็กฝึกคลาส A และ B คนอื่นๆ แม้แต่เสียงร้องสไตล์ R&B ที่เหมือนการแขวนเสียงไว้บนคีย์โน้ตสูงๆ อย่าง Justin Timberlake ของเขาก็ทำได้ดีมากอย่างไม่น่าเชื่อ

นี่อาจจะเป็นจุดแข็งอีกอย่างหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในความสามารถหลากหลายด้านของเจ้าชายคนนี้ก็ได้

“ทักษะการร้องเพลงของหลินหวังดีขึ้นผิดหูผิดตาเลยนะ เป็นได้ทั้งนักแสดง นายแบบ และ ไอดอล คนอะไรจะสมบูรณ์แบบขนาดนี้” เอริคโจบ่นกับผม

ผมดูไลน์การเต้นที่แข็งแรงของหลินหวังผ่านจอมอนิเตอร์ที่ฉายภาพเวทีสด เพราะความลงตัวของรูปร่างที่สูงเพรียวและใบหน้าที่หวานแต่หล่อเหลา...ที่ไม่เคยจะหยุดยิ้ม แถมยังยิ้มได้มีเสน่ห์หลายรูปแบบ อย่างรอยยิ้มแบบเพลย์บอยที่เขากำลังโปรยเสน่ห์ใส่กล้องและผู้ชมด้านล่างเวทีอยู่ในตอนนี้

ผลของการแสดงที่มอบทั้งความอิ่มอกอิ่มใจและความหรูหราดั่งประกายของเพชรพลอยทำให้ผลคะแนนโหวตของทีมนี้สูงลิ่ว ตามหลังทีม My New Style มาติดๆ

และด้วยคะแนนโหวตของกลุ่มที่สูงขนาดนี้ กัปตันทีมอย่างหลินหวังเฮ่าจึงได้รับคะแนนความนิยมมาเป็นอันดับ 4 ในเด็กฝึกจำนวน 100 คน ซึ่งเขาอยู่รองจาก ดีมอนยู คิริเอะ และ หยูหยาง

ผมลอบมองสีหน้าของซองโม่เหยา...ผู้ที่ไม่ชอบในตัวหลินหวัง

แต่คนอย่างเขามีเหรอที่จะแสดงสีหน้าอาการออกมาง่ายๆ เพียงแต่ความเงียบและท่าทางที่นิ่งเฉยผิดปกตินี่แหละที่ไม่ปกติ เขาอาจจะเป็นเพียงคนเดียวในฮอลล์นี้ที่ยังคงไม่ยอมรับในการแสดงที่ยอดเยี่ยมเมื่อครู่นี้ของเจ้าชายหลินก็ได้

กลุ่มการแสดงต่อไปคือ กลุ่ม 9 to 5

“9 to 5 พยายามเข้านะ!” ผมหันไปบอกกับฉางหลี่เค่อและเอริคโจที่ลุคขึ้นยืนด้วยท่าทางที่ดูตื่นเต้นอยู่พอตัว

“เอ็ดเวิร์ด ขอกำลังใจหน่อย”

ฉางหลี่เค่อยื่นมือที่สั่นนิดๆ มาทางผม ผมจึงได้จับมือของเขาไว้ด้วยมือทั้ง 2 ข้างของตัวเอง จนกระทั่งเจ้าตัวรู้สึกดีขึ้น

“ฉันยังต้องห่วงนายอีกเหรอ? นายทำได้อยู่แล้วฉางหลี่เค่อ ออกไปโค่นเวทีนี้ซะ”

“เอ็ดเวิร์ด! นายจับมือหลี่เค่อแบบนั้น ไม่คิดที่จะเผื่อแผ่กำลังใจมาให้เพื่อนทางนี้บ้างเลยรึไง”

เอริคโจทำเสียงกระเง้ากระงอด แต่ใบหน้าที่ควรจะยุ่งเป็นตูดกลับมองพวกผมแล้วยิ้มกรุ้มกริ่ม

“ยิ้มแบบนั้นแสดงว่าไม่ต้องการกำลังใจจากฉันแล้วใช่มั้ย?”

