ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : เวลา

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 71.4k

ความคิดเห็น : 71

ปรับปรุงล่าสุด : 10 พ.ย. 2563 18:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เวลา
แบบอักษร

  

  

  

  

ตอนที่ 16 

เวลา 

[Mark Masa] 

  

  

  

  

ผมนั่งจดตามที่อาจารย์กำลังบรรยาย วันนี้ต้องใช้สมาธิมากหน่อยเพราะพี่วีบอกไว้ว่าเป็นแล็บที่ยากพอสมควร เมื่อก่อนผมมีพี่เขาคอยช่วยสอนก่อนที่อาจารย์จะสอน แต่ตอนนี้พี่เขาไปทำงานและเราคุยกันผ่านทางจอสี่เหลี่ยมเล็กๆ พี่วียังบอกให้ผมกินข้าวเช้า บอกว่าวิชาไหนต้องทำยังไง บอกว่าส่วนไหนสำคัญ เหมือนผมที่บอกให้เขาดูแลตัวเอง ให้พักผ่อนบ้าง บอกแบบนี้ทุกวัน แต่ผมก็ยังคิดถึงพี่วีทุกวัน

ไม่ใช่ว่าคุยแล้วไม่พอ แต่คุยแล้วไม่ได้กอด

แล็บตอนบ่ายยังทำเอาทุกคนง่วงเหมือนเดิม แต่นักศึกษาหลายสิบชีวิตก็ยังพยายามทำความเข้าใจกับเครื่องมือที่ต้องใช้ และพยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่อาจารย์สอนมา ไม่ต่างจากผมที่ทำคู่กับไอ้ฟิวส์ ไอ้ฟิวส์ที่ไม่มีอะไรดีนอกจากหล่อ ขี้เกียจที่หนึ่ง มาสายเป็นอันดับแรก อาจารย์บรีฟแล็บมันแช็ตกับแฟน ล่าสุดพี่อนาด่ากลับมันก็วางโทรศัพท์ แล้วหลับ เพื่อนผมคนนี้นอกจากหน้าตาดีก็ไม่มีอะไรแล้ว ขนาดหน้าตายังแพ้พี่วี เออ…ลืมไปว่ามันมีแฟนดี แค่นั้นแหละ

“มาร์คตรงนี้มันทำยังไงวะ” มันว่าแล้วถือเครื่องมือมาหาผม

“มึงนั่งแล้วจดผล” ผมว่าแล้วจับมันมาจัดการเอง

“สอนกูก่อน เดี๋ยวกูโง่”

“มึงตั้งใจดู ดู…” ผมว่าแล้วสอนวิธีการใช้งานอีกรอบ คราวนี้มันตั้งใจมากกว่าตอนที่อาจารย์สอน ถือว่าดีขึ้นมาหน่อยเพราะผมบรรลุการสอนไอ้ฟิวส์แล้วในแล็บนี้

ผมพยายามมากและฟิวส์ก็พยายามเหมือนกัน มันลุกขึ้นมาหยิบจับช่วยผม แล้วเราก็ผ่านการทดลองนี้มาได้ภายในเวลาสี่ชั่วโมงเต็มๆ สี่ชั่วโมงที่ได้แค่ผลแต่ยังไม่ได้สรุป

“ส่งพรุ่งนี้ว่ะ แม่ง…” ฟิวส์มันบ่น ตาเหลือบมองนาฬิกาไม่ต่างจากผม

“ไปห้องกูหรือไปไหน หอสมุด?” ผมถาม

“ห้องมึงแหละ กูไม่ไปหรอกหอสมุดอะ” ฟิวส์บอก ผมเลยพยักหน้า

“ไอ้คำผานล่ะ”

“หาย” ฟิวส์ตอบกลับมา

“หายไปไหน”

“ไม่รู้มัน ไอ้กั๊กบอกมันทำเสร็จตั้งแต่บ่ายสี่แล้ว” ฟิวส์บอกแล้วล้วงโทรศัพท์ขึ้นมา ตอนแรกผมนึกว่ามันจะทักหาคำผาน แต่ที่ไหนได้ ทักบอกพี่อนาว่าจะอยู่กับผม

เฮ้อ~ ทำไมไม่สนใจเพื่อนเลย

 

Vee Vivis : กูเลิกแล้ว 

 

ผมปิดแช็ตคำผานลงทันทีเมื่อพี่วีทักมา ผมกดเข้าไปอ่านแล้วยิ้มอย่างห้ามไม่ได้ ทั้งๆ ที่มันเป็นข้อความแบบเดิม ที่มักจะเด้งมาช่วงห้าโมงเย็นเหมือนเดิม แต่ผมกลับไม่เบื่อเลย อ่านมันเหมือนเดิมและยิ้มทุกครั้งที่อ่าน

 

Masa Mark : ผมเพิ่งทำเสร็จ 

Vee Vivis : วิธีแปลผลแล็บนี้อยู่ในหนังสือคู่มือกู ลองหาดูในห้องอะ 

Masa Mark : พี่เก็บไว้ด้วยเหรอ 

Vee Vivis : เออสิ ว่าจะเอาให้หลานรหัส 

Masa Mark : ผมดูเสร็จแล้วผมเอาไปให้แพมให้ไหม 

Vee Vivis : ไม่ ให้มึงดีกว่า 

Masa Mark : ให้ผมได้ไง ผมเป็นใคร แพมเป็นสาย 

Masa Mark : เลือดข้นกว่าน้ำอะพี่วี 

Vee Vivis : สำหรับกูนะมาร์ค 

Vee Vivis : เมียสำคัญสุด 

 

ผมเขินหน้าแดงเมื่ออ่านคำที่เด้งขึ้นมา ไม่กล้ากดตอบแล้วก็อ่านต่อไม่ได้จนต้องกดปิดออกไป ของแบบนี้มันให้สายต่อสาย ให้กันเป็นทอดๆ บางคนก็ถ่ายของรุ่นพี่ให้กันต่อๆ มา บางทีก็มีครบทุกแล็บทุกเรื่อง แต่ของพี่ยี่หวาไม่มีเรื่องนี้ กลับเป็นพี่วีที่มี

“ไอ้คำผานว่าไงบ้างมาร์ค”

“หืม?” ผมหันกลับไปมองไอ้ฟิวส์ที่เดินสะบัดผมเข้ามาหา

“มันว่าไง มึงคุยกับมันอะ” ฟิวส์ว่าแล้วเหลือบมองโทรศัพท์ของผม

“กูคุยกับพี่วี…” ผมตอบเบาๆ แล้วสบตามัน หลุดยิ้มออกมาเมื่อมันถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย

“ผัวสำคัญสุดสินะ”

“ผัวเผอที่ไหนกัน” ผมบอกปัด หน้าแดงเพราะพี่วีแล้วยังหน้าร้อนเพราะคำพูดไอ้นี่อีก 

“กูเข้าใจเพื่อน เมียกูก็สำคัญสุด” มันว่าแล้วชี้ไปที่โทรศัพท์ของตัวเอง

“เป็นห่วงเพื่อนด้วย คำผานเพื่อนมึงอะ” 

“เออ ไปขึ้นรถก่อน แล้วมึงค่อยโทรหามัน”

สรุปใจความได้ว่าคำผานมันไปสรุปแล็บกับไอ้กั๊กต่อ มันไม่ได้บอกไว้เพราะมันรีบจะทำให้เสร็จ มันต้องเสร็จก่อนหกโมงเย็นเพราะป๊ามันนัดกินข้าวกับญาติของมัน วุ่นวายหน่อยมันครอบครัวใหญ่ บ้านมันออกจีนเลยแหละ และมันก็ไม่เคยขัดใจอะไรป๊าได้เลย

“มึงใกล้เสร็จยัง ให้กูทำแล้วมึงค่อยไปลอกไหม?” ผมถามมันกลับ

[ไม่ๆ ไอ้กั๊กทำใกล้เสร็จแล้ว] คำผานบอก

“เออ มึงก็ช่วยมันบ้าง”

[กูให้กำลังใจมันเนี่ย ซื้อกาแฟมาให้มันด้วย มันบอกอาจารย์ทำง่วงเกิ๊น]

[ไอ้ตี๋ มึงบอกไอ้มาร์คหน่อย ถ้าเสร็จแล้วกูขอดูสรุปด้วย จะเทียบกัน]

[เออมาร์ค…]

“กูได้ยินแล้ว” ผมพูดแทรกก่อนที่คำผานจะพูดจบด้วยซ้ำ มันเลยถอนหายใจออกมา

[กูรู้ว่ามึงได้ยิน กูไม่ได้จะพูดเรื่องนั้น กูจะพูดเรื่อง…]

[ไอ้เหี้ยตี๋! มึงมาเขียนตรงนี้ก่อน] 

“ไป ไป ไปทำประโยชน์สักที เสียเวลากูเป็นห่วง” ผมบอก

[เออๆ ก็ได้ แค่นี้แหละ] มันบอกแล้วสายก็ตัดไป

“มันได้ช่วยไอ้กั๊กได้มากแค่ไหนเนี่ย?” ไอ้ฟิวส์ว่าขณะที่เลี้ยวรถเข้าหอผม

“มึงถามตัวเองสิว่าได้ช่วยกูมากแค่ไหน” ผมตอบกลับ

“ก็มากอยู่”

“เฮ้อ…เออ มันก็เหมือนมึง”

ชีวิตประจำวันของผมยังเหมือนเดิม ผมตื่นนอนเวลาเดิม โทรหาพี่วีทุกเช้า เล่าให้เขาฟังว่าวันนี้กินข้าวกับอะไร ไปเรียนกับเพื่อน ไอ้ฟิวส์มารับบ้าง ไอ้คำผานมารับบ้าง ไม่ได้มีอะไรพิเศษ ไม่ได้พบเจออะไรใหม่นอกจากการเรียนและรุ่นน้อง กินข้าวเที่ยงที่คณะ แล้วหาข้าวกินตอนเย็น บางวันไปฝากท้องไว้บ้านพี่วี คุยเล่นกับพวกเขาก่อนจะกลับมาที่ห้องตัวเอง ตกกลางคืนก็คุยกับพี่วีอีก

ผมพยายามทำเหมือนเราไม่ได้ห่างกัน ไม่ได้หายจากกันไปไหน และผมก็ทำได้ ทุกอย่างมันเหมือนเดิมอย่างที่ตั้งใจไว้จริงๆ แต่สิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามามันคือความโหยหา พี่วีไปทำงานยังไม่ครบเดือน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าปรับตัวให้เข้ากับคนอื่นได้หรือยัง แต่ผมคิดถึงเขามาก อยากให้เขากลับมาหาตอนนี้ และอยากกอดเขาเดี๋ยวนี้

“พี่…นอนไหม” ผมบอกแล้วมองคนในหน้าจอที่ตอนนี้ตากำลังจะปิดแล้ว

[ไม่เอา] พี่วีว่า ตาสวยช้อนมองผมก่อนจะหลับลงอีกครั้ง

“ง่วงแล้วเนี่ย” ผมบอก

[มึงง่วง?]

“พี่อะง่วง”

[กูอยากคุยกับมึงนี่] พี่วีบอก ทำหน้าเหมือนจะงอนแต่พี่วีไม่ได้งอน พี่วีแค่กำลังจะงอแง

“หึ…คิดว่าทำแล้วน่ารักเหรอ” ผมถามขำๆ คนที่กำลังมุดหน้าลงกับหมอนเหมือนจะงอนผมเลยมองค้อนกลับมา

[ใช่สิ…กูมันก็แก่แล้วนี่ ไม่น่ารักแล้วนี่] พี่วีว่ากลับมา ผมเลยหัวเราะ

“ไปนอน”

[ไล่แต่กู] พี่เขาว่าพร้อมทำหน้าน้อยใจ 

ผมไม่รู้นะว่าเวลาไปทำงานแล้วมันเหนื่อยมากแค่ไหน มันต้องการกำลังใจเท่าไหร่ผมก็ไม่รู้ แต่หลายๆ ครั้งที่พี่วีกับผมคุยกันแบบนี้ ผมจะเห็นความออดอ้อนของเขา อ้อนจนผมคิดว่าพี่วีเด็กลงไปอีกสิบปี เด็กจนอยากจะจับกลืนลงท้องอยู่แล้ว

“ไม่ได้ไล่ ก็มันดึกแล้ว พี่ต้องทำงาน” ผมตอบออกไปแบบนั้น เก็บประโยคจริงๆ ที่อยากบอกไว้ในใจ ‘ไม่ได้ไล่ แค่อยากแกล้งไล่ให้พี่ทำหน้าแบบนี้’ จะให้ผมตอบแบบนี้เหรอ? ไม่ได้เว้ย พี่วีจะรู้จุดอ่อน

[กูแค่อยากคุยกับมึงอีกนิดหนึ่ง อีกนิดหนึ่ง แค่อีกนิดหนึ่งเอง]

“อย่ามาทำเสียงเล็กเสียงน้อย” ผมว่าเสียงเข้มแต่ในใจมันเต้นตึกตัก อยากจะขยับเข้าไปจุ๊บหน้าผากแล้วโอ๋จนหายงอแงเลย

[ก็กูอยากคุยนี่ ไม่คุยตอนนี้ก็ไม่มีเวลานี่] พี่วีบอก

“รู้แล้วครับ แต่ก็ต้องดูแลสุขภาพด้วย”

[อื้อ] พี่วีบอกแล้วพยักหน้าหงึกหงัก

“ผมเป็นห่วงเนี่ยรู้ไหม” ผมบอกออกไปแบบนั้น แล้วคนที่เขากำลังจะงอแงอีกรอบก็ขยับเข้ามาใกล้กล้อง มองตาผมแบบไม่กะพริบแล้วค่อยยิ้มออกมา

[รู้แล้วครับ ไปนอนก็ได้] พี่วีบอก

“อื้อ ผมก็จะนอน”

[อือ] 

ไม่มีคำหวานมากกว่า ไม่มีคำว่าฝันดีก่อนนอน มีแค่เราสองคนที่มองตากันจนหน้าจอเปลี่ยนเป็นโหมดปกติ ไม่มีพี่วีในจอสี่เหลี่ยมนี้ มีแค่ตัวเลขบอกเวลาว่าเราคุยกันนานแค่ไหน แล้วก็ตัวเลขบอกวันที่ให้ผมได้นับว่าเราจะได้เจอกันอีกทีเมื่อไหร่

งานของพี่วีไม่ใช่งานง่ายๆ พี่เขาต้องทุ่มเวลาให้กับการเรียนรู้งานมากๆ ยิ่งช่วงหลังๆ พี่วียิ่งไม่ค่อยมีเวลา เหมือนกับผมเองที่กำลังเรียนหนักและกิจกรรมเองก็หนัก 

“เหม่ออีกแล้วมึง” คำผานว่าแล้วเคาะที่หน้าผากผม

“กูเจ็บไหมเนี่ย” ผมว่า

“แล้วเหม่ออะไรอีก”

“คิดถึงพี่วี” ผมว่าเบาๆ

“เฮ้อ~” ฟิวส์ถอนหายใจออกมา

“กูไม่น่าถาม” แล้วคำผานก็ส่ายหน้าให้ผม

“ก็มันคิดถึงนี่หว่า พี่วีบอกว่าจะมาๆ ก็ยังไม่มาสักที แม่ง…” ผมบอก

“แล้วมึงก็บอกเขาว่าจะไปๆ มึงก็ยังไม่ไปเลย” คำผานว่ากลับ

“เขามีงาน มึงก็มีเรียนมีกิจกรรม มันปกติที่จะไม่ได้เจอป้ะวะ” ฟิวส์ว่า 

“ก็ปกติ แต่กูไม่ปกติ” ผมบอก

“มึงมันไม่ปกติอยู่แล้ว” คำผานบอก ผมเลยถลึงตามองเพื่อน

“กูคิดถึงพี่วี”

“ไปหาไป” ฟิวส์บอก

“ไปให้พี่มันด่าเหรอ?” ผมว่าแล้วทำหน้าเซ็ง

“เวลาคุยกับเขามึงก็ทำเก่ง เวลาอยู่กับพวกกูล่ะมาทำเป็นหมา” คำผานว่าผมอีก ผมเลยยู่หน้าให้มัน จริงอย่างที่เพื่อนว่า เวลาคุยกับพี่วีผมนี่เหมือนคนเก่งมากๆ ไม่คิดถึงมาก ไม่งอแง เพราะอีกคนเขาอ้อน เขางอแงไปแล้ว มันก็มีบ้างที่ผมจะเป็นแบบนั้น แต่พอลองทำเป็นพูดว่าจะไปพี่วีก็ดุผมกลับแล้วบอกให้เรียนแล้วก็รอให้กิจกรรมมันลดลงอีกก่อน มันจะลดลงอะไร มหา’ลัยกิจกรรมพี่วีก็รู้

“พี่มาร์คคค” เสียงใสๆ ดังมาพร้อมกับตัวเพรียวๆ ของมัน ผมกับเพื่อนหันไปมองแล้วไอ้ฟิวส์ก็หันมาหาผม

“ไอ้เด็กนั่น?”

“อือ” ผมพยักหน้าตอบ

“สวัสดีครับ” ทิวทักทายพวกเราก่อนจะนั่งลงข้างๆ ผม

“วิศวะโคตรสวย” เพื่อนมันที่มาด้วยก็มองไปรอบๆ แม้ว่าอยู่ใต้ตึกแต่ตรงนี้มันก็สวยมากจริงๆ

“อะไร พวกมึงมาอะไร” ฟิวส์ถาม

“มาชวนพี่มาร์คไปถ่ายรูป” ทิวบอก หน้าใสของเด็กปีหนึ่งหันมาหาผมแล้วส่งยิ้มหวานๆ ให้

“พี่กูไม่อยู่แล้วเอาใหญ่นะมึง” ฟิวส์ว่าแล้วมองหน้าน้องมัน

“เอาอะไรพี่ ผมแค่ชวนไปถ่ายรูป” ทิวบอก

“เออ คือมันมีคนอยากเห็นอะพี่มาร์ค พี่ก็หน้าตาดีแต่พี่ไม่มีรูปเลยไง” เวสป้าบอก

“ทำไมจะไม่มีในเฟซมันเต็มเลย” คำผานบอก

“โห่พี่…รูปกับพี่วีอะนะ? เอารูปแบบจริงจังอะพี่” เวสป้าบอก

“กูก็จริงจังทุกรูปนะ” ถึงแม้บางรูปไม่ได้ถ่ายแต่ผมก็ตั้งใจโพสต์ทุกรูป

“เจ้ดิวบอกให้มาขอ มันไม่มีรูปลงเพจ แต่พี่ไม่อยากถ่ายก็ไม่เป็นไรหรอกพี่” ทิวมันบอกแล้วหัน

“สนุกนะพี่ คราวไปกับพี่วีพี่ก็ถ่ายท่าเดียวอะ” เวสป้าบอก

“กูถ่ายรูปไม่เป็น” ผมบอกกลับ

“ไม่ยากหรอกพี่ ถามพี่ฟิวส์ดู” ทิวบอก

“ก็สนุกมึง นอกจากกีฬาที่ดูอยู่มึงก็ว่าง แต่มึงถามพ่อมึงก่อนนะ” ฟิวส์มันบอกผม

“ทำไมต้องถามพ่อกู เขาไม่ยุ่งเรื่องกูอยู่แล้ว” ผมถามมันกลับ

“งั้นถามพ่อกูก่อน” คำผานบอก

“ป๊ามึง?”

“พ่อวีกูอะ” มันว่าแล้วมองหน้าผม 

“โอ้โห…ดุขนาดนั้นเลยเหรอพี่” เวสป้าถาม

“ถ้ากูไม่ดื้อ เขาก็ไม่ดุ” ผมบอก

ผมกำลังชั่งน้ำหนักเรื่องที่ฟิวส์มันพูด กำลังคิดว่าจะปล่อยเรื่องถ่ายรูปนี้ให้ผ่านไปเลย หรือว่าจะถามพี่วีก่อนดี มันก็ไม่ได้ว่าง แต่มันก็น่าจะทำให้หายเบื่อได้ แล้วมันก็เป็นเรื่องใหม่ๆ ผมไม่เคยทำมันก็น่าลอง แต่มันก็น่าวุ่นวายที่ต้องทำแบบนั้น ถ้าพี่วีชอบก็ดี แต่ถ้าพี่วีไม่ชอบก็คงจะโคตรเสียเวลา

“มึงดื้อไหมล่ะช่วงนี้” คำผานถาม

“ถ้ามึงบอกว่าอยากทำยังไงพี่วีก็ให้ทำ” ฟิวส์บอก

“กูเฉยๆ มีเหตุผลดีๆ ป้ะวะ” ผมหันไปถามทิว แล้วมันก็ทำท่าคิด

“พี่ก็จะ....มีคนสนใจมากขึ้น”

“อันนี้ไม่ต้องก็ได้ แค่พี่วีก็พอ”

“เอ่อ...คนจะชอบพี่มากขึ้น” มันว่ามาอีก

“พี่วีจะหึงกูอะดิ” ผมตอบกลับ

“เอ่อ...”

“แต่ทำให้หึงก็ดีนะ กูจะได้ไปง้อ” ผมบอกยิ้มๆ แล้วเพื่อนผมก็ถอนหายใจออกมา

“ทำไว้แล้วไม่มีเวลาไปง้อกูจะขำให้” ฟิวส์บอก

“เออ ถามเขาก่อน มีเหตุผลไปคุยกับพ่อกูไหม” คำผานว่า

“ก็กูว่าง”

“ไม่ ตอนนี้ปกติมึงต้องไปดูสระว่ายน้ำแล้ว แต่ปีหนึ่งเลิกช้าแล้วไอ้นี่มาชวนไร้สาระ” ฟิวส์บอกแล้วชี้ไปที่ทิว

“อ้าวพี่...แค่แวะมาชวนเว้ย ไร้สาระที่ไหน” มันว่ากลับ

“งั้นเอาสองอย่างเลย ป่ะ...” ผมบอกแล้วลุกขึ้น

“ไปไหนพี่”

“เออ ไปไหนอีก

“ไปรอเด็กที่สระว่ายน้ำ...แล้วถ่ายรูป”

หาเรื่อง

ผมมันหาเรื่อง นี่คือสิ่งที่ไอ้ฟิวส์กับไอ้คำผานบอกกับผมตอนที่กำลังมาสระว่ายน้ำ แต่ผมอะไม่ได้หาเรื่องสักหน่อย ผมเข้าใจว่าพี่วีอาจจะไม่ชอบ แต่ผมก็อยากลองทำแบบนี้ดูบ้าง แล้วอีกอย่างมันไม่ได้ฝืนแบบที่ถ่ายในห้อง มีฟงมีไฟ นี่ก็เหมือนถูกแอบถ่ายทั่วไป แค่ตั้งใจหน่อย

เถอะน่า...พี่วีเห็นจะได้หายคิดถึงไง

ผมไม่ได้สอนน้องว่ายน้ำ ตอนนี้มีแค่ผมกับเพื่อน เด็กอีกสองคนและกล้องของมันอีกคนละหนึ่งตัว ผมเขิน ไม่ใช่ไม่เขิน กับการที่ต้องตั้งใจให้คนมาถ่ายรูปแบบนี้

“พี่เกร็งทำไมวะเนี่ย” ทิวว่าแล้วลดกล้องลง

“ก็กูไม่เคยทำ” ผมบอกกลับ

“มึงทำเหมือนเล่นน้ำปกติอะมาร์ค” ฟิวส์บอก

“เออ เดี๋ยวกูกลับนะ” คำผานว่าหลังจากมองนาฬิกา

“มึงอยู่กับเด็กมันได้ไหมเนี่ย กูจะไปหาพี่อนา” ฟิวส์บอกอีกคน

“อ้าว! ทิ้งกู?” ผมเอียงหน้าถาม

“มึงอยู่กับพวกมันนี่ไง อย่าทำอะไรเพื่อนกูนะมึง” ฟิวส์บอก

“ผมจะทำอะไรได้ล่ะ” ทิวบอกแล้วลดกล้องลง แสดงว่าเมื่อกี้มันถ่ายผมกับเพื่อนไปเหรอ

“เออๆ เดี๋ยวกูบอกไอ้เจมส์มารับ” ผมบอกกลับแล้วโบกมือให้มัน

“พี่ไม่เคยถ่ายอะไรแบบนี้จริงดิ” เวสป้าถามผม

“เออดิ”

“อะไรวะ แฟนเป็นเดือนมหา'ลัยเลยนะ” มันว่ากลับ

“ไม่เกี่ยวป้ะวะ” ผมว่าแล้วหันไปมองมัน

“พี่เกร็งไป ลงน้ำเลย ลงเลย” ทิวโบกมือไล่

“แม่ง...”

“พี่ยิ้มให้เป็นธรรมชาติหน่อย” มันว่าตอนที่ผมกำลังก้าวเท้าลงสระ

“กูกำลังลงน้ำ กูต้องยิ้ม?”

“เซ็ทนี้ชื่อ สดใสรับกุมภา เข้าใจไหม” ทิวบอก

“มึงจ้างกูกี่บาทเนี่ย” ผมว่าแล้วส่ายหัว

“โธ่พี่...”

“เออๆ”

ผมรับคำมันแล้วหย่อนขาลงน้ำ หันกลับไปหากล้องที่มันถืออยู่แล้วค่อยยิ้ม ผมเคยทำแบบนี้อยู่ครั้งหนึ่ง ตอนที่ฟิวส์ไม่ว่าง ตอนนั้นพี่วีมาตาม ขอให้ไปช่วย แล้วเป็นสาเหตุทำให้ได้ไปร้านเหล้า ไปเมา แล้วก็ทำให้ผมรู้ว่าไม่มีใครแทนพี่วีได้ ทำให้ผมได้คืนดีกับพี่วี

“ยิ้มโคตรสวย” เวสป้าบอกเบาๆ ผมเลยหลุดออกจากภวังค์ความคิดของตัวเอง เหลือบตามองเด็กสองคนนั้นแล้วเผลอสบตากับทิวไผ่เข้าจังๆ เราสบตากันแล้วมันก็หลบตาผม

“เออ ยิ้มแบบนี้แหละ” น้องมันบอกแล้วกดถ่ายอีก

“อันนี้กูยังไม่ได้ยิ้ม”

“ไม่ได้ยิ้มแต่ก็น่ารัก” ทิวว่า

“ไหนมึงบอกอยากได้ความสดใส” ผมถามกลับ

“น่ารักก็สดใส” น้องมันก็ว่ากลับ

“มึงนี่นะ” ผมบอกแล้วส่ายหัว

“พี่จะลงน้ำไหมเนี่ย” เวสป้าถาม

“ทำไม?”

“ก็เห็นนั่งเฉยๆ”

“มาสระก็ต้องลงน้ำดิ” ผมว่า ถอดเสื้อที่คลุมไหล่ออกแล้วค่อยลุกขึ้นมาที่ขอบสระ

“จะโดด?”

“โดดรอบเดียวนะ ถ่ายไม่ทันก็เรื่องของมึง”

“เดี๋ยว...”

ตู้มมม

ผมกระโดดลงสระก่อนจะโผล่ขึ้นมา สะบัดหน้าเล็กน้อยแล้วลูบน้ำออกจากหน้า แต่ผมที่ยาวเกินพอดีก็เกะกะจนต้องเสยไปด้านหลัง ผมค่อยๆ ลืมตา แต่สิ่งที่เห็นคือกล้องหนึ่งตัวและโทรศัพท์หนึ่งเครื่อง

“เชี่ย...โคตรเซ็กซี่” เวสป้าว่าเบาๆ แล้วเก็บมืถือ

“มึงหน้าแดงอะทิว” ผมแซวมันแล้วมันก็ทำหน้าเหลอหลา

“พี่~” มันเรียกผมยาวๆ แล้วนั่งลงกับพื้นข้างสระ

“อะไร?” ผมถามแล้วตีขาขยับเข้าไป มันเองก็ยกกล้องขึ้น

“ดาเมจรุนแรงขนาดนี้จะไม่หวั่นไหวได้ไงวะ” มันว่าออกมาแล้วก้มมองรูป

“กูมีแฟนแล้วทิว กูรักเขามาก” ผมบอกมัน สบตาแบบจริงจังจนเห็นความหวั่นไหวในสายตาคู่นั้น

“รู้แล้ว...ผมก็แค่ชอบพี่” มันบอก เสียงมันติดจะเศร้า แล้วนั่นทำให้ผมคิดถึงตัวเองตอนชอบพี่วี

“เออ รู้แล้วถ้าเลิกได้ก็เลิก” ผมบอก แล้วจะหันกลับ

“พี่มาร์ค”

“หืม?” 

“ผมมีอะไรจะถาม” 

“ว่ามาสิ” ผมว่าแล้วเลิกคิ้วมองหน้ามัน

“ผม...”

“...”

“ปีนต้นงิ้วเจ็บมากไหมพี่”

“...”

“พี่มาร์ค...”

“อย่าปีนเลยว่ะ มันไม่ดีหรอก” ผมบอกหลังจากเงียบไปพักใหญ่

“พี่ยังทำ...”

“จะเป็นพี่น้องหรือเป็นคนรู้จัก กูให้เลือก” ผมว่าแล้วสบตามัน

“พี่แม่งโคตรใจร้าย กี่ปีๆ ก็ใจร้าย” เด็กมันว่าแล้วแกล้งทำหน้าตลก แต่ใจมันไม่ตลกผมรู้ เพราะสายตาที่มันแสดงออก ชั่วครู่หนึ่งของสายตามันคือเอาจริง

“พี่เขาไม่ได้ใจร้าย มึงอะใจง่ายทิว”

“โอ๊ย! ไอ้เพื่อนเวร ทำไมซ้ำเติม” มันหลุดจากอารมณ์เศร้าเมื่อเวสป้าเดินมาผลักหัว มันหันไปโวยวายใส่เพื่อนแล้วยกมือตีเขากลับ เหมือนไม่รู้สึกอะไร เหมือนเมื่อกี้แค่ถามไถ่เฉยๆ ซึ่งมันก็ดีแล้ว เพราะถ้ามันไม่ทำแบบนี้ผมคงต้องเว้นระยะห่างจริงๆ ซึ่งผมไม่ค่อยอยากทำเท่าไหร่ เรารู้จักกันมานาน และก็สนิทกันระดับหนึ่ง มันมากกว่าคนทั่วไปแต่ไม่มีทางพิเศษ

“มึงจะถ่ายต่อไหมเนี่ย!” ผมตะโกนถาม

“ถ่ายสิ! โพสต์หล่อๆ เลย” ทิวบอก

“ไหนบอกสดใส?”

“เออ ทำๆ ไปเถอะน่า” ผมยิ้มให้กับหน้ายู่ๆ ของมันแล้วค่อยเรียกมันอีกที

“ทิว”

“อะไร” มันลดกล้องลงแล้วก้มมองผม

“ปีนต้นงิ้ว…เกือบตายเลยนะ กูไม่แนะนำ” ผมบอก มันเจ็บจริงๆ เจ็บมากจริงๆ ตอนนั้นที่ทำโง่ๆ ลงไปแบบนั้นมันยังมีความรู้สึกผิดมาจนตอนนี้ ถ้าตัวเองไม่เข้าไปแบบนั้น พี่วีคงง้อพี่พลอย พี่วีให้อภัยพี่พลอย แล้วตอนนี้พวกเขาก็คงรักกัน แต่พอผมเข้าไป พี่วีก็กลายเป็นคนผิด พี่พลอยก็กลายเป็นคนไม่ดี ไม่มีใครรู้ว่าเรื่องของผมกับพี่วีเริ่มกันตอนไหน รู้แค่ว่าสุดท้ายแล้วตอนจบของเรื่องนี้มันเป็นผมที่ได้พี่วีมา

บางคนอาจจะคิดว่าถูกแล้วเพราะพี่พลอยผิด บางคนอาจจะคิดว่าดีแล้วเพราะผมรักพี่วีมาก แต่ไม่มีใครรู้หรอกว่าเหตุการณ์พวกนั้นมันติดอยู่ซอกลึกๆ ในใจของผม พี่วีรู้…และเขาพยายามบอกผมอยู่ทุกวันว่าคนผิดคือเขา มันก็ใช่ แต่ไม่ว่าจะมองทางไหนผมก็มีส่วนผิดอยู่ดี ผิดกันไปทั้งหมด

“พี่มาร์ค…”

“เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน…แผลเป็นมันไม่หายนะมึง”

 

 

 

#กลรักรุ่นพี่2 

10/11/2020 

น้องห่างจากพ่อวีมานานแหละ คนเจ๊าะแจ๊ะก็เริ่มมีแหละ แต่ไอ้คนอื่นจะไม่อะไรเลยถ้าไม่ใช่ไอ้น้องทิว น้องคะ ปีนต้นงิ้วมันก็เจ็บอยู่แหละค้า น้องเห็นพี่มาร์คไหมค้า กว่าจะได้รักกันดีขนาดนี้ต้องเสียใจเพราะพ่อวีแค่ไหน ยังไงก็ตามแนะนำให้ตัดใจค่ะ ถึงมันจะยากกว่าตัดกระดาษก็เถอะ 

Twitter : @pflhzt 

Facebook : faddist 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว