Poketae

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

321.ปะทะสัตว์อสูร

ชื่อตอน : 321.ปะทะสัตว์อสูร

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 993

ความคิดเห็น : 29

ปรับปรุงล่าสุด : 20 พ.ย. 2563 19:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
321.ปะทะสัตว์อสูร
แบบอักษร

มิติพยัคฆ์พญาหินไฟชั้นที่2 เส้นทางสู่ต้นน้ำทางทิศเหนือของมิติ

พวกซื่อหมิงที่ตามพลังปราณซ่อนเร้น ที่พวกเขาสามารถจับสัมผัสได้แค่เพียงชั่วขณะมาทางต้นน้ำที่อยู่ทางเหนือของทะเลสาบสีเพลิง และได้ปะทะกับสัตว์อสูรที่มีระดับสูงและมีจำนวนมาก โดยที่ไม่อาจจะรู้ถึงสาเหตุได้เลยว่าทำไม สัตว์อสูรพวกนี้ถึงสามารถหลบการตรวจจับของซื่อหมิงกับน่าหรง ที่ทั้งคู่นั้นเก่งกาจทางด้านนี้เป็นอย่างมาก

หลังจากที่ได้วางแผนการโจมตีและการแบ่งสันปันส่วนสัตว์อสูรกันเรียบร้อยแล้ว ทุกคนก็เตรียมตัวพร้อมที่จะต่อสู้กันในทันที

“ถ้าพร้อมแล้วก็เริ่มกันเถิดขอรับ” น่าหรงได้เอ่ยขึ้น ทุกคนก็ต่างพยักหน้าขึ้นพร้อมกัน เป็นสัญญาณว่าเริ่มได้ทันที

“เขตอาคมจำกัดพื้นที่2ชั้น!!” ซื่อหมิงได้ก็กางเขตอาคมจำกัดพื้นที่แบบกำแพง2ชั้นเพื่อปิดกั้นบริเวณต่อสู้เอาไว้ทันที

‘ลวี่จู เฟิ่นจู หยานจู ซิงจู ออกมาสร้างเกราะอาคมคุ้มครองข้าด้วยนะ’ ซื่อหมิงได้ใช้สัมผัสจิตสั่งเข้าไปในมิติจิต เพื่อเรียกเหล่าบรรดาราชินีหอยมุกที่เขามีออกมาช่วยป้องกันตัวเขาในที ซึ่งครั้งนี้เป็นงานแรกของราชินีหอยมุกเพลิงสวรรค์หมื่นปีในการต่อสู้ป้องกันเจ้านายอย่างซื่อหมิง และยังเป็นงานแรกของราชินีหอยมุกดาราหมื่นปีอย่างสุ่ยซิงจูฮวาหรือซิงจูเช่นกัน ที่จะได้ออกมาต่อสู้ร่วมกับคนอื่น

แต่ซิงจูนั้นเป็นหอยมุกอสูรที่พิเศษกว่าหอยมุกอสูรประเภทอื่น ๆ เพราะนางไม่ใช่หอยมุกอสูรของพิภพไท่หยาง แต่นางเป็นถึงหอยมุกของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่สูงกว่าดินแดนสวรรค์ขึ้นไปอีก นางจึงมีความสามารถในการโจมตีศัตรูเพิ่มเข้ามาด้วย ซึ่งนางเป็นหอยมุกอสูรที่ซื่อหมิงทดลองนำเข้าไปเลี้ยงในมิติดารา และได้วิวัฒนาการตลอดจนอาศัยอยู่ในมิติดาราของซื่อหมิงนั่นเอง

ซิงจู เป็นเต้อที่มาร่างกายสูงเปรียวเช่นเดียวกับราชินีหอยมุกตัวอื่น มีคอระหง ที่หน้าผากมีมุกดาราสีเงินประดับอยู่ สวมอาภรณ์สีดำสนิทที่ประดับไปด้วยเปลือกหอย และผลึกดารกะรูปดวงดาวสีเงิน และไข่มุกดาราทั้งตัว มีชายกระโปรงยาวมาก มีผ้าคลุมไหล่สีดำสนิทที่ยาวในระดับเดียวกับชายกระโปรงที่นางใส่ และมีเครื่องประดับเป็นมุกดาราหมื่นปีทั่วทั้งตัวตั้งแต่ สร้อยคอ สร้อยข้อมือ ตุ้มหู แหวน และสร้อยข้อเท้า เส้นผมของนางนั้นมีสีดำสนิทและก็เต็มไปด้วยเครื่องประดับไข่มุกสีเงินเม็ดเล็ก ๆ กับผลึกดารกะรูปดวงดาวสีเงินชิ้นเล็ก ๆ จับอยู่ทั่วทั้งเรือนผม และมีรัดเกล้าสลักลวดลายดาราประกายอยู่บนหัว เรียกได้ว่าเหมาะกับตำแหน่งราชินีของเหล่าหอยมุกดาราเป็นอย่างมาก...

 

 

“สุ่ยลวี่จูฮวา” / “สุ่ยเฟิ่นจูฮวา” / “สุ่ยหยานจูฮวา” / “สุ่ยซิงจูฮวา”

///น้อมคารวะนายท่านซื่อหมิงเจ้าค่ะ/// ราชินีหอยมุกทั้ง4ตัวได้ออกมาจากมิติจิต มิติปทุมทพิย์ มิติทะเลเพลิงสวรรค์ และมิติดาราของซื่อหมิงในร่างจำแลงมนุษย์ที่งดงาม และได้ต่างพากันเอามือทาบอก น้อมกายถอนสายบัวทำความเคารพซื่อหมิงผู้เป็นเจ้านายทันที

“อะไรนี่!! หอยมุกอสูรชนิดใหม่อีกแล้วหรือ?” หม่าเฉียวเอ่ยขึ้นด้วยความตกใจ ซื่อหมิงก็ได้แต่ส่ายหน้าทันที

“ที่จริงมีมานานแล้วล่ะ แต่ซิงจูพึ่งได้ร่างจำแลงมนุษย์ ข้าถึงยอมให้ออกมาต่อสู้ร่วมกับตัวอื่นด้วยยังไงล่ะ” ซื่อหมิงเอ่ยบอกสหายรักออกไป ให้คลายสงสัย

“ซื่อหมิง ซื่อหมิง แล้วเจ้าเอาราชินีหอยมุกเพลิงสวรรค์หมื่นปีกับหอยมุกเพลิงสวรรค์ที่ได้ทำพันธะไปแล้ว ไปเลี้ยงอยู่ไหนกันหรือ?” น่าหรงรีบถามหาที่เลี้ยงหอยมุกที่ซื่อหมิงพึ่งได้ไปใหม่ในทันที

"เลี้ยงที่มิติทะเลเพลิงสวรรค์คู่กับราชาหอยมุกมุกเพลิงสวรรค์หมื่นปีนะ และเพราะว่าหยานจูของข้ามีร่างจำแลงมนุษย์อยู่แล้ว ข้าก็เลยเรียกออกมาพร้อมตัวอื่น ๆ ไปที่เดียวเลย” ซื่อหมิงได้ตอบน่าหรงออกไป ในเชิงอธิบายด้วย

“เจ้าใช้แต่พวกหอยมุกอสูรในการต่อสู้เช่นนี้ นี่หมายความว่าเจ้ากะจะมิโจมตีเลยหรือ?” เฟยหู่ได้ถามซื่อหมิงออกมาบ้าง เพราะเขารู้ดีว่าหอยมุกอสูรนั้นมีเกราะอาคมที่แข็งแกร่งมาก ๆ และไม่สามารถโจมตีได้ หากไม่ใช่ราคาหอยมุกอสูรอย่างที่เฟยหู่มี

“ซิงจูโจมตีได้ขอรับ” ซื่อหมิงตอบอกไปตรง ๆ เฟยหู่ก็พยักหน้าเข้าใจทันที เพราะหากว่าพลังโจมตีไม่พอจริง ๆ ตัวซื่อหมิงนั้นก็ต้องเรียกเอาอารักษ์ หรือผู้พิทักษ์ตัวอื่น ๆ ออกมาเสริมกำลังเพื่อช่วยในการโจมตีอย่างแน่นอน นี่ไม่ใช่เรื่องที่เฟยหู่จะต้องเป็นห่วงอะไรมากนัก...

“ไหน ๆ ก็มีพวกจระเข้พิฆาตมากกว่าสัตว์อสูรชนิดอื่น ๆ รวมกัน ข้าว่าวันนี้... ข้าลองเปลี่ยนมาใช้ปราณธาตุสายฟ้าดูบ้างดีกว่า...” เฟยหู่เอ่ยขึ้นพร้อมยิ้มทันที เฟยหู่ไม่อยากใช้ปราณธาตุไฟที่เขาถนัด เพราะอีกฝ่ายอย่างจระเข้พิฆาตนั้นมีปราณธาตุน้ำเป็นธาตุหลักนั่นเอง ไม่ใช่ว่าเฟยหู่จะไม่สามารถใช้พลังปราณธาตุไฟกำจัดพวกจระเข้พิฆาตไม่ได้ แต่ปัญหาก็คือยังมีอีก1ตัวที่มีพลังปราณมหาศาลรอพวกเขาอยู่หลังจากนี้ เหยหู่จึงไม่อยากเสียพลังปราณโดยเปล่าประโยชน์เหมือนการต่อสู้ครั้งก่อนหน้านี้

“แบบนั้นก็ดีนะขอรับพี่เฟยหู่ เพราะพวกจระเข้พิฆาตแพ้ทางปราณธาตุสายฟ้าขอรับ” ซื่อหมิงเอ่ยขึ้นมาต่อทันที หม่าเฉียวกับน่าหรงก็พยักหน้าเห็นด้วย เมื่อทุกคนเตรียมพร้อมเสร็จแล้ว ซื่อหมิงก็ได้ให้หมิงหมิง ทำการใช้เคลื่อนย้ายชั่วพริบตาแยกย้ายทุกคนไปในที่ต่าง ๆ ทันที โดยที่ส่งเฟยหู่ไปยังบริเวณพื้นที่ธารหินหลอมเหลวที่อยู่อีกฝั่งของแม่น้ำในทันที และได้ใช้เคลื่อนย้ายชั่วพริบตาทำการส่งหม่าเฉียวไปที่บริเวณด้านหน้าของหน้าผาที่มีหอยทากศิลาอยู่ น่าหรงนั้นได้เอากู่เจิ้งห้าราชสีห์เพลิงออกมา เพื่อเตรียมบรรเลงสนับสนุนการต่อสู้ให้กับทุกคน และเตรียมพร้อมที่จะใช้พวกราชสีห์เพลิงในการต่อสู้ด้วย...

บึ้มมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม!!

เฟยหู่ได้เอาพลองยาวสีทองออกมาจากมิติจิต จากนั้นก็ทำการระเบิดพลังปราณธาตุสายฟ้าตามขึ้นทันที ถึงจะความรุนแรงนั้นไม่อาจที่จะเทียบเท่าพลังปราณธาตุไฟได้เลยก็ตาม แต่ก็มีความน่ากลัวไม่น้อยไปกว่ากันเลยทีเดียว ซึ่งเหล่าราชสีห์ศิลากัลป์เองก็ได้ร่วมกันระเบิดพลังปราณธาตุหินเพลิงต่อต้านเอาไว้ด้วย

บึ้มมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม!!

 

และถึงพวกมันจะสามารถป้องกันการระเบิดพลังปราณธาตุสายฟ้าของเฟยหู่ได้ แต่เฟยหู่ก็ใช้ความรวดเร็วที่เหนือกว่าในการเข้าประชิดรายตัวติดพวกมันได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ด้วยความไวที่เหนือกว่าพวกราชสีห์ศิลากัลป์อย่างมาก

“ข้าจะซัดพวกเจ้าทีละตัว ด้วยพลองทองของข้านี่แหละ!! หากว่า...พวกเจ้าตัวใดยังยืนหยัดสามารถต่อสู้กับข้าต่อได้ แม้ถูกข้าโจมตีไปแล้ว ข้าจะเอาพวกเจ้ามาอยู่กับข้าด้วย!!” เฟยหู่เอ่ยออกไป จากนั้นก็ควงพลองพุ่งใส่อีกฝ่ายทันที แล้วฟาดใส่ที่หัวของราชสีห์ศิลากัลป์อย่างแม่นยำและรวดเร็ว ทำเอาราชสีห์ศิลากัลป์ 3ตัวแรกที่โดนโจมตีเข้าที่หัวอย่างจัง ล้มลงนอนกับพื้นทันที ทำให้พวกราชสีห์ศิลากัลป์ได้เห็นความน่ากลัวที่แท้จริงของเฟยหู่ขึ้นมาทันที

“อ้าวร่วงไป3แล้วหรือนี่ ข้าแค่ฟาดออกไปตรง ๆ ธรรมดา ๆ เท่านั้นนะนี่!!” เฟยหู่เอ่ยขึ้นมาทำเอาพวกราชสีห์ศิลากัลป์กลัวผู้ชายตรงหน้าพวกมันในตอนนี้มากขึ้นไปอีก

ตุ๊บบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ!!

ตุ๊บบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ!!

ตุ๊บบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ!!

เสียงของพลองทองได้ฟาดเป้าหมายอย่างแม่นยำหรือฟาดลงบนหัวของราชสีห์ศิลากัลป์ได้ดังขึ้นอีกหลายครั้ง

โคร้มมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม!! โคร้มมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม!! เสียงร่างของราชสีห์ศิลากัลป์ได้ล้มลงไปกับพื้นทันทีอีก2ตัว

“เจ้าคือราชสีห์ศิลากัลป์ตัวแรกที่มิสลบจากการโจมตีของข้าสินะ!?” เฟยหู่ได้เอ่ยขึ้นมาอย่างชื่นชมราชสีห์ศิลากัลป์ที่อยู่ต่อหน้าเขา เพราะมันรอดจากการโจมตีของเฟยหู่ได้โดยที่ไม่สลบเช่นตัวอื่น ๆ ก่อนหน้านี้

“ต้าเสวี่ยจวินเสินเอาไหมโลหิตมัดตัวที่มิได้สลบเอาไว้ให้ข้าก่อนนะ” เฟยหู่เรียกผีเสื้อไหมโลหิตออกมาช่วยมัดราชสีห์ศิลากันทันที

“รับทราบขอรับนายท่าน” ต้าเสวี่ยจวินเสินได้เอ่ยขึ้นทันทีที่มันออกมาถึง จากนั้นต้าเสวี่ยจวินเสินก็จัดการใช้เส้นใยไหมโลหิตมัดพันธนาการร่างราชสีห์ศิลากัลป์เอาไว้จนมันขยับเขยื้อนไม่ได้ ตามคำสั่งของเฟยหู่ทันที

โคร้มมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม!! เสียงร่างของราชสีห์ศิลากัลป์ตัวที่ถูไหมโลหิตพันธนาการอยู่ได้ล้มลงไปเช่นกัน เพราะมันดิ้นมากเกินไปก็เลยไม่สามารถทรงตัวอยู่ได้ สุดท้ายลงไปนอนกองกับพื้นอีกตัว

 

เฟยหู่ไม่รอช้าที่จะโจมตีต่อให้เสร็จไว ๆ เขาได้งอพลองทองด้วยกำลังที่มีแล้วดีดใส่หัวของราชสีห์ศิลากัลป์ไปตัวนึง จากนั้นก็ทะยานไปรับพลองทองกลับคืนเข้าสู่มือ และกระทุ้งพลองลงพื้นด้วยความแรงอย่างมาก ทำให้สามารถจัดการพวกราชสีห์ศิลากัลป์ไปได้อีก4ตัว ซึ่งรอดเพิ่มมาอีก1ตัว

จากนั้นเฟยหู่ก็จัดการโจมตีพวกราชสีห์ศิลากัลป์ที่เหลืออยู่ทีละตัวด้วยความรวดเร็วในทันที เฟยหู่กวาดพลองไปรอบ ๆ บริเวณ และใช้พลองจัดการตีเข้าที่หัวพวกราชสีห์ศิลากัลป์จนครบ ทั้ง20ตัวภายในเวลาไม่ถึง1เค่อ ซึ่งก็รู้ผลแพ้ชนะกันอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนต่อสู้ เพราะว่าเหล่าสัตว์อสูรพวกนี้นั่น ไม่มีทางที่จะทำให้เฟยหู่พบกับคำว่าพ่ายแพ้ให้กับพวกมันอย่างแน่นอน

ราชสีห์ศิลากัลป์ที่ถูกโจมตีและยังสามารถยืนต่อได้มีแค่4ตัวเท่านั้น ซึ่งถูกมัดพันธนาการเอาไว้ด้วยไหมโลหิตของต้าเสวี่ยจวินเสิน เฟยหู่ก็เลยเรียกให้ต้าจินกวางเสินผู้เป็นนกยูงสวรรค์สีทองออกมาจากมิติจิต จัดการเรื่องพันธะดอกไม้เลือดกับราชสีห์ศิลากัลป์แทนตัวเขาเองทันที และให้ต้าเสวี่ยจวินเสินรักษาให้หายก่อนจะให้ ต้าจินกวางเสินพากลับเข้ามิติจิตไปด้วย

ส่วนอีก16ตัวที่เหลือนั้นได้แยกเก็บเอาไว้ในกรงมิติต่างหาก และให้ได้ให้ต้าเสวี่ยจวินเสินรักษาพวกมันจนมีสภาพปกติ

เฟยกู่คิดว่าจะเอาพวกมันไปให้เหล่าเด็ก ๆ ที่อยู่ในพรรคพยัคฆ์สวรรค์สาขาเมืองผิงเฉิงใช้งานกัน เพราะถึงซื่อหมิงจะบอกให้เอาแต่พวกจระเข้พิฆาตกลับไปก็ตาม แต่เฟยหู่ก็คิดว่าราชสีห์ศิลากัลป์ก็เป็นสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งไม่เลวเลยชนิดนึง จึงเหมาะที่จะให้ศิษย์ของพรรคในสาขาที่เขาดูแลได้ใช้เพื่อทำพันธะเลือดกัน...

ฝ่ายหม่าเฉียวเองครั้งนี้ก็ไม่ได้ใช้กระบี่คู่อย่างที่ตนถนัด แต่หม่าเฉียวเอาคฑาค้อนออกมาใช้แทน ทำให้พลังโจมตีกายภาพของเขามีพลังทำลายล้างที่สูงขึ้นเป็นอย่างมาก แต่ก็แลกกับการเคลื่อนที่ช้าลง... ซึ่งหม่าเฉียวก็รู้ข้อดีข้อเสียนี้เป็นอย่างดี หม่าเฉียวก็เลยแก้ด้วยการเอาดาบกระบี่เทพปักษาอัศวินพิทักษ์นภามาสะพายเอาไว้ที่ด้านหลังเพื่อช่วยในการเคลื่อนที่ของเขารวดเร็ว และช่วยรักษาความเร็วในการโจมตีให้สม่ำเสมอด้วย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในหลาย ๆ ครั้งที่หม่าเฉียวแสดงความฉลาดหลักแหลมของตนออกมา ให้คนอื่นได้เห็นกัน

 

“อาเฉียว คิดวิธีนั้นเองได้นี่... นับว่าเขาฉลาดมากเลยนะ” ซื่อหมิงได้เอ่ยขึ้นขณะที่ป้องกันการโจมตีทางอากาศของพวกปักษาอัศวินอยู่

“อืมมม ข้าเห็นพี่เฉียวฝึกอยู่หลายครั้งแล้ว ทีแรกก็ถือทั้งกระบี่และคฑาค้อน แต่กระบี่มันไปเกะกะจังหวะการลงค้อน พี่เฉียวก็เลยฝึกแต่ค้อนก่อน และก็เป็นอย่างที่เจ้ารู้ การฝึกแต่ค้อนนั้นก็จะเคลื่อนไหวช้าลง พี่เฉียวก็เลยจับกระบี่ขึ้นมาอีกทีนึง ในตอนนั้นทำให้พี่เฉียวได้รู้ว่า... หากมีกระบี่เทพปักษาอัศวินพิทักษ์นภาอยู่ด้วย เขาจะเคลื่อนที่ได้เร็ว เลยทำให้พี่เฉียวสะพายมันร่วมต่อสู้ในขณะที่ใช้คฑาค้อนด้วยนั่นเอง...” น่าหรงได้อธิบายออกมาอย่างละเอียด ซื่อหมิงก็พยักหน้าเข้าใจด้วย เพราะเขารู้และมั่นใจในหม่าเฉียวมาโดยตลอดนั่นเอง...

ตู้มมมมมมม!! ตู้มมมมมมม!! ตู้มมมมมมม!! ตู้มมมมมมม!! ตู้มมมมมมม!! ตู้มมมมมมม!! การโจมตีทางอากาศด้วยกระสุนปราณสัตว์อสูรของพวกปักษาอัศวินได้เริ่มขึ้น และถูกเกราะเวทย์ของราชินีหอยมุกทั้งสามตัว ป้องกันเอาไว้อย่างสบาย ๆ ซึ่งมันก็สร้างความรำคาญให้ซื่อหมิงอยู่ไม่น้อยเช่นกัน

‘ฟงฟง ฉานเอ๋อ ฮว่อฮว่อ เชวี่ยเชวี่ย ออกมาช่วยกันจัดการพวกปักษาอัศวินให้ข้าที’ ซื่อหมิงส่งสัมผัสจิตเข้าไปเพื่อเรียกให้ปักษาสวรรค์ของตนออกมาช่วยต่อสู้ทันที

กี๊ซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซ!!

กี๊ซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซ!!

กี๊ซซซซซซซซซซซซซ!! กี๊ซซซซซซซซซซซซซ!!

เหล่าปักษาอัศวินได้ร้องดังขึ้นหลังจากออกมาจากมิติจิตของซื่อหมิง พวกมันก้มคารวะซื่อหมิงก่อนตามทำเนียม แล้วพากันทะยานขึ้นบนฟ้าไปในทันที ยกเว้นฉานเอ๋อที่รออยู่กับซื่อหมิง

 

 

 

พื้นที่หน้าภูผา

บึ้มมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม!!

หม่าเฉียวเองนั้นก็ได้ระเบิดพลังปราณขึ้นเช่นกัน จากนั้นก็ทะยานเข้าไปที่ดงพวกหอยทากศิลาจำนวนมาก แล้วใช้คฑาค้อนฟาดลงที่เปลือกศิลาของเหล่าหอยทากศิลา จนเกิดเป็นเปลือกเสียหายหลายแห่งจำนวนมาก จนพวกมันต่อยที่จะเริ่มต่อสู้ไม่ได้ น่าหรงเองก็ใช้กู่เจิ้งบังคับพยัคฆ์เพลิงออกไปช่วยหม่าเฉียวจัดการโจมตีหอยทากศิลาอีกแรง

ถึงหอยทากศิลาจะไม่ได้เป็นสัตว์อสูรที่น่ากลัว แต่ก็ประมาทในพิษของมันไม่ได้ เพราะเจ้านี่มันยังสามารถใช้พิษได้ และพิษของมันก็มีความแรงแบบที่เรียกได้ว่าล้มแรดอสูรได้เช่นกัน ทำให้หม่าเฉียวต้องค่อย ๆ โจมตีไปเรื่อย ๆ ถึงจะช้าแต่เน้นความปลอดภัยเอาไว้ก่อน

ตู้มมม!! ตู้มมม!! ตู้มมม!! ตู้มมม!! ตู้มมม!! ตู้มมม!! ตู้มมม!! ตู้มมม!! ตู้มมม!!

หม่าเฉียวได้ใช้ความเร็วที่ตัวถนัดเป็นอย่างมากบวกกับพลังโจมตีที่รุนแรงของคฑาค้อน ทำให้พลังโจมที่ใช้ออกไปรุนแรงถึงขั้นทำให้เปลือกศิลาของหอยทากศิลาเสียหายยับเยินจนไม่สามารถสู้ต่อได้ ซึ่งหากหม่าเฉียวโจมตีเต็มกำลังก็น่าจะทำให้เปลือกหอยเทือกอสูรแตกสลาย แต่นั่นหมายถึงการฆ่าพวกมันไปในตัว ซึ่งหม่าเฉียวเองนั้นก็ไม่ต้องการให้เป็นแบบนั้น แต่การทำให้เปลือกหอยทากอสูรเสียหายนั้น จะทำให้มันไม่ตาย ซึ่งมันจะค่อย ๆ ฟื้นตัวและค่อย ๆ ซ่อมเปลือกในส่วนที่เสียขึ้นมาเองในภายหลัง หม้าเฉียวได้ใช้โอากาสนี้ในการทำพันธะเลือดกับพวกหอยทากศิลา

การต่อสู้ในดงทากศิลายังดำเนินตาอไปเรื่อย ๆ บางตัวพยายามจะปล่อยพิษใส่หม่าเฉียวด้วยการปล่อยเมือกพิษออกมาจากตัวบ้าง แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรหม่าเฉียวได้เลย เพราะหม่าเฉียว เลือกที่จะโจมตีใส่ที่เปลือกของทากอสูรเท่านั้น เท้าของเขาจึงแทบไม่ได้แตะสัมผัสกับพื้นดินเลยแม้แต่น้อย เพราะใช้วิชาตัวเบาในการทะยานในอากาศไปมาโดยการเหยียบเปลือกของหอยทากศิลาแต่ละตัวแทน ซึ่งก็เพียงพอที่จะทำให้หม่าเฉียวนั้นจัดการกับหอยทากศิลาที่เหลืออยู่ได้อย่างง่ายดาย ทั้งหม่าเฉียวและน่าหรงจึงรีบเก็บพวกมันใส่กรงมิติเอาไว้ก่อน แล้วส่งเข้าไปในมิติจิตให้อารักษ์ของแต่ละคนดูแลฟื้นสภาพพวกมันทันที เนื่องจากการต่อสู้กับสัตว์อสูรเขตนี้ยังไม่ได้จบลง...

 

 

 

 

 

_____________________________

作成:令和21120

ตอนที่แล้วเขียนคำว่าจระเข้ผิดไม่มีใครบอกกันเลยนะครับ 555 จนมาเขียนตอบคำเม้นต์ถึงได้รู้ว่า พลาดไปแล้ว 555

สุดท้ายอย่าลืมกดไลค์👍และคอมเม้นต์เป็นกำลังใจให้ด้วยนะครับ

ความคิดเห็น