“โธ่! ล้อเล่นน่า ถ้าฉางหลี่เค่อได้จับมือ งั้นฉันขอเป็น ‘Friend Hug’ แล้วกัน”

ผมยิ้มแล้วส่งมือข้างหนึ่งให้เอริคโจเชคแฮนด์ก่อนที่จะดึงตัวกันเข้าไปโอบไหล่ของอีกฝ่ายแบบที่เขาเรียกกันว่า ‘Man Hug’ สไตล์อเมริกัน

พวกเขาต่างพากันขึ้นเวทีไปแล้ว แม้ผมจะบอกทั้งสองคนว่าไม่ต้องเป็นกังวล แต่คนที่เชียร์ให้เพื่อนทำสำเร็จอยู่ข้างล่างเวทีอย่างผมมีหรือที่จะทนนั่งไม่ไหวติงอยู่ได้

“นายกับฉางหลี่เค่อนี่ดูสนิทกันดีนะ” ซองโม่เหยาที่เห็นผมนั่งสั่นขาไปมามองด้วยสายตาประหลาดใจ

ผมกอดขาตัวเองที่เพิ่งรู้ตัวว่าสั่นไม่หยุดเพราะความตื่นเต้น แล้วตอบกลับเขาไปว่า

“นายหมายถึงเอริคโจด้วยใช่มั้ย? ก็พวกเขาเป็นเพื่อนคนแรกๆ ในค่ายเก็บตัวของฉัน ก็ต้องสนิทกันเป็นธรรมดา”

ซองโม่เหยากัดริมฝีปากอย่างลืมตัว มันเป็นนิสัยส่วนตัวของเขาในเวลาที่เจ้าตัวแสดงความครุ่นคิดออกมา

“เปล่า ก็แค่...นายกับเอริคโจเหมือนเพื่อนที่เพิ่งรู้จักกันคนหนึ่ง แต่กับฉางหลี่เค่อเหมือนพวกนายรู้จักกันมานานแล้ว อะไรแบบนั้น”

“เหรอ?” ผมไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่โม่เหยาต้องการจะพูด

ไม่ใช่ว่าความสนิทสนมระหว่างเพื่อนที่ช่วยเหลือกันยิ่งมีมากมันยิ่งดีหรอกเหรอ?

การแสดงของกลุ่ม 9 to 5 เริ่มต้นขึ้นด้วยความเงียบและเวทีที่มืดราวกับช่วงเวลากลางคืนที่เงียบเหงา

แสงสปอตไลต์ดวงหนึ่งสว่างวาบขึ้นมาราวกับเปิดสวิตช์ มันส่องไปยังกลางเวทีที่มีคนสองคนกำลังยืนอยู่ หนึ่งในนั้นคือ...ฉางหลี่เค่อ

“น่าสนใจดีนี่” ซองโม่เหยาพูด

“พวกเขาจะเริ่มต้นด้วย Duo Dance Stage...เข้าใจทำ”

ดูโอแดนซ์ได้เริ่มขึ้นพร้อมกับบีทแบบซาวน์อิเล็กทรอนิกที่ผสมผสานกับเสียงพื้นหลังดนตรีที่ฟังดูเงียบงันแต่ทำให้ใจเต้นระส่ำระส่ายด้วยความหวั่นไหว...คล้ายกับค่ำคืนที่เฝ้ารอให้คนรักกลับมาของชายขี้เหงา

ฉางหลี่เค่อได้ประเดิมโชว์ด้วยการเต้นแบบดูโอกับเพื่อนสมาชิกในทีมอีกคนหนึ่ง เขาอยู่ในชุดสูทสีขาวกับกางเกงสแล็คสีเทาแบบแฟชั่นฤดูใบไม้ร่วง ให้ความรู้สึกก้ำกึ่งระหว่างความเหน็บหนาวที่ชวนให้เปลี่ยวเหงาและความอบอุ่นของต้นฤดูใบไม้ผลิ

การเต้นที่แข็งแรงที่รวมเอาความพลิ้วไหวของแจ๊ซกับความคล่องตัวที่ดูสดชื่นแจ่มใสของเบรกแดนซ์ และการหักข้อต่อในร่างกายตามจังหวะเพลงอย่าง Locking ทุกอย่างที่กล่าวมานี้ ฉางหลี่เค่อสามารถทำได้ดีมาก ทั้งรูปร่างหน้าตาที่หล่อเหลา ผนวกกับความสูง 193 ซม.ที่ราวกับนายแบบของเขาแล้ว ฉางหลี่เค่อก็เหมือนกับงานศิลปะชิ้นหนึ่งที่เคลื่อนไหวได้ แถมเขายังมีการแสดงออกทางสีหน้าที่ยอดเยี่ยมอีกด้วย

การเต้นเปิดเวทีจบลงด้วยความประทับใจของผู้ชม ตามมาด้วยดนตรีแบบ House ที่เหมือนการแตกกระจายออกของกลุ่มก้อนเสียงเบสที่น่าอึดอัด

และสิ่งที่ตามมาอีกอย่างหนึ่งคือ เสียง Husky Voice ที่มีความแหบในเนื้อเสียงของเอริคโจ...เขาเป็นหนึ่งใน Vocal ที่มีเสียงร้องที่แหบแต่หวานในแบบที่ฟังสบายและเหมาะกับการร้องเพลงบัลลาดที่ใช้เครื่องดนตรีบรรเลงไม่กี่ชิ้น กล่อมคนฟังให้เข้าถึงอารมณ์ของเพลงได้

วันนี้เขาขึ้นเวทีด้วยเสื้อเชิ้ตสีขาวที่แหวกคอเสื้อจนเห็นแผงอกกับกางเกงยีนรัดรูปสีเบจ...มันเป็นเพียงชุดธรรมดาๆ เท่านั้น แต่ด้วยความหล่อเหลาที่เปล่งประกายออร่าของเอริคโจ เลยทำให้เขากลายเป็นเด็กฝึกที่ดูโดดเด่นที่สุดคนหนึ่งในบรรดาเด็กหนุ่มทั้ง 100 คน

พาร์ทของเอริคโจได้จบลงไปแล้ว ไม่รู้ทำไมที่ในใจของผมกลับเฝ้ารอการปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้งบนจอทีวีของฉางหลี่เค่อ...ผมอยากเห็นการแสดงของเขา

อาจพูดได้ว่าผมมองเขาเป็นคู่แข่งที่ยอมแพ้ให้ไม่ได้คนหนึ่ง แต่ในอีกแง่ ผมอาจจะแค่ประทับใจในตัวเขาที่สุดในบรรดาเด็กฝึกที่อยู่ด้วยกันที่นี่ก็ได้

ฉางหลี่เค่อที่ยิ้มอย่างชายหนุ่มที่เฝ้าคะนึงหาคนรักขณะร้องเพลงอยู่บนเวทีเป็นหนึ่งในสิ่งที่มีเสน่ห์น่ามองที่สุดในการแสดงนี้ และนั่นทำให้หลังจากการแสดงจบลง เขาจึงได้รับคะแนนนิยมเป็นอันดับที่ 5 รองลงมาจากหลินหวังเฮ่า

แม้ทีม 9 to 5 จะได้รับผลรวมคะแนนกลุ่มมาเป็นอันดับค่อนข้างดีจากการแสดงทั้งหมดที่ผ่านมา จากการออกแบบไลน์การร้องและเต้นที่ไม่เหมือนใคร แต่ทันทีที่พวกเขากลับมายังที่นั่งในห้องรวมเด็กฝึก สีหน้าของแต่ละคนกลับมีแต่ความผิดหวัง พวกเขาส่วนใหญ่ไม่ได้หันไปพูดคุยหยอกล้อกับเพื่อนเด็กฝึกจากทีมอื่น

ผมหันไปถามเอริคโจและฉางหลี่เค่อที่ต่างก็มีท่าทีเงียบขรึมจนผิดสังเกตว่าเกิดอะไรขึ้น

“อย่าใส่ใจเลย พวกเราก็แค่ทำดีที่สุดแล้วแต่ผลที่ออกมาไม่ได้ดีอย่างที่คิดแค่นั้นเอง” เอริคโจตอบ และเหลือบไปมองสีหน้าที่เฉยชาของฉางหลี่เค่อเป็นระยะๆ

ส่วนฉางหลี่เค่อ...เขาแทบไม่พูดอะไรเลย และมีบรรยากาศบางอย่างรอบตัวเขาที่ทำให้ผมรู้สึกหวั่นเกรงขึ้นมา

ผมไม่ชินกับอารมณ์และท่าทางที่เย็นชาของเขาในตอนนี้เลย

นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนผมคนนี้กันแน่?

ความคิดเห็น