Adaysiix
email-icon

ยินดีที่ได้รู้จักกันนะคะ <3

ศิลปกรรมขอเกียร์ เอ็นจิเนียขอใจ - 13 - ฝากใจไว้ที่เกียร์ [100%]

ชื่อตอน : ศิลปกรรมขอเกียร์ เอ็นจิเนียขอใจ - 13 - ฝากใจไว้ที่เกียร์ [100%]

คำค้น : วิศวะ วิศวกรรมศาสตร์ รุ่นพี่ รุ่นน้อง นิยายรัก ศิลปกรรม โจงแดง เกียร์ นาฏศิลป์ไทย

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.5k

ความคิดเห็น : 67

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ก.ย. 2563 13:51 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ศิลปกรรมขอเกียร์ เอ็นจิเนียขอใจ - 13 - ฝากใจไว้ที่เกียร์ [100%]
แบบอักษร

 

วันแก้บน 

Earng Aoei Say: 

คนในมหา’ลัย ล้วนเข้าใจว่าวันนี้เป็นการแสดงเปิดสาขาตามที่อาจารย์ได้ชี้แจ้งกับอธิการบดี มีนักศึกษาจากหลายคณะมารอชมการแสดงครั้งนี้ แต่พวกเราปีหนึ่งต่างรู้กันดีว่ามันเป็นการรำแก้บนที่ฉันได้เกียร์จากพี่ราม 

“คนเยอะมากแม่” 

“เออว่ะ นี่แค่เริ่มต้นจากรำแก้บน กลายเป็นรำเปิดตัวสาขาเฉย” 

หลังจากที่พวกเราปีหนึ่งที่ได้บนบานศาลกล่าวไว้ในคราวนั้น วันนี้พวกเราก็ต้องมาแก้บนตามที่เราได้ขอไว้ แต่ไม่อยากเชื่อว่าสาขาเล็กๆ ของเราจะเรียกคนจากคณะอื่นให้สนใจได้มากขนาดนี้ พวกรุ่นพี่บอกว่ามันแปลกใหม่ และไม่เคยมีรุ่นไหนทำมาก่อนเลยทำให้คนสนใจเยอะ 

“วันนี้เต็มที่เลยนะน้องๆ เป็นหน้าเป็นตาให้กับสาขาเรา” 

“ขอบคุณนะคะพี่พราว แล้วก็พี่ๆ ทุกคนเลยนะคะ”กลุ่มรุ่นพี่มาช่วยเราแต่งหน้าทำผมให้พวกเราตั้งแต่เช้า 

“เดี๋ยวพวกพี่ลงไปดูความเรียบร้อยด้านล่างก่อนนะ” 

“ค่ะ” 

           พวกเราเดินมาไหว้ครูกันก่อนจะลงไปที่ด้านล่าง 

           “มารวมมือกันหน่อยพวกแก”ขนมขิงยื่นมือมาคนแรก ทำให้พวกเรายื่นตามไปวางทับกัน “เด็กโจงแดง สู้!” 

           พวกเดินลงมาเตรียมตัวด้านล่างเวทีหน้าคณะ จะว่าไม่ตื่นเต้นก็แอบตื่นเต้นพอสมควรไม่คิดว่าคนจะมาเยอะเลย 

           “พี่รามของแกกับผองเพื่อนเดินมาโน้นแล้ว” 

           “พวกเรา ไปหลบหลังฉากกันดีกว่า” 

           “อลังการมากเลยนะครับ น้องๆ” 

           “พวกเราก็ไม่คิดว่ามันจะออกมาใหญ่โตขนาดนี้ค่ะ” 

           “ไหนบอกว่าติดเรียนไงคะ”เพราะก่อนหน้านี้พี่รามบอกว่าเวลามันชนกัน อาจจะมาดูการแสดงของฉันไม่ได้ 

           “พวกพี่เห็นไอ้รามนั่งไม่ติดตั้งแต่เช้า ไม่สนใจเรียนสักนิด พอเบรกปุ๊บมันก็ชวนพวกพี่โดดมานี่เลย” 

           “แล้วจะไม่เป็นอะไรเหรอคะ” 

           “ไม่เป็นไรหรอก ฝากไอ้มิวนิคเรียนแล้ว ไม่ต้องซีเรียส” 

           “พวกมึงพูดมาก ไปหาที่นั่งไป” 

           “จะหาเวลาคุยกันสองคนมึงก็พูดมา!” 

           “เออ กูจะคุยกันสองคน พอใจยัง” 

           เพื่อนๆ พี่รามชี้หน้าพี่รามแบบอมยิ้มที่ได้คำตอบตรงๆ จากนั้นก็เดินไปหน้าเวทีที่มีพวกพี่พราวนั่งอยู่ 

           “พวกเราก็ไปเตรียมตัวกันเถอะ”หันไปอีกฝั่งพวกทิชาที่ทำหน้าสอดรู้สอดเห็นอยู่ก็แยกย้ายเมื่อถูกฉันกับพี่รามหันไปมอง 

           “มีอะไรจะคุยกับเอยเหรอคะ ทำไมต้องให้คนอื่นไปด้วย” 

           “อืม เรื่องสำคัญต้องทำก่อนเอยจะขึ้นเวที” 

           “เรื่องสำคัญ?” 

เกิดความสงสัยเมื่อพี่รามจับมือข้างซ้ายของฉันขึ้นมา แถมยังมาถอดกำไลที่ใส่รำของฉันออกอีกตั้งหาก แล้วหยิบสร้อยข้อมือที่มีเกียร์วิศวกรรมศาสตร์ใส่แทนให้กัน  

“อะไรคะเนี่ย” 

           “ก็ที่เอยบนไว้ เพราะเกียร์อันนี้ไม่ใช่เหรอ” 

           “ก็ใช่ค่ะ” 

           “ถ้าไม่ใส่เกียร์พี่รำแก้บน พิธีมันก็ไม่สมบูรณ์สิ” 

           “ก็จริง”ฉันตอบแล้วก็แอบเขินสายตาพี่ราม ส่วนมือที่จับก็ยังไม่ยอมปล่อยออกจากกัน 

           “แล้วเอยรู้ไหม...ว่าพวกวิศวะเขาถือกันว่าคนที่ใส่เกียร์ได้เนี่ย ต้องเป็นคำสำคัญกับเจ้าของเกียร์มากเลยนะ เราถึงกล้าฝากเกียร์ไว้กับคนคนนั้นได้ เอยก็เห็นแล้วนี่ว่ากว่าจะได้เกียร์มาไม่ใช่ง่ายๆ”    

“พี่รามเป็นคนถือเรื่องพวกนี้ด้วยเหรอคะ” 

           “ถือสิ พี่นี่ตัวถือเลยแหละ!”พี่รามเดินมาใกล้กันอีกหนึ่งก้าว “ปกติที่รู้มา...ก็ต้องเป็นแฟนของเจ้าของเกียร์ก่อนนะถึงจะใส่ได้” 

           “...”ฉันหน้าร้อนวูบวาบไปหมดพอคนตรงหน้าพูดคำว่า ‘แฟน’ ออกมา ใจเต้นรัวไปหมด 

“งั้นพี่จะถือต่อว่า...เราเป็นแฟนกันแล้วนะ” 

“ได้เหรอ?”ฉันหัวเราะแก้เขิน ใช่เวลามาถูกขอเป็นแฟนไหมถามจริง 

“แล้วได้ไหมล่ะ?”คนตรงหน้าตั้งตารอคำตอบอย่างจริงจัง 

           “เอย พวกเราจะไปไหว้ศาลกันก่อน...อุ้ยยยย พิมมี่มาขัดจังหวะสำคัญหรือเปล่าเนี่ย” 

           “เปล่านี่...งั้นเอยขอตัวไปไหว้ศาลก่อนนะ!” 

           “เอย...ตอบพี่ก่อนดิ!” 

           ฉันทำหน้าแกล้งคิดแต่ไม่ยอมตอบแล้วเดินหนีพี่รามมากับพิมมี่แทน หลังจากที่เดินไปไหว้ศาลเสร็จกลับมาก็ได้เวลาการแสดงพอดี 

           การแสดงเริ่มต้นขึ้นเรียกเสียงเชียร์จากผู้ชมได้เป็นอย่างดี เราแสดงกันตามที่ซ้อมกันมาอย่างหนัก และไม่อยากเชื่อว่าทุกคนจะชอบกับการแสดงของเราในครั้งนี้เป็นอย่างมาก 

           “พวกแกเห็นตอนรำไหม ฉันก็นึกว่าที่ยัยเอยไม่ใส่กำไลเหมือนพวกเราคิดว่ามันลืม ที่แท้...”ยัยทิชายกมือข้างที่มีเกียร์ขึ้นหลังจากที่พวกเราเปลี่ยนชุดรำเสร็จ ให้เพื่อนทั้งสาขาดู “ใส่เกียร์แทนว่ะ” 

           “ก็ครั้งนี้เรารำแก้บนไง ก็ต้องใส่เกียร์ป่ะ” 

           “แหมๆ ยังไม่ทันว่าอะไร ทำหน้าเลิ่กลั่กคือ?” 

           “เลิ่กลั่กอะไรคิมมี่ พวกแกรีบเก็บของกันเร็วๆ เลย จะได้ไปคืนอาจารย์กชกร เดี๋ยวก็โดนบ่นอีก” 

           “แต่จะว่าไปมีงานวันนี้ก็ดีนะเว้ย เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีทำให้คนมาสนใจสาขาเรามากขึ้น” 

           “จริง อาจารย์กชกรถึงขั้นให้พี่คณินช่วยถ่ายวิดีโอโปรโมทขนาดนี้ด้วย ปีหน้าต้องมีน้องๆ อยากเข้าสาขาเยอะขึ้นแน่ๆ เลยว่ะ” 

           “ต้องขอบคุณพี่คณินเขาเนอะ”รถเมล์เสริม ทำให้เพื่อนๆ ทุกคนเปลี่ยนเป้าหมายไปแซวยัยนี่แทน เพราะหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมาฉันเห็นว่ารถเมล์สนิทกับพี่คณินมากขึ้นเยอะเลย 

           “สาขาเราเนี่ยจีบก็เก่ง ปลูกต้นไม้ก็เก่ง” 

           “ต้นอะไรวะคิมมี่” 

           “ต้นรักไง ยัยทิชาก็ต้นนึง ยัยเอยก็ต้นนึง แถมยัยรถเมล์ก็อีกต้น ปลูกกันเก่งจนพวกฉันจะร้อยพวงมาลัยไปขายกลางสี่แยกแล้วเนี่ยพูดเลย” 

           ฮิ้วววววววววววววววว เพื่อนๆ ในสาขาควรไปเป็นตลกกันมากกว่านาฏศิลป์นะส่งรับมุกตลกกันโบ๊ะบ๊ะเหลือเกิน 

           “ฉันจองสี่แยกหน้ามหา’ลัยนะ ใกล้ดี” 

           “มืออะเก็บของให้เก่งเหมือนปากหน่อย!” 

           “เถียงไม่ได้ก็ทำเป็นดุนะยัยเอย” 

           ก๊อก ก๊อก แขกไม่ได้รับเชิญที่นานมาแล้วไม่ได้มาทักทายหลังจากถูกเรียกผู้ปกครองไปรอบก่อน เดินเข้ามาในห้องที่เราเก็บของกันครบทั้งแก๊งจนพวกเรารอฟังว่าพวกพี่เขามาทำอะไร  

“พี่ไลลา พี่ของขวัญ พี่ลูกพีช พี่เมล มาทำอะไรคะ” 

“พี่ก็มาแสดงความยินดีไง ได้ข่าวว่ารำโชว์คนมาดูเยอะเลยนี่” 

น้ำเสียงและแววตาของพี่ๆ กลับมาเหมือนช่วงรับน้องตอนแรกๆ ไม่มีผิด มันไม่เหมือนคนมาแสดงความยินดีแต่มาหาเรื่องกันมากกว่า ฉันเดาว่าก่อนหน้านี้พี่ๆ เขาแสดงละครเป็นคนดีคงเพราะไม่อยากโดนพวกพี่รามลงโทษเรื่องที่ทำร้ายพวกฉัน พอตอนนี้ไม่ต้องข้องเกี่ยวกันแล้วพวกเขาเลยไม่ต้องสนใจใคร 

“ขอบคุณนะคะ” 

“หึ แต่จะหวังให้คนมาสมัครเรียนสาขาพวกเธอเยอะเนี่ย ชาติหน้าตอนบ่ายๆ นะจ๊ะ” 

“สาขาเชยๆ แบบนี้ ใครจะอยากมาเรียน” 

“อ้าวพี่เมล พี่ของขวัญ พูดแบบนี้หาเรื่องเหรอคะ”ขนมขิงถามแบบฉุนๆ จนเพื่อนปรามไว้ 

“อุ้ย ขอโทษที พวกพี่คิดดังไปหน่อย น้องๆ ได้ยินด้วยเหรอเนี่ย” 

“ถ้าตั้งใจก็ไม่ต้องขอโทษหรอกค่ะ พวกพี่มีอะไรจะพูดก็ว่ามาเลยค่ะ” 

“แหม มองพวกเราเป็นคนร้ายอีกแล้วนะน้องเอย พวกเราก็แค่แซวเล่นนะจ๊ะ”พี่ไลลาเริ่มพูด สายตาเธอจ้องมาที่สร้อยข้อมือของฉัน “พี่แค่แวะมาแสดงความยินดีด้วยจริงๆ ทั้งเรื่องงานวันนี้แล้วก็เรื่องที่น้องเอยคบกับราม” 

“เอยแกคบกับพี่รามแล้วเหรอวะ”พิมมี่รีบถาม “หรือตอนที่ฉันไปเรียกแก...ถึงว่าสิจับมือกันแน่นเชียว” 

“ข่าวใหญ่ขนาดนี้ ทำไมพวกฉันไม่รู้วะ” 

“ที่มาเนี่ยเพราะเรื่องหลังถูกไหมคะ”ฉันตั้งใจถามพี่ไลลา ถึงฉันยากจบแต่ถ้าพี่เขาไม่จบฉันก็ไม่เคารพแล้วเหมือนกัน 

“พี่ก็แค่จะมาเตือนในฐานะคนรักเก่าของราม ว่ารีบตักตวงเวลาเอาไว้ให้ดีนะ เพราะรามเขาเบื่อง่าย เมื่อไรที่เขาเบื่อเธอจะถูกเขี่ยออกจากชีวิตของเขาแบบไม่ทันตั้งตัวเลยแหละ” 

“ขอบคุณนะคะที่มาเตือน”ปกติฉันเป็นคนไม่เชื่อคำพูดใครง่ายๆ อยู่แล้ว ดูที่การกระทำดีกว่า “แต่ถ้าจะต้องเสียใจ เอยก็พร้อมจะเสียใจด้วยตัวเอง ไม่ใช่จากคำพูดคนอื่น” 

“เริ่ด เต็มสิบไม่หัก!”ทิชาเสริม 

“แต่ฉันก็ว่ามันแปลกๆ นะเว้ย ที่รามรู้เรื่องเดิมพันแล้วยังเดินหน้าจีบน้องเอย ปกติรามเกลียดเรื่องพวกนี้จะตาย หรือว่าที่รามทำแบบนี้เพราะอยากแกล้งจีบน้องเอยเล่นๆ วะ” 

“พี่ของขวัญนี่มีนามปากกาว่าอะไรเหรอคะ คิมมี่จะไปหาอ่านบ้าง” 

“หมายความว่าไง” 

“ก็เห็นแต่งเรื่องเก่ง คิมมี่ก็นึกว่าพี่เป็นนักเขียนอ่ะค่ะ” 

“นัง....” 

“หยุดได้แล้วพวกแก ฉันบอกแล้วว่าเรามาดี ไม่ได้มาหาเรื่อง”พี่ไลลาปรามเพื่อนสนิทอีกครั้ง “ถือว่ามาบอกบุญ ไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร ไปกันเถอะพวกแก” 

“อ่อ แล้วอย่าคิดว่าการแสดงของพวกเธอวันนี้มันจะดีเด่นอะไรนะ ถ้าอยากรู้ว่าการแสดงของใครเจ๋งกว่ากันก็รอมาแข่งกันตอนงานศิลปกรรมประจำปี พวกเธอจะได้เห็นว่าของจริงมันเป็นยังไง เพราะปกติสาขาพวกเธอมันก็ทำได้ดีแค่รำเปิดหน้าม่านแค่นั้นแหละ”พี่เมลพูดขู่พวกเราก่อนจะเดินตามเพื่อน 

หลังจากพวกพี่เขาออกไปหมดรถเมล์ก็ใช้ไม่กวาด ทำท่ากวาดแรงๆ ตรงที่พวกพี่เขาเข้ามาเมื่อกี้ 

“นึกว่าพวกพี่เขาจะคิดได้แล้วซะอีก เห็นหายไปตั้งนาน” 

“คนทำผิดพลาดยังสามารถแก้ไขได้ แต่คนขี้อิจฉามันแก้ไขยาก”ฉันตอบใบเฟิร์นเพื่อนในสาขา 

“นั่นสิ แต่ใดใดก็คือสรุปแกคบกับพี่รามแล้วจริงดิ” 

“วนมาอีกแล้ว อะไรของพวกแกเนี่ย เชื่อพวกพี่เขา?” 

“ใส่เกียร์แทนใจขนาดนี้ ไม่ต้องมาปฏิเสธเลยนะยะ”ยัยคิมมี่แซว 

“เออ แถลงการณ์มาซะดีๆ” 

“ไม่คุยกับพวกแกแล้ว ยกของไปส่งคืนอาจารย์ดีกว่า” 

ฉันยกของลงมาคนแรก ตามด้วยรถเมล์ 

“อ้าวน้องเอย รถเมล์จะยกของไปเก็บเหรอ พี่ช่วย”พี่คณินเดินมาจากบันไดพอดี พี่เขารีบเดินมาดึงกล่องในมือฉันไปแทนที่จะช่วยยัยรถเมล์  

“ไม่เป็นไรค่ะ ของยัยรถเมล์หนักกว่า พี่คณินไปช่วยรถเมล์ดีกว่า” 

“ของน้องเอยก็หนัก เนี่ยพี่จับอยู่ยังรู้สึกได้เลย” 

“ไม่เป็นไรเอย รถเมล์ยกไหว” 

“แต่ผมว่าพี่ปล่อยมือจากแฟนผมเถอะ ของแค่นี้ผมช่วยแฟนผมถือเองได้” 

ไม่ต้องเถียงกันให้เมื่อยเพราะพี่รามมาจากไหนไม่รู้เดินมายกกล่องนั้นไปเองเลย พี่คณินเองก็อึ้งๆ ไปเหมือนกัน 

“ราม...เป็นแฟนกับน้องเอยแล้วเหรอ” 

“ค่ะ”ฉันตอบเพื่อให้ทุกคนชัดเจน โดยเฉพาะพี่คณิน “เอยกับพี่รามเป็นแฟนกัน!”  

“โทษทีว่ะ ไม่รู้ว่าคบกันแล้ว งั้นขอตัวก่อนนะ” 

“มีอะไรกันวะ”พวกทิชาเดินมาสมทบ เห็นสถานการณ์แปลกๆ เลยเป็นห่วง  

“เอย รถเมล์ฝากกล่องนี้ด้วยนะ”รถเมล์หันมาฝากกล่องในมือ ก่อนจะวิ่งตามพี่คณินที่ลงจากตึกไป โดยที่เพื่อนคนอื่นพอจะเดาออกว่าเมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น 

Kanin Say: 

“พี่คณิน พี่คณิน รอด้วยค่ะ” 

“ตามมาทำไม พี่อยากอยู่คนเดียว” 

ผมหันไปมองเด็กผู้หญิงที่ปกติใส่แว่นเป็นเด็กเนิร์ด แต่วันนี้เธอใส่คอนแทคเลนส์และแต่งหน้าดูแปลกตาไป รถเมล์วิ่งตามมาจนชนเขากับผมที่หยุดเดินพอดี 

“ขอโทษค่ะ รถเมล์ก็ไม่รู้ว่าวิ่งตามพี่มาทำไม ที่รู้คือไม่อยากให้พี่อยู่คนเดียว แต่ขอพักหายใจแป๊บนึงนะคะ วิ่งตามไม่ไหวแล้ว...” 

ผมเดินขึ้นมานั่งบนอัฒจันทร์ในสนามกีฬา ที่ที่เคยมาวิ่งกับน้องเอยครั้งแรกที่เราเจอกัน โดยมีรถเมล์เดินตามกันมาแต่นั่งเก้าอี้ห่างกันหนึ่งตัว 

“วิ่งตามใครสักคนเนี่ย เหนื่อยเนอะ” 

ผมหยิบมือถือขึ้นมาดูแชทที่เคยคุยกับน้องเอย เพิ่งรู้ว่าน้องเขาตอบผมมาน้อยมาก มีแต่สิ่งที่ผมหาเรื่องพิมพ์ไปทักน้องเกือบทุกวัน หลังๆ มาน้องแทบไม่ตอบเลย 

จริงๆ ก็พอรู้ว่าน้องคงไม่ได้ชอบผม แต่ผมก็อยากทำทุกอย่างเพื่อเจอหน้าน้องเอยทุกวัน หวังว่าน้องอาจจะเปลี่ยนใจมามองผมบ้าง อย่างมารับทำงานนี้ทั้งที่งานของผมก็ยุ่งมากเหมือนกัน ก็ไม่คิดว่าน้องจะเปิดตัวแฟนขณะที่ผมจะไปบอกรักน้องอีกครั้งแบบจริงๆ จังๆ  

“พี่ตั้งใจว่าจะชวนน้องเอยมาที่นี่อีกครั้ง เพื่อสารภาพรักน้องเอย” 

“…”รถเมล์หันหน้ามามองกันเงียบๆ 

“พี่เคยบอกชอบเอิงเอยที่นี่ ตอนเราเจอกันครั้งแรก” 

“...” 

“พี่ชอบน้องเอยตั้งแต่ดูไลฟ์ที่พวกรามระดมเงินไปช่วยไฟป่า ยิ่งรู้ว่าเป็นรุ่นน้องในคณะพี่ยิ่งโคตรชอบ ยิ่งเจอตัวจริงก็ยิ่งชอบเข้าไปอีก” 

“...” 

“มีผู้หญิงเข้ามาในชีวิตพี่เยอะนะ แต่เอิงเอยไม่เหมือนใครเลย สายตา ท่าทาง เวลาที่ปกป้องเพื่อน ปกป้องสาขา ยิ่งทำให้พี่โดนตกเข้าไปใหญ่” 

“จริงค่ะ เอยเป็นคนที่เก่งมาก มีความกล้า ชอบความยุติธรรม ขนาดรถเมล์เป็นผู้หญิงยังชอบเอยเลย” ผมหันไปมอง “หมายถึงชื่นชมค่ะ ไม่ได้ชอบแบบนั้น” 

“เฮ้อ อกหักทั้งที่ยังไม่ทันบอกรักเลย แม่งโคตรห่วยเลยไอ้คณิน!” 

“สำหรับรถเมล์นะคะ พี่คณินเจ๋งมากเลยตั้งหากค่ะ พี่ทำทุกอย่างเพื่อนคนที่พี่รัก หาโอกาสทุกทางเพื่อได้อยู่ใกล้ๆ เขา ตามสืบเรื่องเขาจากคนใกล้ตัว อีกอย่างคือพี่ก็เคยได้บอกชอบเอยไปแล้วด้วย คนบางคนแค่แสดงความรู้สึกว่าชอบเขายังไม่กล้าเลยนะคะ” 

“เอิงเอยเขาจะรู้บ้างหรือเปล่านะ ที่พี่พูดไปพี่พูดจริง เขาจะรู้บ้างไหมว่าที่พี่ทำไปทั้งหมดพี่ทำไปเพื่อเขาคนเดียว” 

“แล้วพี่รู้สึกไหมล่ะ”รถเมล์ถามกลับมา ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจ ในสายตาที่เธอมองกันทำให้ผมสับสนกับคำถาม 

“รู้สึกอะไรเหรอ?” 

“รถเมล์หมายถึงที่พี่ทำมาทั้งหมด พี่รู้สึกว่าทำเต็มที่แล้วหรือยัง” 

“อืม พี่ทำทุกอย่างด้วยหัวใจ” 

“ถ้างั้นก็อย่าเสียใจเลยนะคะ ถ้าเราทำทุกอย่างด้วยหัวใจแล้วถ้าเขาจะเห็นหรือไม่เห็นมันก็ถือว่าเราเต็มใจที่จะมอบให้เขาโดยไม่หวังผลตอบแทน” 

“พูดเหมือนรู้ดีเลยนะเราเนี่ย หรือว่าแอบชอบใครอยู่” 

“รถเมล์เคยอ่านเจอตามพวกเว็บไซต์น่ะค่ะ” 

“ก็จริง เธอมันหนอนหนังสือนี่เนอะ” 

อาทิตย์ที่ผ่านมาผมคุยกับเธอตลอด พอจะรู้ไลฟ์สไตล์ของรถเมล์พอสมควร  

Line 

Laila: มาเจอที่เดิมหน่อยค่ะ มีธุระสำคัญจะคุยด้วย 

“พี่ต้องไปแล้วอ่ะ มีธุระ” 

“ค่ะ”รถเมล์เดินตามลงมา “ถ้าเกิดคืนนี้พี่คณินเศร้า อยากหาที่ระบาย...พี่โทรมาได้นะคะ” 

ก่อนจะเดินแยกที่หน้าสนามกีฬา รถเมล์พูดด้วยสีหน้าเป็นห่วงจนผมเดินเข้าไปลูบผมเธอเหมือนทุกครั้ง 

“พี่โอเค ขอบใจนะ” 

ผมเดินไปยังหลังตึกคณะดุริยางค์ ตามที่พวกไลลาส่งข้อความมาตาม 

“รู้เรื่องรามกับน้องเอยแล้วสินะ ถึงได้เรียกมาตอนนี้” 

“พี่มัวทำอะไรอยู่ ไหนว่ามีไพ่ใบสำคัญ แล้วทำไมเรื่องมันเป็นแบบนี้ล่ะ” 

“ขนาดพวกแกมีตั้งหลายคนยังทำพลาด ฉันจะไม่พลาดได้ไง” 

“จะขุดเรื่องเก่ามาพูดทำไมเนี่ยพี่คณิน แล้วที่พลาดก็เป็นเพราะพี่ ที่ไปช่วยพวกมันเฉย” 

เรื่องของเรื่องก็คือ พวกไลลาบอกว่าจะช่วยผมเรื่องเอิงเอยหลังจากที่รู้ว่าผมชอบน้องมาก โดยที่ผมไม่รู้หรอกว่าพวกนี้มีปัญญากับเอิงเอยเพราะเรื่องราม มารู้ก็ตอนที่พวกนี้เล่นแรงถึงขั้นขังพวกน้องๆ ไว้ในห้อง ซึ่งผมไม่รู้แผนเลยสักนิด แต่วันนั้นบังเอิญได้ยินเสียงร้องให้ช่วย เลยไปช่วยก็เลยเจอน้องๆ นั่นแหละ 

ตอนแรกผมก็จะไม่เอาด้วยกับไลลาแล้ว แต่พอพวกมันมาขอโทษผม และบอกก็บอกว่าไปขอโทษพวกน้องเอยมาแล้ว ซึ่งผมก็เห็นพวกมันรู้สึกผิดและสำนึกจริงๆ เลยกลับมาให้ช่วยต่อเพราะไม่มีคนช่วยผมเลยจริงๆ ยัยพราวก็บอกว่าลำบากใจเพราะผมก็พี่ รามก็เพื่อนเธอเลยขอเดินทางสายกลางไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด 

“เพราะว่าฉันไม่ใช่คนใจร้ายเหมือนพวกแกไง” 

“เลิกเถียงกันสักที”ไลลาตวาด “แล้วสรุปพี่จะเอายังไงต่อ” 

“จะถอย ฉันไม่ชอบยุ่งกับคนมีเจ้าของ” 

“พี่จะถอยง่ายๆ แบบนี้น่ะเหรอ ไหนว่ารักยัยเอยจริงๆ ไง” 

“ใช่ คนรักจริงเขาไม่ถอยกันง่ายๆ หรอกพี่คณิน” 

“จริงของแกเมล พี่คณินดูอย่างไลลาสิคะ รักรามมาก แล้วไม่มีทางยอมง่ายๆ แน่”ลูกพีชเสริม 

ผมชักหวั่นใจกับสายตาและน้ำเสียงของคนพวกนี้แล้ว ไม่รู้ว่าจะคิดแผนทำอะไรน้องเอยอีก 

“มีแผนอะไร” 

“แผนที่จะทำให้พี่ได้เอิงเอยไป แล้วไลลาได้รามคืนมา วินวินทั้งคู่ พี่จะร่วมมือด้วยไหมล่ะ” 

           ปึง!  

“เสียงอะไร ของขวัญแกไปดูสิ!” 

           เมี๊ยวววววว มีแมวออกมาจากตรงนั้นทำให้เราคุยกันต่อ 

           “แมวจรจัดน่ะ มันมาออกลูกหลังตึกเยอะแยะ”ผมบอกเพราะคุ้นเคยกับที่นี่ดี 

           “สรุปพี่เอาด้วยกับไลลาไหม” 

           “อืม ก็ได้!” 

EP. นี้แนะนำฟังไปพร้อมเพลง คั่นกู - ไบร์ท วชิรวิชญ์ <3 

 

Earng Aoei Say: 

           “จะจับมือเอยอีกนานไหมคะ เอยเขินคนอื่นจะแย่แล้วเนี่ย” 

           ฉันบ่นขณะที่ถูกพี่รามจับมือตั้งแต่ที่คณะ จนมาลานจอดรถที่มีนักศึกษาอยู่จำนวนนึงเพราะเป็นช่วงเลิกเรียนพอดี 

           “เขินทำไม ถ้าพี่ไม่จับไว้เดี๋ยวก็มีคนมาแย่งไปจับอีก” 

           “พี่ราม”คนร่างสูงทำหน้าเคืองๆ กับเหตุการณ์เมื่อกี้ไม่น้อย 

           “ไงพี่ราม รามิลเด็กสินกำฯ”พี่ศิลากับพี่ภณเดินมาจากตึกวิศวะพอดี แล้วก็แซวจนได้ 

           “เออว่ะ สรุปคือมึงย้ายคณะแล้วใช่ไหม” 

           “โดดเรียนเช้าแถมบ่ายยังให้กูนั่งทำโปรเจกต์คนเดียว กูจะถอดชื่อมึงออกจากโปรเจกต์ แล้วนี่เดินจับมือกันมาหวานขนาดนี้คือ...แกรนด์โอเพ่นนิ่งแล้ว?” 

           “ไม่ได้แค่จับมือธรรมดานะไอ้ศิ มึงดูที่ข้อมือน้องเอยดิ” 

           “เชี่ย มึงคายเพื่อนกูมาเดี๋ยวนี้เลยนะ เพราะพี่รามของกูเคยบอกว่าเกียร์มันเป็นสิ่งสำคัญไม่ควรมอบให้คนอื่น”พี่ศิลาเดินมาแกล้งบีบคอพี่รามจนเขาผลักเพื่อนออกไป 

           “คนอื่นที่ไหน...นี่แฟนกู พวกมึงไหว้แฟนกูยัง” 

           “พี่ราม!”ฉันหันไปทุบแขนคนร่างสูงที่แซวเพื่อนแต่ฉันทำตัวไม่ถูก 

           “โห่ บทมึงจะปากตรงกับใจนี่พวกกูก็ตามไม่ทันเลยนะ” 

           “ไอ้ศรันย์กับไอ้มิวนิคต้องรู้เรื่องนี้!” 

           “ฝากดูแลเพื่อนพี่ด้วยนะน้องเอย บอกให้มันเข้าเรียนด้วยเดี๋ยวจะไม่จบเพราะติดแฟน” 

           “ค่ะ”ฉันยิ้มๆ ก่อนที่พี่ทั้งสองคนเดินแยกย้ายไป 

           “ว่าแต่เราจะไปไหนกันเหรอคะ” 

           “ไปทำตามสัญญา” 

           “สัญญาอะไรคะ” 

           พอพี่รามขับรถมาถึงร้านคาเฟ่ริมน้ำที่ฉันอยากมามากๆ พอรถมาจอดปุ๊บฉันแทบจะกระโดดกอดเขาเลย มันคือร้านที่ฉันเคยขอให้เขาพามาไงตอนที่แข่งเกมกัน โชคดีที่แดดร่มลมตกทำให้ไม่ร้อนมาก หลังจากสั่งเมนูเสร็จฉันเลยให้พี่รามถ่ายรูปให้ก่อนแสงจะหมดเพราะวิวสวยมาก 

           “ไหน ถ่ายสวยป่ะเนี่ย”ฉันวิ่งไปดูรูป ซึ่งมันก็ดูดีเป็นส่วนมาก “นางแบบมันสวยอะเนอะ ตากล้องเลยถ่ายง่าย” 

           “ไม่เห็นจะสวยเลย”ฉันกลอกตามองพี่ราม “น่ารักตั้งหาก น่ารักมากกกกกก”ซึ่งทำให้ฉันเผลอยิ้มออกมา 

           “ถ่ายรูปคู่กัน” 

           “ไม่เอาพี่ไม่ชอบถ่ายรูป” 

           “แต่นี่มันเป็นพิเศษกว่าทุกวันนะ”ฉันแกล้งทำหน้าซึมๆ “เป็นแฟนกันวันแรกเลยนะ แต่ไม่ถ่ายก็ไม่ต้องถ่าย ไม่ต้องถ่ายตลอดไปเลย” 

           “โอเค ถ่ายแล้วครับ มาๆ ถ่ายรูปกัน ถ่ายให้เมมเต็มไปเลย” 

           “ประชดป่ะเนี่ย” 

           “ใครจะกล้า” 

           ฉันเปลี่ยนเป็นยิ้มกว้างแล้วยื่นมือถือมาถ่ายรูปคู่กับพี่ราม อีกคนชุดนักศึกษากับอีกคนใส่ช็อปมันดูเท่ดีเหมือนกันนะ 

           แล้วพอฟ้าเริ่มมืดทางร้านก็เปิดไฟริมน้ำสวยไปอีกแบบมองวิวเพลินจนไม่สนใจคนตรงหน้าเลย 

           “วิวมันน่าสนใจกว่าแฟนที่นั่งตรงนี้เหรอ”พอถูกประชุดไปแบบนั้นฉันเลยหันมานั่งเท้าแขนมองคนตรงหน้าด้วยสายตาอ้อนๆ “ดูสายตา มันน่านัก” 

           “อะไรล่ะ ก็มองแฟนอยู่นี่ไง” 

           “กวน!” 

           และไม่นานอาหารที่สั่งไว้ก็มาเสิร์ฟ ลืมบอกไปว่านอกจากคาเฟ่แล้วใกล้ๆ เขาก็มีร้านอาหารด้วยเราเลยมานั่งฉลองกันต่อที่คบกันวันแรก 

           “สั่งมาตั้งเยอะ กินหมดไหมเนี่ย” 

           “หมดสิ วันนี้เอยกินแค่แฮมเบอร์เกอร์ตอนเช้า หิวจะแย่”ฉันชิมอาหารทุกอย่างที่สั่งมา ซึ่งพบว่ามันอร่อยมากทุกอย่างค่อนข้างถูกใจไม่น้อย 

           “ชอบก็ทานเยอะๆ นะ” 

การได้มาทานอาหารวิวสวยๆ บรรยากาศดีๆ เพลงเพราะๆ กับคนพิเศษทำให้เจริญอาหารขึ้นเยอะเลย เราผลัดกันกินผลัดกันป้อนอย่างสนุก มีแกล้งกันบ้างแต่ก็เป็นอีกหนึ่งวันที่พี่รามทำให้ฉันรู้สึกเป็นคนพิเศษกว่าทุกวันจริงๆ 

           แล้วก็ตามสเต็ปเดิม...พี่รามจ่าย 

           “รอบหน้าเอยเลี้ยงนะคะ สลับกัน” 

           “ไม่ต้องหรอก ตัวแค่นี้เองพี่เลี้ยงไหว” 

           “โห่ป๋ารามซะด้วย หนูอัดเสียงไว้แล้วนะคะป๋า”ฉันแกล้งแซว 

           “เรียกแทนตัวเองว่าหนูนี่มีบ้านขายบ้านมีรถขายรถให้เลยนะ เรียกอีกทีสิ!” 

           “ไม่เรียก!”ฉันเล่นตัวแล้วเดินนำพี่รามไปที่รถ 

           “พี่ทำตามสัญญาแล้ว...เมื่อไรเอยจะถามตามสัญญาบ้าง” 

           “สัญญาอะไร” 

           “ก็บอกว่าจะไปดูหนังที่ห้องพี่ไง” 

           “ยังจำได้อีกเหรอเนี่ย” 

           “จำได้ดิ เลยพามาคาเฟ่ไง” 

           “นี่พากันมาเพื่อทวงสัญญาถูกป่ะ?” 

           “ก็นิดนึงอ่ะ”ฉันมองหน้าคนเจ้าเล่ห์แบบค้อนๆ 

           “อืม...เอาไว้วันหยุดได้ไหม เอยเรียนเช้าทุกวันดูหนังยันดึกไม่ไหวแน่” 

           “ศุกร์นี้นะ” 

           “อืม ก็ได้”หลังจากฉันตอบตกลง พี่รามก็ยื่นมือมาจับกันอีก “ขับรถได้เหรอคะ จับมือไปด้วยเนี่ย” 

           “ได้ดิ” 

           “ทำบ่อยเหรอคะ” 

           “เพิ่งเคยทำเลย” 

           “ไม่เชื่อหรอก”พี่รามหัวเราะ ซึ่งฉันก็ว่าคนอย่างเขาไม่มีทางทำครั้งแรกแน่ 

           “ว่าแต่พี่รามคิดดีแล้วเหรอคะ เอาเกียร์มาให้เอยแบบนี้ บอกตามตรงนะคะ พอเอยไปเห็นว่ากว่าวิศวะจะได้เกียร์มามันยากขนาดไหน เอยไม่กล้ารับไว้เลย” 

           “เมื่อก่อนนะพี่ไม่เคยคิดว่าจะให้เกียร์กับใครเลย เพราะพี่รู้ว่ากว่าจะได้มันมาโคตรยากเลย แถมปีพี่นะเจอพวกรุ่นพี่ที่เรียกว่าเป็นตำนานของวิศวะเลยอ่ะ เป็นปีที่ทุกรุ่นพูดถึงว่ายากที่สุด แต่พวกพี่สู้ด้วยกันทั้งคณะมันเลยไม่ยากมาก...ไม่เหมือนกับเอย” 

           “เอยเหรอคะ” 

           “เอยสู้คนเดียวเพื่อสาขา เพื่อรุ่นพี่ เพื่อเพื่อน เพื่อตัวเอง พี่เลยรู้สึกว่าถ้าพี่จะให้เกียร์ใครสักคน คนนั้นๆ ก็คงต้องเป็นเอยนี่แหละ” 

           “มีที่มาที่ไป...นี่ถือเป็นเกียร์ร่วมสาบานสองคณะเลยนะ ชื่อว่า ‘เกียร์วิศละปกรรมศาสตร์’” 

           “เข้าใจตั้งนะ!” 

           “เอยจะดูแลคุณวิศละปกรรมศาสตร์ให้ดีที่สุดเลยค่ะ” 

           “ดีมาก!” 

            “ว่าแต่เมื่อไรคะ” 

           “เมื่อไรอะไรที่พี่ชอบเอยเหรอ?” 

           “เมื่อไรพี่จะรับเพื่อนในเฟซบุ๊กกับก็ไอจีสักทีเนี่ย เอยขอไปสามชาติเศษแล้วนะ” 

           “พี่ยังไม่รับเหรอ” 

           “ก็ใช่น่ะสิ”ขอไปตั้งแต่รู้จักกันใหม่ๆ จนตอนนี้เป็นแฟนแล้วยังหยิ่งไม่รับอยู่เลย 

           “แล้วพี่จะกดรับได้ไงอ่ะ” 

           “แล้วทำไมถึงรับไม่ได้อ่ะ” 

           “ก็มีแต่ปุ่มรับเพื่อน แต่เอยเป็นแฟนพี่แล้วอ่ะ” 

           “พี่ราม มีมุมแบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย เอยเพิ่งรู้!”ฉันกลั้นหัวเราะและกลั้นเขินไปหลายนาที 

           “พี่ก็เก็บมุมแบบนี้ให้คนพิเศษเท่านั้นแหละ” 

           “ที่เมื่อก่อนนะ ทำเป็นนิ่ง ทำเป็นดุ พูดไม่ถูกใจก็ทำหน้ายักษ์รอขู่กันทุกห้านาที” 

           “ไม่เห็นเราจะกลัวพี่เลยสักครั้ง” 

           “กลัวสิ ทำไมจะไม่กลัว” 

           “ต่อปากต่อคำขนาดนั้น กลัวด้วยเหรอ” 

           “ก็คุณพ่อบอกว่าถ้าเราทำว่าเรากลัวเขา เขาจะยิ่งได้ใจ เราต้องเก็บความกลัวไว้ในใจแล้วแสดงให้เห็นว่าเราก็ไม่ยอมคน” 

           “แบบนี้นี่เอง แล้วนี่เอยจะบอกคุณแม่เรื่องพี่ไหม” 

           “อืม...รออีกนิดแล้วเอยค่อยบอกดีกว่า ไม่งั้นคุณแม่มาเฝ้าเอยที่กรุงเทพฯ แน่เลย” 

           “อืม พี่แล้วแต่เอยนะ” 

           “ขอบคุณนะคะ ที่ตามใจเอยทุกอย่างเลย ช่วงโปรโมชั่นหรือเปล่าเนี่ย” 

           “ก็ต้องรอดู” 

           “จะจับตาดูเลยค่ะ”ฉันหันไปจ้องพี่รามที่ขับรถอยู่จนเขาจิ้มหน้าให้หันไปทางอื่น 

           “ไม่คิดว่าพี่จะเขินหรือไง เอานี่ไป” 

           “เอามือถือมาให้เอยทำไมคะ” 

           “ก็รับเพื่อนเราไง อยากทำอะไรก็ทำเลยพี่ไม่หวง” 

           “รหัสอะไรนะคะ หนึ่งหนึ่งหนึ่งแล้วก็...” 

           “เก้าเก้าสอง” 

           หลังจากปลดล็อกได้ฉันก็ตื่นเต้นนิดหน่อย เพราะเป็นการเล่นมือถือพี่รามครั้งแรก 

           “เอยเปิดได้จริงๆ เหรอคะ” 

           “ได้ดิ” 

           “เอยเปิดแล้วนะ” 

           “อืม” 

           ถ้าเจ้าของพูดมาแบบนี้ ฉันก็เข้าเฟซบุ๊กแล้วกดดูที่รีเควสขอเป็นเพื่อนที่ค้างอยู่เป็นร้อย ซึ่งมีแต่ผู้หญิงทั้งนั้น แน่นอนว่าฉันกดลบมันไปทั้งหมดแล้วกดรับตัวเองเพียงคนเดียว 

           “อัปเดตล่าสุดเมื่อสองเดือนก่อน นี่เฟซปลอมป่ะเนี่ย”เป็นรูปธรรมชาติที่เชียงใหม่ น่าจะเป็นทริปที่พวกพี่เขาคุยกัน มันอยู่ใกล้ๆ รีสอร์ตบ้านฉันเลยจำได้ 

           “จะบ้าเหรอ บอกแล้วว่าพี่ไม่ค่อยได้เล่น” 

           “ไอจีไม่ต่างเลย” 

           “ช่วงนี้ยุ่งๆ ไง รับน้องเสร็จก็รีบเคลียร์เรื่องโปรเจกต์ ไหนจะเรื่องเราอีก ไม่มีเวลาเล่นหรอก” 

           “เชื่อก็ได้” 

           ฉันดูรายชื่อเบอร์โทรที่พี่รามเมมมันขึ้นว่ายัยตัวแสบ ก็น่ารักดีเลยไม่เปลี่ยน ก่อนส่งคืน 

           “ไม่เช็กอย่างอื่นเหรอ” 

           “ไม่เช็กอ่ะ ส่งให้กันง่ายๆ แบบนี้คงลบความลับทิ้งไปหมดแล้วแหละ” 

           “รู้ดีไปอีก” 

           “แน่นอนสิ” 

 

         วันศุกร์หรรษา 

           “เห้ยนี่พี่ชายแกเหรอวะเอย คิมมี่นะคะ”ยัยคิมมี่บิดไปมาหลังจากที่เห็นพี่ชายฉันใส่ช็อปมหา’ลัยของมันมานั่งรอทิชาที่คณะ “ของดี ส่งตรงมาจากเชียงใหม่เลยจ้า” 

           “ใจเย็นนี่แฟนฉัน”ส่วนนี่ก็เสียงทิชาที่ไม่มีใครสนใจ 

           “พิมมี่ค่ะพี่อิน” 

           “สวัสดีครับน้องคิมมี่ พิมมี่ แล้วก็...”พี่อินมองมาที่รถเมล์ 

           “สวัสดีค่ะ รถเมล์ค่ะ” 

           “พี่อินทัช พี่ชายเอยแล้วก็แฟนทิชาครับ” 

           “โห้ยยยยยทำไมหล่อ สุภาพ ไม่เหมือนน้องสาวกับแฟนเลยคะเนี่ย” 

           “เอ้า ว่าฉันเฉย”ฉันกับทิชาพูดพร้อมกัน 

           “พอดีในบ้านยัยเอยห่ามสุดแล้วครับ” 

           “พี่อิน!!”ฉันทุบอกมันจนยัยคิมมี่รีบเอามือมาตีฉันอย่างแรง 

           “แกจะมาตีพี่ชายตัวเองแบบนี้ไม่ได้นะเว้ย เสื้อพี่เขายับหมด”พูดเสร็จยัยคิมมี่ก็ใช้มือลูบไปบนเสื้อที่ฉันทุบไปเมื่อกี้ จนถูกยัยทิชาตีมือมันอีกรอบ 

           “นังคิม!” 

           “คิมมี่ คิมเบอร์รี่ย่ะ!” 

           “สตอเบอร์รี่ตั้งหากแกน่ะ”ฉันแซว 

           “น้องๆ นี่น่ารักดีนะครับ” 

           “พี่อินก็พูดเกินไป”ยัยคิมมี่บิดไปมาแบบเขินๆ ตามสไตล์ 

           “อ้าว ไอ้ราม มาพอดีเลย”เป็นพี่รามที่เดินมาจากคณะพอดี 

           “โอ๊ย คณะเรานี่มีแต่คนหล่อมาหาว่ะ แต่เสียดายมีแฟนหมดแล้ว” 

“อย่างน้อยแกก็ยังมีพอร์ชอยู่นะคิมมี่” 

           “เหอะ ฉันขอบายจ๊ะ” 

           “ทำไมอ่ะ นี่แกไม่สนใจพอร์ชแล้วเหรอวะ” 

           “บายที่แปลว่าซื้ออ่ะ ไปยัยพิมมี่ ยัยรถเมล์ เราไปซื้อของมาเปย์ผู้กันเถอะ”คิมมี่พูดจบก็ลากสองคนนี้ออกไปทันที 

           “วันนี้กูขอพาน้องมึงไปค้างที่คอนโดกูนะ” 

           “ยัยเอยบอกแล้ว แต่มึงห้ามทำอะไรน้องกูเด็ดขาดนะเว้ย เข้าใจไหม!” 

           “เออ รู้แล้ว” 

           “แล้วแกก็ดูแลตัวเองดีๆ เข้าใจไหม ถ้ามันจะทำอะไรโทรหาพี่ทันที!”ฉันพยักหน้า เพราะว่ารู้ว่าพี่อินจะมาหรอกนะฉันเลยต้องชิงขออนุญาตมันไปนอนห้องพี่รามก่อน ไม่งั้นมันโวยวายแน่ๆ 

           “พี่อินก็ด้วย ห้ามทำอะไรทิชาเด็ดขาดเข้าใจไหม ถ้าพี่อินจะทำอะไรแก โทรหาฉันเลยนะ!” 

           “ตลกดีนะคะ สั่งกันเป็นทอดๆ เลย”ทิชาหัวเราะ 

           พอแยกจากสองคนนั้น ฉันก็ตกใจมากที่พี่รามพามาที่บ้านของเขาก่อน ซึ่งบ้านเขาใหญ่เป็นวังเลยจ้า แค่จากลานจอดรถไปตัวบ้านก็เดินเหนื่อยแล้ว เนื้อที่พื้นบ้านน่าจะตีกอล์ฟเล่นได้เลย แต่ต้นไม้เยอะและร่มรื่นมาก 

“ไม่เห็นบอกเลยว่าจะมาบ้านพี่ด้วยอ่ะ” 

           “คุณแม่โทรมาเมื่อวานว่าให้มาทานข้าวที่บ้านบ้าง พี่ก็เลยบอกว่าจะพาเรามาด้วย” 

           “คุณราม มาแล้วเหรอคะ”คุณป้าแม่บ้านเดินมารับเราหลังจากที่เดินเข้ามาในบ้าน 

           “แม่ละครับ ป้าหอม” 

           “อยู่ในครัวค่ะ บอกว่าจะลงมือทำอาหารเองเลยเพราะวันนี้มีแขกสำคัญของคุณรามมาด้วย” 

           “สวัสดีค่ะ” 

           “ไม่ต้องไหว้ป้าหรอกค่ะ สวยน่ารักเหมือนที่คุณผู้หญิงชม เชิญตามสบายเลยนะคะ” 

           “ค่ะ” 

           “ไปดูคุณแม่กัน” 

           “ไปค่ะ” 

           พี่รามเดินนำมาห้องครัวในฝันเลย ใหญ่โตมีเครื่องใช้ไฟฟ้าครบครันแล้วคุณป้าก็ง่วนอยู่กับการทำอาหารโดยมีลูกมืออยู่สองคน 

           “คุณป้า สวัสดีค่ะ” 

           “อ้าวตาราม หนูเอยสวัสดีลูก” 

           “ทำอะไรอยู่คะ กลิ่นหอมไปถึงหน้าบ้านเลยค่ะ” 

           “แกงจืดลูกลอกของโปรดตารามน่ะลูก ที่เสร็จไปมีปลากะพงทอดสมุนไพร ผัดผัก ยำวุ้นเส้นโบราณ แล้วก็เกี๊ยวพันกุ้ง ทานได้ไหมลูก” 

           “หนูเอยของแม่ทานได้ทุกอย่างครับ ไม่เคยเห็นแพ้อะไรสักอย่าง” 

           “ดีเลย ของหวานแม่ทำบัวลอยไข่หวานเอาไว้ด้วยนะจ๊ะ” 

           “คุณผู้หญิงทำบัวลอยอร่อยมากเลยค่ะ”ป้าหอมแอบกระซิบ 

           “มีอะไรให้เอยช่วยไหมคะ” 

           “ไม่ต้องๆ ลูก เป็นแขกมาเที่ยวไปรอข้างนอกดีกว่า ตารามพาน้องไปเดินเล่นรอก่อน เดี๋ยวแม่ตั้งโต๊ะเสร็จให้คนไปเรียก” 

           “ครับ”พี่รามพาฉันมาเดินเล่นในสวนข้างบ้าน มีต้นไม้เยอะแยะเลย ทำให้ฉันเพลินตา 

           “คุณป้าชอบต้นไม้เหรอคะ” 

           “อืม คุณแม่กับไอ้ราพณ์ช่วยๆ กันปลูก แต่ตอนนี้ไอ้ราพณ์มันย้ายไปนอนคอนโดใกล้ที่ทำงาน คุณแม่ก็เลยต้องดูแลเอง” 

           “พี่ราพณ์ ราชันย์นี่คือพี่ชายคนโตถูกไหมคะ”เคยได้ยินพี่รามคุยกับพี่ชายคนโต  

           “อืม” 

           “พี่คนกลางชื่ออะไรคะ” 

           “โรม ราเมศวร์” 

           “แล้วก็ราม รามมิลนี่เอยรู้เลยนะว่าถ้าพี่รามมีน้องสาวจะชื่อว่าอะไร”  

           “ชื่ออะไร” 

           “ราพันเซลชัวร์” 

           “จะฟ้องคุณแม่”พี่รามยื่นมือมาหยิกแก้มกันแบบหมั่นเขี้ยว 

           “เอยล้อเล่น...ก็ชื่อเท่ทุกคนเลยอ่ะ” พอมองรอบๆ บ้านหลังใหญ่ที่ดูเงียบเหงาก็ทำให้เกิดความสงสัย “นอกจากคุณป้ากับแม่บ้านไม่มีคนอยู่เลยเหรอคะ” 

           “อืมคุณพ่อพี่บินไปดูโรงงานที่ต่างประเทศบ่อยๆ ไม่ค่อยอยู่หรอก เดือนนึงอยู่ไทยไม่ถึงสิบวัน” 

           “คุณป้าไม่เหงาแย่เหรอคะ” 

           “คุณแม่ท่านก็มีกลุ่มอาวุโสโอเค ออกทริปเที่ยวบ่อยๆ แล้วก็หาทำธุรกิจไปเรื่อย ล่าสุดก็ไปร่วมหุ้นเปิดโรงแรมกับคุณน้าที่เชียงใหม่ไง” 

           “เออ จริงด้วย วันนั้นพี่รามไปงานไหมคะ เพราะเอยก็ไปรำงานนั้น” 

           “ไปแป๊บเดียว อยู่ไม่ถึงตอนพิธีเปิด น่าเบื่อจะตายมีแต่แขกผู้ใหญ่” 

           “น่าเสียดาย” 

           “คุณราม คุณเอิงเอยคุณผู้หญิงให้มาตามไปที่ห้องอาหารค่ะ” 

           “ไปกัน” 

           พอเข้ามาที่โต๊ะอาหารคุณป้าก็นั่งรออยู่ที่หัวโต๊ะแล้ว พี่รามเดินมาขยับเก้าอี้ให้ฉันอย่างสุภาพบุรุษ ก่อนจะเดินไปนั่งตรงข้ามกัน แต่ภายในบ้านคนอื่นต่างยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไม่หยุด 

           “ทานเยอะๆ นะลูกเอย”คุณป้าตักป้าสมุนไพรให้อย่างเอ็นดู 

           “ขอบคุณค่ะ คุณป้า” 

           “คุณแม่ทำแกงจืดลูกลอกอร่อย ลองชิมดู”แล้วพี่รามก็ตักแกงจืดให้กันอีกคน 

           “หื้ม!”คุณป้ากระแอม จนแม่บ้านที่ยืนอยู่ต่างพากันยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อีกรอบ  

           “ผมกำลังจะตักให้คุณแม่อยู่นี่ไงครับ” 

           “คุณผู้หญิงยังไม่ได้ว่าอะไร ร้อนตัวนะคะคุณราม”ป้าหอมแซว 

           “คุณป้าทานผัดผักไหมคะ เอยตักให้”คุณป้าพยักหน้าฉันเลยตักให้ทานด้วย 

           “มีคนเอาใจซ้ายที ขวาทีแบบนี้วันนี้คุณผู้หญิงเจริญอาหารกว่าทุกวันนะคะ” 

           “จริงแม่หอม ฉันก็ว่าวันนี้ทานข้าวอร่อยกว่าทุกวัน” 

           ฉันต้องน้ำหนักขึ้นแน่ๆ ถ้าหากมาทานข้าวที่บ้านพี่รามทุกวัน อร่อยทุกอย่าง เพิ่มข้าวไปตั้งสองรอบจนคุณป้ายกนิ้วให้เลย 

           หลังจากทานของคาวเสร็จ บัวลอยที่ป้าหอมแอบบอกว่ามันอร่อยมากก็มาเสิร์ฟซึ่งมันก็อร่อยแบบมากๆ สมคำชมจริงๆ ด้วย      

“อร่อยมากเลยค่ะคุณป้า ว่าแต่พี่รามไม่ทานเหรอคะ” 

“ตามรามมันไม่ชอบทานของหวานจ๊ะ” 

อืม...ฉันไม่เห็นเขาทานของหวานจริงด้วย ถ้าฉันไม่บังคับ 

“แต่อันนี้ไม่หวานมาก อร่อยมากด้วย ลองชิมหน่อย”ฉันยื่นช้อนไปให้คนที่เปลี่ยนมานั่งเล่นเกมในมือถืออยู่ข้างกัน ซึ่งเขาก็ลองชิมอย่างว่าง่าย 

“อืม อร่อยจริงด้วย” 

“แหมตาราม เมื่อก่อนแม่ทั้งขอร้อง วิงวอนให้แกลองชิม แกไม่แม้แต่จะชิมน้ำให้ ทีหนูเอยพูดนี่ทำหมดเลยนะ” 

“ก็แม่น้อยใจง้อง่าย แต่ถ้าแฟนน้อยใจง้อยาก” 

“พี่ราม!”ไม่ใช่คุณป้ากับแม่บ้านที่ทำหน้าอึ้ง ฉันยังเขินเลย 

“แกนี่มันร้ายจริงๆ แต่คนนี้แหละกำราบแกอยู่หมัด แม่เชียร์ แม่ชอบ” 

“ป้าก็ชอบค่ะ” 

ทั้งสองคนออกตัวถือป้ายไฟให้ฉันขนาดนี้ ฉันก็ยิ่งเขิน 

“แต่ผมไม่ชอบ เพราะรักเลย” 

“เอยเขินจนจะมุดโต๊ะอยู่แล้วนะคะ”ฉันปรามพี่รามให้เลิกแกล้งแซว จนทุกคนหัวเราะ 

           หลังจากทานเสร็จคุณป้าก็ชวนคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ต่อไปเรื่อย ซึ่งท่านน่ารักและเป็นกันเองมาก คุยสนุกด้วย แต่พี่รามบ่นว่ามืดแล้วเลยจะพาฉันกลับ 

           ซึ่งก่อนกลับคุณป้าก็มีขนมจากที่ไปทัวร์ยุโรปมาให้ด้วยถุงใหญ่เลย 

           “เอาไว้ว่างๆ มาค้างบ้านป้านะลูกเอย อยู่คนเดียวป้าเหงา” 

           “ได้ค่ะ หนูกลับก่อนนะคะ สวัสดีค่ะคุณป้า” 

           “จ้ะ ตารามขับรถดีๆ นะลูก” 

           “ครับ” 

           ขณะที่พี่รามขับรถออกจากโรงรถ ฉันก็แอบเห็นรถทรงบิ๊กไบค์ที่ถูกคลุมผ้าไว้ซะมิดอยู่ด้านในโรงจอดรถด้วย 

           “บิ๊กไบค์พี่รามเหรอคะ” 

           “อืม” 

           แต่สมัยนี้ใครๆ ก็ขับบิ๊กไบค์ พี่อินยังร้องขอคุณแม่อยู่พักนึงเลย แต่คุณแม่กลัวอันตรายเลยไม่ยอมซื้อให้ ช่วงนี้ก็เห็นเงียบไปแล้ว 

“ไวท์ช็อกโกแลต น่าทานจัง”ฉันแกะกล่องที่คุณป้าให้มาเมื่อกี้ออกดู ก็ตาลุกวาวไปเลย ปกติก็ไม่ใช่คนชอบทานหรอกนะแต่อันนี้ทั้งดีไซน์กล่องทั้งรูปร่างของมันทำออกมาดูน่าทานมาก 

“ยังจะกินได้อีกเหรอ เมื่อกี้ก็กินไปตั้งเยอะแล้วนะ พี่ว่าเราต้องมีตารางออกกำลังกายกันแล้วนะเอย” 

“พี่ว่าเอยอ้วนเหรอ” 

“เปล่า เห็นเอยกินของหวานเก่ง พี่กลัวเอยจะใส่ชุดรำไม่สวย” 

“ก็จริง” 

“พรุ่งนี้เช้าตื่นมาไปฟิตเนสที่คอนโดนะ เข้าใจไหม!” 

“โอ๊ย พี่รามมาพูดอะไรตอนกินช็อกโกแลตเนี่ย หมดอร่อยเลยอ่ะ” 

ฉันพับของกินเก็บใส่ถุงตามเดิม และไม่นานรถพี่รามก็ขับเข้ามาจอดที่คอนโด ซึ่งฉันถือขนม ส่วนพี่รามถือกระเป๋าเสื้อผ้าตามมา 

คนเจ้าระเบียบสั่งการให้ฉันไปอาบน้ำ ส่วนเขาก็จัดเตรียมตั้งโปรเจคเตอร์ตั้งส่องผนังห้องไว้พร้อมดูหนัง แถมยังเอาป็อปคอร์นไปเวฟใส่ถังมาให้กันแล้วด้วย 

“ได้ดูหนังด้วยกันสักที” 

           “โรแมนติกมาก เรื่องแรกที่ดูกับแฟน...ด็อกเตอร์ ดูลิตเติ้ล” 

           “ทำไม พี่รามไม่อยากดูเรื่องนี้เหรอ” 

           “พี่ก็คิดว่าเราจะเลือกหนังรักอะไรทำนองนั้น” 

ความจริงก็อยากมีสตอรี่ไปเล่าให้เพื่อนฟังว่าหนังเรื่องแรกที่ดูกับพี่รามเป็นหนังรักอยู่หรอกนะ แต่ถ้าหนังรักมันก็ต้องจูบเยอะ ซึ่งฉันจะไม่มีวันเสียจูบในบรรยากาศแบบนี้แน่ๆ 

           “ก็อยากดูเรื่องนี้อ่ะ หรือว่าพี่ไม่อยากดู” 

           “พี่ดูได้หมดแหละ ถ้าเอยชอบพี่ก็ชอบ”คนข้างๆ ตอบมา ทำไมเวลาที่แอบมองเขาหัวใจฉันถึงได้เต้นแรงขนาดนี้นะ 

           “พี่ราม” 

           “ว่าไง” 

           “อยู่ตามใจเอยไปแบบนี้นานๆ เลยนะ เอยชักจะชินที่มีพี่คอยตามใจเอยแล้วอ่ะ” 

           พี่รามหันมาสบตาแล้วขยับตัวเข้ามาใกล้กัน โดยที่ฉันถอยหลังติดเบาะนั่งซึ่งเขาก็ยังคงเอนตามมาไม่หยุดจนฉันยกมือปิดปากเพราะคิดว่าเขาจะจูบ แต่พี่รามขยับไปหยิบรีโมทกดเพิ่มเสียงหนัง 

           “คิดว่าพี่จะจูบเหรอ?” 

เขาหันมามองโดยที่ฉันค่อยๆ เลื่อนมือออกจากที่ปิดปากอยู่ตามประสาคนหน้าแตก 

           “ก็...” 

           ริมฝีปากอุ่นที่มีรสเนยจากป็อปคอร์นประทับมายังริมฝีปากของฉันรวดเร็วจนพูดต่อไม่ได้ จากนั้นมันก็กลายเป็นความเนิบนาบนุ่มนวล จนหัวใจฉันตามเรื่องนี้แทบไม่ทัน ความตั้งใจว่าจะไม่ให้เขาได้จูบนั้นไปตอนแรกถูกกลบด้วยสัมผัสแปลกใหม่ที่ไม่ใช่การคิสแบบรอบก่อน ฉันเผลอหลับตาไปเมื่อไรก็ไม่รู้ แต่รู้อีกทีเมื่อรสชาติหอมหวานค่อยๆ หายออกไป ถึงได้ลืมตาขึ้นอีกครั้ง 

         “คิดถูกแล้วแหละ พี่ตั้งใจหาเรื่องจูบเราอยู่!” 

           “…”คนบ้า!  

           “ยังไงดี ดูหนังต่อหรือดูพี่ดี” 

           “ดะดูหนังสิ!” 

           “อืม ก็มองจอดิ!” 

           “พี่ก็มองจอก่อนสิ!”พี่รามเข้ามาหอมแก้มกันอีกรอบก่อนจะหันไปดูหนังได้ “พี่ราม!” 

Adaysiix 

ครึ่งหลังคือยาวเหมือนหนึ่งบทเอาให้จุใจไปเลยยยยยค๊าบ 

เป็นแฟนกันแล้วอะเนอะ สกินชิพรัวๆ เอาใจรัวๆ กลัวแฟนเก่งมากจ้าพี่ราม 

ยอมเป็นลูกแมวอย่างที่นุ่นบอกไว้ไหม ผชแบบนี้มันน่ารักวุ้ยยยย 

ทุกความสัมพันธ์กำลังเรียนรู้ เจอปัญหา แก้ปัญหา และจัดการปมร้ายออกจากชีวิตนะคะ 

และบางตัวละครอาจจะมีเหตุผลในสิ่งที่ทำ นุ่นใส่ตัวละครลับเอาไว้อยู่แต่จะค่อยๆ เฉลยไปทีละตัวนะคะ 

ซึ่งใครทำเลวไว้นุ่นไม่แต่งให้กลับใจมาได้คนดีๆ แน่นอน 

นุ่นรู้ว่ารีดเดอร์ไม่อินแน่ๆ เพราะนุ่นก็เป็นนักอ่านเหมือนกัน เพราะฉะนั้นรอติดตามก่อนน๊า 

และนิยายเรื่องนี้มันเกิดจากจินตนาการ การวางพล็อตเรื่อง วางตัวละครทุกตัว 

ที่ถูกออกแบบไว้แต่แรกและสามารถแต่งจนจบแล้ว ไม่สามารถเปลี่ยนเนื้อหาหรือตัดใครออกไปได้น๊า 

นุ่นตั้งใจและภูมิใจมากที่กลับมาแต่งนิยายจนจบเรื่องอีกครั้ง หลังจากหายไป4ปี 

หวังว่าทุกคนจะสนุกตามนะคะ ขอบคุณที่ติดตามมากๆ เลยค๊า <3 

ความคิดเห็น