ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ไม่คิดว่าจะเสียใจ

ชื่อตอน : ไม่คิดว่าจะเสียใจ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 91.5k

ความคิดเห็น : 172

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ธ.ค. 2563 23:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ไม่คิดว่าจะเสียใจ
แบบอักษร

  

  

  

ตอนที่ 24 

ไม่คิดว่าจะเสียใจ 

[Mark Masa] 

  

  

  

เหมือนผมถูกทุบแรงๆ ด้วยค้อน

มันรู้สึกเจ็บไปหมดทุกส่วน รู้สึกชาไปทั้งหน้าทันทีที่รับโทรศัพท์จากแม่ แม่วางสายไปแล้วบอกให้ผมไปหาพี่วี ผมเองก็เดินมาที่บันไดเหมือนคนไม่มีสติ เดินมาเรียกพี่วีเหมือนเขาไม่ได้อยู่นี่ และรู้สึกตัวอีกทีตอนที่พี่วีกอดผม

“ไม่เป็นไรนะ อย่าร้อง”

พี่วียังคงเป็นผู้ใหญ่ได้เสมอ ถึงแม้เขาจะทำตัวให้คนอื่นดุ แต่เขาก็เป็นผู้ใหญ่ของผมเสมอ อ้อมแขนของเขากอดผมเข้าไปกระชับกับตัว มันยังอบอุ่นมากๆ เหมือนเดิม แรงที่เขากดผมลงกับไหล่กว้างๆ นั่น มันบ่งบอกว่าเขาจะปกป้องผมยังไง แล้วเขาก็ลูบหลังผมเพื่อปลอบโยนทั้งๆ ที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมเสียใจเรื่องอะไร

“มัน...ฮึก!”

“อือ...ไม่เป็นไรๆ” พี่วีว่าซ้ำๆ 

ผมร้องไห้ออกมาทั้งๆ ที่ไม่รู้เลยว่าลูกเป็นยังไงบ้าง รู้แค่ว่าพี่พลอยเจ็บหนัก ใจผมก็คิดไปถึงสิ่งมีชีวิตเล็กๆ นั่น เด็กคนนั้น...ลูกของผม ลูกที่ผมเพิ่งได้สัมผัสเขาไปแค่ไม่กี่ครั้ง เด็กน้อยแสนบริสุทธิ์ที่เขาเตะมือผมแค่ไม่กี่ที แต่ใจผมกลับพองฟู

“ลูก...”

“ใจเย็นๆ ใครโทรมา” พี่วีถาม

“แม่…”

“เดี๋ยวกูโทรหาแม่ก่อน” พี่วีบอก

“ไม่ต้อง แม่คุยเอง วีอยู่กับน้องไปก่อน” แม่เป็นคนลุกแล้วบอกกับพวกเราแบบนั้น พี่วีพยักหน้าให้แม่แล้วกอดผมต่อ ไม่ได้มีคำพูดปลอบโยนอะไร มีแค่อ้อมกอดอุ่นๆ ของพี่วีเท่านั้น เพราะเขาก็ไม่รู้ว่าผมเจอมาอย่างไร แล้วผมเองก็ไม่ได้เล่าอะไรให้พี่วีฟังนอกจากปล่อยน้ำตาออกมากับเสียงสะอื้นแค่นั้น

ไม่ร้องไม่ได้ มันจุกอกจะตายอยู่แล้ว

ผมคิดว่าผมไม่ได้รักเด็กคนนั้น ไม่ใช่สิ ผมไม่คิดว่าผมจะรักเด็กนั่นได้มากขนาดนี้ ผมนึกว่าตัวเองก็แค่ทำตามหน้าที่ แต่ทุกครั้งที่ถามถึงมันกลับสร้างความผูกพัน เรื่องราวของเจ้าตัวน้อยในท้องพี่พลอยที่ใครหลายๆ คนเล่าให้ผมฟัง มันทำให้ผมรอคอยวันที่จะได้เจอเขา

“มาร์ค อย่าเพิ่งคิดมาก เล่าให้กูฟังก่อน”

“พี่...”

“แม่ว่าไงบ้าง”

“แม่...” แม่ว่าอะไรบ้างไม่รู้ ผมไม่รู้ รู้แค่ว่าพี่พลอยถูกรถชนและเจ็บหนัก อาจจะกำลังไปโรงพยาบาล หรือไม่ก็อาจจะถึงมือหมอแล้ว หรืออะไรสักอย่าง สติผมหายไปตั้งแต่คำว่าพี่พลอยเจ็บหนัก เพราะผมคิดถึงอีกคนที่อยู่กับพี่พลอย

“เป็นอะไรกัน มาร์คเป็นอะไร” พ่อเดินลงมาเห็นผมกับพี่วีแล้วถามขึ้น ท่านมองมาที่ผมอย่างรอคำตอบ เมื่อไม่ได้ความอะไรท่านก็หันไปหาพี่วี

“พ่อ…”

“มึงทำอะไรน้องอีกวี”

“ไม่ใช่ครับ…” ผมค่อยๆ พูดออกมา

“มาร์ค ค่อยๆ พูด” พี่วีบอกแล้วค่อยๆ ดันผมออกจากผมออก มือสวยยื่นมาเกลี่ยน้ำตาออกให้ สายตาที่มองมาก็มีแต่ความเป็นห่วง ไม่ได้ห่วงใคร ห่วงผม 

“เป็นอะไรลูก” พ่อเดินเข้ามาหา มือหนาแตะที่หลังผมแล้วคำว่าลูกที่ท่านพูดออกมามันทำให้คิดถึงลูกของผม ผมก็อยากมีโอกาสเรียกเด็กสักคนว่าลูกเหมือนกัน

“ฮึก!”

“โอ๋…มาหาพ่อมา” ท่านว่าแล้วดึงไหล่ผมเข้าไปหา กอดผมแล้วลูบหลังเบาๆ เหมือนโอ๋เด็กน้อยที่กำลังต้องการที่พึ่ง และที่แห่งนี้ก็เป็นที่พึ่งให้ผมได้เป็นอย่างดี ทั้งพี่วี ทั้งพ่อ ทั้งแม่ และแม้แต่พี่ยูเอง

“คุณหญิงบอกว่าตอนนี้อยู่กับหมอ พลอยกำลังผ่าตัดอยู่ ส่วนลูก...” แม่เว้นวรรคแล้วมองมาที่ผม

“ลูก...”

“ลูกเป็นอะไรแม่” เสียงพี่วีเข้มขึ้น แล้วแม่ก็ถอนหายใจออกมา 

“หมอกำลังพยายามเต็มที่”

“นี่มันอะไรกันแม่” พ่อถาม แล้วผมก็ค่อยๆ ผละออกจากพ่อ

“หนูพลอยถูกรถชน อาการหนักมาก คุณหญิงเลยโทรมาบอกให้ลูกไปกรุงเทพ…” 

“ไปกันหมดนี่แหละ” พ่อบอกทั้งๆ ที่แม่ยังพูดไม่จบ

“พ่อครับ”

“วี ไปเรียกไอ้ยูมา ให้ไปส่งสนามบิน” พ่อว่า

“เดี๋ยวแม่จองตั๋วก่อน” แม่บอก

“แม่ครับ...”

“อื้อ ไม่เป็นไรมาร์ค ไปกับแม่กับพ่อ ไปกับพี่วี” เสียงหวานว่าแล้วจับแขนผมท่านบีบเบาๆ เพื่อให้กำลังใจผม และเป็นอีกครั้งที่น้ำรื้นออกมาจากดวงตาของผม ทำให้ผมรู้ว่าพวกท่านรักผมมากเหลือเกิน และเหมือนว่าผมจะรักเด็กคนนั้นมากเหมือนกัน

สนามบินวันนี้ไม่ได้ครึกครื้นเหมือนทุกครั้ง การมาครั้งนี้มันไม่ได้มีความตื่นเต้น ไม่ได้กลัวว่าพ่อจะไม่โอเค ไม่ได้ลุ้นว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเจอหน้าพ่อกับแม่ แต่มันเป็นความรู้สึกที่ไม่อยากมา ไม่อยากเจอเรื่องที่จะต้องเจอ พี่วีไม่ได้ว่าอะไรด้วยซ้ำตอนที่คนขับรถมาถือกระเป๋าให้ พี่วีเฉยๆ ด้วยซ้ำตอนที่คนขับรถเปิดประตูรถและเชิญทุกคนขึ้นไปนั่ง

ไม่มีใครสนใจอะไร เพราะจิตใจมันอยู่ที่โรงพยาบาลแล้ว

“คุณหนูจะไปที่โรงพยาบาลเลยใช่ไหมครับ”

“ใช่” ผมตอบกลับทันทีที่ถูกถาม ไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าที่เขาเรียกผมมันคือสรรพนามที่ผมไม่ชอบเลยสักนิด

“ลูกเราต้องไม่เป็นอะไร” พี่วีกระซิบ

“ลูก…” ผมหันกลับไปมองหน้าเขาแล้วพยักหน้าให้

ผมไม่เคยได้ยินพี่เขาเรียกเด็กในท้องพี่พลอยว่าลูก ไม่มีสักครั้งที่พี่วีจะเรียกแบบนี้ แต่ครั้งนี้พี่เขาพูดออกมา พร้อมกับความรู้สึกที่ผมสัมผัสได้ว่ามันจริง พี่วีคิดว่าลูกคือลูกจริงๆ ไม่ใช่ลูกของผม ไม่ใช่ลูกของเขา ไม่ใช่ลูกของพี่พลอย แต่เป็นลูกของเราทั้งสองคน

“อย่าคิดไปก่อน ตั้งสติก่อน” พ่อบอก ผมเลยพยักหน้าให้ท่าน

“ครับ”

“พ่อก็ มาดุลูกได้ไง คิดถึงใจเราสิคะ”

“ก็เพราะคิดถึงนี่แหละ เลยรู้ว่าลูกเป็นยังไง” ผมเข้าใจ ไม่มีพ่อแม่คนไหนไม่เข้าใจหรอก ถ้าคิดว่านั่นคือลูกพ่อกับแม่ต้องรับรู้ว่าลูกรู้สึกอย่างไร 

เราใช้เวลาไม่นานในการมาถึงโรงพยาบาล มันไม่นานถ้ามองนาฬิกา แต่มันนานเมื่อมองด้วยใจของผม พ่อกับแม่อยู่ที่หน้าห้องผ่าตัด ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าพี่พลอยอยู่ในนั้น 

“ยังไม่ออกมากันอีกเหรอคะ” แม่พี่วีถามระหว่างที่เดินเข้าไปหาแม่ผม

“ยังเลยค่ะ สามชั่วโมงแล้ว” แม่บอก

“แม่…”

“มาหาแม่มาสะ” แม่เรียกผมแล้วแขนสวยๆ ของท่านก็อ้ารับผม ผมเดินเข้าไปหาแล้วกอดท่าน มันเป็นกอดที่อบอุ่นกว่าทุกคน มันเป็นกอดที่แน่นกว่าทุกคน 

“หมอบอกให้ทำใจนะ เรื่องเด็ก” พ่อบอกออกมานิ่งๆ ท่ามกลางความเงียบของพื้นที่หน้าห้องผ่าตัด

“ทำใจเหรอครับ” พี่วีถาม

“อือ คงยาก”

“อย่าเพิ่งพูดตอนนี้เลย มาร์คยังไม่โอเค” พ่อพี่วีบอกกับพ่อผม ซึ่งมันเป็นเรื่องจริง 

ให้ทำใจอย่างนั้นเหรอ ผมต้องทำใจอีกแล้วเหรอ ทำไมกันนะ ทำไมพอเป็นผมแล้วมันถึงยากขนาดนี้นะ การจะผูกพันกับเด็กคนนั้นมันอาจจะเร็วเกินไป แต่ไม่ใช่หรอก มันเป็นสัญชาตญาณที่ทำให้ผมพูดว่าจะรับผิดชอบ มันเป็นหน้าที่ที่มีคำว่ารับผิดชอบค้ำอยู่ที่ทำให้ผมเริ่มใส่ใจเขา ความใส่ใจที่เพิ่มขึ้นทุกวันมันกลายเป็นความผูกพัน ผูกมากขึ้นจนได้สัมผัสกับเขาจริงๆ จังๆ การสื่อสารของเขาทำให้ผมรับรู้ว่าเขาคงอยากออกมาดูโลกที่น่าตื่นเต้นนี้ แต่ตอนนี้ผมต้องเผื่อใจ ว่าเขาอาจจะไม่ได้ออกมา

เขาอาจจะไม่มีโอกาสได้ลืมตา

“ผม…”

“มันเกิดขึ้นได้ยังไง” พี่วีถาม เสียงของเขาเย็นชาเมื่อพูดประโยคนั้นออกมา แล้วพอผมหันไปสบตาเขามันไม่ใช่ว่าเขาห่วงพี่พลอยหรืออะไรทั้งนั้น เขาถามเพราะโกรธเหตุการณ์ครั้งนี้ เหตุการณ์ที่ทำให้ผมร้องไห้ต่อหน้าเขาอีกครั้ง

“มัน…”

“พลอยออกไปหาแฟนที่หน้าบ้าน” พ่อเริ่มเล่าเมื่อแม่เงียบไป

“แฟน?”

“ที่ชื่อต้น แล้วทะเลาะกัน มันหนักมากจนถึงการลงไม้ลงมือ จากกล้องผู้ชายเผลอผลักพลอย แล้วก็เสียหลักไปที่ถนนทั้งคู่ รถมาพอดี…” พ่อหยุดเล่าแล้วมองพี่วี

“ต้น…ไอ้ต้น”

“พี่วี” เป็นผมที่ผละออกจากแม่แล้วหันไปหาพี่เขา มองคนที่กำลังโกรธแล้วเดินเข้าไปจับเขาไว้

“มันอยู่ไหน?”

“อยู่อีกห้อง ไม่หนักเท่าพลอยแต่ก็หนักพอสมควร” พ่อบอก

“ใจเย็นก่อนวี ดูมาร์คก่อน” พ่อพี่วีบอก

“มันทำ มาร์คต้องร้องไห้เพราะมัน ถ้าไม่มีมันก็ไม่ต้อง…”

“มันเป็นอุบัติเหตุลูก ทางนั้นเขาก็ตกใจเหมือนกัน” แม่ผมบอกพี่วี

“ขอโทษนะครับ ญาติคุณพลอยนภัส”

“ครับ” ผมปล่อยแขนพี่วีแล้วหันไปหาหมอทันที แต่พี่วีก็เดินตามผมมาไม่ห่าง

“คนเจ็บปลอดภัยแล้ว แต่ลูกในท้อง…”

“ลูกผม…”

“หมอเสียใจด้วยนะครับ ทางเราทำเต็มที่แล้วจริงๆ แต่ไม่สามารถช่วยเด็กในท้องได้”

เหมือนเหตุการณ์ในละครที่ผมเคยดูตอนเด็ก ตอนนั้นผมคิดว่ามันโคตรจะไร้สาระที่ญาติร้องไห้ฟูมฟาย ในเมื่อหมอบอกว่าทำเต็มที่แล้ว ยังไงก็ช่วยไม่ได้แล้วก็ควรทำใจ เพราะยังไงก็เอาคืนมาไม่ได้ ตอนนี้มาเจอกับตัว ผมรู้แล้วว่ามันแย่แค่ไหนกับประโยคนี้ รู้แล้วว่ามันยากเท่าไหร่ที่จะต้องฟังคำว่าเสียใจจากหมอ หมอเสียใจด้วยที่ช่วยลูกผมไม่ได้ ส่วนผมเสียใจมากๆ

“มาร์ค…”

“…” มากจนพูดไม่ออก

และตอนนี้น้ำตาผมแห้งไปหมดแล้ว

คำว่าเสียใจก็คือเสียใจ ทำใจก็คือทำใจ ไม่มีทางที่จะดีขึ้นง่ายๆ และบางทีไม่มีทางที่จะทำใจได้ ผมเป็นอีกคนที่ถูกแอดมิท แต่ไม่ใช่เพราะอุบัติเหตุ เป็นเพราะผมอ่อนแอเกินไป ภาวะช็อกบวกกับร่างกายที่ไม่ค่อยจะได้ดูแลมันให้ดี ทำให้ผมต้องมานอนอยู่บนเตียงผู้ป่วย โดยที่มีพี่วีมานั่งเฝ้า

“มองเห็นกูไหมเนี่ย” พี่วีถาม

“เห็น…”

“มึงทำเหมือนกูไม่มีตัวตน” พี่วีบอก ผมจึงค่อยๆ หันไปหาเขา

“ไม่ใช่ ผมแค่กำลังคิด กำลังคิดว่าถ้าวันนั้นผมไม่รั้งเขาไว้ เขาคงไม่ต้องมีความหวังในการเติบโตขนาดนี้ เขาคงไม่ต้องทนอยู่ในท้องพี่พลอยนานขนาดนั้น แล้วเขาก็คงไปแบบสบายๆ ตั้งแต่ตอนที่ยังไม่…ยังไม่…”

“มาร์ค” พี่วีเดินเข้ามากอดผมอีกครั้ง ผมรู้ว่าพี่เขาเองก็เสียใจ แต่ตอนนี้พี่เขาก็กำลังกอดปลอบผม

“ผมทำ…ผมทำอีกแล้ว”

“มึงไม่ผิด” พี่วีบอกออกมาทันที

“ผมผิด”

“มึงหวังดีกับเขา มึงอยากให้เขาได้เติบโต มึงทำเต็มที่ที่สุดแล้ว กูก็เหมือนกัน พลอยก็เหมือนกัน” พี่วีว่าแล้วลูบผมเพื่อปลอบ

“แต่ผม ผมรั้งเขาไว้” ผมกำลังคิดว่าถ้าปล่อยเขาไปตั้งแต่สองเดือนแรก หรือหกสัปดาห์แรกที่รู้เรื่องก็คงจะดีกว่านี้ ดีกว่าตอนที่เห็นว่าแขนเขาใหญ่แค่ไหน ขาเขาพับยังไง หน้าตาเขาประมาณไหน เขาหายใจแรงเท่าไหร่ เขาเตะผมตอนไหน ผมเห็นหมดแล้ว เหลือเพียงแค่ไม่รู้ว่าเขาเพศอะไร ไม่อย่างนั้นผมคงตั้งชื่อให้เขาไปแล้ว

“อย่าโทษตัวเอง มึงไม่ได้ผิดเลยสักนิด” พี่วีบอกแล้วมองหน้าผม 

ใบหน้าของคนเป็นแฟน ใบหน้าของคนอีกคนที่ผมรักมากกำลังอิดโรย เวลาแค่ไม่กี่วันพี่วีกลับดูซีดเซียวขนาดนี้ ผมลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่านอนพักอยู่แบบนี้นานแค่ไหน อาจจะเป็นวันที่สองเพราะวันแรกผมหลับแบบไม่รู้อะไร ส่วนวันนี้ผมยังเหม่อลอย นั่นคือสาเหตุที่หมอไม่อนุญาตให้ผมไปไหน แม้แต่เรื่องลูกพ่อแม่ก็เป็นคนจัดการให้ทั้งหมด

“พี่วี” ผมเรียกแล้วยื่นมือขึ้นไปแตะแก้มสีซีดของพี่เขา

“อืม…” พี่วีวางมือทับมือผม

“เข้มแข็งเก่งจัง” ผมบอกแล้วค่อยๆ ยิ้มออกมา

มันคือความเสียใจที่ไม่ได้คาดคิดว่าจะเสียใจ มันคือเรื่องที่ไม่ได้เตรียมตัว แล้วผมก็ไม่สามารถรับมือกับความรู้สึกนี้ได้ ผิดกับพี่วีที่มีสติมากกว่าผม สามารถควบคุมอารมณ์ได้มากกว่าผม เข้มแข็งมากกว่าผม และเป็นคนที่คอยอยู่ข้างผม

“กูไม่ได้เข้มแข็ง แค่ตอนนี้มึงไม่โอเค กูเลยต้องพยายามโอเค” เราสองคนไม่ต่างกันสักนิด เสียใจไม่ต่างกันเลย

“…ผมขอโทษ”

“กูรักมึง” พี่วีบอกแล้วจูบลงมาที่หน้าผากของผม เป็นคำบอกรักที่เศร้ามากในความรู้สึกผม เพราะเขาบอกเพื่อให้ผมรู้ว่าเขาอยู่ตรงนี้ แม้ว่าผมจะเจอเรื่องเลวร้าย หรือพี่วีจะเจอเรื่องไม่ดีมากแค่ไหน แต่พี่วีก็อยู่ตรงนี้ อยู่กับผม เผชิญเรื่องนี้เหมือนผม และจะก้าวผ่านเรื่องนี้ไปพร้อมกับผม

ผมอยู่กับความสูญเสียแบบไม่ตั้งตัวมาแล้วสามวัน วันนี้คือเช้าวันที่สี่และตอนนี้เพื่อนผมกับเพื่อนพี่วีรู้เรื่องแล้ว พวกพี่เขาไม่สามารถลางานเพื่อมาเยี่ยมผมได้ แต่เพื่อนผมกำลังมาหา 

พี่วีใช้ลาพักร้อนเพื่ออยู่กับผม ส่วนเรื่องการเรียนของผมมันยังไม่มีปัญหาอะไร ส่วนสภาพจิตใจของผม ก็ดีขึ้นตามลำดับ เวลาแค่สี่วันแผลพี่พลอยยังไม่หาย แล้วความเสียใจที่อยู่ในใจผมมันจะหายไปได้อย่างไร

แผลที่ใจหายยากกว่าแผลบนตัวอีกนะ

“หมอบอกถ้าน้ำเกลือหมดจะให้มึงกลับ” พี่วีว่าแล้วผมก็พยักหน้า

“อยากกลับแล้ว” ผมบอก

“อืม อีกสักพัก” พี่วีว่าหลังจากที่มองน้ำเกลือในกระปุก

พี่เขานั่งลงที่เดิม ข้างเตียงของผมเหมือนทุกครั้งที่มาเฝ้า แล้วพี่วีเขาก็มองมาที่ผมแบบนี้เหมือนทุกทีที่ได้นั่งมอง มองด้วยความเป็นห่วง มองด้วยความรู้สึกผิด และมองผมด้วยความรักที่มากจนนับไม่ได้เหมือนทุกที แล้วผมก็ยิ้มให้พี่วีเหมือนเดิม มันเป็นรอยยิ้มที้พี่วีต้องยกมือมาแตะทุกครั้ง

“พี่วี...”

“เมื่อไหร่มึงจะหายนะ” พี่วีว่าแล้วลูบเบาๆ ที่ปากผม

“เดี๋ยวก็หาย” ผมบอก ไม่ใช่เรื่องของร่างกายแล้ว ตอนนี้มันเป็นเรื่องของจิตใจแหละมั้ง ผมรู้สึกเหนื่อย ทั้งจากเรื่องราวที่ผ่านมาทั้งหมด และเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่กี่วันก่อน

“อื้อ” พี่วีตอบรับในลำคอแล้วเปลี่ยนมาเป็นลูบแก้มผม

“ลูก...ไปแล้วใช่ไหม” เหมือนว่าจะเป็นครั้งแรกที่ผมถามถึงเขา ถึงแม้รับรู้มาตลอดว่าเป็นยังไงแต่ผมก็ไม่เคยถามพี่วีสักครั้ง พี่วีมองผมก่อนจะค่อยยิ้มออกมา

“ไปเป็นเด็กดีแล้ว อยู่บนนู้น” พี่วีมองออกไปที่หน้าต่าง ตาสวยมองตรงไปที่สีฟ้าของท้องฟ้าวันนี้แล้วผมก็มองตาม

“ไกลจัง” ไกล...เกินกว่าจะเดินแล้วบังเอิญเจอ

“อื้อ เขารอมึงแหละ แต่ตอนนี้มึงต้องใช้ชีวิตแทนเขาก่อน” พี่วีบอกแล้วลูบหัวผมเบาๆ

“ใช้ชีวิตแทนเหรอ?”

“อือ กูรู้นะมาร์คว่ามึงเสียใจแค่ไหน กูเองก็เสียใจตามมึง แต่กูอยากให้คิดว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของมึง ตอนนี้เขาไม่อยู่แต่มึงอยู่ มึงอยากให้เขาได้เห็นโลกใบนี้ แล้วมึงอยู่บนโลกใบนี้ มึงเข้าใจใช่ไหม? เขาไม่ได้อยู่แต่มึงอยู่ แล้วมึงก็รักเขา” ผมเข้าใจที่พี่วีพูดทุกอย่าง มันไม่ได้ยากสักนิดกับการใช้ชีวิต เมื่อก่อนใช้มันเพื่อครอบครัว เพื่อพี่วี ตอนนี้ก็คงต้องเพิ่มเข้ามา นั่นหมายความว่าผมต้องใช้ชีวิตให้ดีขึ้นกว่าเดิมอีก

“ผมไม่คิดว่าจะเสียใจขนาดนี้ ไม่ใช่ลูกผมด้วยซ้ำ ทำไมผมรักขนาดนี้นะ” ผมถามช้าๆ

“ขนาดกูมึงยังไม่คิดจะรักเลย”

“...”

“เพราะมึงเป็นแบบนี้ไงมาร์ค เป็นมาร์ค...ที่โคตรจะแสนดี” พี่วีบอก

“ไม่ได้ดีขนาดนั้นสักหน่อย” ผมบอกกลับ

ผมไม่ได้เป็นคนดีอะไรสักนิด ก็บอกแล้วว่าที่รับเขามามันก็แค่อยากให้จบๆ ไป เพราะกลัวพี่วีจะออกปากรับผิดชอบ พอได้มาแล้วก็ไม่ได้ดูแลเขาดีพอ มันรู้สึกรักตอนไหนไม่รู้ รู้แค่ว่าเสียดายที่ไม่ได้เห็นเขาและตอนนี้เสียใจที่ไม่มีเขา

“อือ งั้นเป็นแค่มาร์ค มาร์คของกู”

ผมไม่คิดว่าผมจะเสียใจกับเรื่องแบบนี้ได้ ผมไม่ได้เป็นแม่ ไม่มีความเป็นแม่ แต่คงเป็นเพราะว่าอยากมีลูก อยากมีครอบครัวที่สมบูรณ์ และคาดหวังกับตัวเขา ผมถึงเป็นได้ขนาดนี้ มันไม่ถึงกับแย่ มันไม่ใช่ว่าอยู่ไม่ได้ แต่มันก็ไม่ได้รู้สึกดี ตอนนี้เข้าใจคำว่าเสียใจมากขึ้นแล้ว ไม่ใช่เพราะอกหัก มันเหมือนจะแย่กว่านั้น แต่ผมอธิบายไม่ได้จริงๆ

“มีใคร…ช่วยจัดการเรื่องลูกไหม?”

“พ่อกับแม่เรา แค่นั้น พลอยยังอยู่ในโรงพยาบาล” พี่วีตอบ

“อืม”

“ไว้มึงหาย ก็ค่อยไปทำบุญ” พี่วีบอก

“หายแล้ว...”

“บ้านมึงสิ” พี่วีบอกกลับ

“ก็รอแค่น้ำเกลือหมด” ผมว่า

“เออ มึงว่างั้นก็ตามที่มึงว่าอะ”

“แล้วงานพี่เอาไง” ผมถามกลับ

“ก็ค่อยกลับไปทำ”

“...”

“จริงอยู่ที่กูทำงานเพราะมึง แต่ความรู้สึกของมึงก็ยังสำคัญที่สุดสำหรับกูอยู่ดี” พี่วีว่าออกมาแล้วสบตากับผม

“ผมนี่โชคดีจัง”

“ยังไง” พี่วีขมวดคิ้วถาม

“ก็มีพี่”

“กูต่างหากที่โชคดี”

“ยังไง”

“กูมีมึง”

ใจผมเต้นแรง ไม่ใช่เพราะคำพูดหวานๆ ของเขา แต่เป็นเพราะสายตาที่มั่นคงและจริงจังของพี่วีนั่นต่างหาก มันคือความจริงที่ผมรู้สึกได้ ประกอบกับคำพูดที่พูดออกมาด้วยเสียงนิ่งๆ แบบนั้น มันยิ่งทำให้ผมรู้สึกดี

“เหนื่อยกับผมไหม” ผมถาม

“มึงอะ เหนื่อยกับกูไหม”

“พี่ถามอะไรแบบนั้น ผมต่างหากล่ะทำพี่เหนื่อย” ช่วงนี้เป็นช่วงที่ผมทำให้พี่วีลำบากใจ เป็นผมต่างหากที่ทำให้เขาเหนื่อย ผมเกเร ผมงี่เง่า และเขาก็ตามใจผม นั่นมันเลยทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองต่างหากที่ทำให้พี่วีเหนื่อย

“กูไม่เคยเหนื่อยกับมึงเลย ถึงเหนื่อยกูก็ไม่ว่าอะไรมึงเลย”

“แสดงว่าเหนื่อย” ผมถามย้ำ

“มึงพูดไม่รู้เรื่อง” พี่วีบอก

“ก็พี่บอกว่าถึงเหนื่อยก็ไม่ว่าอะไรผม”

“อือ แต่ตอนนี้ไม่เหนื่อย”

“ทั้งๆ ที่ผมดื้อแล้วก็ทำพี่วุ่นวายแบบนี้เหรอ?” ผมถามกลับ

“ทำตัวเป็นเด็กไปได้ มึงจะเอาแต่ใจหรือเรื่องเยอะกว่านี้ มีปัญหามากกว่านี้กูก็อยู่กับมึงอยู่ดี” พี่วีบอกกลับ

“เป็นยังไงก็อยู่แหรอ?”

“อยู่ด้วยกันมากี่ปีแล้วล่ะ อยู่ต่อตลอดชีวิตมันจะเป็นอะไร” ผมยิ้มเมื่อได้ยินคำตอบ

“ปีนี้นี่มันปีของผมจริงๆ” ผมว่า ผมคิดว่ามันเป็นปีของผมเพราะผมมีพี่วีอยู่ใกล้ๆ ไม่เคยห่าง มีพี่วีคอยตามหวงตลอด ตามบ่นในเรื่องที่เขาเห็นว่าผมทำไม่ถูก แล้วก็คอยตามเอาใจ ตามดูแล แล้วทำทุกอย่างให้ผมโดยที่ไม่บอกว่าเหนื่อย

มันเป็นปีของผม

สอนให้ผมเสียจากขึ้น สอนให้ผมเรียนรู้มากขึ้น แต่ผมรู้สึกดีมากที่ช่วงเวลาและระยะทางที่ผ่านมา ไม่ได้พาพี่วีไปไหน พระเจ้ายังให้เขาอยู่กับผม และยังเป็นผมที่ต้องรักษาเขาไว้ดีๆ พี่วีไม่รู้หรอกว่าผมรักเขามากแค่ไหน แต่ถ้าพี่วีหายไปมันคงมากกว่าตอนนี้ มากกว่าเสียใจแบบนี้

“คิดอะไรอีก” พี่วีถาม

“คิดว่าถ้าพี่หายไป…”

“หายเหี้ยอะไร พูดดีๆ” พี่วีดุกลับมา ผมเลยเงียบไป

“แค่คิดน่ะ”

“ไม่ได้ แค่คิดก็ไม่ได้”

“แต่ถ้ามันเป็นจริงๆ…”

“มึงรู้ไหมมาร์ค มันยากมากๆ ถ้ากูจะปล่อยให้มึงหายไป มันยากที่สุด ยากจนกูบอกได้เลยว่าทำไม่ได้ มันยากขนาดนั้นแล้ว แต่ที่มึงคิดมันยากกว่า เพราะว่ากูไม่มีทางที่จะหายไปจากมึง” พี่วีว่า มือสวยวางที่แก้มของผม แล้วคนตัวสูงก่อนค่อยๆ กดจูบลงมาที่หน้าผากผม

“พี่วี…”

“อย่าคิดมากเด็กดี กูไม่หายไปจากมึงแน่นอน” พี่วีบอก

“ถ้าหายผมจะร้องไห้มากกว่านี้”

“ไม่มีทางที่มึงจะเสียน้ำตาเพราะกู” พี่วีบอกแล้วไล้แก้มผมเบาๆ

“ถ้ามันไม่จริงผมจะเสียใจ”

“กูจะไม่ยอมให้มึงเสียใจอีก” พี่วีบอก

“ไม่ยอมให้ผมเสียใจเพราะพี่เหรอ?”

“ไม่ยอมให้มึงเสียใจ ไม่ว่าจะเพราะใครก็ตาม” พี่วีบอกแล้วก้มลงมาจูบปากผมเบาๆ แนบปากไว้แล้วผละออกอย่างช้าๆ “ปล่อยเด็กคนนั้นไป แล้วกลับมาเป็นเด็กกูเหมือนเดิมนะ”

 

 

#กลรักรุ่นพี่2 

5/12/2020 

พี่วี พ่อคนอบอุ่น พ่อคนรักแฟน พ่อคนเก่ง ฮืออออ รักพ่อวีแล้ว ตกหลุมรักแล้ว ในขณะที่เขาเองก็ไม่โอเคแต่เขาก็พยายามทำให้มาร์คโอเค โคตรเท่เลยพ่อวีอะ ตอนนี้เป็นตอนที่น้องอ่อนแอมาก และเป็นตอนที่แสดงให้เห็นว่าพี่วีเก่งมาก อย่างที่น้องว่าไม่ว่าพี่วีจะโดนพ่อดุ โดนพี่ยูด่า แต่พี่วีก็ยังเป็นผู้ใหญ่ของน้อง เป็นที่พึ่งของน้องจริงๆ อ่านมาถึงตอนนี้นักอ่านที่รักคงได้เห็นหลายๆ ความรู้สึกแล้ว ขอบคุณที่รู้สึกตามตัวละคร และวิจารณ์ออกมาอย่างสุภาพนะคะ แป้งขอบคุณทุกๆ ความคิดเห็นที่สะท้อนออกมาผ่านตัวหนังสือให้แป้งได้อ่าน ขอบคุณที่ยังรักทุกตัวละคร และมองอย่างเป็นกลาง55555  

Twitter : @pflhzt 

Facebook : faddist 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว