ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : My mine 100%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 193.1k

ความคิดเห็น : 199

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ก.ค. 2563 13:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
My mine 100%
แบบอักษร

  

  

  

ตอนที่ 5 

My mine 

[Vee Vivis] 

  

  

ผมนั่งมองโทรศัพท์แล้วยิ้มเป็นบ้าอยู่คนเดียวอีกแล้ว ทั้งๆ ที่เหตุการณ์มันเกิดขึ้นเมื่อสองวันที่แล้ว แต่พอมาเห็นมันก็ยังหลุดยิ้มเหมือนตอนที่เห็นครั้งแรก ใครจะไปคิดว่าคนอยากมาร์คจะทำไรแบบนั้น มันอาจจะอยากเอาใจ หรืออะไรก็ช่าง แต่สิ่งที่มันทำทำให้ผมรู้สึกดีและหลงรักมันมากขึ้นไปอีกหลายเท่าเลย

Masa Mark 

2 days  

My pic. 

7.1k Like 4k comment 1k shared  

มาร์คอัปเดทเป็นรูปผมที่มันถ่าย และมีแคปชันแค่นั้น ไม่มีการแท็กผม ไม่มีการทำอะไรเพิ่มเติมทั้งนั้น ผมเห็นโพสต์นี้ของมันก็เพราะมีคนแชร์ออกไปเรื่อยๆ ความคิดเห็นที่บ่นว่าคิดถึงผมมีมากมายเพราะช่วงนี้ผมไม่ได้อัปเดทรูปถ่ายเลย ล่าสุดของผมคือรูปกลุ่มตอนสอบเสร็จแค่นั้น แล้วพอมามีรูปดันมามีเพราะแฟนถ่ายอีก แม้จะเป็นรูปตอนตื่นนอนที่เห็นเสื้อนอนลายทางกับหน้าม้ายุ่งๆ ของผม มันก็ดูดีมากๆ เพราะมาร์คเป็นคนถ่าย อีกอย่างอาจจะเพราะผมหล่อด้วยแหละ ทำหน้ายังไงหรือถ่ายตอนทำอะไรมันก็เลยออกมาดี

Vee Vivis : My boy 

Yiwaa : แค่รูปตอนตื่นก็พอแล้วไหม มาบงมาบอยอะไรอีก 

James อ่านว่าเจมส์ไม่ใช่จาเมส : กลัวเขาไม่รู้เหรอว่ามีแฟนแล้ว 

วินนี่ เดอะพูห์ : อยากเอาใจแหละ ดูออก 

Nnorthh : เล่นร้อย ไอ้วีบังคับ 

Bar Sarawut : เล่นอีกร้อย บังคับน้องเพราะอิจฉากู 

ตีตี้ไม่ตีแต่เหล็ก : หยุด! กูจะหวีดไอ้วีตอนตื่นนอน 

ตุ๊ดซี่ลี่นี่เรียนเครื่องกล : พวกมึงทำบุญด้วยอะไร ทำไมถึงได้กัน 

คอมเมนต์ที่เป็นท็อปคอมเมนต์มันยังเป็นของเพื่อนผม ผมหัวเราะกับคอมเมนต์ของลี่ที่เพิ่งได้อ่านล่าสุด ไม่รู้สิ ไม่รู้ว่าทำบุญด้วยอะไร แต่ตอนนี้รู้แค่ว่าไอ้มาร์คมันได้ใจผมไปหมดแล้ว

“จะยิ้มอีกนานไหม” มาร์คถามผม ผ้าเช็ดตัวถูกยื่นมาให้ผม แล้วผมก็รับมันมาอย่างไม่ปริปากอะไร

“มึงดูมัน ตลกฉิบหายแต่ละคน” ผมยื่นให้มาร์คดู แล้วมันก็ยิ้มออกมาน้อยๆ

“คิดถึงพี่ๆ”

“…” ผมตวัดสายตาขึ้นมองมันเมื่อมันว่าออกมาอย่างนั้น พอมันรู้ตัวมันเลยก้มลงมามองผมแล้วถอนหายใจออกมา

“แค่คิดถึงพี่ๆ”

“คิดถึงแค่พี่วีก็พอไหม” ผมว่ากลับ แล้วมันก็เลยหันหน้าไปทางอื่น 

“…” ความเงียบเกิดขึ้นเมื่อมาร์คไม่พูดอะไรออกมา เอาแต่หน้าแดงอยู่อย่างนั้น และมันทำให้ผมอยากแกล้งต่อ

“ว่าไง แค่คิดถึงพี่วีมันไม่พอเหรอ?” ผมลุกขึ้นยืนระดับเดียวกับมาร์ค แล้วหันกลับไปจ้องหน้ามันแล้วพูดออกไป

