ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

สำนึกในความผิด

ชื่อตอน : สำนึกในความผิด

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 113.9k

ความคิดเห็น : 108

ปรับปรุงล่าสุด : 08 เม.ย. 2564 07:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
สำนึกในความผิด
แบบอักษร

  

  

  

  

ตอนที่ 25 

สำนึกในความผิด 

[Vee Vivis] 

  

  

  

ผมอยู่ที่บ้านมาร์ค

ไม่ได้มีอะไรมากมายในชีวิตประจำวันตอนนี้ แต่ยอมรับว่าเหนื่อยมากๆ ไม่ได้เหนื่อยที่ตัวผมเอง แต่เหนื่อยที่มาร์คของผมกำลังเหนื่อย มันดูท้อแท้กับเพียงแค่เด็กคนนั้นจากไป เด็กที่มันจะเอามาเป็นลูก เด็กคนนั้นที่ผมคิดว่าเป็นลูกผมกับมัน

ผมเองก็เสียใจ อาจจะไม่เท่ามาร์คแต่ผมก็เสียใจ ผมทะนุถนอมและคอยดูแลเขามาตลอดเวลาหลายเดือน เฝ้าดูพัฒนาการและเห็นการเติบโตของเขามาทุกช่วง อยู่กับเขามาตั้งแต่ตอนที่แม่ของเขาจะทิ้ง จนตอนนี้ที่เขาจากไปจริงๆ มันเสียใจมาก แต่ผมต้องทำใจให้ได้ ทำให้ได้เพื่อที่จะได้ไปปลอบใจอีกคน

“มึงแดกแต่แตงโมเนี่ย น้ำตาลเต็มตัวแล้วไหม แดกข้าวด้วย” เสียงของเพื่อนมาร์คสักคนว่า จำไม่ผิดคงเป็นเสียงของไอ้เจมส์

“กูกินอยู่” มาร์คบอก

“สองคำไอ้สัส แล้วก็ดูทีวีกับแดกแตงโม” วินด์ว่า

“อยากแดกกับกูป้ะ” คนที่นอนราบไปกับโซฟาถามเพื่อน

“เวรเถอะ กูไม่แย่ง”

“มึงต้องบอกว่ากินเถอะ ไม่แย่ง” มาร์คแก้ให้

“เออ พี่วีไปไหนวะ มาด่ามึงให้กูซิ” ไอ้เจมส์บอก

“ถามไปเถอะ ตอนนี้พี่วีตามใจกู” มาร์คว่าแล้วยิ้มให้เพื่อน

“พอใจ? ผัวตามใจแล้วพอใจ?” 

“…” มาร์คไม่ตอบอะไรแต่ยักคิ้วให้เพื่อน คนอื่นอาจจะคิดว่ากวนและน่าเข้าไปตบสักที แต่ผมคิดว่ามันน่ารัก อยากจับมาตี แต่จะไม่ตีให้เจ็บหรอก

“จะไม่กินข้าวจริงเหรอ?” ผมเดินเข้าไปหา แล้วสามนั้นก็หันมามองผม มารคลกขึ้นนั่งดีๆ ส่วนไอ้สองคนนั้นมันก็อยู่นิ่งๆ ไม่ขยับเขยื้อนอะไรอยู่แล้วนอกจากตาของพวกมัน ดวงตาที่บอกว่าอยากรู้มากมายว่าผมจะทำยังไง

“ไม่หิวเลยอะ” มาร์คบอก แล้วไอ้วินด์ก็หันไปหาคู่หูมันพร้อมกับทำปากแบบไม่มีเสียงว่า ‘อ้อนผัว’

“ไม่อยากกินเหรอ หรืออิ่ม” ผมถามมาร์คต่อ

“ไม่อยากกิน”

“งั้นอยากกินอะไร”

“จะทำให้เหรอ?” มันถามกลับ

“จะไปซื้อ”

“สปาเก็ตตี้คาโบนาร่า” ผมพยักหน้ารับ

“เวร ตัดภาพมาหากระเพราที่กูซื้อมาแล้วจัดใส่จานให้” ไอ้เจมส์สบถเบาๆ แล้วว่าออกมา

“อยากกินของยาก” วินด์ว่าแล้วส่ายหน้า

“ก็กูอยากกินสปาเก็ตตี้” มาร์คมันหันไปบอกเพื่อน

“โอเค กูจะไปซื้อให้”

“ไม่ต้องพี่ ผมไปเอง อยากกินอะไรก็ไม่บอก ไอ้วินด์ก็หลอกให้กูซื้อกระเพรากุ้ง เพื่อนมึงอยากสปาเก็ตตี้เนี่ย” เจมส์บ่นแล้วลุกไปหยิบกุญแจรถ

“กูไปด้วย มึงจำทางไม่ได้หรอกเจมส์” วินด์ว่า

“เออมา ปล่อยเขาอ้อนกันไป” เจมส์บอก

“เรียกมาทำไมเนี่ย เรียกมาเป็นคนซื้อข้าว”

“พวกมึงไม่ต้องบ่นเลย” มาร์คว่าตามหลัง เพื่อนมันก็หันมาทำหน้าทำตาใส่ แต่ก็ไม่ได้ตอบกลับอะไร

“มึงดื้อ”

ผมว่าแล้วเดินเข้าไปหามัน คนที่เด็กกว่าก็ยู่หน้าให้แล้วขยับเข้ามาอ้อนกับมือผม ผมลูบแก้มมาร์คเบาๆ อย่างมันเขี้ยวแล้วค่อยก้มลงไปจูบแก้มมัน

“ฮื่อออ อย่ามาทำผม” มาร์คบอกแล้วปัดผมออก

“ทำไม”

“ไม่ให้ทำ”

“ไม่อยากให้ทำหรือเขิน เอาดีๆ” ผมว่าแล้วนั่งลงข้างๆ มาร์ค เบียดมันเข้าไปจนตัวติดกันแล้วมองหน้า

“ก็…เขินไง เลยไม่ให้ทำ” มาร์คมันบอกกลับมา แล้วดันหน้าผมออก

“เขินอะไร มันน่าจะชินได้แล้วนะมึงอะ”

“ใครมันจะชิน” เสียงบ่นในลำคอดังเบาๆ ให้ผมได้ยิน

“กูทำออกบ่อย” ผมบอก

“แต่หลังๆ มานี่…”

“เราแค่ไม่ได้อยู่ด้วยกันมาร์ค แต่กูเหมือนเดิม” คนตัวเล็กกว่าหันมามองหน้าผม มาร์คขยับออกไปเล็กน้อยเพื่อให้ได้มองผมอย่างถนัด 

“ผม…ขอโทษ” มาร์คว่าออกมาพร้อมกับสายตาที่ฉายแววเศร้า แสดงออกถึงความลังเลและความรู้สึกผิดของมัน

“ขอโทษอะไร หืม?” ผมถามออกไป ก่อนจะนึกได้ว่าก่อนหน้านี้เรามีเรื่องของความเปลี่ยนแปลงมาเกี่ยวข้อง ซึ่งคนที่เปลี่ยนไปคือมาร์ค

“พี่วี…”

“ช่วงนี้มึงเรียกูโคตรบ่อยเลย แต่กูโคตรไม่ชอบเสียงแบบนี้ของมึงเลย” ผมว่าแล้วยื่นนิ้วชี้ไปเกลี่ยปากของมาร์ค

“ก็ผมอยากเรียกพี่นี่” มาร์คมันว่า

“เรียกด้วยเสียงแบบอื่นดีไหมครับ”

“แบบไหน?” 

“ก็แบบ…” ผมว่าแล้วไล่สายตามองจากคอมาร์คลงมาเรื่อยๆ จนถึงอกของมัน

“พี่วี!” 

“ว่าไงครับ” ผมถามแล้วขยับเข้าไปหา ยื่นหน้าเข้าไปใกล้จนเกือบจะชิดแล้วอีกคนก็เอนหลังลงกับโซฟาตัวนุ่ม

“ไอ้…พี่ วี~ อื้อ!” ผมก้มลงไปปิดปากมาร์คด้วยปากของผม แค่มันเรียกผมว่าไอ้พี่วีพร้อมกับเสียงที่ไม่มีคววามกังวลหรือลังเลใดๆ กับสายตาและสีหน้าที่บอกผมว่าตอนนี้มันมีแค่ความเขินเพียงอย่างเดียว แค่นี้ แค่เท่านี้นี่แหละที่ผมอยากได้และอยากเห็นจากมันในตอนนี้

“อืมมม” จูบนี้ผมถือว่าเป็นรางวัล รางวัลของผมที่เฝ้าดูแลมันเป็นอย่างดีตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา และรางวัลของมาร์คที่สู้กับสิ่งที่เจอได้เป็นอย่างดีไม่แพ้ผม

“อะ อื้ม” หน้าหล่อเอียงปรับองศาเมื่อผมเบียดเข้าไปชิด มาร์คเอียงคอก่อนจะค่อยสอดลิ้นเข้ามาหาผม เป็นผมที่ผละออกจากปากหวานนนั่นเล็กน้อยเพื่อผ่อนจังหวะให้น้องมันเป็นคนนำ

“อืมมม” ผมครางในลำคอเมื่อเรียวลิ้นของมาร์คแตะตามโพรงปากของผมเหมือนจะสำรวจ มันสัมผัสไปทั่วปากจนพอใจแล้วค่อยวนกลับมาเกี่ยวกับลิ้นของผมต่อ เราจูบกันอยู่สักพักก่อนที่มาร์คจะค่อยๆ ดันผมออก 

“แฮ่ก! แฮ่ก!” เสียงหอบหายใจของมาร์คทำเอาผมยิ้มขำ มันเขี้ยวจนต้องก้มลงไปจูบปากบวมๆ นั่นอีกที

“จุ๊บ!”

“ไอ้พี่วี!”

“ปากเปื่อยนะ” ผมว่าแล้วมองมันเหมือนจะดุ มาร์คที่กำลังจะอ้าปากด่าผมอีกรอบก็ค่อยเงียบไป

“ไม่เอาแล้ว” มันว่าแล้วหันหน้าไปดูทีวีต่อ

“อะไรกัน จูบยังไม่ถึงสิบนาทีเลย พอแล้วเหรอ” ผมว่ากวนๆ

“จะมาสิบนาทีอะไรเล่า!” มาร์คว่าแล้วดันตัวผมออก

“ไม่ถึงสิบนาทีมันจะเปื่อยได้ไงอะปาก”

“พี่วี~” ชื่อผมถูกมันลากเสียงยาวๆ ด้วยน้ำเสียงเขินๆ แบบนี้เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน แล้วเสียงแหบๆ เล็กๆ นี่ทำให้ผมรู้สึกดีจนยิ้มออกมาซะเฉยๆ 

“อืม...” ผมดึงอีกคนเข้ามากอด มาร์คเองก็ไม่ได้ขัดอะไรผม มันก็ทำตัวอ่อนๆ นิ่มๆ ให้ผมดึงมาได้อย่างง่ายดาย ผมวางคางลงกับไหล่ของมาร์คแล้วค่อยกดจมูกลงที่ไหล่สวยของอีกคน

“อื้อ ไม่เล่นนะพี่วี” มาร์คว่าเสียงสั่นๆ

“กูจะมาเล่นอะไรตรงนี้ล่ะ” ผมว่างึมงำในลำคอ

“พี่กำลังทำอยู่ อื้อ!”

“แค่กอดครับ” ผมบอกกลับ

“อืมมม” เป็นมาร์คเองที่ตอบรับในลำคอแล้วพิงหลังมาที่อกของผม ตาสวยมองไปที่หน้าจอสี่เหลี่ยมตรงหน้าแต่ว่านิ้วเรียวก็เกาะมือผมไม่ปล่อย

“พรุ่งนี้ไปทำบุญกันเนอะ” ผมถาม

“อื้อ”

“แล้วเดี๋ยวกูไปส่งมึงที่มอ” ผมบอกต่อ

“จะไปส่งพรุ่งนี้เลยเหรอ? ไล่ผมอะ” ผมยิ้มออกมาเมื่อคนในอ้อมกอดหันมาทำท่าทางตลกใส่ผม

“นี่บ้านมึง คนจะไล่มันมึงไม่ใช่กู”

“ก็พี่บอกให้ผมไปเรียน” มาร์คว่า หน้าเริ่มจะงอและเสียงเริ่มจะสั้นมากกว่าเดิม ผมถึงค่อยกระชับเอวมันเข้ามาหาเพื่อย้ำว่าผมไม่ได้ไล่ ผมไม่ได้อยากไปไกลจากมัน

“เพื่อนมึงโทรมาบอกว่าอาทิตย์หน้าต้องเข้าแล้ว” ผมบอกมาร์ค 

ผมได้คุยไอ้คำผานเมื่อสองสามวันก่อน เกี่ยวกับเรื่องการเรียนของมาร์ค ไอ้เด็กนั่นมันโวยวายของมัน ตามประสาคนที่เป็นห่วงเพื่อน พอรู้ว่าเพื่อนเข้าโรงพยาบาลพวกมันก็โวยวายใหญ่ แต่ไอ้สองตัวนั่นมาไม่ได้ กลายเป็นว่าไอ้เจมส์กับวินด์จึงเป็นตัวแทนของแก๊งนี้ในการเสนอหน้ามาป่วนมาร์คกับผม

“อือ อาทิตย์หน้ามีควิซก่อนลงแล็บ” มาร์คบอก

“นั่นแหละ แต่เรื่องนี้กูไม่ค่อยเก่งว่ะ มีสรุปยี่หวาไหมกูจะสอน”

“ไม่เอา ผมทำตามที่ผมทำได้ดีกว่า ไม่อยากเรียน” มันว่า ผมเลยกดน้ำหนักคางลงไปที่ไหล่มันอีก

“ไม่อยากเรียนอะไร หืม?”

“ไม่อยากเรียนกับพี่” มาร์คบอก

“กูสอนแย่ขนาดนนั้น?”

“ไม่”

“แล้ว?”

“พี่คิดค่าสอนแพง ช่วงนี้ผมไม่อยากจ่าย” มาร์คบอกทำให้ผมหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่ได้

“ทุกครั้งมึงก็ไม่เคยอยากจ่ายหรอก”

“เออ พี่บังคับเอา”

“อ้าว! พูดเหมือนกูแย่อะมาร์ค” ผมว่าแล้วขยับหน้าเข้าไปไกลซอกคอของอีกคนโดยที่มันไม่รู้ตัว

“เนี่ย คนดีที่ไหนเขาฉวยโอกาสแบบนี้” มาร์คว่าแล้วขยับหน้าหนีอย่างรู้ทัน

“ว้า~ ปากยังไม่ได้แตะคอเลย” ผมว่าทำหน้าอ้อนมาร์ค 

“โอ๊ยยย กินคอกินคางกันไป หลอกพวกไปซื้อข้าวให้อีก” มาร์คขยับออกจากผมทันทีที่ได้ยินเสียงเพื่อน ยังไม่ทันที่ผมจะได้แตะปากเข้าที่ซอกคออุ่นๆ นั่นเลยแม้แต่นิด ไอ้เด็กสองคนที่มาป่วนก็คือมันมาป่วนจริงๆ นอกจากจะป่วนคนป่วยแล้วยังป่วนผมคนที่กำลังมองพวกมันตาขวางอยู่ตอนนี้

“มองอะไรพี่วี มาจับผมโยนออกจากบ้านเลยเถอะถ้าจะมองขนาดนั้น”

“ได้เหรอ?” ผมถามไอ้เจมส์กลับ ปล่อยมาร์คให้ขยับไปนั่งข้างๆ อย่างเนียนๆ

“พี่ไม่ใช่เจ้าของบ้านนะ” มาร์คว่า

“เออ พี่ไม่ใช่เจ้าของบ้านเว้ย”

“กูจะทำ กูไม่แคร์มึงจะทำไม” ผมถามไอ้เจมส์กลับ

“ไม่ได้พี่ไม่ได้ พี่จะมาพูดคำว่าไม่แคร์ไม่ได้ พี่ไม่ใช่พี่เหนือนะที่จะ Don’t care เพราะ have มรดกอะ” วินด์มันบอกแล้วเดินเข้ามาหา เดาว่าไอ้ถุงที่มันถืออยู่คือสปาเก็ตตี้ ซึ่งก็คงไม่น่าพลาดเพราะไอ้เจมส์มาเอาออกจากมือวินด์แล้วเตรียมจะเข้าห้องครัว

“ยังรวยไม่เท่าคุณทิศเหนือ จะมาพูดว่าไม่แคร์ไม่ได้นะครับ” ก่อนจะไปมันหันมาว่าผม

“ทำไมกูต้องแคร์พวกมึงด้วยวะ บ้านก็บ้านมาร์ค” 

“อ้าว! ไล่ผมไม่ได้อยู่ดีป้ะ”

“ได้ไม่ได้ก็ก็จะไล่อะ”

“อ้าว!”

“กูก็ Don’t care นะครับ กูก็ have มรดกนะครับ” ผมบอก

“จริงเหรอ?” คนถามย้ำเป็นมาร์คทั่งอยู่ข้างๆ ผม

“จริง I don’t care I have มรดก…”

“…” ทุกคนเงียบเมื่อผมเงียบ จนผมค่อยๆ ยิ้มออกมาเมื่อมองหน้างงๆ ของมาร์ค

“มรดกเมีย”

“โอ๊ยยยย”

“กูไปจัดจานก่อน ไม่ต้องไล่นะมาร์ค”

“กูตามครับ เนี่ยมรดกมาร์ค เดียวมาร์คไล่เจมส์” ไอ้เจมส์ว่าแล้วทำท่าทางสะดีดสะดิ้ง

“กูจะไล่มึงเพื่อ?” ไอ้มาร์คถาม

“เพื่อผัวมึงอะ” ไอ้เจมส์ตอบกลับ

“เออ เชื่อกูเถอะว่ามึงทำได้ แค่พี่วีเอ่ยปากขอให้ไล่พวกกู มึงทำไมจะไล่ให้ไม่ได้” วินด์ว่าต่อ

“เออๆ พอพวกมึง ไปจัดจานเมียกูหิว” ผมว่า

“เนี่ย เพื่อนเมียหรือคนรับใช้เนี่ย” ไอ้เจมส์บ่น

“ไปได้แล้วน่า…เดียวมันเย็นหมด” มาร์คบอก แล้วคนสองคนที่กำลังจะเดินไปห้องครัวก็หันกลับมาถอนหายใจใส่มาร์คก่อนจะหันกลับไปมองหน้ากันสองคน

“มึงรู้สึกเหมือนกูไหมเจมส์”

“กูก็รู้สึกแบบมึงนั่นแหละวินด์”

เรากินข้าวกันตามปกติ มาร์คมันกินได้เยอะขึ้นเมื่อเป็นของที่มันอยากกิน แล้วมันยากหน่อยตรงที่มันไม่ชอบบอกว่าอยากกินอะไร แต่คนที่ผมอยากให้กินเขากลับคิดว่าตัวเองเป็นภาระที่กำลังทำให้ผมลำบาก สำหรับผมแล้ว มาร์คไม่จำเป็นต้องคิดเลยตัวเองทำให้ผมลำบาก ผมไม่ได้ลำบากและทั้งหมดที่ผมกำลังทำอยู่ ผมเต็มใจทำเพื่อให้คนที่ผมรักมีความสุข

“เมื่อกี้กินแตงโมเยอะไป” มาร์คบอก

“ทีหลังก็บอกกูสิ อยากกินอะไรก็พูดเลย” ผมว่า

“อื้อ” มาร์คมันก็รับคำ

“แล้วพวกมึงสองคนกลับตอนไหน” ผมหันไปถามรุ่นน้องต่างคณะ แต่พวกมันไม่ตอบผมทันที มันสองคนมองหน้าผม มองหน้ามาร์ค ก่อนจะหันไปมองกันเอง

“นี่คือเขาไล่เราแล้วป้ะวะวินด์”

“กูก็คิดแบบมึงนั่นแหละเจมส์” 

“พวกเวรนี่ ยังไง” ผมถามย้ำเมื่อพวกมันยังเล่นเหมือนเป็นกล้วยหอมจอมซนอยู่ แต่ขอบอกว่าไม่น่ารักน่ากอดหรอก น่าถีบมากกว่า 

“บ้านตัวเองก็ไม่ใช่”

“เออ พ่อกับแม่ก็กลับดึก จะทำอะไรกันอะ?” วินด์ทำหน้าทำตาใส่มาร์ค มาร์คมันเลยยื่นมือไปตบหัวเพื่อนมัน

“ทำอะไรก็เรื่องของพวกกู” มาร์คมันบอกแล้วดึงหูวินด์ต่อ

“โอ๊ยๆ มึงเห็นพี่วีดีกว่าพวกกูแล้วจริงๆ เหรอวะ” วินด์ว่าพลางลูบหูตัวเอง

“เออ!”

“มันเป็นแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่นะ” เจมส์ถามทีเล่นทีจริง

“ตั้งนานแล้ว” แล้วมาร์คก็ตอบกลับไป เหมือนจะตอบเอาขำแต่จริงๆ แล้วนั่นก็คือความจริง ตั้งแต่มีผมมาร์คมันก็มีแต่ผม น้อยนักที่มันจะออกไปกับเพื่อน ไม่ใช่ว่าผมห้าม แต่เป็นมาร์คเองที่บอกว่าอยากอยู่กับผม ไม่แปลกเลยที่มันจะติดผมมากขนาดนั้น แล้วพอมันติดมากขนาดนั้นแล้วต้องห่างกัน ก็ไม่แปลกเลยที่มันจะเหงา

“กูจะกกลับไปนอนบ้านก่อน แล้วกลับไปเรียนพรุ่งนี้” เจมส์บอก

“เออ แล้วมึงกลับมอตอนไหน” วินด์ถามมาร์ค

“สักสองสามวันแหละ ทำบุญก่อน” 

“ให้หลานกู?”

“เออ” 

ผมยิ้มออกมาน้อยๆ เมื่อมาร์คมันไม่ได้ดูเศร้าอะไรมาก อาจจะเป็นเพราะว่าหลายๆ คนแบ่งความเศร้ามาจากมัน อย่างเจมส์กับวินด์ก็มาเยี่ยม มาหาแล้วก็พูดคุยกับมันมาสองสามวันแล้ว ไอ้พวกอื่นๆ ก็วิดีโอคอลมา เพื่อนผมก็ถามข่าวมา แล้วทุกคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเด็กน้อยคนนั้นคือหลานของพวกมัน แล้วพวกมันก็เสียใจเหมือนกัน

“อีกสองสามวันก็ดี พี่แพ็คคงกำลังกลับมา” เจมส์บอก

“ไม่ทัน” มาร์คว่า

“มึงได้คุยกับพี่แพ็คแล้วเหรอ?”

“เออ รายนั้นร้องไห้เหมือนจะเสียใจมากกว่ากูอีก แต่ก็มาไม่ทันหรอก พี่แพ็คกลับอาทิตย์หน้า ตอนนั้นกูคงอยู่มอแล้ว” มาร์คบอก

“อืม…ก็คงต้องรอครั้งหน้า ธุรกิจเขากำลังดี ขัดก็ไม่ได้” วินด์บอก

“เออ ตั้งแต่คบกับพี่พลอะไรๆ ก็ดีขึ้นนะกูว่า” เจมส์บอก

“ชีวิตพี่พลอะดีขึ้นเพราะพี่แพ็ค” มาร์คว่ากลับ

“มึงกำลังอวยพี่แพ็คต่อหน้าพี่วีนะ” เจมส์ว่า

“กูดีกว่า เนี่ย…กูทำให้ชีวิตไอ้มาร์คมันดีขึ้นกว่าเดิม” ผมว่าออกไปอย่างไม่คิดอะไร คิดแค่อยากดีกว่าไอ้คนเก่าของมัน ถึงจะบอกว่าไม่คิดอะไรกันแล้วแต่มันก็ฝังใจผมป้ะวะ ผมไม่ได้ดีเท่ามันแน่ๆ แต่ผมก็แค่อยากปลอบใจตัวเองอะ

“พี่พูดออกมานี่พี่คิดแล้วเหรอวะ” เจมส์หันมาถามผม

“ถ้าคิดแล้วพี่ใช้อะไรคิดอะ” วินด์ถามต่อทันทีทั้งๆ ที่ผมยังไม่ได้อ้าปากตอบไอ้เจมส์ด้วยซ้ำ

“กู…ใช้ใจคิด” ผมตอบอย่างไม่มั่นใจ เพราะพอมาคิดทบทวนแล้วมัมก็ไม่มีอะไรดีเหมือนที่เด็กมันว่าจริงๆ นั่นแหละ

“แล้วไม่ได้ใช้ใจพี่วีนะ ใช้ใจกู” มาร์คบอกต่อ

“โอ้โห!”

“ปกป้องว่ะเจมส์ มันปกป้องผัว”

“กูได้ยินแล้ว กลับไปนอนเถอะเรา” เจมส์บอกแล้วลุกขึ้นยืน

“นอนเหี้ยอะไรห้าโมงครึ่ง” มาร์คว่า

“มึงไล่กูเองไหม? เออไม่ใช่ พี่วีของมึงไล่กูเองไหม?”

“อาจจะใช้ใจมึงไล่พวกกูก็ได้” วินด์ว่าเสริม เล่นเอาคนที่พูดประโยคคล้ายๆ กันไว้เมื่อกี้ไปไหนไม่เป็น

“อะ เออ งั้นกลับดีๆ”

“ไล่จริงว่ะ” เจมส์บ่นเบาๆ

“มึงจะไม่ไป?”

“ไปพี่ไป เจอกันพรุ่งนี้เช้า” เจมส์ว่าแล้วเดินนำวินด์ออกไป

พรุ่งนี้เช้าของเจมส์คือการเจอกันที่โรงพยาบาล ตั้งแต่มาร์คแอดมิทจนมาร์คออกมามันยังไม่มีโอกาสได้ไปเยี่ยมพลอยสักครั้ง ผมเองก็ไม่ได้ผ่านไปเลยสักที เพราะทุกครั้งที่ไปโรงพยาบาลผมก็ไปหาแต่มาร์ค มันอาจจะดูใจดำที่ปล่อยพลอยไว้แบบนั้น แล้วมันอาจจะดูแย่ที่ปล่อยใพ่อกับแม่มาสลับกันดูแลพลอย แต่พวกท่านก็บอกว่ามันคือสิ่งที่ดีแล้ว 

พ่อกับแม่ของมาร์คเป็นคนดูแลเรื่องค่ารักษาทั้งๆ ที่ความจริงแล้วผมอยากให้ไปเก็บที่ไอ้คนทำ แต่ท่านบอกว่าอยากรับผิดชอบในส่วนที่ละเลยพลอย ไม่ได้ให้คนออกไปด้วยทั้งๆ ที่พลอยก็ท้องโตพอสมควรแล้ว ส่วนพ่อแม่ผมพวกท่านยังอยู่ที่กรุงเทพ ยังดูแลมาร์คไม่ต่างกัน เพียงแค่วันนี้พวกท่านทั้งสี่คนปล่อยให้ผมได้ใช้เวลาอยากับมาร์คที่บ้าน ท่านเลยไปทานข้าวกันข้างนอกแล้วคงแวะเข้าไปที่โรงพยาบาล เห็นแม่โทรมาหามาร์คแล้วบอกว่าพลอยโอเคขึ้นตามลำดับ แล้วก็อยากขอโทษมาร์คที่ดูแลเด็กคนนั้นไม่ดีพลอย พลอยร้องไห้อยู่แต่ไม่ได้มีการซึมเศร้าหรืออาการอื่นๆ เพียงแต่รอรักษาร่างกายให้หายเท่านั้น ส่วนไอ้ต้นน่ะเหรอ อย่าไปถามถึงมันเลย

“เราไปกันตอนนี้เลยไหม?” มาร์คถามผมตอนที่ผมกำลังหยิบแซนด์วิชเข้าปาก

“ขอกินสักคำก่อนได้ไหมล่ะ” ผมว่าแล้วเดินเข้าไปหามัน ดึงเอวที่ผอมกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัดเข้ามากอดไว้หลวมๆ

“กอดอะไร จะกินก็กินไปสิ” มาร์คไม่ได้บอกอย่างเดียว นิ้วสวยของมันคีบเอาแซนด์วิชยัดเข้าปากผมด้วย

“อื้อ~ กูกอดไปกินไปไม่ได้หรือไงล่ะ” ผมถามกลับ ฟันก็เคี้ยวแหละแต่ปากผมก็พูดอยู่

“ตั้งใจกินเลย ผมจะไปดูของถวายพระก่อน แม่บอกว่าเตรียมไว้ให้แล้ว” ผมพยักหน้าแล้วยอมปล่อยมัน เมื่อมาร์คบอกว่ามีอะไรต้องไปทำ แล้วเรื่องที่มันัจะทำก็เป็นเรื่องที่สำคัญมากด้วย

เราตั้งใจไปถวายเพลพระในตอนสายๆ แต่ตอนเช้าแบบนี้จะเข้าไปเยี่ยมพลอยก่อน เรามากันแค่สองคนเพราะแม่ๆ ท่านกำลังเตรียมอาหารถวายเพลพระ ส่วนพ่อๆ ก็แยกใครแยกมัน ไม่ใช่ว่าไม่ลงรอยกันแต่พวกท่านมีมุมที่เหมือนกันและแตกต่างกันมากเกินไป อยู่ด้วยกันน้อยๆ ก็ดีแล้ว

“เออ มึงอยู่นานแค่ไหนก็ได้นะ แม่บอกว่าจะเอาของมาที่นี่ ไม่ต้องกลับบ้านแล้วไปวัดเลย” ผมบอกก่อนที่จะเดินเข้าไปที่ห้องพลอย

“จะอยู่นานอะไรขนาดนั้นล่ะ แค่ชั่วโมงเท่านั้นแหละ ผมไม่ค่อยชอบที่นี่” มาร์คบอก ซึ่งแน่นอนว่าผมเข้าใจมัน 

มาร์คมันยังคิดถึงวันที่หมอเดินออกมาแล้วบอกว่าช่วยลูกไว้ไม่ได้ ไม่ใช่แค่มาร์คผมเองก็คิดอยู่ เพียงแต่ไม่ได้พูดออกมาก็แค่นั้น มันหดหู่และเสียใจ ไม่ควรค่าแก่การจดจำแต่เราสองคนก็ลืมช่วงเวลานั้นไม่ได้แม้แต่นิดเดียว

“อืม งั้นไปคุยกับเขาสักพักก็ค่อยออกมา” ผมบอก

“พี่มาบ้างยัง” ผมส่ายหน้าแทนคำตอบเมื่อมาร์คถาม

“กูมาทีไรก็อยู่แต่กับมึง” ผมบอกกลับเพื่อขยายอาการส่ายน้าของตัวเอง แล้วมาร์คก็พยักหน้าเข้าใจ

“ไม่มาหาพี่พลอยบ้าง” มาร์คว่าเบาๆ

“อย่าตลก มึงสำคัญที่สุดแล้ว แล้วมึงก็อยู่แบบนั้นจะให้กูมาหาพลอยได้ยังไง”

“ก็ผม…”

“อย่าพูดเหมือนไม่อยากให้กูอยู่ด้วยได้ไหมวะ ไม่สิ…อย่าพูดเหมือนอยากให้กูกลับไปหาเขาได้ไหม กูไม่ชอบเลย” ผมเอ่ยบอกอย่างจริงจัง แล้วคนที่ชอบพูดชอบคิดอะไรไม่เป็นเรื่องอย่างมาร์คก็เลยเงียบไป

“อื้อ ไม่พูดแล้ว” มาร์คบอก

“กูยอมรับมือกับมึงในเวอร์ชันงอแงสิบคนเลย” ผมบอก

“พูดเองนะ” มาร์คว่าแล้วเหลือบตาขึ้นมามองผม

“ใช่ครับ กูพูดเอง จากปากกูเอง แค่มึงไม่ยัดเยียดกูไปให้คนอื่น แค่นั้นแหละ” ผมบอก

“ไม่ได้ยัดเยียดสักหน่อย”

“โคตรยัดเยียด” ผมย้ำ

“ผมแค่…ไม่มั่นใจว่าผมจะสามารถดูแลพี่ได้ ขนาดเด็กคนนั้นผมยังละเลยจนเขา…”

“แต่กูมั่นใจ แล้วมึงก็ไม่ต้องดูแลกู กูนี่จะดูแลมึงเอง ส่วนเรื่องเด็กคนนั้นไม่ใช่ความผิดมึงเลยสักนิด แล้วกูก็ดีใจมมากๆ ที่ตัดสินใจจะดูแลเขา แล้วก็ภูมิใจในตัวมึงมากๆ ที่ดูแลเขามาได้นานขนาดนี้” ผมบอกตอนที่เราเดินมาถึงหน้าห้องพลอยพอดี

“อื้อ”

“เสียใจได้ แต่ยิ้มด้วย เพราะกูชอบรอยยิ้มของมึง” ผมบอกแล้ววางมือบนหัวมาร์ค กดมันหนักๆ แล้วมองสบตามัน

“เข้าใจแล้วครับ”

“ดีมาก ปะ…ไปกัน” ผมบอกแล้วเคาะห้องสองสามครั้ง

ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!

“เชิญครับ อ้าว…”

“เต้?” ผมเรียกชื่อของเพื่อนร่วมงานที่ตอนนี้ไม่ค่อยได้เห็นหน้ามัน แล้วมองเลยเข้าไปข้างใน พลอยนอนอยู่บนเตียง ส่วนข้างเตียงเป็นรถเข็น คนที่นั่งอยู่บนรถคือไอ้ต้น

“มึง…มาได้ไงวะวี มาร์คก็ด้วย” เต้ถามงงๆ

“วี…มาร์ค…” พลอยเรียกเราสองคน

“มึงรู้จักมันเหรอเต้” ต้นถาม

“นี่เพื่อนผม ส่วนนี่แฟนเพื่อนผม” เต้ว่า แนะนำผมกับไอ้ต้นแล้วก็มองเลยมาที่มาร์ค 

“ไอ้ต้นนี่…พี่มึงเหรอ?” ผมถามเต้

“เออ รู้จักพี่กูด้วยเหรอวะ” 

“รู้จัก” รู้จักดีเลยล่ะไอ้เวร 

“พวกมึงมาทำไมวะ มาเยี่ยมพี่พลอยเหรอ หรือยังไงวะ” เต้ถามต่อ ผมเลยขยับถอยหลังเล็กน้อยแล้วจับข้อมือมาร์คไว้หลวมๆ

“มาฟังคำขอโทษ” ผมว่า

“พลอยขอโทษ พี่ขอโทษนะมาร์ค ขอโทษที่ดูแลเด็กคนนั้นไม่ดีพอ” 

“คืออะไรวะ” เต้เดินเข้ามาถามผม

“พลอยคือแม่ของลูกพี่ชายมึงใช่ไหม?” ผมถามมันกลับ

“เออ”

“แล้วพี่ชายมึงก็ไม่รับผิดชอบ มาร์คเลยจะรับเป็นพ่อเด็ก แล้วพลอยก็มาอยู่บ้านมาร์ค ถ้ากูจำไม่ผิดพอใกล้คลอดพี่มึงเสือกอยากมารับเป็นพ่อใช่ไหม” ผมหันไปถามมัน ขณะที่ถามมาร์คก็บีบมือผมเบาๆ

“ใช่…”

“แล้วพี่มึงก็ไปบ้านมาร์ค ไปหาพลอย ทะเลาะกันจนรถชน จนลูกกู…ไม่สิ ลูกแฟนกูไม่อยู่แล้วนี่ไง” ผมบอก ยอมรับว่าพูดด้วยความโมโห ความโมโหที่ตอนแรกไม่มีแล้ว แต่ตอนนี้มีเพราะเห็นหน้าไอ้เวรนี่ ถ้าไม่ติดว่าจับมือมาร์คอยู่ ผมคงเดินไปกระชากคือเสื้อมันมาแล้ว หน้าด้านไม่มีใครเกิน ตอนนี้ยังเสือกมาเสนอมหน้าอยู่นี่อีก

“แล้ว…พี่มาร์คกับพลอยนี่เป็น…”

“มาร์คเป็นแฟนกู ส่วนพลอยเป็นแฟนเก่ากู” ผมบอก

“เรื่องเหี้ยอะไรวะเนี่ย”

“เรื่องกูไม่เหี้ยเท่าพี่มึง ที่ทิ้งลูกไม่พอ ยังทำร้ายลูกได้อีก”

“มันเป็นอุบัติเหตุไหมวะ” ไอ้ต้นว่า

“มึงเป็นต้นเหตุไหมวะ ถ้ามึงอยู่เฉยๆ ไม่มา ทำตัวขี้ขลาดเหมือนเดิม ลูกกูก็ไม่เป็นไรแล้ว” มาร์คบอก

“กูอยากให้มันเกิดขึ้นเหรอกูถามก่อน!”

“ต้นอยากให้เกิดขึ้น ต้นผลักพลอยไปใส่รถนั่น!”

“ไอ้เหี้ยต้น!” ไม่ใช่ผม ไม่ใช่มาร์ค แต่เป็นเต้ที่เดินเข้าไปกระชากคอเสื้อพี่มันขึ้นมา

“กูไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแบบนี้ป้ะวะ! กูไม่คิดว่ามันจะเป็นขนาดนี้ ตอนนั้นกูโมโหนี่” ต้นบอก ตามันก็มองมาที่ผมด้วย ก่อนจะมองเลยไปที่มาร์ค และในตอนนั้นผมเห็นแววของความรู้สึกผิดในสายตามัน

“พลอย…พลอยขอโทษ ขอโทษนะมาร์ค” พลอยบอก มือสวยยื่นมาหามาร์ค แล้วคนของผมก็เดินเข้าไปหาพลอย

“ไม่เป็นไรครับ พี่พลอยเจ็บมากไหม” พลอยส่ายหน้าแทนคำตอบ ตาสวยปรือแดงแต่ไม่มีน้ำตาไหลออกมาแล้ว

“มึงดูซะไอ้เวร” ผมหันไปหาไอ้ต้น “ใครต้องเจ็บตัว ใครต้องสูญเสียเพราะความไม่คิดของมึง ไม่คิดเหี้ยอะไรตั้งแต่แรก” ผมว่าให้มันซึ่งครั้งนี้มันไม่ได้ตอบโต้อะไร

“กูรู้ว่ากูไม่ควรพูด แล้วกูก็รู้ว่ามันไม่ได้ช่วยอะไร แต่กู…ขอโทษ” คำที่ผมไม่ได้คิดว่าจะได้ยินดังออกจากปากของผู้ชายคนที่ยืนอยาข้างๆ ผม ผมหันไปมองมันและมันก็มองมาที่ผม มันรู้สึกผิดจริงๆ

“ผม…”

“กูทำไปเพราะรักพลอย กูอาจจะยังคิดไม่ได้แต่กูรู้แค่ว่ากูรักพลอยจริงๆ ส่วนเรื่องลูกกูเอากลับมาไม่ได้แต่กูก็รู้สึกผิดจริงๆ” ต้นพูดกับมาร์ค แล้วมาร์คก็หันมามองหน้าเพื่อสบตากับไอ้คนที่ทำให้เรื่องมันวุ่นวายแบบนี้ ตอนแรกผมคิดว่ามาร์คจะโกรธ แต่มาร์คแค่มองหน้ามันนิ่งๆ ก่อนจะส่งยิ้มบางๆ ออกมา

“เราต่างก็เอาอะไรกลับมาไม่ได้ ก็ช่วยกันสำนึกผิดในเรื่องนี้เถอะครับ”

 

 

 

#กลรักรุ่นพี่2 

11/12/2020 

ถ้าแป้งเป็นเต้แป้งก็จะอุทานแบบนั้นแหละ เรื่องอะไรกันครับเนี่ยยย แต่ตอนนี้เหมือนทุกคนจะเข้าใจและค่อยๆ ยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว โดยเฉพาะมาร์ค น้องกำลังทำใจและพี่วีเองก็ด้วย เพื่อนน้องก็ดีแสนดีมาหามาห่วง ทำให้รู้ว่าพวกเขารับรู้เรื่องราวของเพื่อน เพียงแต่ปล่อยให้เพื่อนมีชีวิตของตัวเองกับคนที่ตัวเองรัก แล้วเราที่เป็นเพื่อนก็ค่อยมาคอยซับพอร์ตตอนที่เพื่อนไม่ไหวหรือน่าเป็นห่วงมากๆ ก็พอ แม้ว่ามาแล้วเขาจะมาขิงแฟนใส่ก็ตามเนอะเจมส์วินด์ 

แป้งขอโทษที่หายไปนาน ช่วงนี้กำลังทำโปรเจกต์อีกโปรเจกต์หนึ่งอยู่ แต่ก็ข้องเกี่ยวกับกลรักรุ่นพี่นี่แหละ แต่แป้งยังบอกอะไรมากไม่ได้ ช่วงนี้เลยยุ่งๆ แล้วก็เครียดๆ นิดหนึ่ง ยังไงก็รบกวนรอตอนต่อๆ ไปด้วยนะคะ ขอบคุณทุกคนที่คอยติดตามมาตลอดค่ะ 

Twitter : @pflhzt 

Facebook : faddist 

 

 

 

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว