หมากเม่า
facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 6 คนสำคัญ

ชื่อตอน : ตอนที่ 6 คนสำคัญ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 13.4k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ส.ค. 2563 22:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 6 คนสำคัญ
แบบอักษร

 

วารินทร์รีบตื่นแต่เช้ามืดถึงแม้เมื่อคืนจะนอนไม่ค่อยหลับนัก เธอต้องรีบไปหาคนสำคัญ เขารอเธอมาทั้งสัปดาห์แล้ว รถตู้แบบประจำทางที่วารินทร์ใช้บริการทุกวันหยุดจอดลงที่ประตูหน้าบ้านหลังใหญ่ย่านนครปฐม

“กลับมาแล้วเหรอวา” เสียงอบอุ่นถามขึ้นเมื่อเธอก้าวเท้าเข้ามาในบ้าน

“สวัสดีค่ะคุณป้ารตี”

วารินทร์ยกมือไหว้ยลรตีผู้เป็นเจ้าของบ้าน ถึงอายุจะห้าสิบกว่าแล้วแต่ยลรตีก็ยังดูสวยสง่าสมวัย

“กินข้าวเช้ามารึยัง ชื่นเพิ่งจะเก็บโต๊ะไปเดี๋ยวนี้เอง นี่ไงชื่นมาพอดีไปหาอะไรกินก่อนไป ก่อนที่เจ้าตัวแสบจะตื่น” ยลรตีบอกกับวารินทร์เมื่อเห็นชื่นตากำลังเดินมา

“อ้าว วาป้ากำลังคิดอยู่เชียวว่าวันนี้วาจะมาถึงกี่โมง”

“สวัสดีค่ะป้าชื่น” วารินทร์ยกมือไหว้หญิงอีกคนที่มีอายุน้อยกว่ายลรตีหลายปี

“คุณผู้หญิงจะรับอะไรเพิ่มมั้ยคะ” ชื่นตาถามยลรตี

“ไม่ละ ชื่นไปกินข้าวเถอะ เดี๋ยวฉันจะไปเดินย่อยหน่อย” แล้วยลรตีก็เดินออกไปจากตรงนั้น ออกไปดูต้นไม้ใบหญ้าหน้าบ้าน

“งั้นเราไปกินข้าวกัน”

“ค่ะป้าชื่น”

แต่ทั้งสองคนยังไม่ทันเดินไปถึงครัว วารินทร์ก็โดนลมพายุลูกเล็กพัดมากระแทกที่เอวอย่างจังจนเกือบล้ม

“พอตเตอร์!!” เด็กชายวัยหกขวบวิ่งถลาจากชั้นสองลงมากอดเอวเธอไว้แน่น

“แม่มาแล้ว พอตเตอร์คิดถึงจังครับ” วารินทร์น้ำตารื้นรีบนั่งลงกอดลูกชายคนเดียว

“แม่ก็คิดถึงพอตเตอร์ครับ ทำไมวันนี้ตื่นเช้าจัง”

“ยายบอกว่าแม่จะมาตั้งแต่เช้า” วารินทร์ทำหน้าแปลกใจเธอไม่ได้บอกเวลาใครเสียหน่อย

“จริงๆ นะครับ ไม่เชื่อไปถามยาย”

ว่าแล้วก็จูงมือแม่ขึ้นไปที่ห้องนอนของตน ชื่นตาได้แต่ส่ายหัวกับความซนของเด็กชาย

“ยายมุกครับแม่มาแล้ว”

พอตเตอร์จูงมือวารินทร์ไปที่หัวเตียงหยิบเอากรอบรูปบานเล็กที่มีภาพถ่ายของคนสามคน

“เมื่อคืนผมได้คุยกับยายด้วย ยายบอกว่าแม่จะมาแต่เช้าให้รีบนอน” วารินทร์เห็นอาการเป็นตุเป็นตะของลูกชายก็ยิ้มให้น้อยๆ

“แม่ว่าพอตเตอร์รีบไปอาบน้ำกินข้าวดีมั้ยครับ เดี๋ยวแม่จะพาไปหายายมุก”

“ไปครับ!!”

แล้วลูกชายจอมซนก็รีบวิ่งเข้าห้องน้ำ วารินทร์จึงไปหยิบเสื้อผ้ามาวางเตรียมไว้ ถึงเจ้าตัวเล็กจะช่วยเหลือตัวเองได้แล้วเป็นส่วนใหญ่ แต่เธอก็อดที่จะอยากทำให้ลูกไม่ได้อยู่ดี

หลังกินข้าวเช้าเสร็จวารินทร์ก็พาลูกชายเดินออกไปที่วัดใกล้บ้าน ไปยังที่ที่มุกดาหลับอย่างสงบมาเกือบปีแล้ว

“แม่คะ วาคิดถึงแม่จังค่ะอีกไม่กี่วันก็จะครบหนึ่งปีที่เราไม่ได้เจอกันแล้วนะคะ วารู้ว่าแม่ยังอดห่วงวากับหลานไม่ได้ แต่แม่ไม่ต้องห่วงนะคะคุณป้ารตีเมตตาวากับลูกมาก วาจะรีบตั้งตัวให้ได้จะได้ไม่ต้องรบกวนคุณป้ารตีมากนัก และจะหาโอกาสตอบแทนบุญคุณท่านแทนแม่ด้วยค่ะ”

วารินทร์พยายามกลืนก้อนสะอื้นในอกเธอไม่อยากร้องไห้ให้คนที่จากไปนอนตาไม่หลับ ชีวิตเธออยู่กับความทุกข์มามากแล้ว ไม่อยากให้ลูกชายต้องจดจำแต่ภาพของแม่ร้องไห้ตลอดเวลา

ตั้งแต่วันที่รู้ตัวว่าตั้งท้อง เธอกับแม่ก็พากันหนีออกจากบ้านอารยะปฏิญญา ด้วยความบังเอิญทำให้เจอกับชื่นตาที่เคยเป็นเมียอีกคนของพ่อ ตอนนั้นทั้งสองคนมืดแปดด้านไม่รู้จะไปที่ไหน ก็ได้ชื่นตาพาเธอสองคนมาขอพึ่งใบบุญเจ้านายที่เธอทำงานให้มานานหลายปี

เวลานั้นท่านนายพลสามีของยลรตีกำลังป่วยหนัก เธอกับแม่จึงคอยเป็นแขนเป็นขาช่วยยลรตีดูแล จนกระทั่งวารินทร์คลอดลูกได้ไม่นานท่านนายพลก็เสียชีวิต

ด้วยความที่ยลรตีไม่มีลูกจึงเอ็นดูพอตเตอร์เป็นพิเศษ มุกดาช่วยทำงานทุกอย่างในบ้าน ยลรตีถูกชะตากับเธอ จึงให้ทั้งสามเข้ามานอนในห้องเล็กชั้นล่าง ทั้งสองคนเกรงใจมากเพราะเด็กชายยังเล็กนักกลัวว่าจะส่งเสียงรบกวนการพักผ่อนของยลรตี

แต่ยลรตีกลับไม่ว่าอะไรแถมบางคืนยังลงมาช่วยเลี้ยงพอตเตอร์ด้วยซ้ำ เธอบอกว่าเหงาที่ต้องอยู่คนเดียวในบ้านหลังใหญ่แบบนี้

พอพอตเตอร์ครบขวบวารินทร์จึงตัดสินใจเรียนต่อตามคำแนะนำของยลรตี วารินทร์ต้องกลับเข้ากรุงเทพอีกครั้งเพื่อสมัครเรียน มหาวิทยาลัยที่เธอเลือกไม่จำเป็นต้องเข้าเรียนทุกครั้ง ค่าหน่วยกิตไม่แพง มีเวลาเหลือเฟือให้ทำงานไปด้วย

สองปีแรกวารินทร์เลือกทำงานรายชั่วโมงในห้างสรรพสินค้าที่อยู่ไม่ห่างจากบ้านของยลรตีมากนัก แต่สองปีหลังเรียนหนักขึ้นจึงต้องย้ายออกมาอยู่หอพักไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยและทำงานไปเรียนไปเหมือนเดิม

จนกระทั่งก่อนเรียนจบปีสุดท้าย มุกดาไม่สบายหนักแต่ไม่ยอมบอกใคร ยลรตีพามุกดาไปหาหมอจึงได้รู้ว่าเป็นมะเร็งปากมดลูกระยะสุดท้าย เธอไม่ยอมรักษาตัวเพราะรู้ว่ายังไงก็ต้องตาย อยากเก็บเงินไว้ให้วารินทร์ส่งหลานชายคนเดียวเรียนหนังสือมากกว่า ถึงแม้ยลรตีจะช่วยเหลือแต่มุกดาก็ไม่ยินยอม บอกว่าหลายปีมานี้รบกวนยลรตีไปมากแล้ว

วารินทร์ได้รู้ความจริงก่อนหน้าจะได้งานเลขาไม่นานนัก ครั้งนั้นเธอจะไม่ยอมเริ่มงานเพราะอยากมีเวลาอยู่กับแม่ แต่มุกดาไม่ยอมไม่อยากให้เธอทิ้งอนาคต ที่จะช่วยให้เธอเลี้ยงดูพอตเตอร์ได้อีกนาน

เริ่มงานใหม่เพียงไม่กี่วันมุกดาก็จากไป วารินทร์จึงตั้งใจลาออกเพื่อไปจัดการงานศพเพราะไม่อยากเอาเปรียบเจ้านาย แต่นอกจากเหนือสมุทรจะไม่ว่าแล้ว ยังออกเงินช่วยงานให้อีกด้วยเพราะเธอยังไม่ได้บรรจุเป็นพนักงานประจำจึงยังไม่มีสิทธิ์ใช้สวัสดิการของบริษัท

ส่วนยลรตีก็ให้ย้ายเด็กชายไปนอนที่ห้องข้างๆ เธอ ช่วยกันกับชื่นตาดูแลแทนวารินทร์ในวันที่เธอต้องไปทำงาน แถมยังช่วยเป็นธุระจัดการเรื่องเรียนหนังสือ

ทำให้ทุกวันนี้วารินทร์ไม่กล้าลาออกเพราะกลัวเงินที่มุกดาเฝ้าเก็บหอมรอมริบไว้หมดลงก่อนจะได้ส่งลูกชายเรียนถึงมหาวิทยาลัย อีกอย่างจะเอาลูกไปจ้างคนอื่นเลี้ยงก็จะยิ่งเพิ่มภาระ เธอจึงยังต้องอยู่ในบ้านของยลรตี พอวันหยุดก็กลับมาช่วยทำงานบ้าน

วารินทร์เคยเอาเงินเดือนให้ยลรตี แต่เธอไม่รับบอกว่าสมบัติที่ท่านนายพลทิ้งไว้มีมากมาย เธอไม่ได้เดือดร้อนอะไรกับการกินอยู่ของเด็กแค่คนเดียว แถมพอตเตอร์ยังน่ารักทำให้เธอมีความสุขมากช่วยให้เธอแก่ช้าลงอีกหลายปี

“แม่ครับ หลวงตาเรียกไปรับพร”

เสียงเล็กๆ ทำให้วารินทร์หลุดจากภวังค์ เด็กชายไหว้ยายเสร็จก็รีบวิ่งไปหาหลวงตาที่เจอประจำตอนเช้า ยลรตีชอบพาเด็กชายออกมาใส่บาตรก่อนไปโรงเรียนทุกวัน

สี่วันหยุดยาวผ่านไปอย่างรวดเร็ว พอตเตอร์ยืนหน้าเศร้าเมื่อต้องออกมารอส่งแม่ขึ้นรถหน้าบ้านกับยายชื่น

“เดี๋ยววันหยุดแม่กลับมาใหม่นะครับ”

“เมื่อไหร่เราจะได้อยู่ด้วยกันทุกวันเหมือนเพื่อนคนอื่นครับ” วารินทร์สะเทือนใจกับคำพูดของลูกชาย

“ไว้แม่จะลองหางานใกล้ๆ บ้านดูนะครับ”

ไม่ใช่ไม่เคยลองหา แต่งานแถวบ้านเงินเดือนไม่เท่างานในเมืองน้อยกว่าเป็นเท่าตัว แถมวันหยุดยังมีน้อยกว่าอีกด้วย แต่วารินทร์ก็ยังเปิดอินเทอร์เน็ตหาอยู่เรื่อยๆ เผื่อจะบังเอิญมีจังหวะดีดีเข้ามาบ้าง

เปิดทำงานอีกครั้งพัชระแสดงออกกับเธอเหมือนเดิมราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น และเขาก็ไม่เคยทำแบบครั้งนั้นอีก ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเหนือสมุทรความอึดอัดใจเริ่มลดน้อยลง คงเป็นเพราะเขาไม่เร่งรัด ไม่ได้ต้องการอะไรจากเธอมากไปกว่าการกินข้าวพูดคุย

ระหว่างชั่วโมงทำงานในวันหนึ่งพัชระรับโทรศัพท์จากเรือนผกา ในขณะที่วารินทร์ยังคงนั่งช่วยทำงานเอกสารอยู่ในห้อง

“สวัสดีครับคุณแม่”

(ภีมลูก คุณพ่อรถคว่ำตอนนี้อยู่ที่ห้องไอซียู ภีมกลับมาเที่ยวบินที่เร็วที่สุดได้มั้ยลูก แม่กลัว ฮือๆๆๆ) เรือนผกายังไม่รู้ว่าเขาอยู่ไทยหลายเดือนแล้ว

“ได้ครับคุณแม่ คุณพ่ออยู่ที่โรงพยาบาลอะไรผมจะไปเดี๋ยวนี้...ครับ แค่นี้ก่อนนะครับ”

พัชระวางสายแล้วหันมาสบตากับคนที่ยืนฟังเขาคุยโทรศัพท์อยู่อีกมุมนึงของห้อง

“คุณพ่อรถคว่ำ เธอจะไปกับฉันมั้ย” วารินทร์หน้าซีดลงกับคำพูดของเขา

“ไว้ถ้าวามีโอกาสจะไปเองค่ะ”

ถึงแม้จะแปลกใจกับคำพูดของวารินทร์ แต่ตอนนี้ไม่มีเวลาให้คิดอะไรมาก พัชระหยิบกุญแจรถบนโต๊ะทำงานแล้วเดินออกไปทันที

 

 

@โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง

 

“คุณแม่ครับ คุณพ่อเป็นยังไงบ้าง” พัชระวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหาเรือนผกาที่หน้าห้องไอซียู

“ภีม!! ทำไมลูกถึงมาอยู่ที่นี่ได้” เรือนผกาตกใจไม่คิดว่าลูกชายจะมาถึงเร็วขนาดนี้

“ไว้ผมค่อยอธิบายนะครับ”

“คุณพ่อเราหมอยังช่วยชีวิตอยู่ ปั๊มหัวใจสองครั้งแล้ว”

“มันเกิดอะไรขึ้นครับ แล้วคุณพ่อประสบอุบัติเหตุได้ยังไง”

“คุณพ่อบอกแม่ว่าจะไปตีกอล์ฟ ออกไปตั้งแต่เมื่อวาน จนวันนี้ทางโรงพยาบาลโทรมาแจ้งว่าคุณพ่อรถชนกับราวสะพาน แม่ก็ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุเหมือนกัน”

พัชระพยุงให้เรือนผกานั่งลงรอ ผ่านไปราวชั่วโมงหมอก็ออกมา

“คุณหมอคุณพ่อผมเป็นยังไงบ้างครับ”

“ถึงจะช่วยกลับมาได้แล้วแต่ก็ยังไม่พ้นขีดอันตราย เราต้องรอดูอาการอย่างใกล้ชิดไปก่อน”

เรือนผกาได้ยินก็แทบจะเป็นลม ถึงเขาจะร้ายกาจแค่ไหนแต่เธอก็ยังไม่อยากสูญเสียสามี

“ส่วนผู้หญิงอีกคนที่มาพร้อมกัน หมอช่วยไว้ไม่ทันครับ เธอเสียชีวิตก่อนมาถึงโรงพยาบาลแล้ว” หมอเดินจากไปทิ้งความงุนงงไว้ให้กับพัชระ

“คุณแม่ใครไปกับคุณพ่อครับ” ถ้าหากเป็นมุกดา เขาคงต้องบอกวารินทร์

“แม่ไม่รู้” เรือนผกาส่ายหัว ก็คงไม่พ้นเด็กสาวสักคนที่บดินทร์เลี้ยงไว้

“ผมว่าคุณแม่กลับไปพักผ่อนที่บ้านก่อนดีมั้ย เดี๋ยวผมอยู่เฝ้าคุณพ่อเอง ถ้ามีอะไรผมจะรีบโทรไปบอก”

เรือนผกาไม่อยากไปไหนเธอยังอยากเฝ้าอยู่ใกล้ๆ บดินทร์ แต่พอหลายชั่วโมงผ่านไป ความเหนื่อยบวกอายุก็ทำให้เรือนผกาเป็นลม จนต้องปฐมพยาบาลกันให้วุ่นวาย สุดท้ายเรือนผกาต้องยอมกลับไปรอฟังข่าวที่บ้าน

กลางดึกคืนนั้นอาการของบดินทร์พ้นขีดอันตรายแต่หมอยังให้รอดูอาการในห้องไอซียูต่อไป พัชระจึงกลับไปอาบน้ำที่คอนโดแล้วขับรถกลับบ้านของบดินทร์ย่านชานเมืองที่เขาไม่เคยคิดกลับไปเหยียบ เพื่อไปอยู่เป็นเพื่อนเรือนผกา

เช้าวันต่อมาเรือนผกาเห็นรถแปลกตาจึงถามได้ความว่าพัชระกลับมาบ้านตั้งแต่เมื่อคืน

“ภีมลูก คุณพ่อเป็นยังไงบ้าง” เรือนผกาถามทันทีที่พัชระเดินลงมาชั้นล่างในชุดเสื้อเชิ้ตกางเกงขายาว

“ปลอดภัยแล้วครับคุณแม่ แต่ยังไม่ฟื้น รอดูอาการก่อนถ้าดีขึ้นเมื่อไหร่คงได้ย้ายออกจากไอซียู”

“ค่อยยังชั่วหน่อย”

“คุณแม่ทานข้าวบ้างรึยังครับ” พัชระถามเมื่อมองเห็นความซีดเซียวของเรือนผกา

“แม่กินไม่ลง”

“ไปทานเป็นเพื่อนผมนะครับ” เรือนผกาพยักหน้ายิ้มน้อยๆ ยอมทำตามลูกชาย

“นี่น้ามุกดารู้รึยังครับ ว่าคุณพ่อรถคว่ำ จะไปเยี่ยมคุณพ่อพร้อมกับเรามั้ย” พัชระแสร้งถาม เขายังแปลกใจที่เมื่อวานไม่เห็นแม้แต่เงาของเมียพ่ออีกคน

“มุกกับวาไม่ได้อยู่ที่บ้านเรานานแล้วลูก หลังจากภีมย้ายออกไปไม่กี่เดือนทั้งสองคนก็หายไป”

“อะไรนะครับ แล้วหายไปไหน” เขายังเจอวารินทร์ที่ทำงานทุกวัน แต่กลับไม่รู้เรื่องราวที่ผ่านมาของเธอเลย

“แม่ก็ไม่แน่ใจว่าสองแม่ลูกไปอยู่กันที่ไหน ทั้งสองคนไม่เคยติดต่อกลับมา ถ้ายังอยู่ป่านนี้คงได้ช่วยกันเป็นเรี่ยวแรงดูแลคุณพ่อบ้าง”

พัชระนั่งนิ่งบอกไม่ถูกว่าเขารู้สึกอย่างไร เธอเลิกกับพ่อเขานานแล้ว จริงๆ ต้องบอกว่าเธอยอมเป็นเมียพ่อเขาแค่ไม่กี่เดือนมากกว่า เจ็ดปีที่ผ่านมาไม่รู้ว่าเธอไปอยู่ที่ไหนทำอะไร แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้คงโสดอย่างที่เหนือสมุทรว่า ถึงได้ยอมควงกันไปไหนมาไหนกับเจ้านายหนุ่มที่ทั้งหล่อทั้งรวย

“ภีม ภีมเป็นอะไรไปลูก” เรือนผกาส่งเสียงเรียกสติดึงพัชระออกจากวังวนความคิด

“เอ่อ อะไรครับคุณแม่”

“แม่เห็นภีมกำมือแน่น คิดถึงวาอยู่เหรอลูก”

“เปล่าครับ”

“เรื่องมันผ่านมาหลายปีแล้ว ป่านนี้วาอาจจะมีครอบครัวใหม่ไปแล้ว ลืมเธอเถอะนะ”

“ผมลืมเธอไปนานแล้วครับแม่”

“ภีมยังไม่ได้เล่าให้แม่ฟังเลยว่ากลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วนี่มีคนรักรึยัง”

“กลับมาสักพักแล้วครับแต่ไม่ได้บอก ผมยังไม่พร้อมกลับมาทำงานกับคุณพ่อ ตอนนี้เลยลองร่วมทุนกับเพื่อน ยังโสดสนิทครับ”

“เฮ้อ แบบนี้ไม่รู้เมื่อไหร่แม่จะได้อุ้มหลานนะ”

พัชระมองดูหน้าเรือนผกาก็รู้ว่าที่ผ่านมาเธอเหงาแค่ไหน แต่เขาก็ไม่อาจรับปากได้ ใจลึกๆ มันยังคงหลงเหลือความเจ็บที่เธอคนนั้นฝากรอยทิ้งไว้

 

 

 

 

ความคิดเห็น