“พอแล้ว ผมจะออกไปข้างนอกแล้ว”

“หึ! ทำตัวน่ารักขึ้นทุกวันเลยนะช่วงนี้”

“พี่วี” แล้วคนที่ผมคิดว่าน่ารักก็ตวัดสายตากลับมามองผมดุๆ ให้ผมได้หัวเราะออกมา แล้วพยักหน้ารับ

“มึงไปทันเขาว่ายน้ำแน่นอน เชื่อกู” ผมบอกแล้ววางมือลงบนหัวมาร์ค กดลงเบาๆ ให้มันได้ช้อนตามอง แล้วค่อยเดินเข้าห้องน้ำ 

กีฬาน้องใหม่ยังแข่งขันกันอยู่ในช่วงอาทิตย์นี้ เพิ่งเปิดงานไปเมื่อวานและจะปิดงานอีกทีวันเสาร์ สตาฟพี่มาร์คเขาก็ไปคุมน้องตามระเบียบนั่นแหละ และทุกครั้งผมจะไปส่ง ส่วนใหญ่มันก็ประจำอยู่ที่สระว่ายน้ำ เด็กคณะเราเยอะมากพอที่จะแบ่งกันคนละกีฬา ไม่จำเป็นต้องโยกย้ายตัวนักกีฬาไปเล่นหลายๆ อย่าง นอกจากน้องคนนั้นจะเก่งมากจริงๆ 

แล้วมันมีอยู่คนหนึ่ง เด็กกีฬาว่ายน้ำของไอ้มาร์คนั่นแหละ ชื่ออะไรไม่รู้ชอบมองไอ้มาร์ค แสดงออกชัดเจนว่าชอบและปลาบปลื้มมาก มาร์คมันก็มาคุยกับผมว่าน้องมันแค่ชื่นชมไม่ได้คิดทำอะไร ก็มันทำไม่ได้ไง มันเลยไม่คิดทำ ถ้ามันมีทางทำได้มันก็ทำ 

“พี่วีพาผมไปร้านข้าวหน่อยสิ ไอ้คำผานมันไม่สบายแล้วไม่มีใครเอาข้าวเที่ยงมาให้น้อง” มาร์คเดินเร็วๆ เข้ามาหาผมแล้วบอกอย่างรีบๆ

“อ๋อ เออ ร้านไหน?” 

“มา” แล้วมันก็เดินนำไปที่รถแบบที่ไม่ตอบคำถามผม 

ความชุลมุนวุ่นวายที่อยู่ด้านหลังมันไม่ได้ทำให้ผมสนใจเท่ากับการที่คนของผมรีบเร่งอย่างนี้ ผมดูนาฬิกามันก็กำลังจะบ่ายแล้ว น้องๆ ยังไม่ได้กินข้าวเที่ยงนั่นหมายความว่าสตาฟละเลยจากหน้าที่ อันนี้ผมก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่ถ้าให้ผมเดาแบบเบสิกสุดๆ คือการสื่อสารที่ผิดพลาด มันเป็นเรื่องง่ายๆ แต่เป็นปัญหาระดับชาติของการทำงานเป็นทีม

“มาร์คใจเย็น” ผมบอกคนที่กำลังจะเข้าไปนั่งในเบาะคนขับ

“ผมรีบ ผมต้องกลับมาดูนี่อีก” มันว่ากลับ

“กูรู้ๆ กูขับให้” ผมว่าแล้วดึงเอากุญแจรถมันมาแทน

เราใช้เวลาไม่นานในการไปร้านอาหาร สตาฟสั่งไว้แล้วเพียงแต่ว่าไม่มีใครมาเอา พอไปถึงเราแค่ถือกลับมาแค่นั้น ส่วนเรื่องเงินคือมันเคลียร์กันไว้เรียบร้อย เรื่องของเรื่องเท่าที่มผสรุปได้คือฝ่ายสวัสดิการมันคนไม่พอ แล้วความจริงงานตรงนี้จะเป็นคำผานมาเอา แต่มันดันมาไม่ได้ พอถึงเวลากินข้าวคนในฝ่ายก็โทษกันไปมาจนมาร์คเดินไปได้ยิน แล้วมันก็หัวร้อนเพราะมีคนมาว่าเพื่อนมัน

“แล้วแม่งมัวแต่โทษกันอยู่นั่น ไม่มีใครมาเอาสักคน มันก็จัดการไว้หมดแล้วแค่ขับรถมาเอาเนี่ย” มาร์คมันบ่นต่อตอนที่อยู่บนรถ ส่วนผมก็ทำหน้าที่รับฟัง

“เป็นธรรมดาของการทำงานเป็นทีมนั่นแหละ มันก็ต้องมีเรื่องให้กระทบกระทั่งและมีเรื่องผิดพลาดไม่เข้าใจกันได้”

“แต่นี่มันเกินไปป้ะวะ”

“แต่มันก็จะผ่านไปได้แล้วไง นี่มึงก็มาเอาแล้วนี่ไง” ผมบอกแล้วหันไปมองมันตอนที่รถติดไฟแดง

“แม่ง ผมโมโห”

“มันจะยังไงก็ช่าง สุดท้ายแล้วงานก็ออกมาตามแบบที่เราต้องการ ผิดพลาดบ้างเป็นเรื่องธรรมดานะ” ผมค่อยๆ บอกมัน เพราะเมื่อก่อนที่พวกผมเจอมันก็มีแบบนี้ ทะเลาะกันหนักกว่านี้ก็มี แต่สุดท้ายเรื่องทั้งหมดก็จบลงเมื่องานจบ งานมันออกมาดีแบบที่ทุกคนพอใจมันก็โอเค ตอนทำมันอาจจะเหนื่อย แต่ผมก็อยากให้มาร์คได้เรียนรู้กับสิ่งที่มันทำ มันเป็นการฝึกให้มาร์คได้เจอกับคนเยอะขึ้น เรียนรู้เพื่อนในคณะ น้องที่เข้ามาใหม่ และคนอื่นๆ ที่ได้ร่วมงาน มันจะทำให้มาร์คเก่งขึ้น และคิดอะไรได้รอบขึ้นมากกว่าเดิม จากที่มีแค่ผมกับมันแล้วก็เพื่อนของมัน ตอนนี้อยากให้มันลองเข้าใจคนอื่น โดยที่มีผมคอยช่วยมันอยู่ข้างๆ แบบนี้ และนี่เป็นครั้งแรกที่มันมาบ่นแบบนี้กับผม

“เหนื่อยกับคน” เป็นคำที่ไอ้บาร์บ่นบ่อยที่สุด บ่นทุกครั้งที่มันทำกิจกรรม ตั้งแต่มัธยมจนมหา’ลัย แต่มาร์คมันเพิ่งมาทำตอนนี้จะพูดออกมาแบบนี้ก็ไม่แปลกหรอก ปกติมากๆ ด้วยซ้ำ

“เก่งมากแล้ว เดี๋ยวงานก็จบ” ผมบอกแบบนั้นแล้วยื่นมือไปลูบหัวมันเบาๆ

“อือ” มันตอบกลับมาแค่นั้น แต่เชื่อผมเถอะว่าการหัวร้อนกับคนอื่นมา แล้วมีคนของตัวเองช่วยทำให้เย็นลงมันดีแค่ไหน ผมเคยเป็นและผมก็รู้ว่าควรทำยังไงให้มาร์คดีขึ้น อาจจะช่วยไม่ได้มาก แต่แววตาของมาร์คก็ไม่ได้ขุ่นมัวเหมือนตอนที่จะออกมาแล้ว

“พี่วี สวัสดีครับ”

“พี่วี สวัสดีค่ะ”

“มาไงพี่”

“มาเอาไปให้น้องก่อน” ผมบอกเด็กพวกนั้นที่ยกมือไหว้ผม แล้วพวกมันก็มายกถุงข้าวจากมือผม แล้วก็ยกช่วยมาร์ค 

จากตอนแรกที่ว่าจะแค่มาดูมาร์ค ไม่เข้ามายุ่งมาก ตอนนี้กลับต้องเข้ามาอยู่ในทีมสตาฟแล้ว จะปลีกตัวออกพวกมันก็พากันมาทักทาย มาไหว้ มาบอกว่าคิดถึง ผมเข้าใจเพราะพวกผมเป็นคนสอนพวกมันให้ทำกิจกรรม พวกมันก็ต้องคิดถึงเป็นธรรมดา เหมือนที่พวกผมเองก็ยังคิดถึงกิจกรรมแบบนี้ เพียงแต่ว่าเพื่อนบางคนไม่สามารถกลับมาดูได้ก็แค่นั้น

“พี่ พวกผมแม่งจะเละแล้ว อะไรก็วุ่นวายไปหมด”

“เออ ตอนพวกพี่ทำทำไมมันดูง่ายจังวะ” น้องมันว่ากับผม ส่วนผมก็ได้แต่ถอนหายใจ 

“พวกกูมันมืออาชีพไง”

“อวยตัวเอง” แล้วมาร์คก็ตอบกลับมาแบบนั้น ผมเลยหันไปมองมัน ก็ได้รับสายตาขุ่นๆ ตอบกลับมา

“เออ พวกมึงก็ดูๆ ช่วยๆ กัน มีอะไรก็ปรึกษาปีสี่ ถ้าไม่ได้ก็ค่อยมาปรึกษาพวกกู กูมีงานต้องไปต่อ” ผมบอก

“โห่พี่ งานอะไร ผมรู้ว่าพี่อยู่แถวนี้ตลอด” ใครสักคนที่ผมจำได้แค่หน้าบอกกลับ

“เออ นั่นแหละ กูไปนะ” ไม่ไปตอนนี้คืนนี้กูอาจจะไม่ได้นอนในห้องอะ

“ขอบคุณมากนะครับพี่วี”

“มาร์ค มึงไปส่งพี่วีไหมอะ” เพื่อนมันถามแล้วมาร์คก็พยักหน้า

“เดี๋ยวกูจะเดินไปสระว่ายน้ำต่อเลยนะ” มาร์คบอก

“เออ ขอบใจมากนะมึง ขอโทษด้วยที่ทำให้วุ่นวายอะ” เพื่อนมันว่าแล้วมาร์คก็หันมามองผมก่อนจะหันกลับไปหาเพื่อน

“อือ เรื่องธรรมดาแหละ กูเข้าใจ” มันว่าแล้วยิ้มให้เพื่อนมัน เด็กนั่นก็ยิ้มกลับ

“เดี๋ยวก็เหนื่อยมากกว่านี้ ค่อยๆ ทำไป” ผมบอกพวกมันแล้วเดินตามมาร์คออกมา

ทางเดินไปสระว่ายน้ำตอนนี้ไม่ได้มีคนเยอะมาก เพราะว่าคนอื่นๆ เขาก็ดูกีฬาของเขาไป คนที่กำลังจะว่ายน้ำก็อยู่ในโซนสระแล้ว มาร์คเองก็รีบเดินจนไม่ได้สนใจอะไรแต่ผมเห็นว่ามีคนแอบตามถ่ายรูปอีกแล้ว ด้วยความที่ผมรู้สึกเร็วและชินกับกล้องด้วยนั่นแหละมันถึงรู้ ผมเลยเดินไปขนาบข้างมาร์ค โอค รูปไหนที่มีมาร์ครูปนั้นต้องมีวีแหละ ถ่ายเลย ถ่ายได้เต็มที่

“พี่จะรอผมที่ไหน” มาร์คหันกลับมาถาม

“อัฒจันทร์แหละ กูอยากดู” ผมบอกกลับแล้วมองหาที่ว่างต่อ

“เสร็จแล้วพาไปกินข้าวหน่อยนะ ผมหิว” 

“เดี๋ยวกูไปซื้อมาไว้ให้เลยก็ได้” ผมบอกกลับ

“กินยังไม่ได้อยู่ดี”

“เออๆ ว่ายแค่ไม่กี่รอบ ไปดูไป”

ตอนแรกคิดว่าว่ายไม่กี่รอบแต่ไม่ใช่ มันเล่นว่ายกันจนถึงดึก แล้วที่พีคกว่านั้นคือนึกว่าจะมากินข้าวกันสองคน แต่เปล่ามันมากันมากกว่านั้น ผมที่นั่งโง่ๆ อยู่ท่ามกลางการสนทนาของนักว่ายน้ำก็คือนั่งโง่ต่อไป ไม่รู้เรื่องกับเขาหรอกไอ้ที่เขากำลังเตรียมการกันสำหรับพรุ่งนี้

“แก้มือนะพวกมึง” ไอ้พลที่อยู่ปีสี่ว่า มันยังคงคาดหวังกับการแข่งขันที่ผมก็รู้ว่าอีกนิดเดียวก็ชนะเขาแล้ว แต่อาจจะเพราะเขาเก่งมากเกินไป

“ทางนั้นใครเทรนวะ” อีกคนหันมาถาม

“ไอ้บีม”

“โคตรเหี้ย” แล้วพวกมันก็ว่าออกมาพร้อมกันเมื่อมาร์คบอกชื่อคนที่คุมว่ายน้ำฝั่งคณะแพทย์ ปีที่ผมเป็นสตาฟก็ได้ข่าวว่าไอ้หมอบีมมันก็เก่งเอาเรื่อง จนมาร์คกับบาร์แทบจะยอมแพ้ 

“ก็มันเก่งจริงพี่ พี่อย่ากดดันน้องเลย” มาร์คว่า

“เออ ผมจะร้องแล้วนะ” ไอ้เด็กนั่นว่า แล้วผมก็กลอกตามองมันเมื่อมันทำหน้าอ้อนใส่ไอ้มาร์ค

“กูไม่ได้กดดัน กูแค่คาดหวัง”

“มึงกดดันพล” ผมว่า แล้วไอ้พลก็ทำหน้างอนผม

“มาร์คว่าไงวีว่างั้นสินะ” มันบอก

“เนี่ย สงสารติ่งไอ้มาร์คมันบ้าง”

“ติ่งที่ดีต้องดีใจที่เมนมีความสุข” ผมบอกออกไป

“พี่เข้าใจเรื่องนี้แล้วเหรอ?” มาร์คหันมาถามผม

“อือ ยี่หวาสอนกูแล้ว” ไม่พ้นยี่หวาหรอก ทุกอย่างที่คนอื่นเขาไม่ค่อยเข้าใจถ้าไปถามยี่หวา ยี่หวาจะรู้ยี่หวาจะเห็นหมดนั่นแหละ

“คิดซะว่าเป็นโมเมนต์คู่ชิปนะรัน” พลตบไหล่ไอ้รันมันเบาๆ แล้วไอ้เด็กนั่นก็พยักหน้าช้าๆ มองมาทางผมเหมือนกล้าๆ กลัวๆ แต่ผมก็ยังนิ่งเหมือนเดิม จะให้ทำอะไรเด็กมันล่ะ แค่นี้ก็จะร้องไห้อยู่แล้ว

“พี่วี พี่จะอยู่มอนานไหม” น้องสักคนหันมาถาม ผมเลยพยักหน้าให้

“จนกว่าจะรับปริญญาแหละมั้ง” ผมบอก

“ดีว่ะ จะได้อยู่ให้พวกผมปรึกษา”

“กูจะช่วยอะไรได้ กูก็รู้เท่าที่กูรู้” ส่วนใหญ่ผมจะรู้เรื่องดาวเดือน เรื่องบอลแค่นั้นแหละที่ผมได้รับผิดชอบ ส่วนเรื่องทั่วไปก็พอจะรู้มาบ้าง นี่พวกมันพูดเรื่องท่าที่จะว่ายเร็วๆ ผมยังไม่รู้เรื่องเลย

“ช่วยเป็นกำลังใจ…”

“ให้มาร์คคนเดียว” ผมบอกแล้วพวกมันก็โห่กัน

“เกินไปป้ะวะพี่”

“เออ แค่รูปนั้นมันก็เกินไปแล้ว”

“นี่ไปหัดสวีทกันตั้งแต่เมื่อไหร่” พวกมันว่ากันต่อๆ มาจนผม

“พอเลย” มาร์คออกแบบนั้นพวกมันเลยเงียบ เหลือแค่สายตาล้อเลียนที่ผมเองพยายามจะไม่สะทกสะท้าน

“กินข้าวไปสิพวกมึง” ผมบอกแบบนั้น พวกมันเลยพยักหน้าแล้วกินข้าวกันต่อ

ความวุ่นวายของงานกีฬาถือว่าเด็กมันจัดการได้ดีมาก ในกลุ่มประสานงานของรุ่นพวกผมเราก็คุยกันถึงเรื่องนี้ แต่อย่างที่ว่ามันไม่ได้ดีเท่าที่พวกผมทำ แต่มันก็ถือว่าออกมาดีตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้ายที่พวกมันทำ ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองจะต้องมาเป็นคนรายงานเพื่อนเรื่องนี้ แต่พวกมันก็ถามกันเข้ามาในกลุ่มและผมดันเป็นคนที่รู้เรื่องมากที่สุดเลยตอบออกไป

Pond Pawee : เมียเป็นสตาฟก็รู้เรื่องก็อะไร 

Tonkla : ไม่รู้กูจะไปตามตี ไอ้เหี้ย ตามน้องมันทุกวัน 

oOO noy : เด็กปีหนึ่งงานดีไหมค้าบ 

ตีตี้ไม่ตีแต่เหล็ก : ไอ้วีจะมองใครนอกจากน้องมาร์ค 

Nnorthh : ตามเมียก็หมดวันละ จะเอาเวลาที่ไหนไปส่องเด็ก 

Vee Vivis : จะคุยงานต่อไหม ไม่คุยกูนอนนะ 

U unun : มาแบบนี้ เมียหลับแล้ว เชื่อกู 

ผมปล่อยให้แชทกลุ่มเด้งอยู่แบบนั้น ไม่ได้ปิดแจ้งเตือนแต่ก็ไม่ได้สนใจมันอีก เพราะมันจริงอย่างที่เพื่อนว่าคือคนของผมสลบไปแล้วหลังจากที่กลับมาจากการปิดงานตอนเที่ยงคืนมาร์คมันก็ขอให้ผมกลับมาส่งที่ห้อง แทนที่จะต่อกับเพื่อน แล้วเจ้าตัวก็ลากสังขารเข้าห้องน้ำแล้วมานอนทันที

มาร์คมันไม่เคยทำอะไรขนาดนี้ งานนี้คงจะสูบพลังมันไปมากเหมือนกัน ส่วนถ้าจะถามว่ามันทำงานหนักมากไหม สำหรับผมคือไม่เท่าไหร่ แต่สำหรับมันก็คงเอาเรื่องอยู่ ผมมันคนมีเพื่อน เป็นคนติดเพื่อน เพื่อนพาทำอะไรผมทำหมดเลยไม่รู้สึกว่าหนักอะไรกับการนอนดึกแล้วตื่นเช้าไปใช้กำลัง 

“พี่คุยกับใคร” มาร์คมันว่าเสียงงัวเงีย

“อ้าว กูนึกว่าหลับแล้ว”

“อือ ก็แสงโทรศัพท์” มันบอกกลับ

“โทษๆ นอนเลย”

“ใคร…”

“กลุ่มสตาฟปีกู” ผมบอก

“อ๋อ งั้นมานอน” มันบอกผม ผมเลยล้มตัวลงนอนข้างๆ มัน

“เก่งมากแล้ว ใครๆ ก็ชม” ผมบอก แล้วเอาแชทให้มันดู พวกเพื่อนผมกำลังชมมาร์คว่าเหนือความคาดหวังสุดๆ ส่วนไอ้เหนือกับยี่หวาก็คือขิงเต็มที่ น้องกูๆ อยู่นั่น เมียกู กูตามดู ตามสอนอยู่ทุกวันกูยังไม่พูดเลย

“เก่งจริงเหรอ?” มันถาม ตาสวยช้อนขึ้นมามองผมนั่นทำให้ผมชะงัก

“อ้อนทำไม” ผมถามกลับ

“ก็ไม่เห็นพี่ชมผมสักวัน” ใจผมเต้นผิดจังหวะอีกแล้ว จากที่คิดว่ามันทำเพราะอยากเรียนรู้ ตอนนี้กลับคิดเป็นอีกแบบ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ดีเท่าไหร่แต่ใจกลับฟูขึ้นมาซะดื้อๆ

“ที่ทำนี่อยากให้กูชมเหรอ?”

“อือ อยากให้คนอื่นเห็นด้วยว่าผมก็เหมาะกับพี่” ผมยิ้มกว้างกว่าเดิมเมื่อรู้อีกหนึ่งสาเหตุที่มาร์คทำกิจกรรม แม้อยากจะบอกว่าถ้าเพราะผมมันไม่ต้องทำก็ได้ แม้อยากจะบอกว่าแม้คนอื่นมองมันยังไงก็เปลี่ยนใจผมไม่ได้ แต่ผมก็ไม่ได้บอกมัน ผมยิ้มออกมาก่อนจะค่อยๆ เอ่ยชมคนที่เก่งมากๆ ของผม

“เก่งมากแล้ว เก่งที่สุดเลย” ผมบอกแล้วก้มลงจูบปากมันเบาๆ 

“อือ” มันตอบกลับในลำคอแค่นั้นแล้วก็หลับไป ส่วนผมก็แอบดีใจเงียบๆ อยู่คนเดียว อยากจับฟัดเพราะมันน่ารักมากแต่ก็เข้าใจแหละว่ามันเหนื่อยมากๆ แล้วเหมือนกัน การที่มีคนอยากกทำอะไรเพื่อเรา พัฒนาตัวเองเพื่อเรา เข้าใจคนอื่นเพื่อเรา มันรู้สึกดีมากๆ แบบนี้นี่เอง 

Rrrr~

เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นไม่ได้ทำให้เจ้าของโทรศัพท์รู้สึกตัว ผมเลยเป็นคนยื่นมือไปเอามันมาดูเอง คนที่โทรเข้ามาคือแม่ของมาร์ค ผมคิดอยู่นานแต่ก็ตัดสินใจกดรับ ถ้าเป็นแม่ก็ไม่เท่าไหร่หรอก แต่ถ้าเป็นพ่อผมคงปล่อยให้มาร์ครอรับเอง

“สวัสดีครับ”

[วีเหรอลูก มาร์คล่ะ] แม่ถาม ผมเลยมองคนที่นอนหลับอยู่แล้วยิ้มออกมา

“ยังไม่ตื่นเลยครับ”

[อ้าว สายแล้วนะเนี่ย]

“น้องทำกิจกรรมหนักมากครับ เมื่อคืนกว่าจะได้นอนก็เที่ยงคืนตีหนึ่ง ลากยาวอย่างนี้มาหลายวันแล้วครับ” ผมบอก

[แม่ก็ว่าแล้วเชียว ช่วงนี้ไม่โทรหาเลย] แม่ว่า

“ครับ เดี๋ยวถ้าน้องตื่นผมจะบอกให้น้องโทรกลับนะครับ”

[ไม่ต้องๆ แม่แค่จะบอกให้มาบ้านหน่อย วันเกิดคุณพ่อน่ะ ปีนี้ว่าจะไม่จัดกัน แต่อยากให้น้องมาสักหน่อย วีก็มาด้วยกันเลยนะ] แม่บอก 

“เอ่อ…ถ้าอย่างนั้น ผมจะบอกน้องให้นะครับ”

[โอเคค่ะ พอดีว่าเป็นวันเสาร์น้องคงไม่ได้ติดเรียนใช่ไหม] แม่บอก 

“ครับ”

[แล้วน้องดื้อมากหรือเปล่าวี ช่วงนี้เป็นยังไงกันบ้าง] ท่านถาม

“ไม่ดื้อหรอกครับ มาร์คก็เป็นมาร์คเหมือนเดิมนั่นแหละ ช่วงนี้น้องทำกิจกรรม แต่ผมก็ตามตลอด กลัวเขาเบื่อเหมือนกันแต่ผมก็…นั่นแหละครับ ผมหวง” ผมบอกออกไปตามตรงแล้วแม่ก็หัวเราะ

[มีวีนี่ก็ดีนะ พ่อเขาจะได้ไม่ต้องตามหวงตามห่วงเอง มาร์คชอบคิดว่าพ่อไม่รัก แต่เขาไม่รู้หรอกว่าพ่อหวงจะตาย ไม่อยากให้ไปอยู่ไกล แบบนี้แม่จะได้บอกพ่อได้ว่าถึงอยู่ไกลก็ไม่ต้องห่วงแล้วเพราะมีวีคอยตามให้] แม่ว่า

“ครับ คุณพ่อคุณแม่สบายดีใช่ไหมครับ”

[สบายดีลูก แม่ติดจะเหงาหน่อย อยู่บ้านคนเดียว ช่วงนี้ไม่ได้คุยกับเจ้าลูกชายด้วย ทำกิจกรรมน้องเขาทำได้ใช่ไหมวี]

“ทำได้ดีเลยล่ะครับ”

[ได้ยินแบบนี้แม่ก็ภูมิใจ แม่คิดว่ามาร์คคงทำกิจกรรมร่วมกับคนอื่นไม่ได้ แต่พอมาได้ยินแบบนี้แล้วก็ดีใจ เวลามาเจอคนอื่นหรือถ้าได้เข้าทำงานกับพ่อจริงๆ จะได้ไม่มีปัญหากันมาก] แม่ว่าแล้วผมก็คิดตาม ฟังแล้วท่านคงเคยกังวลเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้มาก

“อย่ากังวลเลยครับ มาร์ค…น่ารักมาก”

[วีอวยหรือเปล่าเนี่ย หรือว่าหลงลูกชายแม่มากไปแล้ว] แม่ว่าพลางหัวเราะ

“อาจจะเป็นอย่างหลังครับ” อวยน่ะไม่ได้อวยหรอก แต่หลงน่ะ หลงจริงๆ

[ดูแลกันนะลูก แล้วก็มาหาพ่อกับแม่บ่อยๆ หน่อยนะ วีก็มาบ้าง ไม่ใช่ปล่อยให้แค่น้องมา] ท่านบอกมาอีก เพราะครั้งล่าสุดผมติดสอบ แล้วมาร์คก็เลยต้องกลับคนเดียว

“ครับ”

[งั้นแม่วางแล้วนะ ปลุกน้องให้ตื่นมากินข้าวด้วย]

“ครับผม”

“ใครโทรมาแต่เช้า” มาร์คว่าแล้วค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา

“เช้าอะไร สายแล้ว” ผมบอก

“โทรศัพท์ผมเหรอ? ใครอะ” นอกจากจะไม่สนใจที่ผมพูดแล้ว ยังพูดเรื่องตัวเองต่อได้เฉยเลย

“แม่โทรมา ให้ไปวันเกิดพ่อ” ผมบอก

“ไม่เอาอะ คนเยอะไหม” มาร์คบ่นเบาๆ แล้วลุกขึ้นมา

“กูจะไปรู้ด้วยไหม เห็นบอกว่าตรงวันเสาร์พอดี” ผมบอก แล้วมาร์คก็เปิดปฏิทิน

“เดือนหน้า” มาร์คบอกแล้วตาสวยค่อยหันมาหาผม “ไปกับผมนะ”

“ก็ไป” ผมบอก

“อือ แม่จะจัดไหมยังไงอะ ได้บอกไหม” 

“บอกว่าไม่จัด แต่อยากให้มึงไป”

“จริงเหรอ?” มาร์คมองเหมือนไม่อยากจะเชื่อ แต่สุดท้ายมันก็ยอมพยักหน้าเพราะว่าผมพูดจริงจัง

“เป็นบ่อยเหรอ? ที่จัดเพราะธุรกิจ” ผมถาม

“อือ เมื่อก่อนไม่อยากไปเลย แต่ตอนนี้พ่อไม่ดุแล้ว แล้วก็มีพี่ด้วย” อ้อนป้ะวะ นี่อ้อนผมอยู่หรือว่าแค่บอกเล่า

“มีกู พ่อดุก็ไม่ต้องกลัว” ผมบอกกลับ

“ได้ข่าวว่าคนกลัวคือพี่” มันว่ากลับแล้วผมก็หัวเราะ

“บ้าน่า กูจะกลัวทำไม”

“จริงเหรอ? ไปรอบนี้จะไปวิ่งรอบสระอีกไหม” มันว่าล้อ ก็คราวที่แล้วไปนอนกอดมันจนพ่อมันเปิดประตูมาเห็น ท่านลงโทษผมด้วยการให้ไปวิ่งกับท่านที่สระว่ายน้ำ ตอนนั้นยังเด็ก ให้ทำอะไรก็ไหวแหละ แต่ตอนนี้มันน่าจะไม่ไหวแล้ว

“รอบนี้กูจะให้มึงวิ่งแทน” ผมว่า มาร์คมันเลยส่ายหัวไปมา

“แก่”

“ว่าไงนะ?”

“แก่ไง วิ่งไม่ไหวใช่ไหมล่ะ” มันยั่วกลับมาอีก

“วิ่งไม่ไหว แต่อย่างอื่นพี่ไหวนะ” ผมกระซิบ แล้วมาร์คเลยนิ่งไป

“ลามก!”

“ลามกอะไร กูหมายถึงกูว่ายน้ำไหว แต่วิ่งไม่ไหว มึงคิดอะไรมาร์ค”

“ก็…”

“ก็อะไร มึงคิดว่ากูหมายถึงอะไร” ผมถามกลับ

“พอเลย” มันว่า พยายามกดเสียงลงต่ำให้ดูแข็งๆ แต่มองจากดาวไหนก็รู้แหละว่าตอนนี้มันกำลังเขิน

“พอก็พอ แต่ว่ากลับบ้านกับถ่ายรูปนี่เอาอะไรก่อน” ผมถามมันในสิ่งที่มันติดผมอยู่

“พี่ดิวนัดคิววันไหนอะ”

“ก็อาทิตย์หน้าไม่ก็เดือนหน้าเลย แต่มันตรงกับที่เราจะไปหาพ่อกับแม่ไง ยังไงกูเลื่อนอีกได้นะ” ผมบอก

“เอาอาทิตย์หน้าเลยก็ได้ แต่ผมไม่ตัดผมนะ” มาร์คบอก ผมเลยหันไปสำรวจมันอีกที ผมหน้าม้ามันจะทิ่มตาอยู่แล้วแต่มันบอกจะยังไม่ตัด ก็ดีแหละ เออ…มันน่ารักเลยแหละ แต่คนอื่นจะต้องมาเห็นมันน่ารักด้วยนี่สิ

“เออ ไม่ตัดก็ไม่ตัด” ก็แค่ทนหวงแหละวะ ทนหวงสักหน่อยแต่ได้อวดมาร์คตอนน่ารักมากๆ มันก็น่าอิจฉาดีใช่ไหมล่ะ

 

 

 

 

#กลรักรุ่นพี่2 

22/7/2020 

จ้า~ มันก็น่าอิจฉาดีนั่นแหละจ้า เมื่อก่อนได้หวีดพี่ว้ากเพราะเท่เพราะหล่อ ตอนนี้ยังหวีดอยู่ และมากกว่านั้นคือหวีดแฟนพี่ว้ากด้วย โอ้แม่ขา น้องมาร์คคือโตขึ้นมาก ความรับผิดชอบเยอะขึ้นมาก แล้วมันดีมากๆ ที่มีคนคอยสอนคอยให้กำลังใจอยู่ข้างๆ แน่นอนว่าคนนั้นคือพ่อวี พ่อคนอ่อนโยน พ่อคนรักเมีย คนอื่นคืออะไรไม่รู้เมียกูดีสุด ขอบคุณนะพ่อที่ทำให้เห็นว่าน้องมาร์คมันน่ารักแค่ไหน

Twitter : @pflhzt 

Facebook : faddist 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว