ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

อย่ามาเกี้ยวสามีข้า บทที่๒๒

ชื่อตอน : อย่ามาเกี้ยวสามีข้า บทที่๒๒

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 253

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 07 มี.ค. 2564 16:05 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
อย่ามาเกี้ยวสามีข้า บทที่๒๒
แบบอักษร

บทที่ ๒๒ 

 

 

 

 

ถ้าหากเด็กสำนักเพ่ยไม่มาเคาะประตูเพื่อปลุกแล้วละก็เหลียนเฟิงอี๋คงรู้สึกอับอายกับการนอนตื่นสายแถมยังมาตื่นมาสายที่สำนักผู้อื่นอีก แม้หัวของเขาจะมึนๆ จากอาการเมาเมื่อคืนก็ตาม 

ให้ตายเถอะ สุราไผ่เขียวปกติมันไม่ได้รุนแรงขนาดนี้ไม่ใช่รึ 

เขาดื่มสุรามาทุกอย่างแล้ว แต่ไม่เคยเจออะไรที่มีฤทธิ์แรงขนาดเล่นสลบแบบนี้ แล้วไม่รู้เลยว่าสลบไปตอนไหน รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนถูกปลุกให้ตื่นนั่นแหละ พอได้ยาแก้เมาค้างจากสำนักเพ่ยที่ปกติแล้วแต่ละสำนักจะมียาพวกนี้เอาไว้เพื่อไม่ให้เกิดการถูกฆ่าเพราะเมาไม่รู้เรื่องหรือเมาค้างจากการเฉลิมฉลอง เขาก็ไปอาบน้ำแต่งกายด้วยเสื้อผ้าตัวเดิมของตน น่าแปลกที่สำนักนี่ซักผ้าสะอาดแถมยังแห้งเร็วจนตกใจ อาจจะเพราะลมภูเขามันแรงก็เป็นได้ สองขายาวก้าวออกพ้นประตูก็พบกับคุณชายโม่วั่งซูที่พักอยู่ห้องข้างๆ กันกำลังยืนมองแจกันที่ตั้งอยู่ระหว่างห้องพักของเขากับอีกฝ่ายนั้นเอง คราวนี้ดอกไม้ในแจกันเป็นดอกหลานสีขาว (ดอกกล้วยไม้) มันดูสวยมากๆ อีกด้วย หรือคุณชายโม่วั่งซูจะตื่นเช้ามาจัดแจกันให้กับจวินหง 

อ่า เขาช้าไปก้าวหนึ่งอีกแล้วงั้นรึ 

เหลียนเฟิงอี๋ไม่คิดอยากจะเข้าไปทักทายอีกฝ่ายแม้จะจัดอยู่ให้จำพวกเดียวกันกับเขาก็ตาม พอจะก้าวเท้าเพื่อเดินไปหาเหลียนเฟิงเหอน้องชายของตนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจนเรียกร้องความสนใจจากโม่วั่งซูได้ดีมาก 

"อรุณสวัสดิ์คุณชายเหลียนเฟิงอี๋" 

เป่ย จางจิ้งนั้นเอง เล่นเอาคุณชายจากตระกูลซุยถอนหายใจเบาๆ แล้วรีบเก็บสีหน้ารำคาญให้เร็วที่สุดก่อนที่จะยกยิ้มให้กับอีกฝ่ายพร้อมกับเอ่ยทักกลับ 

"อรุณสวัสดิ์เช่นกันคุณชายจางจิ้ง" 

จางจิ้งได้ยินเสียงชายที่เขานับถือเยี่ยงวีรบุรุษของตนเอ่ยทักกลับก็ต้องดีใจอยู่แล้ว แต่ยังไม่ทันจะได้ถามไถ่อะไรต่อ คุณชายโม่วั่งซูก็เดินมาพร้อมกับทักทายพวกเขาทันที และแน่นอนว่าจางจิ้งนั้นสงสัยตั้งแต่ตื่นมาก็เจอดอกไม้ในแจกันที่ถูกตกแต่งไปด้วยดอกหลานสีขาวที่กลมกลืนกับสำนักอย่างมาก แถมยังจัดออกมาได้สวยอีกด้วย เลยไม่รีรอจะถามความหมายของดอกไม้จากคุณชายโม่วั่งซูทันทีเพราะอีกฝ่ายน่าจะเป็นคนจัดดอกไม้ครั้งนี้เป็นแน่ 

"คุณชายโม่วั่งซู ไม่ทราบว่าท่านจัดดอกไม้ด้วยดอกหลานสีขาวมีความหมายว่าเช่นไรรึ" 

โม่วั่งซูได้ยินคำถามจากจางจิ้งก็ขมวคคิ้วเล็กน้อยที่อีกฝ่ายถามตนถึงความหมายของดอกไม้ในแจกัน การที่ถามเขาเพื่ออยากรู้นั้นไม่แปลกใจเท่าไร แต่เหตุผลที่เขาต้องขมวคคิ้วนั้นก็เพราะ 

"เรียนคุณขายจางจิ้ง ข้าไม่ได้เป็นคนจัดแจกัน" 

คำตอบนั้นทำเอาคุณชายทั้งสองที่คิดว่าอีกฝ่ายเป็นคนจัดนั้นถึงกับขมวคคิ้วตามกันเลยทีเดียว ถ้าเช่นนั้นใครเป็นคนจัดแจกันเล่า ซึ่งคนที่มีหน้าที่พวกนี้ก็มีเพียง...อย่าบอกนะว่า..... 

 

 

 

 

ลานกว้าง ณ สวนสำนักเพ่ยตอนนี้ได้ถูกฮูหยินของสำนักยึดเป็นที่เรียบร้อยเพราะจะต้องจัดแจกันใหม่ทั้งหมด จะให้ไปจัดที่ห้องส่วนตัวก็ไม่ได้เพราะร่างของประมุขคนงามนั้นเมานอนไม่ได้สติอยู่ แม้เฉินจะบอกให้ไปปลุกอีกฝ่ายให้ตื่นแล้วคอยดูแล ส่วนพวกดอกไม้เดี๋ยวพวกเขาจะจัดการเอาเอง สองพี่น้องลี่ก็จัดดอกไม้สวยอยู่แล้ว อย่างตอนที่จัดดอกชวี่สือฮวา อย่างน้อยการเอาใจใส่ดูแลอาจจะทำให้ท่านประมุขหายโกรธก็ได้ และแน่นอนว่าคนอย่างต้าต่านมีหรือจะใช้วิธีน่าอายเช่นนั้นจัดดอกไม้ยังจะรู้สึกดีซะกว่า ซึ่งอันที่จริงแล้วเขาก็ไม่ได้อยากจะจัดมันเองหรอก เพราะเขาจะต้องไปทำอะไรบางอย่าง จะว่าไปแล้วมานั่งจัดแจกันแบบนี้ก็สบายใจดีเหมือนกันแม้ว่าตอนนี้เขาจะเริ่มเหนื่อยๆ กับมันแล้วก็ตาม 

"นี่แจกันใบสุดท้ายแล้วใช่ไหม" 

"ขอรับฮูหยิน แจกันใบนี่เป็นของห้องทำงานท่านประมุขขอรับ" 

คำตอบของเฉินนั้นทำให้ต้าต่านรู้สึกเหมือนหลุดพ้นอย่างไรไม่รู้ และในขณะเดียวกันร่างคุณชายทั้งสามอย่างเหลียนเฟิงอี๋ จางจิ้งและโม่วั่งซู ที่หมายจะเดินมานั่งเล่นที่ลานกว้างของสำนักเพ่ยเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ยามเช้าก็พบว่าที่นั่นมีใครบางคนนั่งอยู่แล้วพอพากันมองไป ก็พบกับชายที่พวกเขาพยายามคิดไม่ใช่เรื่องจริงที่ว่าต้าต่านนั้นคือคนที่จัดแจกันแถมยังจัดออกมาได้สวย ขนาดคุณชายโม่วั่งซูยังตกใจเลย มันเป็นการก้าวกระโดดที่รวดเร็วเกินคาดจากการจัดดอกไม้ด้วยความหมายที่ไล่ให้ไปตาย กลายเป็นความหมายของความมั่งคั่ง ถ้าหากเป็นการอวยพรแล้วดอกหลานนั้นกว่าจะบานได้แต่ละดอกจนสวยเต็มช่อจะใช้เวลานานมาก เปรียบเสมือนอาจารย์ที่สั่งสอนลูกศิษย์ให้เกิดการเจริญเติบโตมีชีวิตที่ดีนั้นเอง แล้วที่น่าตกใจไปกว่านั้นมือเรียวของอีกฝ่ายที่จับกระบี่กระบอง จับดาบฟาดฟันอย่างเด็ดเดี่ยวและอาบไปด้วยเลือดปีศาจ 

จะจับดอกไม้ได้อ่อนโยนถึงเพียงนี้ 

คุณชายทั้งสามที่หมายจะมาที่ลานกว้างต้องพากันคิดหนักว่าจะไปที่ไหนดี เพราะตอนนี้ยังเช้าเกินไปแถมเหมือนจวินหงยังไม่ตื่นนอนอีกด้วย การที่จะเดินไปไหนมาไหนอาจจะถูกสงสัยเอาได้ แล้วมีหรือที่พวกเขาอยากจะถูกคนงามสงสัยหรือมองในแง่ไม่ดี ขนาดจางจิ้งที่เป็นศิษย์ยังต้องรายงานรองประมุขสำนักเลย แล้วตัวจางจิ้งเองบอกว่าจะพาเหลียนเฟิงอี๋มานั่งคุยเล่นที่ลานกว้างตรงสวนสำนัก แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อไปไหนไม่ได้แล้วก็ต้องเดินไปที่นั่นอยู่ดี โชคดีนักว่าที่ลานกว้างนั้นมีที่นั่งมากพอที่จะไม่ต้องนั่งชิดกัน นั่งห่างๆ กันยังได้เลย 

สามคุณชายพากันเดินมาถึงลานกล้างก็สบตากับฮูหยินของสำนักเพ่ยที่มองพวกเขาตอนที่ก้าวเท้าเข้ามา 

ทั้งสามไม่คิดจะทำการทักทายอีกฝ่ายแม้จะอยู่ในฐานะของฮูหยินก็เถอะ แม้จะรู้ว่ามันเสียมารยาทมากแค่ไหน พอเป็นต้าต่านแล้วมันก็ลืมเรื่องพวกนี้ไปเสียทั้งหมด โดยต้าต่านเองก็ไม่ได้สนใจอะไรได้แต่ยกยิ้มเล็กน้อยที่เห็นคุณทั้งสามที่ไม่มีเหลียนเฟิงเหอมาด้วยนั้นมารวมตัวกันแบบนี้ ทั้งสามเดินไปนั่งอีกด้านของลานกว้างที่เป็นโต๊ะกลมที่ลักษณะเดียวกับโต๊ะดื่มสุราเมื่อคืน ต้าต่านเข้าใจว่าทำไมถึงต้องมาที่นี่แม้จะเจอเขานั่งอยู่ เพราะด้วยเหลียนเฟิงอี๋มาจากสำนักอื่นที่ไม่ได้เป็นสำนักพันธมิตรกับสำนักของเขาหรือแม้กระทั่งสำนักเพ่ยเองก็ด้วย ถ้าหากยังอยู่ห้องพักจะถูกมองว่าไม่มีมารยาทที่เอาแต่อยู่ในห้อง แล้วการที่ไหนมาไหนโดยห่างไกลสายตาก็จะถูกสงสัยว่ามาสอดแนมเอาได้ ส่วนจางจิ้งกับโม่วั่งซูเขาไม่รู้หรอกว่าด้วยทำไมทั้งๆ ที่ทั้งสองจะไปมาไหนก็ย่อมได้อยู่แล้ว ต้าต่านเลิกสนใจทั้งสามแล้วหันมาสนใจแจกันที่กำลังปักดอกไม้ลงตามที่คิดเอาไว้ 

แต่อย่างว่า ศัตรูเจอหน้ากันจะนั่งเฉยๆ ไม่พูดด้วยปากก็ต้องฟาดด้วยดาบกันอยู่ดี 

ในขณะที่ต้าต่านกำลังปักดอกไม้ลงแจกันเสียงของชายที่เหมือนจะอดทนไม่ไหวที่เอ่ยพูด เป็นชายที่ปากจัดจ้านยิ่งกว่าพ่อค้าแม่ขายในตลาดอย่างคุณชายโม่วั่งซู ขนาดไม่เจอกันนานยังเหมือนเดิมจริงๆ 

"อารมณ์ดีจนสามารถจัดดอกไม้ออกมาสวยงาม คงจะไปพบเจออะไรดีเข้าละสินะ" 

การที่อยู่ๆ เขาจะโดนพูดจากระแนะกระแหนใส่ก็ไม่แปลก แต่ที่แปลกที่คืออีกฝ่ายพูดอะไรออกมาต่างหาก ใบหน้าหล่อเหลาที่ใครๆ ก็พากันพูดถึงไปหลายเมืองหันไปมองวั่งโม่ซูที่นั่งหันข้างให้กับเขาโดยมีจางจิ้งที่นั่งตรงข้ามและคนที่นั่งหันมามองเขาตรงๆ ก็คือเหลียนเฟิงอี๋ ใบหน้าของเขานั้นไม่ต้องเดาก็อ่านออกมาว่าเขานั้นไม่เข้าใจรูปประโยคที่อีกฝ่ายพูดออกมาเลยสักนิด จนเหลียนเฟิงอี๋ดูเหมือนจะเกิดอาการหมั่นไส้ที่เขาทำหน้าไม่รู้เรื่อง 

"อย่ามาทำหน้าไขสือไม่รู้เรื่อง เมื่อคืนคงจะได้เจอ 'เขา' จนสุขใจไม่สนว่าอีกคนจะรู้สึกอย่างไร ทำมาเป็นจัดดอกไม้ ชายผู้นั้นคงจะเป็นคนสอนเจ้าสิท่า" 

ต้าต่านคิดมาเสมอว่าบันทึกพระสนมในพระราชวังต้องห้ามนั้นเป็นอะไรที่เข้าใจยากว่าทำไมพระสนมถึงยังต้องทนอยู่ ทั้งๆ เจอแต่เรื่องร้ายๆ และอะไรต่อมิอะไรในวัง แต่พอมาเจอคำพูดของเหลียนเฟิงอี๋กับโม่วั่งซูแล้วยิ่งไม่เข้าใจหนักกว่าเดิม ซึ่งแน่นอนว่าคนไม่เข้าใจจะปริปากอะไรออกไปได้นอกจาก 

"พวกเจ้าพูดอะไรข้าไม่เข้าใจ" 

ปัง! 

เสียงฝ่ามือของเหลียนเฟิงอี๋ตบลงที่โต๊ะจนเกิดเสียงดัง ทำให้เฉินและสองพี่น้องลี่ถึงกลับสะดุ้ง ไม่เพียงเหล่าผู้ติดตามของเขาเท่านั้นคุณชายอีกสองคนเองก็เช่นกัน ส่วนต้าต่านนั้นเคยชินกับนิสัยของอีกฝ่ายแล้ว อย่างที่รู้ว่าในบรรดาคุณชายหรือจอมยุทธ์ทั้งหลายที่ปะทะฝีมือและประลองยุทธ์บ่อยที่สุดคือคนที่ตบโต๊ะเสียงดัง แล้วมันก็ไม่ใช่ครั้งนี้ครั้งแรกที่อยู่ๆ อีกฝ่ายจะทำเช่นนี้อย่างไร้เหตุผล ถึงเหลียนเฟิงอี๋จะเป็นคนใจเย็นกว่าเขา แต่ถ้าเรื่องหุนหันพลันแล่นทำอะไรตามใจคิดแล้ว แน่นอนว่าอีกฝ่ายเหนือกว่าเขามากโขเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นความสามารถในการหลบอาวุธต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วนั้นเกิดจากที่เขาต้องคอยหลบกระบี่ของบุตรคนโตของสำนักซุยนี่แหละ 

"หึ ข้าไม่เข้าใจเจ้าเลยต้าต่าน ว่าเจ้าต้องการอะไรกันแน่" 

จะตอบอย่างไรดี เขาต้องการอะไรอย่างนั้นหรือ? .... ตอนนี้แค่ให้คนงามหายโกรธเขาก็พอ แต่จะพูดออกไปก็ใช่เรื่องที่พวกนั้นจะต้องรับรู้ เขาเลยไม่ตอบอะไรกลับไปได้แต่เงียบแล้วหันมาสนใจแจกันต่อจะได้ไปพ้นๆ จากตรงนี้เสียที แล้วแทนที่มันจบลงตรงนั้น คนที่ถามไม่ได้คำตอบก็ย่อมรู้สึกขุ่นเคืองเป็นธรรมดา ร่างสูงของบุตรชายคนโตจากสำนักซุยลุกขึ้นแล้วเดินตรงมาหาเขาที่นั่งอยู่ โดยเฉินและสองพี่น้องลี่รีบลุกมากันอีกฝ่ายเอาไว้ ก็เล่นเดินเหมือนเข้ามาหาเรื่อง ... ไม่สิ จงใจหาเรื่องเลยต่างหากละ ต้าต่านถอนหายใจแล้วตัดสินใจลุกขึ้นยืนเพื่อเดินไปหาเหลียนเฟิงอี๋ที่ยืนอยู่ มือเรียวจับไหล่ของเฉินให้หลบมาอยู่ด้านหลังของเขาแทน 

"ไม่ทราบคุณเหลียนเฟิงอี๋ต้องการอะไรไม่ทราบ แล้วก็..." ดวงตาเรียวคมมองไปยังบุคคลที่อยู่ด้านหลังของเหลียนเฟิงอี๋ที่ลุกมาเสริมทัพ ต้าต่านเลยแค่ยกยิ้มที่มุมปากข้างเดียวแต่ไม่พูดอะไรต่อ ปล่อยให้คนหล่อที่รองจากเขาเอ่ยพูดออกมา 

"พูดมาขนาดนี้เจ้ายังทำเป็นไม่รู้เรื่อง ทำเป็นลอยหน้าลอยตาไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีอีก" 

"หึ ว่าแต่ข้า แล้วเจ้าละยังลอยหน้าลอยตามาเกี้ยวสามีคนอื่นเขาถึงเรือน ไม่รู้จักยางอายรึไง" 

"ก็เพราะว่าคนอย่างเจ้า ไม่ได้รักจวินหงเหมือนที่ข้ารักยังไงละ" ต้าต่านมองเหลียนเฟิงอี๋ที่จ้องมองตนด้วยแววตาที่ทั้งเจ็บปวดและเจ็บใจ สองมือของอีกฝ่ายกำแน่นจนสั่น "ข้ามาก่อนเจ้า แต่เป็นเจ้าที่ได้ครอบครอง แล้วแทนที่รู้จักรักและถนอมแต่เจ้า....แต่เจ้า...." 

"ข้าทำไม พูดมาสิ" 

สองดวงตาจ้องมองกันอย่างไม่ลดละจนทำคนรอบข้างหวั่นใจนักว่าทั้งสองจะปะทะกัน โชคดีที่ว่าตรงเอวของทั้งคู่นั้นไม่มีดาบหรือกระบี่ห้อยไว้ ไม่งั้นคงได้ปะทะกันไปหนึ่งบทเพลงแล้วเป็นแน่ ขนาดจ้องตากันยังเหมือนฟาดฟันจนได้ยินเสียงกระทบของอาวุธเลย 

"ถ้าหากเจ้าทำให้จวินหงเจ็บปวด แม้จะต้องเลือกด้วยชีวิต ข้าก็ยอม ถ้าหากได้ปลิดชีพเจ้าต้าต่าน เพราะข้ารักจวินหงและข้าไม่อายที่แย่งเขามาจากเจ้าให้ได้สักวัน เมื่อไรที่ข้าเป็นใหญ่กว่าเจ้า แม้แต่เสาสำนักเจ้าเพียงเสาเดียว ข้าจะเผาทิ้งให้ราบ" 

"หึ ขอบคุณที่เตือน" 

เหลียนเฟิงอี๋กัดฟันแน่นจนสังเกตมองได้บริเวณกรามที่นูนออกมาเล็กน้อย ต้าต่านไม่ได้สนใจคำขู่ของอีกฝ่ายอยู่แล้วและไม่แปลกใจที่จะโมโหเดือดใส่เขาแบบนั้น ก็เป็นธรรมดาที่คนรักคนชอบโดนแย่งไป 

"เฉิน ลี่ถัง ลี่ซื่อ ยกแจกันและดอกตามข้าไปที่ห้องทำงานท่านประมุข ข้าจะไปจัดแจกันที่นั่น ตรงนี้อากาศเป็นพิษ อยู่ไปก็เสียสุขภาพเปล่าๆ " 

ต้าต่านพูดจบก็เดินออกไปจากลานกว้างทันทีโดยผู้ติดตามทั้งสามก็รีบจัดการหอบข้าวของตามนายหรือฮูหยินของสำนักเพ่ยไปทันที โดยทิ้งไว้เพียงคุณชายทั้งสามที่ยืนมองตามอยู่แบบนั้นก่อนที่จะพากันไปนั่งเหมือนเดิม โดยในใจของเหลียนเฟิงอี๋ได้แต่ตั้งคำถามว่าทำไมๆ อยู่แบบนั้น ทำไมต้าต่านถึงไม่ปล่อยจากจวินหง ทำไมถึงไม่ใช่เขา แม้จะไม่ได้คำตอบในเร็ววัน แต่สักวันเขาจะต้องได้คำตอบแน่นอน โดยไม่รู้ว่าวันนั้นจะมาถึงช้าหรือเร็วก็ตาม 

และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นอยู่ในสายตาของชิงเยียนหญิงสาวใบหน้างาม 

ร่างบอบบางที่ยืนมองอยู่ไกลๆ ด้วยแววตาที่คาดเดาไม่ได้เลยว่ากำลังรู้สึกเช่นไร คิดอะไรอยู่ แต่ริมฝีปากบางที่แม้จะไร้การแต่งแต้มจากเครื่องสำอางแต่ก็แดงนั้นยกยิ้มเล็กน้อยก่อนที่จะเดินออกไปจากนั้นเพื่อกลับไปที่ห้องพักเหมือนเดิม 

. 

. 

.......... 

ฮุ่ยเหมยเดินมาห้องส่วนตัวของผู้เป็นนายที่ปานนี้แล้วยังไม่ตื่นนอน จนผู้ติดตามต้องไปขอร้องให้มาปลุกให้เพราะไม่กล้า กลัวจะทำให้อารมณ์เสียพานจะโดนลงโทษเอา ตอนนี้ฮูหยินก็จัดดอกไม้อยู่ที่ลานกว้างไม่รู้เลยว่าเรียยร้อยดีแล้วหรือยัง แต่เห็นดอกไม้ที่จัดลงแจกันรอบนี้พาให้รู้สึกประหลาดใจ ฮูหยินต้าต่านเป็นคนที่เรียนรู้อะไรเร็วจนน่ากลัวอยู่ไม่น้อยเลยแถมคราวนี้ก็จัดเองอีกด้วย เขาเดินไปหาที่ลานกว้างเพื่อเรียนให้ฮูหยินมาปลุกท่านประมุขก็กลายเป็นว่าเขาโดนใช้กลับมาแทนซะงั้น ร่างรองประมุขรูปงามเดินใกล้จะถึงเตียงนอนจของผู้เป็นนาย ทั้งๆ ที่ปกติแล้วมันไม่สมควรเลย ฮุ่ยเหมยรู้สึกเหนื่อยใจและหนักใจที่ต้องทำเช่นนี้ แต่ยังไม่ทันได้ถึงเตียงนอนดี ก็พบว่าท่านประมุขสำนักนั้นตื่นนอนแล้ว นับว่าเป็นเรื่องดีที่เขาไม่ต้องเดินถึงเตียง 

แต่ทว่ากลับมีอะไรบางอย่างที่แปลกออกไป 

ร่างประมุขคนงามนั่งอยู่ที่ขอบเตียงกำลังหายใจถี่และมีเหงื่อออก ดวงตาเบิกกว้างเล็กน้อยเหมือนตกใจอะไรสักอย่าง หรือว่า... 

"ท่านประมุข หรือว่าฝันถึงมันอีกแล้ว...." 

ใบหน้างามที่ดูวิตกกังวลหันมาหาเขาก่อนที่ริมฝีปากแดงระเรื่อที่แห้งเล็กน้อยแต่ร่างกายขาดน้ำจะเอ่ยถาม 

"ฮูหยินของข้าอยู่ไหน" 

น้ำเสียงนุ่มและกดต่ำนั้นทำให้ฮุ่ยเหมยมั่นใจได้เลยว่าอีกฝ่ายฝันถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นอีกแล้ว แล้วยิ่งไปกว่านั้น ร่างงดงามของประมุขสำนักลุกขึ้นจากเตียงนอนเดินมาหาเขาด้วยสีหน้าที่กังวล กลัวและโกรธ มันหลากอารมณ์จนเหมือนคนเสียสติไปแล้ว 

"ฮูหยินของข้าอยู่ที่ไหน! " 

พอเขาตอบช้าก็ถามย้ำและขึ้นเสียงอีกด้วย ขืนปล่อยออกไปแบบนี้คงไม่ดีแน่ แถมพวกคุณชายจากสำนักกวางและซุยก็ยังอยู่ 

"ท่านประมุขใจเย็นก่อนเถอะขอรับ ฮูหยินยังอยู่ที่สำนัก ไม่ได้ไปไหน" 

"ถอยไป" 

มืองามของประมุขที่ดูอ่อนแรงเพราะเมาเมื่อคืนจับไหล่ของเขาดันออกไปอีกทางเพื่อให้พ้นทาง แล้วมีหรือที่คนอย่างรองประมุขจะให้ประมุขสำนักออกไปด้านนอกด้วยสภาพแบบนี้ ฮุ่ยเหมยหันแล้วจับไหล่ของประมุขคนงามเอาไว้ ต่อให้อยากจะเจอฮูหยินมากแค่ไหน สภาพจิตใจตอนนี้ออกไปมีหวังฮูหยินจะได้ตกใจเป็นแน่ เพราะมีแค่ฝ่ายเดียวเท่านั้นที่ยังจดจำทุกอย่างได้... 

"ใจเย็นลงหน่อยเถอะขอรับ ไม่งั้นท่านอาจจะทำให้เกิดเรื่องผิดพลาดขึ้นได้ ไม่ใช่แค่ท่านเดียวที่เจ็บปวด" 

จวินหงชะงักจากที่โดนจับไหล่เอาไว้แล้ว พอได้ยินที่รองประมุขสำนักเอ่ยเตือนตนก็แทบจะก้าวถอยหลังเลยทีเดียว จิตใจที่กังวลและวิตกนั้นเหมือนโดนดึงออกไปจนในอกนั้นว่างเปล่า แม้จะรู้แล้วว่าต้าต่านยังอยู่ที่สำนัก แต่เขาอยากเจอมากๆ เลยในตอนนี้ ใบหน้างดงามที่เศร้าสร้อยหันกลับมาหาฮุ่ยเหมยที่ไม่ว่าอย่างไรอีกฝ่ายก็คือมิตรแท้ที่อยู่เคียงข้างไม่ว่าจะยามสุขหรือยามทุกข์ ดวงตาคู่สวยตอนนี้มีน้ำตาใสไหลออกมา มันเกิดอาการตกค้างจากฝันที่เป็นเสมือนวังวนไม่รู้จักจบสิ้น 

"ข้ามันโง่เอง ข้ามันโง่......" 

ฮุ่ยเหมยสงสารคนงามที่เป็นทั้งนายและมิตรตรงหน้าจับใจ นานเท่าไรแล้วที่ไม่เห็นอีกฝ่ายกลับมาเป็นสภาพแบบนี้ นานแล้วจริงๆ 

"ท่านไม่ได้โง่ แค่ไม่รู้เท่านั้น ตอนนี้ฮูหยินยังอยู่สำนักไม่ได้หายไปไหน ท่านทำใจให้สบายแล้วไปอาบน้ำแต่งกายเถอะ" 

จวินหงเหมือนคนไร้วิญญาณดูล่องลอยจนไม่เหลือความเป็นประมุขที่สง่างาม ทำได้แค่พยักหน้าให้แล้วเดินผ่านเขาไป ฮุ่ยเหมยเห็นเช่นนั้นก็เดินมายังประตูแล้วให้ผู้ติดตามและผู้ดูแลเอาไปด้านในห้องเพื่อเตรียมตัวให้กับท่านประมุข โดยมีนายน้อยหลิวหยางวัยแปดขวบที่ไม่รู้มาตอนไหนยืนอยู่ด้านหน้าประตูห้องด้านนอกโดยสายตาที่มองมาคงรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นสินะ 

"นายน้อย อย่าใช้ผีกลืนกินความฝันสิขอรับ" 

"ไม่ทำเดี๋ยวก็โวยวายเสียงดังอีก มันกลับมาอีกแล้วสินะ ฝันร้ายนั้น" 

ฮุ่ยเหมยไม่พูดอะไรนอกจากพยักหน้าตอบ หลิวหยางได้แต่ถอนหายใจก่อนที่จะเดินออกไปจากตรงนั้น เพราะไม่พูดอะไรออกไปก็รับรู้กันอยู่แล้ว ฝันร้ายที่สมควรจบลงไปได้แล้ว หรือมันจะกลายเป็นฝันร้ายครั้งใหม่กันแน่ เขาเองก็ชักจะหวั่นใจซะแล้วสิ 

. 

. 

. 

. 

จวินหงอาบน้ำและแต่งตัวเร็วจนฮุ่ยเหมยยังตกใจ จะให้ทำเช่นไรในเมื่อจิตใจไม่อยู่กับร่องกับรอยอยากจะเดินออกมาจากห้องเพื่อจะได้เจอร่างฮูหยินของตนตอนที่ได้ยินว่าน่าจะนั่งอยู่ที่ลานกว้างก็เตรียมจะเดินไปที่นั่นทันที โดยหวังในใจว่าร่างที่อยากเจอยังอยู่ที่นั่น สองเท้าของจวินหงแทบวิ่งอยู่แล้ว ตอนนี้จิตใจของเขาไปอยู่ที่ลานกว้างเรียบร้อยทั้งๆ ร่างกายยังเดินไม่ถึงไหน แต่ระหว่างที่จะเดินไปนั้น ดวงตาไร้ประกายจ้องมองไปยังห้องทำงานของเขาที่มีร่างของชายสามคนที่มองจากไกลๆ ก็รู้ว่าคือผู้ติดตามของฮูหยินสำนักเพ่ย 

แน่นอนว่า การที่ทั้งสามอยู่ไหนความเป็นได้สูงที่ต้าต่านจะอยู่ที่นั่น 

กฎระเบียบของสำนักว่าห้ามวิ่งตามระเบียงทางเดินนั้นถูกคนที่เขียนกฎขึ้นมาฉีกมันขาดเอง ความเร็วในการวิ่งนั้นเร็วขนาดที่ว่า เฉิน ลี่ถัง ลี่ซื่อ ที่กำลังมองต้นทางเอาไว้ให้ยังไม่สามารถเคาะประตูบอกนายของตนที่อยู่ในห้องได้ทันเวลา เพียงอีกนิดเดียวมือของเฉินที่กำแน่นจะแตะบานประตูอยู่แล้ว ทั้งสามมองนายผู้เป็นใหญ่ที่สุดของสำนักจ้องมองพวกเขาราวกับมีดาบมาจ่อที่คอถ้าหากส่งเสียงหรือเอื้อมมือไปแตะบานประตูเคาะเมื่อไร คอคงหลุดออกจากบ่าเป็นแน่ 

แม้เฉินอยากจะเคาะบอกนายของตนมากแค่ไหน... 

ร่างกายของเขากับแข็งทื่อเป็นหินจนสองพี่น้องลี่ต้องพากันหิ้วปีกซ้ายขวาให้ออกมาพ้นจากบานประตู จวินหงที่มองเห็นปฏิกิริยาของทั้งสามแล้วยิ่งมั่นใจเลยว่าด้านในห้องมีร่างที่เขาอยากเจอมากๆ อยู่ ยังไม่ทันที่มือสวยจะเอื้อมไปเปิด ประตูก็เปิดออกโดยคนด้านใน ใบหน้าหล่อเหลากับดวงตาเรียวคมที่เบิกกว้างจากอาการตกใจที่เห็นคนงามนามว่าจวินหงมายืนอยู่ตรงหน้าประตูห้อง ก่อนที่จะใช้สายตาจะมองไปยังผู้ติดตามทั้งสามที่ยืนอยู่ด้านหลังประมุขสำนัก เขาสั่งให้ดูต้นทางไว้ถ้าหากเจอบุคคลตรงหน้าเดินมาให้เคาะเรียกหรือส่งสัญญาณอะไรก็ได้ พอสบตากันทั้งสามก็ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้แล้วพากันก้มหน้ารู้สึกผิด 

"คือ...." 

ต้าต่านออกเสียงไปเพียงคำเดียวร่างงามก็เดินตรงดิ่งเข้ามาหาเขาทันที ทั้งๆ ที่อีกฝ่ายก็ไม่ได้ใช้มือดันร่างกายของเขาแต่ไม่รู้ทำไมขาถึงได้ก้าวถอยหลังหนีเข้ามาด้านใน ร่างกายที่พอสวมเสื้อแล้วก็ไม่ได้ดูใหญ่โตอะไรแต่กลับรู้สึกเหมือนโอบล้อมรอบเอาไว้ ยากที่จะหลบหนี และแน่นอนว่าคนงามไม่มีทางที่หลีกให้แน่นอนแถมยังปิดประตูโดยไม่มีการหันหลังไปปิดด้วยซ้ำ ดวงตาคู่งามมองเขาอย่างเรียบนิ่งเล่นเอาคนที่โดนมองทำอะไรไม่ถูก เสียงประตูปิดลงพร้อมกับลงกลอน จวินหงก็เดินพุ่งเข้ามาหาเขาจนต้าต่านต้องรีบถอยหลังหนีทันที ไม่ใช่ว่าเขากลัวแต่แค่รู้สึกว่ากำลังจะโดนอะไรบางอย่าง ไม่ได้การเขาต้องรีบอธิบาย 

"คือข้าอธิบายได้นะ! " 

แต่อีกฝ่ายไม่ฟังเขาเลยเอาแต่เดินเข้ามาหาพอต้าต่านยกมือพยายามดันร่างคนงามไม่ให้เข้ามาใกล้มากกว่านี้ก็เหมือนดันกำแพงก็ไม่ปานจนกระทั่งแผ่นหลังของเขาสัมผัสได้ถึงความแข็งของผนังห้องอีกด้านเลยทีเดียว เพราะห้องทำงานไม่ได้ใหญ่มากนักแต่เล่นดันเขามาติดผนังแบบนี้เลยรึ ยิ่งไปกว่านั้น ต้าต่านรับรู้ได้ว่าเขาไร้ทางหนีอีกด้วย ปกติแล้วเขาฟาดอีกฝ่ายก็ย่อมได้ แต่พอมานึกถึงสิ่งที่เขาทำลงไปแล้วยังไม่ได้แก้ไขก็ยากที่จะลงมือไปอีก 

ความผิดล้นกระบุ้ง จนไม่อยากทำผิดเทใส่ลงไปอีก 

ในขณะที่ต้าต่านพยายามคิดว่าหาคำแก้ตัวว่าเขาเข้ามาทำอะไรในห้องทำงานของอีกฝ่าย โดยไม่ได้ขออนุญาตและเขากำลังจะทำอะไร มือข้างขวาของจวินหงก็ยื่นมาแตะที่เอวของเขาแล้วเลื่อนไปด้านหลังเพื่อโอบกอด ก่อนที่อีกฝ่ายจะออกดันร่างกายออกจากผนังจนหน้าอกของเขาแนบชิดกับหน้าอกของคนหน้างาม ชิดขนาดที่สัมผัสได้ถึงลมหายใจและกลิ่นหอมที่ชัดกว่าเดิม ต้าต่านไม่รู้อีกฝ่ายจะมาไม้ไหน แต่พอเจอแบบนี้แล้วก็ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน ไหนจะดวงตาคู่สวยที่มองเขาที่ยากจะเข้าใจคู่นี้อีก จนบางครั้งอยากให้ดวงตาคู่นี้เป็นตำราเขาจะได้อ่านมันออกเสียที 

ต้าต่านกับจวินหงในตอนนี้อยู่ในสถานะไร้คำพูด 

สิ่งที่เข้าทดแทนนั้นก็คือปลายจมูกที่ชนกันเล็กน้อยจากนั้นก็เปลี่ยนมาเป็นริมฝีปากของคนงามที่จรดบรรจงกดจูบลงที่ริมฝีปากได้รูปของผู้เป็นภรรยา สัมผัสแรกที่กดลงมามันช่างบางเบาราวกับขนนก อ่อนโยนจนต้าต่านรู้สึกเหมือนมีอะไรไปวิ่งเล่นอยู่ด้านในท้องของตนนั้น ไม่มีการใช้ลิ้นเข้ามาด้านในเป็นเพียงจูบสัมผัสด้านนอกที่เนิ่นนานจนเผลอหลับตาลงเพื่อสัมผัสจูบที่แสนบางเบาจะอ่อนโยนนี้ 

ราวกับว่ามันคือจูบแรก ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ 

ริมฝีปากสวยละออกจากการจูบ ดวงตาเรียวคมที่ลืมตาขึ้นมาแล้วสบตาเข้ากับคนงามที่จ้องมองเขา ไม่มีคำพูดใดๆ ออกมาเลย จนต้าต่านกำลังจะอ้าปากถามว่าต้องการอะไรก็ถูกดึงเข้าไปสวมกอดจนคางคนงามวางอยู่บนบ่าข้างซ้ายของเขา สองแขนที่โอบกอดนั้นรัดแน่นเหมือนกลัวจะหายไปราวกับว่าเขาคือสิ่งล้ำค่าของอีกฝ่าย แต่ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าโอบกอดนี่มันช่างดู 

เจ็บปวดนัก 

ไม่มีเสียงอะไรออกมาจากจวินหงเลยนอกจากกอดที่ขยับบ้างเล็กน้อย เป็นอะไรไป ทำไมถึงเงียบ ดุด่าเขายังไม่รู้สึกน่าใจหายขนาดนี้เลย 

"นี่..." 

เพราะมันเงียบจนเกินไป ต้าต่านเลยเรียกอีกฝ่ายให้พูดอะไรออกมาบ้างกอดแบบนี้มันให้ความรู้สึกแปลกๆ ที่กลางอก มันเหมือนเขาไปยืนอยู่ตรงหน้าผาสูงอะไรทำนองนั้น เพียงไม่นานเสียงนุ่มที่เอ่ยดังขึ้น 

"อย่าหายไปอีก ได้ไหม" 

เสียงที่เอ่ยออกมาหลังจากที่เงียบไม่พูดอะไรมันช่างแผ่วเบาเหมือนจูบเมื่อครู่ เล่นเอาคนโดนกอดเหมือนโดนสกัดจุดไม่ให้หายใจไปชั่วขณะเลยทีเดียว 

"ข้าขอโทษ" 

ไม่รู้จะตอบอะไร ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ได้แต่พูดขอโทษออกไปเท่านั้น ต้าต่านไม่คิดเลยว่าการที่เขาตามเหลียนเฟิงเหอไปเมื่อหนึ่งวันก่อนจะทำให้จวินหงวิตกกังวลถึงขนาดนี้ ก็เขาไม่ได้ตั้งใจ แม้ว่าความตั้งใจในตอนนั้นคือตามร่างเหลียนเฟิงเหอไปจริงๆ ก็เถอะ เขาผิดจริงๆ ที่ไม่กลับตรงเวลา แล้วใครจะคิดว่าจวินหงที่ดูเหมือนไม่คิดอะไรมากนัก จะคิดถึงเรื่องของเขามากขนาดนี้ 

จนแอบอดสงสัยไม่ได้เลยว่า เขาไปทำอะไรให้อีกฝ่ายกันแน่ 

พอคนงามได้ยินเสียงที่เขาเอ่ยขอโทษก็คลายกอดออกแล้วหันมาสบตากันตรงๆ ดวงตาคู่สวยที่ตอนนี้ไร้ประกายจ้องมองเขานั้นสั่นไหวเล็กน้อย ทำไมถึงทำสีหน้าดูเจ็บปวดนัก จะร้องไห้หรือ? ไม่จริงใช่ไหม อย่าร้องไห้ต่อเขาเชียว ยิ่งปลอบคนไม่เก่งอยู่ด้วย ไม่รู้นานเท่าไรแล้วที่ต้าต่านไม่เคยยกมือไปจับใบหน้าใครนอกจากแก้มของแม่กับเจียนเจี้ย ส่วนพ่อก็นานๆ ครั้งจะทำ แต่ตอนนี้ชายงามตรงหน้าสามารถทำให้เขายกมือมาจับประคองแก้มได้ ความงามที่กำลังโศกเศร้าเป็นอาวุธที่ร้ายกาจอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว มือเรียวทั้งสองข้างยกขึ้นไปสัมผัสแนบแก้่มอุ่นของจวินหงโดยมือสวยสมบูรณ์แบบก็มาจับมือของเขาไว้อีกทีหลัง 

"ข้าขอโทษ ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะกังวลขนาดนี้" 

"แค่เรื่องของเจ้าเท่านั้นที่ทำให้ข้าเป็นบ้าได้ อย่าหายไปโดยไม่บอกข้าอีกได้ไหม" 

"ขอรับ สามีของข้า" 

เสียงขานรับของต้าต่านนั้น ถ้าหากฟังผ่านๆ คงไม่มีอะไรมาก แต่เดี๋ยวก่อนนะ! จวินหงที่กำลังอยู่ในสถาวะดิ่งเหมือนคนทิ้งร่างกาย ถึงจะตื่นขึ้นแล้วกุมมือของฮูหยินตนแน่นขึ้นพร้อมกับดวงตาเบิกที่กว้างทันที และแน่นอนว่าคนที่เพิ่งจะพูดออกไปเมื่อครู่ก็เหมือนจะเพิ่งรู้สึกตัวอีกด้วย พอจะดึงมือออกก็โดนมือสวยกุมแน่นไปเสียแล้ว 

"มะ เมื่อกี้ จะ เจ้าเรียกข้าว่าอะไรนะ! " 

ต้าต่านมองคนงามที่ตอนแรกสีหน้ายังโศกเศร้าเจ็บปวดอยู่เลย บัดนี้กลับยิ้มร่าดีใจเหมือนเรื่องเมื่อครู่คือฝันไป ก็แน่สิ เขาเผลอหลุดปากเรียกอีกฝ่ายว่าสามี เพราะเคลิ้มจากความงามที่โศกเศร้าเมื่อครู่ ให้ตายเถอะ! ผีตนใดเข้าสิงกันแน่! ออกไปจากร่างกายเขาซะ! แต่ผีใดเล่าจะเท่าไรผีบ้าจวินหงที่ตอนนี้พยายามคาดคั้นจะให้เขาพูดให้ฟังอีกที 

"นี่! ปล่อยมือข้าเดี๋ยวนี้เลยนะ! " 

"ไม่เอา ข้าอยากได้ยินอีก นะๆ ฮูหยินของข้าเรียกข้าแบบเมื่อกี้อีกทีสิ" 

ดวงตาคู่สวยตอนนี้เป็นประกายอีกครั้งแถมยังน้ำเสียงที่ออดอ้อนจนต้าต่านเกือบหลุดยิ้มออกมา ถ้าหากเมื่อครู่ไม่เม้นปากเอาไว้ก็คงยิ้มออกมาให้เห็นไปแล้วโดยให้อีกฝ่ายคิดว่าเขาเม้นปากเพราะไม่อยากจะพูดออกมาไปซะ ส่วนจวินหงเห็นฮูหยินจของตนไม่ยอมเรียกตนว่า 'สามีของข้า' อีกครั้งก็น้อยใจเล็กน้อยแต่อย่างไรก็ตามเมื่อครู่เขาก็ได้ยินทั้งสองหูอย่างชัดเจน 

"ปล่อยมือข้าได้หรือยัง" 

"ยังไม่ปล่อย เพราะข้ามีเรื่องจะถามอีก" 

"จะถามอะไรอีก" 

จวินหงคลายการกุมมือของต้าต่านแล้วจับออกจากบริเวณใบหน้าลดลงมาอยู่ที่บริเวณอกของตน เพราะมันถึงเวลาที่เขาจะถามว่าเมื่อคืนที่อีกฝ่ายไปเจอ 'เขา' มานั้นเป็นใคร แม้จะดีใจที่เมื่อครู่ได้ยินอะไรดีๆ แต่ตอนนี้กลับมาต้องมาหวั่นใจอีกครั้ง 

"เมื่อคืนฮูหยินไปเจอ 'เขา' แล้วเขาเป็นใครงั้นหรือ? ฮูหยินสนิทกับ 'เขา' มากแค่ไหน เพื่อนหรือคนรู้ใจ" 

ดวงตาสวยมองใบหน้าหล่อเหล่าที่จ้องมองตนด้วยแววตาและสีหน้าสงสัยในคำถาม แล้วยิ่งคำพูดที่ถามเขากลับนั้น.. 

"เจ้าพูดอะไร ข้าไม่เข้าใจ" 

หรือว่าเขาเรียงคำถามไม่ถูกต้องจนต้าต่านไม่เข้าใจ ถ้าเช่นนั้น 

"เมื่อคืนฮูหยินไปเจอใครงั้นรึ? " 

แทนที่ใบหน้าหล่อเหลาจะคลายความสงสัยกลับดูสงสัยมากกว่าเดิมไปอีกเพราะคิ้วเข้มนั้นขมวคเข้าหากันจนเป็นปม เล่นเอาคนถามถึงกับต้องมาคิดว่าเขาถามอะไรผิดไปอย่างนั้นหรือ? ในเมื่อเขาถามกระชับแล้วแท้ๆ ในขณะนั้นเองเสียงของต้าต่านก็ดังขึ้น 

"ข้าบอกจะไปพบใครตอนไหน? " ไฉนถึงได้มาถามเขากลับแทนกันเล่า จวินหงปล่อยมือต้าต่านให้เป็นอิสระโดยยังมองเขาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความคำถามและความสงสัย 

"ก็ตอนที่ข้าบอกว่าฮูหยินไม่สามารถร่วมดื่มสุราชมจันทร์ได้เพราะมีเรื่องต้องทำ แล้วฮูหยินก็พูดมาว่าคืนนี้จะไปต้องเจอ 'เขา' ต่อหน้าข้าแล้วก็เหล่าคุณชายทั้งสี่คน" 

ต้าต่านได้ยินที่ตนบอกก็เริ่มทำหน้าครุ่นคิด แล้วไม่นานเท่าไรนักก็เหมือนจะนึกออกเพราะสีหน้าหล่อเหลานั้นดูตกใจอยู่ไม่น้อย 

"นี่ข้าพูดออกไปแบบนั้นจริงๆ รึ! " 

"ก็ใช่น่ะสิ ตกลงแล้วฮูหยินไปเจอใคร? " 

จวินหงมองฮูหยินของตนที่ทำสีหน้ารู้สึกผิดเล็กน้อยก่อนที่จะยกมือขึ้นแล้วชี้ไปยังโต๊ะทำงานของเขาที่ตอนนี้มีแจกันใบเล็กใบหนึ่งที่มีดอกไม้ประดับเอาไว้อย่างสวยงาม เพราะเข้ามาก็ไม่สนใจอะไรนอกจากภรรยาของตนเท่านั้น แล้วที่สะดุดตานอกจากดอกหลานสีขาวแล้ว สิ่งหนึ่งที่ทำให้จวินหงต้องเดินไปดูนั้นก็คือ 

ดอกไป่เหอสีขาว (ลิลลี่) ที่ส่องแสงประกายเหมือนแสงจันทร์อยู่ 

ต้าต่านเดินตามจวินหงไปที่โต๊ะทำงานที่กำลังมองดอกไม้ในแจกันหรือดอกไป่เหออาบแสงจันทร์ ด้วยท่าทีที่ไม่เข้าใจว่าเขาทำไมถึงชี้มาที่นี่ 

"ในตำราดอกไม้ของคุณหนูโม่ เขียนเรียกดอกไม้เสมือนสิ่งชีวิตหรือก็คือเหมือนเรียกมนุษย์คนคนหนึ่งเลย อย่างดอกไป่เหออาบแสงจันทร์ที่เจ้าเห็นอยู่ตรงหน้าจะเกิดขึ้นหนึ่งครั้งในวันที่พระจันทร์ทอแสงเต็มดวง โดยในตำราบอกไว้ว่า ถ้าดอกไป่เหออยู่ข้างๆ แหล่งน้ำให้เรียก 'นาง' แต่ถ้าอยู่ข้างโขกหินหรือก้อนหินให้เรียก 'เขา' เมื่อคืนข้าพลาดไปครั้งแรกไปเพราะถ้าเมื่อไรที่ดอกไป่เหออาบแสงจันทร์ทั้งดอกแล้วต้องรีบเก็บ แล้วข้าไปไม่ทันก็เลยไปต้องรอไปรอบสอง แล้วกว่าจะอาบแสงจันทร์จนเต็มดอกอีกครั้งก็ใช้เวลาเกือบครึ่งคืน" 

จวินหงได้ยินคำอธิบายของฮูหยินตนเหมือนหัวสมองตามไม่ทันหรือเพราะอาการเมาค้างเมื่อคืนกันแน่ ตกลงแล้ว... 

"ตกลง 'เขา' ที่ว่า คือดอกไป่เหออาบแสงจันทร์อย่างงั้นรึ" 

."ก็...ใช่น่ะสิ" 

คนงามรู้สึกเหมือนวิญญาณที่หลุดลอยไปนานแสนนานกลับเข้าร่างจนรู้สึกเวียนหัวเล็กน้อย นี่ตกลงแล้วเขาคิดมากไปเองงั้นรึ ไม่สิ ก็ภรรยาของเขาดันพูดออกมาแบบนั้นเป็นใครก็คิดว่าไป 

"แล้วทำไมถึงไม่บอกว่าเป็นดอกไม้กันเล่าฮูหยิน ในเมื่อไม่ได้ยังไม่เรียก" 

"ก็ช่วยไม่ได้นี่ ก็ตอนที่เจ้าพูดเช่นนั้นออกมา ข้าที่อ่านตำราก็เลยจดจำคำเหล่านั้นไว้ในหัวไปแล้วก็เลยลั่นวาจาออกไป แถมเจ้ายังพูดกีดกันข้าอีกด้วย" 

"ข้าไม่กีดกัน ข้าแค่ไม่ต้องการให้ฮูหยินแต่งกายน้อยชิ้นไปนั่งดื่มสุราชมจันทร์กับชายอื่น ชายคนเดียวที่ฮูหยินจะต้องนั่งริมสุราและดื่มสุราชมจันทร์ต้องมีแค่ข้าคนเดียวเท่านั้น" 

ต้าต่านกะพริบตามองคนงามที่พูดอะไรบางอย่างและเหมือนอีกฝ่ายเองก็จะพลั้งปากพูดออกมาโดยไม่คิดเช่นกัน ทั้งสองมองตากับครู่หนึ่งแล้วก็หลบสายตามองไปทางอื่น วันนี้วันอะไรผีอะไรเข้าสิงมาเจาะปากพวกเขากันแน่ จวินหงเลยกระแอมลำคอเล็กน้อยแล้วอ้าปากถามเพื่อลดความเงียบที่ไร้เหตุผลให้หายไป 

"แล้วทำไมต้องเป็นดอกไป่เหอสีขาวด้วย แถมยังอาบแสงจันทร์อีกต่างหาก" 

"ก็.... ดอกไป่เหอมีความหมายว่าขอโทษ แล้วถ้าเป็นสีขาวจะเป็นการขอโทษที่บริสุทธิ์ใจ ถ้าเป็นดอกไป่เหอทั่วไปข้าคิดว่ามันคงธรรมดาแล้วเจ้าก็คงมองไม่เห็นความใส่ใจของข้าเป็นแน่ ก็ต้องเป็นดอกไป่เหออาบแสงจันทร์เพื่อขอโทษเจ้า" 

จวินหงอยากตีตัวเองสักหนึ่งร้อยทีที่ตนนั้นเข้าใจผิดไปเองทั้งหมดแถมเมื่อคืนเขาคิดจะปลุกปล้ำอีกฝ่ายเพราะความรู้สึกหึงหวงอีกต่างหาก เขายื่นมือไปจับแขนฮูหยินของตนแล้วดึงเข้ามาใกล้กันให้มากขึ้น ความรู้สึกผิดนี่มันก่อขึ้นในใจที่เขานั้นน้อยใจเกินไป โกรธเกินไป และหึงหวงเกินไป โดยไม่ถามอะไรให้แน่ชัดก่อน ทั้งๆ ที่ต้าต่านกำลังทุ่มเทเพื่อขอโทษเขา ทำให้รู้สึกการขอโทษครั้งนี้เขาไม่ควรรับมันเลยสักนิด จวินหงจับภรรยาแสนหล่อเหลาหันมามองหน้ากันตรงๆ 

"ข้าขอโทษที่ทำอะไรลงไปโดยไร้สติ แถมเมื่อคืนข้าก็ทำรุนแรงกับฮูหยินด้วย" 

"ทำเหมือนเจ้าทำกับข้าครั้งแรกงั้นแหละ เหอะ" 

"ยังไงข้าก็ต้องขอโทษ ต่อไปข้าจะไม่ไกรธเจ้าอีกแล้ว" 

ต้าต่านได้ยินคำนี้ตั้งแต่เมื่อคืน เลยถอนหายใจออกมาแล้วมองใบหน้างามที่รู้สึกผิดเต็มอก 

"เจ้าเสียสติไปแล้วรึไง ข้าทำผิดเจ้าก็สมควรโกรธ ไม่ใช่จะให้อภัยข้าไปเสียทุกเรื่องเหมือนนิทาน 'พ่อแม่รังแกข้า' โกรธข้าบ้างก็ได้ เพราะเจ้ากับข้าก็อยู่ในฐานะสามีภรรยากัน อะไรผิดก็ว่าไปตามผิด" 

จวินหงยกยิ้มที่ได้ยินเช่นนั้นก่อนที่จะดึงร่างฮูหยินของตนมาสวมกอดอีกที ควรนี้ไม่ได้กอดแน่นแต่เป็นการกอดที่หลวมๆ ที่มันให้ทั้งความรู้สึกอบอุ่นที่ปะปนไปด้วยความดีใจและโล่งใจ ในขณะที่้ต้าต่านเองก็ไม่เข้าใจว่าจะกอดอะไรเขานักหนาก็เผลอแอบยิ้มเล็กๆ ไม่ให้อีกฝ่ายรู้ เพราะดีใจที่จวินหายโกรธเขาแล้วนั้นเอง 

"จะกอดอะไรข้านักหนา" 

ก็รำคาญที่ถูกกอดแล้วกอดอีก แต่ก็ไม่ได้ดิ้นอะไร แถมกอดครั้งนี้มันเป็นกอดที่ยินดี เหมือนเรื่องที่ทะเลาะกันมันจางหายไปเหมือนกับควันธูป แต่ก็ยังมีกลิ่นจางให้จดจำว่าครั้งหนึ่งมันเคยเกิดขึ้นมาแล้ว และเรียนรู้ที่จะไม่ทำมันอีก 

"กอดนี้สำหรับเมื่อวานต่างหากละ" 

"พอเลย ได้เวลาทานอาหารแล้ว ไม่หิวรึ? " 

"น่าฮูหยิน ขอข้ากอดอีกสักนิดเถอะ" 

"นิดเดียวนะ" 

"ขอรับ ภรรยาสุดหล่อของข้า" 

 

 

 

.................................................... 

ร้านห่วงลู่ ณ เมืองถังซ่าน 

เจียนเจี้ยอยากร้องตะโกนใส่ฟ้าเอามือทุบแผ่นดิน เมื่อคืนเขาพลาดที่ไม่ได้ทำเรื่องที่ตกลงกันไว้ ก็เพราะเขากลับไปที่สำนัก ท่านพ่อก็ขอให้ช่วยงานหนึ่งที่ทำไม่ทัน เห็นว่าเป็นงานเพียงงานเดียวเขาก็เลยรับอาสาช่วยทำ แต่ใครจะคิดเล่าว่างานที่รับมานั้นคือส่งเด็กสำนักไปทำงานสี่ทิศ กว่าจะจัดสรรได้เล่นเอาเสียเวลาไปเกือบครึ่งคืนพอมาถึงห่วงลู่ก็ง่วงเกินกว่าจะพูดคุย อย่างน้อยอีกฝ่ายก็ยังใจดี ใจบุญลุกมาเปิดประตูให้เขาเข้าไปนอนด้วย พอถึงเตียงก็หลับเป็นตาย 

แล้วใครมันจะกล้าล่วงเกินคนหลับกันเล่า! 

เจียนเจี้ยอยากจะกลับสำนักไปบีบคอพ่อตัวเองว่าทำไมถึงได้ทำเช่นนี้กับเขา แต่หากทำเช่นนั้นคงเป็นลูกอกตัญญูฆ่าพ่อเป็นแน่ เช้ามาวันนี้เขาตั้งใจจะทำเป็นป่วยเพื่อจะให้ห่วงลู่ปิดร้านเพื่อดูแล แต่พอได้ยินว่าอีกฝ่ายจะเดินทางไปยังตลาดนอกเมืองถังซานเพื่อไปดูของใหม่เพื่อเอามาขายในร้าน บุตรชายคนเล็กของสำนักเถียนก็ดีใจแทบจะกระโดดโลดเต้นที่จะเดินเที่ยวกับห่วงลู่ที่น่ารักของตน 

แม้ตลาดนอกเมืองจะคักตักและเต็มไปแล้วคนมีเงินจากทั่วสารทิศ 

การแต่งกายที่ไม่ควรก็คือแต่งกายให้เหมือนคนมีเงินเกินไป มันอันตรายที่จะดึงพวกโจรหรือคนเถื่อนเข้ามาได้ ถ้าหากเจียนเจี้ยเพียงผู้เดียวก็ไม่เท่าไร แต่เขากังวลว่าห่วงลู่จะได้รับอันตรายไปด้วยนี่สิ การเดินทางไปยังตลาดด้านนอกเมืองถังซานนั้นใช้เวลานานพอสมควรเลยต้องอาศัยรถม้าที่ขนของเข้าออกเมืองแทน ซึ่งมันไม่ได้สะดวกสบายเท่าไรนัก ห่วงลู่กังวลว่าบุตรชายคนเล็กของสำนักเถียนจะไม่ไหว เพราะอีกฝ่ายดูจะรักสะอาดและรักสวยรักงามอยู่ไม่น้อย เขาเลยหันไปถามอีกฝ่ายที่สวมเสื้อผ้าของเขาโดยใช้ผ้าสีขาวปกปิดไว้ครึ่งหน้าเพื่อความปลอดภัยอาจจะมีคนจากสำนักอื่นจำได้ 

"เจียนเจี้ยเจ้าจะไหวรึ" 

"ทำไมข้าจะไม่ไหวละ" 

"รถขนของเข้าออกเมืองไม่ได้สะดวกสบายเหมือนกันรถม้าหรอกนะ" 

"เอาเถอะ ข้าเข้าใจ ไม่ใช่ว่าข้าไม่เคยนั่งมาก่อน" 

"เจ้าเคยนั่งอะไรพวกนี้มาก่อนด้วยรึ" 

"ก็ใช่น่ะสิ ข้าเคยไปนอกเมืองเพื่อทำงานลำบากกว่านี้ตั้งเยอะ แล้วเจ้าละพร้อมจะลำบากไปกับข้าหรือไม่" 

"นั่งรถขนของก็ต้องลำบาก ยิ่งเจ้าไปกับข้าก็ต้องลำบากไปด้วยกันอยู่แล้ว เจ้าถามอะไรแปลกๆ " 

นี่ขนาดเจียนเจี้ยใช้คำง่ายๆ ไม่น่าจะเข้าใจยากอีกฝ่ายก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีๆ จะถอนหายใจออกมาก็คงตจะถูกสงสัยมากกว่าเดิมเป็นแน่ สุดท้ายเลยพากันปิดร้านแล้วเดินมารอรถขนของ ถ้าหากจะตั้งคำถามว่าทำไมถึงไม่ขี่ม้าไปแทน คำตอบง่ายๆ เลย การมีม้าก็คือคนมีฐานะในระดับหนึ่งนั้นเอง จะยิ่งเตะตาโจรมากกว่าเดิม แล้วเจียนเจี้ยเองก็เคยนั่งอะไรแบบนี้มาก่อน นั่งเรือชาวประมงเพื่อเดินทางทางน้ำเพื่อไปยังเมืองอื่นก็เคย มาสบายช่วงหลังๆ ที่เริ่มมีสำนักน้อยใหญ่มาร่วมพันธมิตรนี่แหละเลยไม่ต้องดั้นด้นข้ามน้ำข้ามทะเลไปไกล 

แต่กว่าจะถึงตลาดนอกเมืองถังซานก็เล่นเอาหลังแข็งไหล่ตึงอยู่ดี 

พอกระโดดลงมารถขนของได้ โดยจ่ายเงินเป็นค่าเดินทางไม่มากนัก เจียนเจี้ยบิดไล่ความเมื่อยออกไปจากร่างกายก่อนที่จะเดินตามห่วงลู่ที่ดูเหมือนจะไม่เป็นอะไรเลย คงจะออกมาที่นี่ทุกๆ เดือนเพื่อหาของใหม่เข้าร้านสินะ ขยันขนาดนี้มิน่าเล่าท่านแม่ถึงได้ถูกอกถูกใจอยากได้เป็นลูกสะใภ้หลังจากที่เขาบอกความในใจให้ฟังว่าตนนั้นแอบชอบเพื่อนรักของพี่ชาย จะว่าไปก็นานแล้วที่เขาไม่ได้ออกมาเดินตลาดนอกเมืองเลย อะไรหลายๆ ก็เปลี่ยนไปเยอะเหมือนกันและมีอะไรเพิ่มมาใหม่หลายอย่างอีกด้วย เจียนเจี้ยเดินตามห่วงลู่จนมาถึงร้านหนึ่งเป็นร้านที่ชายพวก ด้ายเย็บผ้าหรือง่ายๆ ก็คือจำพวกของเย็บปักถักร้อยนั้นเอง 

"ทำไมเจ้ามาร้านนี้กันเล่า" เจียนเจี้ยเอ่ยถามอย่างสงสัยที่ร้านแรกเป็นร้านแบบนี้เขานึกว่าจะไปดูของอย่างพวกกระดาษอะไรทำนองนั้น 

"ก็ช่วงนี้ สาวๆ ในเมืองต่างนึกคึกอะไรไม่รู้ พากันเย็บปักถักร้อย ทั้งถุงหอม ทั้งผ้าเช็ดหน้า พวกด้ายหลากสีเลยพากันมาซื้อเยอะ ตอนนี้ของที่ร้านก็ใกล้จะหมดแล้วด้วย ข้าเลยแวะเวียนมาดูว่ามีด้ายสีอะไรมาใหม่บ้าง ดูนี่สิ ด้ายสีทอง ด้ายสีนี่กำลังเป็นสีนิยมมากๆ เลยละ" 

เจียนเจี้ยมองด้ายสีทองที่ม้วนอยู่กับไม้อย่างลวกๆ ไม่เป็นระเบียบเท่าไรนัก อย่างว่าแหละที่นี่คือตลาดนอกเมืองของขายก็ตาดีได้ตาร้ายเสีย แต่ก็แลกมาด้วยราคาที่ถูกกว่า ตอนที่ได้ยินเรื่องตลาดนอกเมืองเขาเองก็แปลกใจทำไมถึงไม่มีใครมาจัดการเรื่องนี้ทั้งๆ ที่มันทำให้การเก็บภาษีน้อยลง แต่พอรู้มาว่ามันคือการกลยุทธ์ขององค์รัชทายาทโดยใช้วิธีการเก็บภาษีน้อยลงแต่อยู่ได้นาน ยิ่งตอนนี้ก็ออกดอกออกผลมากจริงๆ ตลาดนอกเมืองถังซานขนาดใหญ่ขึ้น ผู้คนจากทางเหนือจรดใต้มาประจบที่นี่ มีโรงเตี้ยมดีๆ มีหอนางคณิกา โรงสุราเฉพาะ มันเลยเป็นตลาดที่ใหญ่มากกว่าตลาดในเมืองเสียอีก เป็นสถานที่ท่องเที่ยวไปเลยทีเดียว จากนั้นห่วงลู่ก็เดินดูในร้านไม่นานเท่าไรก็เดินออกมาแล้วแวะไปอีกหนึ่งร้าน ที่มองจากด้านนอกไม่น่าเข้าเท่าไรแต่พอเข้าไปด้านในก็พบกับเครื่องประดับแปลกตาเยอะมาก แต่ร้านของห่วงลู่ไม่ได้ขายของจำพวกเครื่องประดับไม่ใช่หรือ 

"ร้านเจ้าไม่ได้ขายพวกเครื่องไม่ใช่รึ เข้ามาดูทำไม" 

"เจ้าช่างไม่รู้อะไรเลย ที่ข้าเข้ามาดูเพราะเครื่องประดับบางชนิดเหล่าหญิงสาวจะเอาไปเย็บปักถักร้อยเหมือนกัน อย่างเช่นกระดิ่งเล็กๆ แบบนี้" 

ดวงตาคู่สวยมองสิ่งเล็กๆ ที่อยู่บนฝ่ามือของอีกฝ่าย มันเป็นกระดิ่งเล็กๆ เหมือนเมล็ดถั่วก็ไม่ปาน อ่า เขาไม่เข้าใจอะไรเลยจริงๆ นั่นแหละ จากนั้นเขาก็โดนลากไปนั้นไปนี่ แวะซื้อของหวานทานระหว่างเดิน เหนื่อยก็แวะร้านข้างทางสั่งอะไรนิดๆ หน่อยๆ เพราะตลาดนั้นกว้างเกินกว่าจะเดินวันเดียวได้หมด ห่วงลู่เลยต้องวางแผนว่าจะไปร้านไหนบ้างของอะไรที่เจ้าตัวต้องการนำเข้าร้าน แม้เจียนเจี้ยจะดีใจที่ได้มาเดินเที่ยว แต่พอเป็นแบบนี้ก็เกิดอาการหงุดหงิดเล็กน้อย 

ก็อีกฝ่ายจริงจัง แต่เขาอยากเที่ยวเล่นมากกว่าน่ะสิ 

ขืนไม่งอแงใส่จะถูกดุหรือไม่ก็ยังไม่รู้แล้วเขาเองก็ไม่อยากให้ห่วงลู่ไม่พอใจใส่ด้วย ระหว่างที่เขาเดินตามอีกฝ่ายที่เหมือนจะเดินไปร้านอะไรสักอย่าง ดวงตาคู่สวยก็มองเห็นอะไรบางอย่างที่สะดุดตาอย่างมาก ก็คือชายที่แต่งกายดูดีแถมยังสีของเสื้อผ้ายังเป็นสีม่วงอีกด้วย ถ้าแค่ชายคนนั้นมันก็ไม่ทำให้เขาต้องยืนมองเพราะอีกอย่างที่ทำให้เขาต้องสนใจก็คือชายชุดม่วงนั้นยืนอยู่กับคนของสำนักซุยนั้นเอง 

คนใหม่หรืออย่างไรกัน 

ทำไมเขาไม่เคยเห็นชายชุดม่วงที่เหมือนจะปิดตาข้างซ้ายข้างเดียวมาก่อนเลย เป็นชายที่ให้ความรู้สึกอันตรายไม่น่าเข้าใกล้แม้สักนิดเดียว คนสำนักซุยและชายชุดม่วงเดินเข้าไปในโรงเตี้ยนกลางๆ ไม่หรูหรามากนัก เจียนเจี้ยมองเช่นนั้นก็ยกยิ้มเล็กน้อยก่อนที่จะเดินไปหาห่วงลู่ที่เดินนำหน้าไปเขาไปหลายก้าวอยู่ไม่น้อย 

"ห่วงลู่ ข้าหิว" 

คนที่กำลังมองหาของเข้าร้านถึงกับขมวคคิ้วหันมามองคนที่บอกว่าหิว ทั้งๆ ที่ระหว่างทางเดินมาก็ซื้อขนมหวานทานเกือบตลอดทาง ไม่เพียงแค่นั้นยังแวะร้านอาหารคาวอีก 

"เจ้าหิวอีกแล้วรึ" 

ห่วงลู่มองใบหน้าสวยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ผ้าปิดหน้า พยักหน้าขึ้นลงเป็นคำตอบ ไม่คิดเลยว่าน้องชายเพื่อนรักจะกินเก่งขนาดนี้แต่ตอนอยู่ร้านกับเขาก็ทานไม่ได้เยอะอะไรแท้ๆ หรือจะสนุกที่ได้ออกมาเดินเที่ยวกันแน่ เอาเถอะ ของที่เขาอยากได้และเตรียมจะสั่งเข้าร้านก็ได้มาเกือบครบแล้วแวะหาอะไรทานเป็นเพื่อนอีกฝ่ายก็ได้ ห่วงลู่เดินตามเจียนเจี้ยที่อยากจะเข้าไปทานอาหารในโรงเตี้ยมที่เดินผ่านไปมาอยู่หลายครั้ง 

"ข้าไม่ได้มีเงินมากพอที่จะเข้าโรงเตี้ยมแบบนี้หรอกนะ" 

แม้ว่าโรงเตี้ยมด้านหน้าจะแค่กลางๆ แต่ดูจากการตกแต่งแล้ว อาหารก็คงมีราคาอยู่ไม่น้อย 

"อย่าคิดมากน่า สำหรับเจ้าแล้วข้าจ่ายให้ได้ไปตลอดชีวิตนั่นแหละ" 

"ไม่ต้องขนาดนั้นหรอกน่า เจ้าจะจ่ายให้ข้าทุกครั้งได้เช่นไร ครั้งหน้าข้าจะจ่ายเจ้าคืน" 

ริมฝีปากสวยใต้ผ้าปิดหน้าได้แต่ยกยิ้มแห้งๆ ตกลงแล้วเขายังใช้คำเข้าใจยากอยู่อีกหรืออย่างไรกัน แต่อย่างไรซะเรื่องชายชุดม่วงกับคนสำนักซุยนั้นสำคัญกว่า เมื่อทั้งสองเดินเข้าไปด้านในแล้วร่างของเด็กหนุ่มท่าทางนอบน้อมโค้งให้พวกเขาเล็กน้อยหรือก็คือเสี่ยวเอ้อนั้นเอง เสี่ยวเอ้อพาพวกเขาไปนั่งที่โต๊ะเกือบด้านในของร้านเพราะเป็นจุดประสงค์ของเจียนเจี้ยที่ต้องเปิดผ้าออกนั้นเอง 

"คุณชายทั้งสองต้องการสั่งอะไรหรือขอรับ" 

ห่วงลู่ไม่ได้รู้สึกหิวเลยสักนิดเลยไม่ได้เอ่ยปากสั่งอะไรออกไป ปล่อยให้น้องชายของเพื่อนรักสั่ง 

"ไม่ทราบอาหารขึ้นชื่อของที่นี่คืออะไรรึ" 

"อ่า เรียนคุณชายโรงเตี้ยมของเรานั่น อาหารที่ขึ้นชื่อคือผัดเผ็ดปลาทอดขอรับ ไม่ทราบท่านจะสั่งหรือไม่" 

"งั้นก็เอามา แล้วก็ ไม่ทราบว่าโต๊ะสั่งอะไรรึ ข้าเห็นอาหารเต็มโต๊ะ น่าทานทั้งนั้น" 

ห่วงลู่มองเจียนเจี้ยที่หันไปมองโต๊ะด้านหลังที่ห่างกันอยู่พอสมควร โต๊ะนั้นมีชายชุดม่วงกับชายที่สวมชุดน้ำเงินอีกสามคนนั่งอยู่ คงไม่รู้จะสั่งอะไรเลยจะสัางตามงั้นสินะ 

"เรียนคุณชายจะสั่งตามหรือขอรับ" 

"ใช่" 

"ขอรับ" 

บทสนทนานั้นดูเหมือนไม่มีอะไรถ้าหากไม่ใช่คนสังเกตก็จะมองไม่ออกว่าสายตาของเจียนเจี้ยกับเสี่ยวเอ่อสบตากันครู่หนึ่งเหมือนสื่อถึงอะไรบางอย่าง กว่าอาหารจะมีคนสั่งทีหลังก็ต้องรอหน่อย เสี่ยวเอ้อยกอาหารไปยังโต๊ะของชายชุดม่วงที่สั่งเยอะจนกังวลจะทนกันหมดหรือไม่ โดยพวกเขานั้นไม่ได้สังเกตว่ามือของเขานั้นล่วงไปใต้โต๊ะแล้วแปะกระดาษแผ่นยาวๆ ที่มีรูปเป็นใบหูเอาไว้ใต้โต๊ะ ก่อนที่อาหารของโต๊ะเจียนเจี้ยนั้นทำเสร็จไล่เลี่ยกัน เสี่ยวเอ้อเดินมาวางอาหารโดยไม่ลืมที่จะสบตาแล้วพยักหน้าให้เป็นเชิงสัญญาณนั้นเอง 

ถ้าหากให้พูดแล้วสำนักเถียนนั้นมีหูมีตาอยู่เกือบทุกที่ 

และบางที่เป็นของสำนักเถียนโดยตรง อย่างโรงเตี้ยมแห่งนี้ แล้วไม่ต้องถามถึงเตี้ยนเหล่าต้า (เจ้าของโรงเตี้ยม) เลยว่ามีความสัมพันธ์กับสำนักเขาอย่างไร เพราะท่านพ่อหรือหยางเฉินเว่ยเป็นคนช่วยชีวิตและให้เงินมาลงทุนโรงเตี้ยมแห่งนี้นั้นเอง คนไม่รู้ก็ยามไม่รู้อยู่เช่นนั้นต่อไป เจียนเจี้ยจัดการเปิดหน้าออกเพื่อทานอาหารโดยไม่ลืมที่จะดึงดันให้ห่วงลู่ทานด้วยกัน ตอนนี้หูของเขากำลังฟังเสียงบทสนทนาของโต๊ะชายชุดม่วง 

"ต้องรอบุตรชายคนโตตัดสินใจด้วยรึ ข้านึกว่าประมุขสำนักท่านจะกล้าตัดสินเองเสียอีก" 

เสียงชายชุดม่วงฟังแล้วช่างเอากับภาพลักษณ์ที่เห็นเลยทีเดียว ถ้าหากต้องเจอคนแบบนี้เจียนเจี้ยรู้สึกปวดหัวเป็นแน่ แต่ถ้าหากิอีกฝ่ายพูดคุยอยู่กับคนสำนักซุยแบบนี้ก็ย่อมให้ความรู้สึกว่าสักวันจะต้องเจอกัน แล้วเขาไม่แปลกนักว่าทำไมถึงมาพูดคุยกันที่โรงเตี้ยแบบนี้ รู้เหมือนทั้งสองฝั่งจะยังไม่ได้ตกลงกันเอาไว้ จะไปสถานที่ของฝั่งใดฝั่งหนึ่งก็อันตราย มาพูดคุยโรงเตี้ยมแบบนี้แม้จะเสี่ยงแต่อย่างน้อยก็ยังมีทางหนีทีไล่อยู่ 

"เรียนคุณชายกุนไป๋ คุณชายใหญ่คือผู้จะเป็นประมุขสำนักคนต่อไป ต้องรอคุณชายใหญ่พวกเราก็ย่อมไม่แปลก ทำไมพวกท่านถึงดูรีบร้อนนัก" 

"หึ ยังจะถามข้าอีกรึ อีกไม่กี่วันก็จะจัดงานให้กับคุณชายเหลียนเฟิงหู่แล้วไม่ใช่รึ" 

เจียนเจี้ยเผลอขมวคคิ้วที่ได้ยินเรื่องงานของเหลียนเฟิงหู่ สำนักซุยกำลังจะจัดงานอะไรอย่างนั้นรึ ซึ่งในขณะห่วงลู่ที่คีบเนื้อปลาผัดพริกที่รสชาติจัดจ้านจนนึกถึงต้าต่านขึ้นมา มองใบหน้าสวยของน้องชายเพื่อนรักดูแปลกๆ ไปจนอดถามไม่ได้ 

"เจียนโหย่ว เป็นอะไรไป เนื้อปลามีกางงั้นรึ" 

เหตุที่ห่วงลู่เรียกเขาว่าเจียนโหย่วนั้นเป็นอะไรที่บ่งบอกว่าอีกฝ่ายมีไหวพริบอยู่ไม่น้อยเล่นเอาบุตรคนเล็กปลื้มแล้วปลื้มอีก ถึงอีกฝ่ายจะซื่อไปนักแต่เรื่องแบบนี้กับมีสติ เพราะการเรียกเขาด้วยชื่ออื่นเพื่อความปลอดภัยนั้นเอง 

"อ่า พอดีรสชาติผัดพริกปลาทอดมันจัดจ้านเกินกว่าที่ข้าคิดเอาไว้" 

"งั้น เดี๋ยวข้าสั่งน้ำชาให้เจ้าเอาไหม" 

เจียนเจี้ยไม่พูดอะไรนอกจากพยักหน้าให้ เพราะเขาต้องการใช้สมาธิฟังบทสนทนา โดยตอนนี้เรื่องที่พูดเรื่องตัดสินนั้นหายไปแล้ว ธรรมดาที่จะไม่พูดคุยกันเยอะเกิน 

"แล้วตกลงเรื่องมีคนตามคุณชายรองของพวกเราเมื่อหนึ่งวันก่อน จับได้หรือไม่" 

เสียงของคนสำนักซุยเอ่ยถามชายชุดม่วที่ตอนนี้กำลังคีบอาหารเข้าปากอย่างใจเย็นผิดกับคำถามที่ดูร้อนรนเร่งอยากจะได้คำตอบ 

"หึ จับไม่ได้แล้วก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร มาจากสำนักไหน" 

"เป็นไปหรือไม่ที่จะคนของสำนักเถียน" เจียนเจี้ยได้ยินประโยคเมื่อครู่ต้องวางถ้วยข้าวลงแล้วยกน้ำชาที่ห่วงลู่รินให้กับเขา เอะอะก็โยนมาสำนักเขาหรืออย่างไรกัน 

"มันเป็นไปได้อย่างไรในเมื่อฝั่งนั้นยังไม่รู้เรื่องของพวกเราเลยด้วยซ้ำ โดยเฉพาะชายที่ชื่อว่าต้าต่านก็ไปอยู่สำนักเพ่ยด้วย" 

ไม่คิดเลยว่าการดักฟังครั้งนี้จะได้ยินอะไรเกินกว่าที่คาดคิดเอาไว้เยอะ แถมเหมือนพวกนี้กำลังจะทำอะไรสักอย่างและเป้าหมายคือสำนักเถียน 

"ได้ยินว่านายท่านของคุณชายกุนไป๋ มีความสัมพันธ์บางอย่างกับประมุขสำนักเพ่ยอย่างนั้นรึ" 

"ใช่" 

ผัดพริกปลาทอดว่ารสชาติจัดจ้านแล้วเรื่องที่ได้ยินนั้นจัดจ้านยิ่งกว่าและดุเหมือนบทสนทนาจะจบตรงนั้นแถมขืนอยู่ต่อก็หวั่นจะถูกจับได้ เจียนเจี้ยส่งสายตาไปหาเสี่ยวเอ้อเป็นสัญญาณให้ไปจัดการกระดาษหูออกจากโต๊ะไม่งั้นจะเกิดเรื่องเอาได้ แถมโดนห่วงลู่บ่นเรื่องอาหารบนโต๊ะที่สั่งมาเยอะแล้วทานไม่หมดอีกด้วย เสี่ยวเอ้อจัดการเอากระดาษออกจากใต้โต๊ะให้เรียบร้อยโดยทำเป็นเปลี่ยนชาให้ใหม่ นี่คือเหตุผลว่าทำไมสำนักเถียนถึงนำหน้าสำนักซุยไกลกว่าหลายก้าว ถ้าหากเปลี่ยนเป็นกระดานหมากรุกแล้วนั้นเสี่ยวเอ้อไม่ต่างอะไรกับจุก (ตัวเบี้ย) ท่านพ่อของเขาสอนเสมอว่าอย่าได้มองข้ามมันเด็ดขาดต้องให้มันดูเล็กจ้อยแต่ก็สามารถรุกฆาตเราได้เสมอถ้าหากไม่ระวังมันเลย และเขาก็โดนรุกฆาตด้วยตัวจุกฝั่งของท่านพ่อที่เหลือบนกระดานเพียงตัวเดียว แต่ที่มันน่าหวั่นใจก็คือ นายท่านที่ว่าคือใคร? มีความสัมพันธ์อะไรกับพี่เขยของเขากันแน่ 

แต่ว่าชายที่ติดตามบุตรชายคนรองของตระกูลซุยเมื่อหนึ่งวันก่อนนั้น 

ทำไมเขาถึงได้นึกถึงต้าต่านขึ้นมา หวังว่าลางสังหรณ์ของเขาจะผิดพลาดบางละนะ 

 

 

 

 

 

.................................................................................................................................................. 

พี่น้องอะเนอะ.........เหอะๆๆๆๆ 

#อย่ามาเกี้ยวสามีข้า 

เจอกันได้ที่ทวิต @Miya0942 

 

อีกนานแค่ไหนที่ไรท์จะสามารถอัพทีเดียวโดยไม่ต้องตัดตอนอัพเนี่ย!!!! 

แงงงงงงงงง 

วันนี้วันอาทิตย์ยังต้องไปทำงานครึ่งวันเลยค่ะ ชีวิตไม่สิ้นก็ต้องดิ้นกันไป 55555555 

ขอบคุณทุกคอมเม้น ทุกกำลังใจ ทุกโดเนทที่ให้การสนับสนุนไรท์นะ ไหนจะติด # ให้กันอีก 

ไม่เพียงแค่นั้นมีนักอ่านแนะนำนิยายไรท์ให้ด้วย เขินอะ กริ๊ดๆๆๆ ขอบคุณมากจริงๆ นะคะ 

ดีใจจัง 

ความคิดเห็น