ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : ) #อนธการที่เป็นนักอยากเขียน

ชื่อตอน : หนี หรือ สู้

คำค้น : #ซือหลิง

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 22

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 07 มี.ค. 2564 16:05 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
หนี หรือ สู้
แบบอักษร

 

..... แรงสั่นสะเทือนใต้ฝ่าเท้าที่มาพร้อมเสียงคำรามจากผืนพิภพ สร้างความหวาดหวั่นพรั่นพรึงถึงขีดสุด หินใหญ่ก้อนหนึ่งกลิ้งลงมาตามทางลาดชันตกลงไปในรอยแยก พื้นดินยุบลงแล้วกลับหนุนขึ้นอีก ยุบลงแล้วหนุนขึ้นอยู่อย่างนั้น

" จิ่งอี๋ "

ท่ามกลางเสียงกึกก้องกัมปนาทของแผ่นดินโยก และเสียงก้อนหินแตกหักหลุดร่วง เขายังได้ยินน้ำเสียงนิ่งสงบราวไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น หลานซือจุยตื่นแล้ว แม้ดวงตาคมกล้าเต็มไปด้วยแววครุ่นคิด หากใบหน้ายังคงแต้มไว้ด้วยรอยยิ้มปลุกปลอบ

" หายใจลึกๆ "

เพราะคำเตือนนั่นจิ่งอี๋ถึงได้รู้ว่าตอนนี้ตนเองกำลังกลั้นหายใจอยู่จนหน้าเริ่มมืด ... แต่ให้ตายเถอะ! ถึงจะผ่านเหตุการณ์ทำนองนี้มานับไม่ถ้วน แต่ยังไงเขาก็มิอาจเคยชินและคงไม่มีทางทำตัวเยือกเย็นเฉกเช่นคนคนนี้ได้แน่ๆ 

" ทำเยี่ยงไรต่อไปดี "

หลังสูดลมหายใจอย่างเอาเป็นเอาตายจนเริ่มสงบลงบ้างแล้ว เขาจึงหันไปขอความเห็นจากศิลาแลงกำแพงอิฐข้างๆ ซึ่งยามนี้ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยแม้ร่างกายจะสั่นไหวโอนเอน ซือจุยเหลียวมองรอบด้านอยู่ชั่วครู่ก่อนเซ่นกระบี่คู่มือซัดออกไปปักลงพื้นตรงกึ่งกลางลานบ้าน ทันทีที่ข่ายอาคมถูกกางกั้นโลกภายใต้รัศมีพลันเงียบสงัดในบัดดล หินสอง-สามก้อนกระเด็นกระดอนก่อนสิ้นฤทธิ์ แรงโยกสะเทือนสงบลงมีเพียงสายฝนที่ยังเล็ดลอดฝ่าม่านพลังเข้ามาได้

" ประมุขเนี่ยอยู่ในระหว่างทาง กำลังมุ่งหน้ามาที่นี้ "

" ประมุขเนี่ย?เจ้าแจ้งข่าวไปงั้นหรือ เมื่อใดกัน? "

" ทันทีที่พวกเราเหยียบย่างเข้ามาในบ้านหลังนี้ หากทางนั้นมิถูกซุ่มโจมตีคงถึงตั้งแต่เมื่อชั่วยามที่แล้ว " 

" เช่นนั้นก็แค่รอให้คนมาช่วย ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรใช่หรือไม่? "

เขารู้สึกใจชื้นขึ้นเล็กน้อย หากซือจุยเพียงส่ายศีรษะช้าๆบุ้ยใบ้ออกไปนอกเขตวงแหวนเวท เอ่ยเบาๆ

" คงไม่ง่ายอย่างนั้น คาดว่าเป็นเพราะพวกเราเริ่มระแคะระคาย และกวดขันเข้มงวดมากขึ้น สุสานแห่งนี้ยังขุดมิเสร็จก็ถูกค้นพบเข้าเสียก่อน ซ้ำทางชิงเหอเองจัดส่งคนมาเฝ้าจนกระทั่งพวกเรามาถึง แม้การถามไถ่วิญญานจะไม่คืบหน้ามากนัก หนนี้กลับได้เจอเบาะแสสำคัญที่อีกฝ่ายทิ้งเอาไว้โดยมิได้ตั้งใจ ฝั่งนั้นคงมุ่งหมายมาทวงคืน เห็นจะมิยอมรามือไปโดยง่าย "

โยนถุงใบหนึ่งมาให้เขาโดยยังมิละสายตาจากการเฝ้ามอง ในยามนี้ด้านนอกยิ่งทวีความปั่นป่วนโกลาหลหนักขึ้น 

" ข้าจะพยายามต้านไว้ให้นานที่สุด เจ้าจงเร่งเดินทางไปสมทบประมุขเนี่ย แม้ไม่เข้าทีนักที่ต้องเคลื่อนย้ายหรือแยกกันแต่ก็ดีกว่าเสียหายทั้งหมด คนเดียวอย่างไรก็หลีกหลบได้คล่องตัวกว่า "

เขามิได้คัดค้านคำใดออกไป เพราะรู้ดีอยู่แก่ใจว่าหากอีกฝ่ายเอ่ยปาก ย่อมแปลว่าเจ้าตัวคิดหาวิธีมาจนหมดทุกหนทางแล้ว เมฆขดปรากฎขึ้นบนท้องนภาอีกคราหนึ่ง อย่างน้อยๆท่ามกลางสถานการณ์เลวร้าย แสงเรื่องรองบนฟากฟ้าก็ช่วยให้พวกเขาไม่รู้สึกโดดเดี่ยวจนเกินไป

" ข้าจะรีบกลับมา "

" ขอโทษด้วยที่ทำให้ต้องลำบาก หากพวกเราเร่งเดินทางเสียตั้งแต่แรกเจ้าคงมิต้องเสี่ยงถึงเพียงนี้ "

" ระหว่างพวกเราไม่มีสิ่งใดต้องขอโทษ ... ข้าอาจไม่ฉลาดนัก แต่ก็รู้ว่าเจ้าทำสิ่งที่ทำได้แล้ว มิมีใครรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดอันใดขึ้น จึงทำได้เพียงคาดเดาเอาเท่านั้น เมื่อคาดเดาผลที่ได้ก็มีอยู่เพียงสองทาง นั้นคือไม่ถูกก็ผิด เรื่องนี้มิใช่แค่การปักดาบสองสีข้างเพื่อสหาย หากยิ่งใหญ่และหนักหนากว่านั้นมาก "

ซือจุยยิ้มน้อยๆ เอ่ยมาอีกครั้ง

" ตัวเจ้าอาจตกเป็นเป้าได้โดยง่าย ระวังด้วย "

" เจ้าก็เช่นกัน "

ขณะกำลังเตรียมตัวพลันนึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ จิ่งอี๋จึงชี้ไปยังที่พักเจ้าของบ้าน 

" แล้วสองคนนั้นเล่า "  

" หากถึงที่สุดข้าจะพาพวกเขาหลบออกไป เจ้ามิต้องห่วง "

 

---------- ///// ---------- 

 

..... หลังผ่อนเขตแดนเพื่อให้สหายลอบเร้นแฝงกายไปอย่างเงียบๆ ซือจุยถอนหายใจออกมาอย่างระบายความอึดอัด จ้องมองตัวบ้าน ก่อนสาวเท้าตรงดิ่งเข้าไปเรียกขานพลางเคาะเบาๆ ในทันทีที่ประตูเปิดออก ท่ามกลางสายฝนกระหน่ำหนัก ศิษย์เอกของสกุลพลันทรุดกายลงต่อหน้าชายชราผู้ซึ่งตนได้นำพาเภทภัยมาสู่

" คุณชายหลาน!!! "

ผู้เฒ่าละล่ำละลักแทบมิเป็นภาษา รีบตรงเข้ามาพยายามฉุดให้ลุกขึ้น หากเขายังคงนั่งนิ่งก่อนจรดหน้าผากแนบพื้นดินโคลนเละเหลว เอ่ยน้ำเสียงทุ้มต่ำหนักแน่นเจือด้วยความเสียใจ

" ขออภัยที่ตัวข้าทำให้ท่านต้องเดือดร้อน "

 

---------- //////// ---------- 

  

..... ชายชรายังคงกระอึกกระอัก คำพูดใดๆล้วนติดขัดอยู่เพียงลำคอ จ้องมองผู้มากด้วยศักดิ์ หนักด้วยสิทธิ์ ที่สูงส่งเสียจนเรียกได้ว่าหากมาดแม้นจะพลิกฟ้าด้วยฝ่ามือเดียวก็ย่อมทำได้ ยามนี้กลับยอมลดตัวลงมาคุกเข่าอยู่ตรงหน้าเขา ซึ่งเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาสามัญ ไร้ชาติ ไร้ตระกูล ไร้ชื่อเสียงใดๆให้ใครมาจดจำ หากเมื่อครู่ในใจบังเกิดความโกรธใดขึ้น บัดนี้โทสะเหล่านั้นต่างก็คงถูกชะล้างลับหายไปกับสายฝนหมดแล้ว

... ' ยอดคนต้องอ่อน มิอ่อนมิใช่ยอด ' ...

ถ้อยที่ได้ยินได้ฟังผ่านๆหู หากพึ่งเคยได้ประจักษ์แจ้งแก่ใจตน ผุดกลับขึ้นมาในความคิดอันมึนชาเพราะความแก่ชรา ชายผู้ผ่านโลกมายาวนานจนความจำ เริ่มเลือนลางและจางหาย ย่อกายลงอย่างยากลำบากต่อหน้าชาย ผู้ซึ่งยังคงมีความจริงในโลกอีกมากมายรอให้พบเจอ พยุงให้ลุกขึ้นมาจากพื้น อดไม่ได้ที่จะกล่าวด้วยน้ำเสียงชื่นชม

" ชะตาคงกำหนดให้ท่านกำเนิดมาเพื่อเป็นมหาบุรุษโดยแท้ "

" หามิได้ขอรับ "

เมื่อแลเห็นใบหน้าที่ยังคงหมองเศร้า มืออันสั่นเทาเหี่ยวย่นจึงเอื้อมไปตบบ่ากว้าง กล่าวด้วยสุ้มเสียงแหบแห้ง

" อย่าโทษตนเองเลย หากจะโทษ ก็โทษพวกที่เริ่มต้นทำให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นมาเถิด "

 

----------- ///// ---------- 

 

..... แม้รอบด้านยังคงเต็มไปด้วยเสียงอื้ออึง แต่กระนั้นสิ่งที่เรียกความสนใจเขาได้ชะงัด กลับเป็นเสียงร้าวแผ่วเบา คิ้วเข้มขมวดมุ่นอย่างหนักใจ เมื่อพบว่าต้นตอที่มองหาเกิดจากกลุ่มก้อนขนาดยักษ์ของ ก้อนหิน ต้นไม้ และอื่นๆ อีกมากมายรวมตัวกัน เพื่อพุ่งเข้าโจมตีหาหนทางฝ่าม่านพลังของเขา 

" ข่ายเวทคงทนได้อีกไม่นานนัก "

เปรยออกมาก่อนหันไปส่งยิ้มให้เจ้าหนูตัวน้อยที่กำลังกอดสุนัขไว้แน่น พลางประคองท่านตาไปส่งให้ ล้วงหยิบลูกกวาดวางลงบนเตียงและอุ้มเจ้าตัวเล็กตามขึ้นไป เด็กน้อยมุดเข้าไปใต้โปงผ้าห่ม มือกร้านลูบศีรษะทุยอย่างเอ็นดู กล่าวแผ่วเบา

" เป็นเด็กดีนะ "

แววตาใสซื่อจ้องมองมาก่อนหลุบลงไปยังข้างเตียง ที่ซึ่งเจ้าก้อนขนหมอบนอนอยู่ใกล้ๆ เขาย่อกายอุ้มลูกสุนัข เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

" ยามปกติบนเตียงห้ามกินอาหารหรือมีสัตว์เลี้ยง แต่ครานี้ถือเป็นกรณีพิเศษ ... ดีหรือไม่? "

" ดีขอรับ "

" เช่นนั้นหลบอยู่ในนี้อย่าออกไปไหน "

 

-------------- ////////// ------------- 

  

..... ประตูถูกงับปิด พร้อมเรือนร่างสูงสง่ากางค่ายกลครอบทับตัวบ้าน ค่อนข้างสิ้นเปลืองพลังอยู่ไม่น้อยหากต้องใช้เวทซ้ำซ้อน แต่คงไม่จำเป็นแล้วเมื่อยามนี้ร่องรอยปริแตกเริ่มปรากฎอยู่ทั่ว หลานซือจุยถอดถอนเขตแดนซึ่งรายล้อมรอบบริเวณออก

กระบี่คู่กายถูกเรียกกลับเข้าประจำมืออีกครั้ง

กลิ่นอับชื้นเน่าเปื่อยรุนแรงโชยขึ้นมาจากรอยแยกบนพื้นดิน สิ่งปลูกสร้างหลายหลากยุบหายลงสู่ช่องเปิดกว้าง มีเพียงพื้นที่ภายใต้ม่านพลังเท่านั้นที่ยังดูสงบนิ่ง ถึงแม้ว่ายามนี้ตัวบ้านจะตั้งอยู่อย่างหมิ่นเหม่ตรงขอบเหว เพราะพื้นดินครึ่งหนึ่งที่รองรับร่วงหลุดไป อาภรณ์ขาวโบกสะบัดอยู่กลางอากาศ ใบหน้ายังคงเรียบนิ่งดุจหยกสลัก

แม้เมื่อสายลมแรงรุมกระแทกเข้าใส่ ในยามทรงกายอยู่บนกระบี่ 

ซือจุยเฝ้ามองผ่านรัศมีเรืองรองสุขสว่างของปราณคุ้มภัย ภายนอกหยาดน้ำกลางนภาจับตัวแข็ง พุ่งเข้าโจมตีจากทุกทิศทาง ยันต์สอง-สามแผ่นซึ่งซัดออกไปเปล่าประโยชน์อย่างสิ้นเชิง กวาดสายตาไปรอบด้านพยายามจับสัมผัสซึ่งอาจช่วยให้พบเบาะแส แต่กระนั้นนอกจากความปั่นป่วนที่เกิดขึ้น ก็หาได้มีสิ่งใดแจ่มชัดเพิ่มเติม เมื่อไม่สามารถค้นเจอที่มาของแหล่งพลัง

 ดูท่า เขาเองก็คงไม่อาจกำจัดเภทภัยในครั้งนี้ได้เช่นกัน

สงบใจรอดูท่าทีอยู่ราวครึ่งชั่วยาม (1 ช.ม.) คะเนว่าเวลานี้จิ่งอี๋คงหลบไปได้ไกลแล้ว แม้จะไม่แน่ใจนักว่าระหว่างทางจะต้องเจออะไรบ้าง เขาก็ได้แค่หวังว่าการจงใจวางตนเองเป็นเป้าหลอกล่อ

คงจะช่วยฝั่งนั้นได้บ้างไม่มากก็น้อย

เหลือบดูรอยร้าวบนม่านอาคม หัวคิ้วมุ่นนิดๆก่อนถ่ายเทพลังเข้าเสริมทั้งสองที่ ปราณที่มีถูกดึงออกไปเรื่อยๆเพื่อคงสภาพเกราะป้องกัน แม้ทำได้เพียงตั้งรับโดยไร้โอกาสโจมตีสักครั้ง หากลมหายใจที่เริ่มปั่นป่วนเตือนเขาให้ได้รับรู้ถึงขีดจำกัด

ซึ่งคืบคลานใกล้เข้ามาทุกที

..... เมื่อไม่มีสิ่งใดที่เขาสามารถลงมือทำได้อีกแล้ว สองเท้าจึงแตะลงสู่พื้นในทันทีที่ตัดสินใจ ก้าวยาวๆข้ามเขตอาคมเข้าสู่ภายในตัวบ้าน ตรงไปประคองสัมภาระตัวจิ๋วอุ้มไว้ในวงแขนหนึ่งข้าง และเหน็บเจ้าก้อนปุกปุยไว้อีกข้าง ย่อกายหันหลังให้ท่านผู้เฒ่า

ชายชรามีสีหน้าลำบากใจยิ่ง เอ่ยทักท้วง

" ข้าว่ามันไม่เหมาะนัก "

" ยามนี้รักษาชีวิตไว้ก่อนเถิดขอรับ "

ผู้อาวุโสยังคงมีท่าทางลังเล หากแต่เสียงเล็กๆสั่นเทา ช่วยให้ทุกคนตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

" ข้ากลัว "

ซือจุยก้มมองร่างน้อยส่งยิ้มไปให้ โอบกระชับแนบแน่น ถามเบาๆ

" กลัวมากหรือ? "

คนตัวเล็กคล้องวงแขนรอบคอเขา ซุกใบหน้าหลับตาปี๋ กล่าวปนสะอื้นน้อยๆ

" ขอรับ "

 

------------- ////////// ------------- 

  

ผู้ใหญ่สองคนต่างฝ่าย-ต่างสบสายตากัน ชั่วกึ่งอึดใจร่างผอมเกร็งก็ยอมขึ้นขี่หลัง สายตาฝ้าฝางจ้องมองเสี้ยวหน้าของหนุ่มน้อยอย่างประเมิน ริมฝีปากเหี่ยวย่นกระตุกยิ้มอย่างพึงพอใจ 

... ' รู้จักหลอกล่อ วางอุบาย สู้เมื่อต้องสู้ ถอยเมื่อรู้ว่าสู้ไม่ได้ ถือว่ามิเลว ' ...

น้ำเสียงแหบแห้งหากอ่อนโยน กล่าวปลอบประโลมทุกคน ไม่เว้นกระทั่งใจตน 

" จะอย่างไร ทุกสิ่งต้องผ่านไปด้วยดี "

 

--------- ////////// --------- 

 

..... คะเนว่าหลบลี้ หลีกหนีกันมาได้ไกลพอสมควรแล้ว หากยังมิทันจะเบาใจ เรื่องประหลาดอีกอย่างก็พลันปรากฎ เมื่อหยาดพิรุณที่กระหน่ำซัดมาตลอดทาง พลันชะงักนิ่งเหือดหาย สายหมอกบางเบาลอยเลื่อนเคลื่อนเข้าปกคลุม

ครู่เดียวก็หนาทึบจนไม่อาจเห็นรอบด้าน

ภายในระยะเวลาเพียงชั่วครึ่งก้านธูป (15นาที) กระทั่งยกฝ่ามือขึ้นมายังมองแทบมิทะลุ ท่ามกลางละอองไอยากนักที่จะวิเคราะห์ตำแหน่งทิศทาง และมิอาจชี้ชัดตัดสินได้ว่าต้องมุ่งหน้าไปแห่งหนใด

" ทัศนวิสัยแย่ลงทุกที พวกเราคงไม่อาจฝืนเดินทางกลางอากาศได้อีกขอรับ "

แต่สิ่งที่เขาพูดออกไปนั้นจะเป็นเหตุผลสำคัญก็หาไม่ อันที่จริงความเคลื่อนไหวแผ่วเบา ซึ่งขยับใกล้เข้ามาทุกขณะต่างหากเร่งให้เขาต้องรีบตัดสินใจ สองเท้าแตะลงสู่พื้นอีกครั้ง พร้อมปล่อยพลุสัญญาณอีกรอบ เอ่ยเรียบนิ่ง น้ำเสียงปราศจากอารมณ์ใดๆ

" จวนสว่างแล้ว ไม่นานความช่วยเหลือคงมาถึง ขออภัยที่ทำให้พวกท่านต้องพลอยติดร่างแหไปด้วย "

..... หันกายกลับมาเผชิญหน้าความว่างเปล่า ประสาทสัมผัสบอกชัดว่าที่นี้หาได้มีแค่พวกเขา สงบใจให้เยือกเย็นพร้อมรบดั่งเช่นทุกครา 

" ยามนี้มีเพียงตัวข้า ออกมาเถิดขอรับ "

สิ้นคำพูดกระบี่คู่มือพลิ้วออกจากฝัก ตรงเข้าจู่โจมจุดต้องสงสัย รัศมีที่วาบขึ้นช่วยยืนยันตำแหน่งของอีกฝ่าย รังสีสังหารมุ่งตรงสู่จุดอ่อน ซึ่งกอดกันกลมอยู่เบื้องหลังของเขา ซือจุยดึงปราณขึ้นมาสายหนึ่งสะท้อนพลังกลับไป

สถานการณ์จัดได้ว่าไม่สู้ดีนัก 

อีกฝ่ายยังคงซุ่มซ่อนคอยเล่นงานที่เผลอ ศัตรูอยู่ในที่ลับและคาดว่าฝีมือคงไม่ธรรมดา ตัวเขาอยู่ในที่เปิดเผย ทั้งยังต้องคอยระวังมิให้ผู้อื่นบาดเจ็บ นับว่าเสียเปรียบยิ่งนัก เมื่อยามนี้ไม่อาจกางข่ายเวทเพื่อปกป้อง ไปพร้อมๆกับการลงมือต่อสู้ เช่นนั้นก็คงมีเพียงการบีบบังคับศัตรูให้ถอยห่าง 

เปลี่ยนสมรภูมิไปยังจุดห่างไกลจากตรงนี้

..... ค่ายกลเพลิง อันเป็นลูกเล่นเล็กๆที่ได้มาจากปรมาจารย์อี๋หลิง ซึ่งเขานำมาพลิกแพลงนิดหน่อย บัดนี้เปลวสีฟ้าส่องประกายโชติช่วงสูงท่วมนภา ครอบคลุมพื้นที่ไม่น้อยกว่าหนึ่งลี้ ( ราวๆ 0.5 กิโลเมตร ) สายหมอกรอบด้านถูกแผดเผาจนจางไป ส่งให้ป่าหินตะหง่านง้ำปรากฎขึ้นสู่สายตา 

คู่ต่อสู้ของเขาก็เช่นเดียวกัน

บนยอดเนินหินลูกหนึ่งไกลออกไปจากรัศมีอันร้อนแรง ร่างสูงใหญ่ล่ำสันยืนสงบนิ่งอย่างไม่ทุกข์ไม่ร้อน รอบกายคล้ายมีไอทะมึนคอยช่วยปิดบังอำพราง ซือจุยเหลียวมองรอบๆ ก่อนถอนใจโล่งอกเมื่อพบว่า ยามนี้ทั้งคู่ปราศจากกำลังเสริม อย่างน้อยเขาก็มิต้องห่วงหน้าพะวงหลัง ปลดผ้าห่มคลุมให้ทั้งสามชีวิตในการดูแล ตรึกตรองอยู่เพียงครู่ อาวุธในมือก็ถูกซัดออกไปอีกครั้ง

พร้อมเจ้าของกระบี่ที่พุ่งตัวตามติดอย่างไม่รั้งรอ

ฝ่ายตรงข้ามกระโดดถอยหลัง พลางชักกระบี่ออกจากฝัก บนกระบี่มีหมอกดำห่อหุ้มอีกชั้น บ่งบอกเจตนาว่าต้องการปกปิดตัวตนอย่างชัดเจน หลานซือจุยโถมตัวเข้าใส่หวังประเมินกำลัง หากอีกฝ่ายเพียงตั้งรับด้วยท่าทางสบายๆ คล้ายคุ้นชินในเพลงกระบี่สกุลหลานอย่างดี 

... ' เป็นผู้บำเพ็ญเพียรตบะสูงมาก ' ...

หลังประมือกันสองถึงสามกระบวนท่า บางสิ่งซึ่งกวนใจเขามาได้สักพักก็เริ่มแจ่มชัด หากยังมิทันจะลงมือไขข้อสงสัยเพิ่มเติม หมอกดำหนาทึบก็พุ่งเข้าโจมตีและขังเขาไว้ภายใน 

..... กลิ่นขมปนหวานซ้ำยังคาว ชวนให้หวนระลึกถึงเหตุพลัดหลงที่เมืองอี้ แน่นอนแล้วว่าไอทะมึนรอบกายล้วนเต็มไปด้วยผงพิษ ดวงตาสองข้างบัดนี้มืดบอด เขาสะกดกลั้นลมหายใจและการไหลเวียนโลหิตให้ช้าลง ยุติการเคลื่อนไหวทั้งมวล มีเพียงสัมผัสทางหูเท่านั้นที่เตรียมพร้อมรับมือ 

" อาเยวี่ยน "

เสียงนุ่มละมุนแสนคุ้นเคย ดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความเงียบสงัด เลือดในกายเย็นเฉียบ หัวใจพลันกระตุกก่อนเร่งจังหวะอย่างเริ่มควบคุมไม่อยู่ เขาสะบัดศีรษะขับไล่ความฟุ้งซ่าน พยายามตั้งสติแต่มันช่างดูยากเย็น เมื่อเสียงเรียกยังดังอยู่ต่อเนื่อง ตัดสินใจลืมตาขึ้น หากนั่นกลับยิ่งทำให้ทุกอย่างดูแย่ลง

เรือนร่างในอาภรณ์สีทองส่งยิ้มมาให้จากเบื้องหน้า

สองแขนยื่นออกมาโอบรอบลำคอ ดวงหน้าอ่อนเยาว์ติดจะหวานโน้มเข้ามาใกล้ ริมฝีปากอุ่นบางแนบชิดแผ่วเบา ทุกอย่างสมจริงเสียจนเขาทำได้เพียงยืนนิ่ง ตะลึงงัน ยกฝ่ามือกร้านลูบเรือนผมนุ่ม สูดกลิ่นหอมหวลอย่างโหยหา ร่างในอ้อมแขนช้อนขึ้นมองอย่างเอียงอาย สองแก้มนวลปรากฎรอยแดงด้วยความขวยเขิน เสหลบสายตา

... ' ต่อให้เหมือนเพียงใด แต่นี่ไม่ใช่อาหลิงของเขา ' ...

สติที่กลับคืนมาส่งให้ซือจุยออกแรงผลักร่างในอ้อมกอด เอื้อมมือปลดกระดิ่งที่เอวโยนขึ้นกลางอากาศ แสงสว่างแผดจ้า พร้อมท่วงทำนองเสนาะใส หวานแว่ว ช่วยขับไล่หมอกที่หลงเหลืออยู่จนหมด เขาอาศัยจังหวะนี้พุ่งตัวไปข้างหน้า ปลายกระบี่แหลมคมตรงดิ่งสู่ทรวงอกอีกฝ่าย 

ก่อนทุกอย่างจะจบสิ้น ฝีเท้าพลันชะงักหยุดลง

..... กระบี่ถูกสอดเก็บเข้าฝัก เขาย่อกายลงหยิบซากของที่ตั้งใจเก็บเอาไว้ดูต่างหน้า ซึ่งยามนี้ถูกใช้เสียหมดพิษสง จนกลายสภาพเป็นเศษเล็ก-เศษน้อยขึ้นมาจากพื้น เอ่ยน้ำเสียงเรียบนิ่ง 

" หวังว่าท่านจะมีคำอธิบายที่ดีพอนะขอรับ "

เขายังคงจ้องมองอีกฝ่ายที่ยังคงไม่ตอบโต้ใดๆ และทำเพียงเก็บกระบี่เข้าฝัก ซือจุยสาวเท้าไปเบื้องหน้าขยับกายหมายเข้าใกล้ ชั่วขณะเดียวกันพลันบังเกิดความเสียวแปล๊บที่หลังคอ ไม่นานทั่วทั้งร่างก็ไร้ความรู้สึก แต่ก่อนที่จะล้มร่างหนึ่งได้ถลันเข้ามาประคอง มีเพียงรอยยิ้มบางๆถูกส่งมาให้

คำตอบในใจเขาวาบขึ้นมา พร้อมๆกับสติที่มืดดับลง

 

----- ///// ----- 

.…. โปรดติดตามตอนต่อไป …… 

#อนธการที่เป็นนักอยากเขียน  

  

ความคิดเห็น