ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

วิศวะยิ่งเรียนยิ่งหล่อ [100%]

ชื่อตอน : วิศวะยิ่งเรียนยิ่งหล่อ [100%]

คำค้น : #กลรักรุ่นพี่2

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 418.9k

ความคิดเห็น : 618

ปรับปรุงล่าสุด : 05 เม.ย. 2564 22:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
วิศวะยิ่งเรียนยิ่งหล่อ [100%]
แบบอักษร

  

  

  

ตอนที่ 1 

วิศวะยิ่งเรียนยิ่งหล่อ 

[Vee Vivis] 

  

  

ใครบอกว่าวิศวะยิ่งเรียนยิ่งโทรม ผมขอค้าน ค้านหัวชนฝา ค้านแบบหัวเด็ดตีนขาดยังไงก็จะค้าน เพราะสิ่งที่ผมรับรู้มาตลอดคือ วิศวะยิ่งเรียนยิ่งหล่อ

ก็ต้องยอมรับว่าพอพ่อของทุกสถาบันอย่างผมจบออกมาแล้ว มันก็ต้องมีดรอปลงบ้าง แพ้หมอ แพ้นิติบ้าง แต่ไม่ได้หมายความว่าโทรม หรือหมดหล่อ เพราะถ้าหมดหล่อจริงๆ ผมคงไม่ต้องมาตามเฝ้าเด็กปีสามแบบนี้ ใช่ มันเรียนปีสามแล้ว เป็นพี่ของคนอื่นแล้ว แต่ยังเป็นเด็กผม

 

เด็กที่ชื่อ มาร์ค มาสะ

 

“พี่ไม่ทำการทำงานเหรอวะ มานั่งเฝ้ามันทุกวันเนี่ย” ไอ้ฟิวส์ถามผม ผมเลยหันไปหาน้องชายหัวแก้วหัวแหวนที่มีแฟนเรียนหมอ เออ! หมออีกแล้ว ถึงจะหมอฟันก็ขึ้นชื่อว่าหมออะ

“กูมีไม่มีมันจะทำไม ขนาดมึงมีเรียนมึงยังโดดไปเฝ้าเมียมึงเลย” ผมว่ากลับแล้วมันก็อยู่หน้าให้ผม

“ก็เมียสวย คนมองเยอะ หวง”

“เออ นี่เมียกูก็หล่อ เด็กมองก็เยอะ กูก็หวง” ผมบอกกลับแบบเดียวกับที่มันบอก แล้วหันไปมองมาร์คอีกรอบ

 

มาร์คอยู่ด้านหน้า หน้าแถวของเด็กปีหนึ่งที่รวมกันอยู่ตรงลาน ปีนี้กิจกรรมรับน้องเป็นแบบสร้างสรรค์มาก คณะผมไม่ปิดเงียบแล้วก็ว้ากแบบเดิมแล้ว แต่ทำแบบเปิดแล้วเผยแพร่ทางโซเชียลด้วย กว่าจะผ่านเรื่องผู้ใหญ่กับระบบเดิมๆ กันเด็กมันก็หนักมาก มาร์คมันก็ปรึกษาผมเรื่องระบบพวกนี้ ผมที่เป็นรอยต่อของแบบเดิมกับแบบใหม่ก็ได้แต่ให้พวกมันตัดสินใจกันเอง แก่แล้วครับ พักครับ แค่เอาเวลามาเฝ้าพี่ว้ากก็หมดไปเป็นวันแล้ว จะให้มาคิดเกมว่าก็ช่วยอีกก็ไม่ได้ไหม

 

ใช่ครับ แฟนผมเป็นพี่ว้าก

 

พี่ว้ากก็หล่อ แต่ฝากบอกต่อด้วยว่าพี่ว้ากคนนั้นมีผัวแล้ว

 

“ไอ้มาร์คแม่งโคตรใสอะ” คำผานว่าแล้วซูมดูรูปเพื่อนตัวเองในแฮชแท็ก

“เออ ตัวจริงก็ออร่าฉิบหาย แทบจะกลบเดือนแบบกูแล้ว” ฟิวส์ว่า

“มึงเป็นอดีต” คำผานบอกกลับ

“เออ แต่อดีตมาร์คไม่หล่อขนาดนี้ป้ะวะ”

 

นั่นแหละ สาเหตุที่ผมมั่นใจว่าวิศวะยิ่งเรียนยิ่งหล่อ เมื่อก่อนตอนที่ผมจีบมันใหม่ๆ ใช่ครับ...ผมจีบมาร์ค เอาเป็นว่าตอนนั้น เมื่อสองปีที่แล้วมันไม่หล่อขนาดนี้ เอาง่ายๆ ปีที่แล้วมันก็ยังไม่น่าหวงมากขนาดนี้อะ นี่แฟนผมมันดูดีมากขนาดนี้ตั้งแต่ตอนไหนวะ เมื่อก่อนผมยอมให้มันแก้ผ้าว่ายน้ำได้ไงวะ

 

“ปีหนึ่งมองตาจะหลุดแล้ว”

“เลิกเสื้อช็อปขึ้นไปดูได้กูว่าน้องก็ทำอะ”

 

หงุดหงิดฉิบหาย ตอนแรกที่อยู่ปีหนึ่งใส่ชุดนักศึกษาก็ว่ามันหล่อแล้ว มาปีสองปีสามได้ใส่ช็อป ไอ้เวรเอ๊ย! แฟนผมโคตรหล่อ ไม่แปลกเลยถ้าจะมีคนเข้าหามัน แล้วก็ไม่แปลกเลยที่ผมจะตามหวงมันเป็นบ้าเป็นหลังแบบนี้ หวงจนพ่อกับพี่จะเอาชื่อออกจากทะเบียนบ้านแล้วเพราะไม่ยอมไปทำงาน

 

แต่ความจริงผมก็เพิ่งจบมาได้แค่ไม่กี่เดือน ยังไม่ได้รับปริญญาเลยด้วยซ้ำ ผมบอกแม่ไว้ว่าจะขอพักยาวๆ ก่อน เอาจริงๆ ก็บอกแม่ไปตรงๆ นั่นแหละว่าขออยู่กับมาร์คแบบยาวๆ ก่อน ถ้าจบมาแล้วทำงานเลยผมก็กลัวว่าจะไม่ได้ทำใกล้ๆ มัน กลัวว่าจะต้องห่างกันไปไกลีก ไม่มีเวลาเจอกันอีก

 

“อูยยย คนดูใต้เสื่อช็อปพี่ว้ากคนนั้นได้ก็มีแค่พี่วีป้ะวะ”

“กูอยากไปดึงกลับห้องจริงๆ แล้วใครบอกไม่ให้ดึงหน้า แม่งทำหน้าตาน่ารักอยู่นั่น ยิ้มอีก สายตามันอีก กูปล่อยให้ทำได้ไงวะเนี่ย” ผมบ่นเมื่อมองไปที่ตาหวานๆ ของคนของตัวเอง

“ก็สายพี่ยี่หวากับพี่เหนือป้ะพี่” ผมหันขวับกลับไปมองไอ้ฟิวส์เมื่อมันว่าออกมาอย่างนั้น

“สายยี่หวาสายเหนือแล้วไง มึงสายไอ้บาร์ยังไม่ทำกิจกรรมเหี้ยไรเลย” ผมบ่นกลับ

“พี่ก็ ตอนเป็นเดือนผมทำหน้าที่เพื่อประชาชนเยอะแล้ว”

“ตอนนี้เลยมีชีวิตทุกวันเพื่อพี่อนา” ผมกลอกตาให้กลับความเข้ากันของไอ้สองเพื่อนซี้ ที่ตอนนี้ไอ้หน้าหล่อนั่นกำลังยิ้มพอใจกับประโยคของเพื่อน

“ก็เหมือนกู” ผมตอบกลับ

“ไม่เหมือนพี่ พี่ต้องทำงาน หาเงิน เลี้ยงเมีย แต่นี่พี่ทำแค่เฝ้าเมียอะ ไม่ได้ดิ แบบนี้เพื่อนผมจะเอาอะไรกินอะ”

“กู”

“พี่อะไร?”

“กินกู”

“โอ้โห ถ้ากินพี่แล้วอิ่มเพื่อนผมคงอ้วนเป็นหมูแล้วอะ ไม่ใช่หุ่นดียั่วๆ แบบนี้”

“ยั่วเหี้ยไร” ผมด่าไอ้ฟิวส์กลับแล้วหันไปมองมาร์คอีกที

 

เมื่อก่อนมันไม่ได้มีกล้ามมากมายแต่ตอนนี้คือเห็นได้ชัดมากว่ามี ทั้งแขน ทั้งอก ทั้งท้อง ไม่ถึงกับกล้ามปูอะไรขนาดนั้นแค่พอยั่วๆ แบบที่ไอ้ฟิวส์ว่านั่นแหละ แล้วแม่ง…ผมมันก็คนยั่วขึ้นด้วยไง ตอนมันไปแอบฟิตหุ่นเลยไม่ว่าอะไร เพราะผมก็ชอบที่มันหุ่นดี แต่พอมาดูอีกทีตอนนี้แล้วอยากให้มันกลับไปเป็นไอ้เด็กปีหนึ่งที่หุ่นลีนเพราะกีฬาแค่นั้นก็พอ หรือไม่ก็อยากให้มันแก่กว่านี้แล้วอ้วนเป็นไอ้หมีของผมแค่คนเดียว

 

“ยิ่งผมยาวแล้วเหมือนมันน่ารักขึ้นป้ะ” ใช่ อันนี้ไม่ชัดเลย ผมหน้าม้ามันยาวออกมาอีก แล้วผมมันก็ยาวจะทิ่มคอแล้วนิดหน่อย แทนที่จะซกมกกลับมาดูดีซะได้ แล้วมันไม่ไปตัด บอกว่าไม่มีเวลา ผมก็ปล่อยมันมาเรื่อยๆ เพราะตอนยังไม่เปิดเทอมมันก็ขลุกอยู่กับผมแล้วก็...นั่นแหละก็สวยดี ชอบมาก แต่พอออกมาอยู่ข้างนอกแบบนี้แล้วมันเกินไปว่ะ จะว่าหล่อก็หล่อ มองอีกมุมก็น่ารัก มองอีกทีก็สวย นี่มันเป็นคนอยู่หรือเปล่า ยิ่งโตยิ่งดีแบบนี้จะให้หวงยังไงไหว ไอ้ผมมันก็มีอยู่คนเดียว เลือกระหว่างหางานกับเฝ้ามาร์ค ผมก็ต้องเฝ้ามาร์คอยู่แล้ว

 

“เหม่ออะไรเนี่ย”

“เหม่อมองมาร์ค” ผมตอบคนเสียงแหบเบาๆ หลังจากที่หันไปมองมัน มาร์คมองดุผมก่อนจะนั่งลงข้างๆ

เด็กปีหนึ่งทยอยออกไปแล้ว กิจกรรมเสร็จตอนไหนไม่รู้ ที่รู้ๆ คือมาร์คมาอยู่ข้างๆ แล้ว อาจจะเพราะเหม่อมากเกินไป ผมแค่เหม่อ ผมไม่ได้อวยแฟน

“พอเลย ผมไปประชุมก่อน” มันว่าแล้วค้นอะไรสักอย่างในกระเป๋า

“เอาอะไร”

“โทรศัพท์” ผมดึงกระเป๋าใบสวยของตัวเองมา ค้นหาโทรศัพท์ยี่ห้อดังของมันแล้วยื่นให้

“เสร็จตอนไหน”

“สามสี่ทุ่ม”

“สามหรือสี่” ผมกดเสียงต่ำกว่าเดิมอีกเมื่อไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน

“แล้วจะดุทำไม ไม่สามก็สี่นั่นแหละแล้วแต่ประชุมไง” มันว่ากลับ

“เออ ทำเหมือนไม่เคยเช้าเชียร์อะพี่” ผมตวัดตาไปดุไอ้ฟิวส์ต่อ เชียร์อะเคยเข้า สตาฟก็เคยประชุม แต่ไม่เคยมานั่งคุมเมียที่ต้องมาประชุมเชียร์แบบนี้ มันหงุดหงิดเว้ย มันอยากให้เสร็จเร็วๆ

“พวกมึงก็เข้าด้วย อย่าพูดดี” มาร์คหันไปว่าฟิวส์ แล้วเด็กอีกสองคนก็เริ่มเก็บของ

“แล้วพี่วีอยู่คนเดียวเหรอ” คำผานถาม

“แล้วจะเข้าไปด้วยไหมล่ะ มีแค่พวกเราแหละ” คำว่าพวกเราก็หมายถึงพวกที่ผมรู้จักอยู่แล้ว หรือไม่พวกมันก็รู้จักผมอยู่แล้ว

“ไม่ เข้าไปเดี๋ยวพวกมึงก็เกร็ง” ผมว่า

“แล้วจะรอ?”

“เออ รีบไปเถอะ”

“ถ้ามันดึกล่ะ” มาร์คถาม

“มึงบอกกูสี่ทุ่มไง” ผมว่ากลับ เสียงเริ่มแข็งขึ้นมานิดหน่อย ก็มันบอกเองว่าสี่ทุ่ม แล้วมันจะดึกกว่าสี่ทุ่มได้ไง

“นั่นแหละ”

“เออ รีบไป”

“ไปรอในรถก็ได้นะ” มาร์คบอกอีก

“อะไรของมึงเนี่ย กูรอไหนก็รออยู่ดีไหม” ผมถามกลับ

“เออๆ แล้วแต่พี่อะ” มาร์คบอกแล้วเดินนำเพื่อนออกไป ทิ้งให้ผมมองตามอย่างงงๆ ก็คนรอเป็นผม ที่นี่ก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยนั่ง นั่งทำงานดึกๆ ก็นั่งมาแล้วมันจะมาห่วงอะไร

“เด็กโต๊ะนั้นมองพี่อะ มันเลยอยากให้ไปรอที่รถ” คำผานว่าแล้วสะกิดผมให้มองไปอีกทาง ผมเลยเลิกคิ้วมองมันเหมือนว่าจริงเหรอ ไอ้เด็กชื่อเพี้ยนก็พยักหน้า

“เฮ้อ~” ขนาดไม่หล่อเท่าเดิมเมียยังหวง

“พี่จะลุกไปไหน” คำผานถาม

“ไปรอมาร์คที่รถ”

 

 

ผมกับมาร์คคบกันมาได้ปีกว่าๆ แล้ว ถ้านับการคบแบบจริงจังนะ ผมไม่แน่ใจนักหรอกว่ามันปีหรือสองปี แต่ที่ผมรู้คือผมรู้จักมาร์คตั้งแต่ปีหนึ่ง แล้วมันก็ทำให้ผมรักจนไม่รู้จะรักยังไงตั้งแต่ตอนนั้น

 

เมื่อก่อนผมมันไม่ชัดเจน ทำให้เรามีเรื่องที่ต้องเสียใจกันเยอะ ยุ่งยากไปถึงพ่อแม่ ทุกวันนี้เราก็มีทะเลาะกันบ้าง เพราะมาร์คเป็นคนที่มีเสน่ห์ ส่วนผมก็มีคนรู้จักเยอะ แต่ถึงทะเลาะกันยังไง เรื่องมือที่สามเราก็ไม่มีอยู่ดี มีก็แค่หวงแล้วก็หึงมากๆ ก็แค่นั้น แต่แค่นั้นผมก็แทบจะทนไม่ไหวแล้ว ผมไม่เคยต้องมาหวงใครแบบนี้ แต่กับมาร์คมันไว้ใจไม่ได้ ไม่ใช่มันนะ ผมหมายถึงคนที่มองมันอะ ไว้ใจไม่ได้สักคน ทั้งๆ ที่รู้ว่ามีผมอยู่พวกมันยังกล้า ไอ้ผมมันก็ดีแค่หล่อกับรักมาร์คมากๆ ถ้าจะให้สู้กับใครอีกผมจะเอาอะไรไปสู้ ดังนั้นผมถึงต้องทำทุกอย่างเพื่อรักษาสิ่งที่มีอยู่ให้ดีที่สุด

 

เฝ้าได้เฝ้า ขังได้ก็จะขัง

 

“ทำไมไม่รอในรถ” คนเสียงแหบเดินเข้ามาหาแล้วทักขึ้น

“ช้า” การรอของผมมันไม่ใช่สี่ทุ่มอย่างที่มาร์คว่า เพราะกว่าจะเห็นหน้ามันนี่ก็ปาไปสี่ทุ่มครึ่งแล้ว

“ยุงกัดไหมมานั่งตรงนี้” ผมเงยหน้ามองคนที่ว่าผมแบบนั้นแล้วทำหน้าอ้อน ตรงนี้ไม่มีใครนอกจากมาร์คกับผม แล้วหน้าแบบนี้ก็ไม่มีใครได้เห็นจากผมนอกจากมาร์ค

“ห่วงด้วย?”

“ห่วงมาก แต่ทางนั้นก็หน้าที่” มันว่าแล้วยื่นมือมาหาผม ผมเลยยื่นมือไปจับกับมัน ปล่อยให้มาร์คดึงผมขึ้นจากฟุตบาทช้าๆ

“วันนั้นกูน่าจะขัดมึง” เรื่องนี้จะโทษใครก็ไม่ได้จริงๆ นอกจากโทษตัวเอง มาร์คถามผมแล้ว แล้วมาร์คก็ให้ผมเป็นคนตัดสินใจแล้ว มันถามผมว่าพอขึ้นปีสามมาจะทำกิจกรรมดีไหม แล้วผมก็ตอบมันไปว่าดี ที่ตอบว่าดีก็เพราะว่ากิจกรรมมันดีจริงๆ ให้อะไรหลายอย่างจริงๆ เอาง่ายๆ ถ้าไม่มีกิจกรรมวันนั้นผมจะไปกินเหล้าไหม ถ้าไม่ผมจะได้มาร์คมันหรือเปล่า กิจกรรมมันทำให้มีเพื่อน มีสังคมที่แปลกใหม่ แต่ผมก็ลืมไปว่าคนของผมมันมีเสน่ห์แค่ไหน ใครเจอใครก็หลง ทำกิจกรรมมาครึ่งเดือนไลน์ส่วนตัวเข้ามานับไม่หวาดไม่ไหว ไม่รู้หรือไงว่ามาร์คมันมีแฟนแล้ว เพิ่งแชร์วันครบรอบไปไม่นานนี่เองนะ

“บ่นไม่ได้แล้ว” มันบอกผม ผมเลยพยักหน้า

“หิวหรือเปล่า”

“อยากกินโจ๊ก”

“งั้นไปยู”

ผมตามใจมาร์ค เหมือนที่มาร์คเองก็ไม่เคยขัดใจผม ยูเซนเตอร์ที่เป็นศูนย์รวมอาหารการกินและสินค้าสำหรับนักศึกษา จึงเป็นที่ที่เรามา มันอยู่ติดกับมอ โซนหลังมอ ไม่ได้ไกลจากมอมากและไม่ไกลจากหอเท่าไหร่

“พี่จะกินอะไรอะ” มันหันมาถามผมก่อนที่จะลงจากรถ

“กูกินอะไรก็ได้หมดแหละ” ผมตอบกลับ

“ผมหมายถึงพี่อยากกินอะไร” มันหันมาจ้องผมจากอีกฝั่ง ระหว่างเรามีรถคันสวยของมันคั่นกลาง เห็นมันทำหน้าแบบนี้แล้วผมก็อยากแกล้ง รู้ว่ามันเป็นห่วง รู้ว่าก็อยากเอาใจใส่ผม แต่ผมก็ยังอยากแกล้งมัน

‘อยาก-กิน-มาร์ค’ ผมตอบแบบไม่มีเสียงแล้วมันก็ถลึงตาใส่ผม

“ไปกินโจ๊ก”

 

----- 

  

  

ผมยืนอยู่ร้านโจ๊ก รอโจ๊กหมูแบบไม่ขิงของที่มันชอบกิน ตอนนี้คนก็เยอะหน่อยเพราะเขาซ้อมกีฬาเสร็จกันช่วงนี้ พวกนักกีฬาก็จะมารวมตัวกันที่นี่ เมื่อก่อนผมก็มาที่นี่หลังซ้อมกีฬาเสร็จเหมือนกัน กินคงกินข้าว เสร็จแล้วกลับไปอาบน้ำ ถ้าไหวก็ไปต่อ แต่ทุกวันนี้มันทำแบบนั้นไม่ได้ไง ไปต่ออะไรที่ไหน…กับมาร์คอะต้องต่อที่ห้องเท่านั้น

“โจ๊กหมูกับซุปตีนไก่ลูก”

“ขอบคุณครับ” ผมถือถ้วยของมาร์คมาก่อน เหมือนกันกับมันที่วางน้ำปั่นผลไม้ที่ผมชอบลงให้ คนหล่อของผมขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็น แล้วเดี๋ยวมันก็บ่นแน่ๆ 

“เอามาให้ทำไม เดี๋ยวไปเอาเอง บอกแล้วไงไม่ต้องมาทรีตอะไรขนาดนั้น” มันว่าดุๆ แล้วเดินไปเอาถ้วยของผมมา ส่วนผมได้แต่มองตามแล้วก็นั่งรอมันตรงนี้

ไม่ได้อยากทำให้มันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นผู้หญิง ผมไม่เคยคิดสักครั้งเลยว่าจะทรีตมันเหมือนที่ทรีตผู้หญิง แต่ที่ทำให้มันทุกอย่างก็เพราะคิดว่ามันเป็นแฟน รู้สึกว่าอยากทำให้แฟน มันเป็นปกติไหม ไม่เกี่ยวกับผู้ชายผู้หญิง ไม่ใช่ว่าถือมาให้เหมือนผู้หญิง ไม่ใช่ขับรถให้มันเหมือนผู้หญิง แต่ที่ทำทุกอย่างก็เพราะมันเป็นแฟน

 

เหมือนที่คนอื่นๆ เป็นแฟนกัน

 

“กูก็แค่อยากทำให้มึง” ผมบอกตอนที่มันวางซุปของผมลงตรงหน้า มันเองก็มองลงมาที่ผม ปากสวยนั่นไม่ได้พูดอะไรออกมาแล้วคนที่ยืนอยู่ก็สอดตัวลงนั่งตรงข้ามกับผม

ผมถอนหายใจออกมาเมื่อมาร์คยังเงียบ แล้วผมก็เริ่มตักน้ำซุปเข้าปากแบบเงียบๆ ผมไม่ได้อยากน้อยใจหรือคิดมากกับเรื่องแค่นี้ แต่มันก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึก ระหว่างเราไม่มีใครพูดอะไรออกมาอีก เพราะผมก็ไม่รู้จะพูดอะไร เลยได้แต่ตักน้ำซุปเข้าปากแล้วก็แทะกระดูกต่อจนรู้สึกไม่อร่อยแล้วค่อยยกน้ำแตงโมปั่นมาดื่มล้างปากต่อ ส่วนมาร์คมันดื่มน้ำเปล่า ช่วงนี้มันยังพยายามดูแลรูปร่างของมัน แล้วผมก็อดจะหงุดหงิดไม่ได้อีกนั่นแหละ แบบเดิมก็ดีอยู่แล้วจะอยากดีกว่านี้ไปทำไม

กินเสร็จก็เก็บจานเหมือนปกติ เดินผ่านโต๊ะเด็กวิศวะก็มีเด็กยกมือไหว้มาร์คแล้วก็ไหว้เลยมาที่ผมด้วย แต่ก็ไม่มีใครเอ่ยปากทักอย่างอื่นนอกจากคำว่า สวัสดี สงสัยพราะเห็นรังสีตึงๆ จากเราสองคน เราเองก็รับไหว้น้องแล้วเดินออกมาเงียบๆ 

 

“ขอโทษ” ผมหยุดอยู่ข้างรถเมื่อได้ยินมาร์คว่าออกมาแบบนั้น หมุนตัวกลับไปมองมันที่เดินมายืนอยู่ตรงหน้าแล้วอดจะถามไม่ได้

“เรื่อง?”

“ก็เรื่องเมื่อกี้” มันตอบ

“เรื่องเมื่อกี้? ขอโทษทำไม” ผมถามกลับ

“ก็…ผมว่าพี่” มันว่าออกมา

“ก็ไม่เป็นไร ก็กูทำให้มึงไม่ชอบ” ผมบอกกลับ เรื่องนี้ยอมรับว่าน้อยใจอยู่แหละ แต่ว่าถ้าการที่ผมทำแบบนั้นมันทำให้มาร์ครู้สึกไม่ดีผมไม่ทำก็ได้ แค่เรื่องการดูแลมันแบบนี้ถ้ามันไม่อยากได้ผมไปดูแลเรื่องอื่นให้มันก็ได้

“ไม่ใช่…” มาร์คว่า ขาเรียวเดินเข้ามาใกล้ผมมากกว่าเดิมแล้วมือสวยนั่นก็ยื่นมาจับชายเสื้อผมเหมือนทุกๆ ครั้งที่มันจะขอให้ผมหยุดฟังหรือเหมือนๆ กับหลายครั้งที่มันจะง้อผม

“ดึงทำไม”

“ไม่ได้ไม่ชอบ” มันว่า

“แล้วทำไมไม่ให้ทำ”

“ก็กลัวพี่ว่า”

“ว่าอะไร?”

“ต้องทำให้ผมเหมือนผู้หญิง” ตาสวยเหลือบขึ้นมองผม แล้วผมก็ต้องถอนหายใจออกมาเมื่อเข้าใจความรู้สึกของมัน

“ฟังนะมาร์ค กูทำให้เพราะมึงเป็นแฟน ไม่ได้อยากทรีตแบบผู้หญิง แต่อยากทรีตแบบแฟน แฟนของกูต้องได้รับสิ่งที่ดีที่สุดจากกู เข้าใจไหม?” ผมบอกออกมาแล้วสบตากับมัน แล้วก็เป็นมันที่หลบตาผม หน้าหล่อก้มลงมองพื้นแล้วพยักหน้าสองสามที

“อือ”

“กูจะมองว่ามึงเป็นผู้หญิงได้ไง หล่อขนาดนี้” ผมว่าแล้ววางมือลงบนหัวมัน

“พอแล้ว เดี๋ยวคนมอง”

“กลัว?”

“เปล่า…”

“เขิน?” ผมถามแล้วพยายามกลั้นยิ้ม อาการที่มันเป็นอยู่ตอนนี้มองจากบ้านยี่หวาก็ดูออก

“…กลับกันเถอะ” มาร์คว่า มือที่เคยจับเสื้อผมเลื่อนไปจับประตูแทน

“กลับก็ไปฝั่งนู้น กูขับ” ผมว่าแล้วชูกุญแจรถให้มันดู

“อะ เออ ก็เปิดประตูสิ” มันบอกแล้วเดินอ้อมไปอีกฝั่ง ผมเลยกดปลดล็อก

“ให้เดินไปเปิดให้ไหม?”

“ตลกเหรอ รีบๆ ได้แล้ว ง่วงแล้ว” 

“คิดว่าจะได้นอนเหรอ?”

“จะกลับไปนอน!” เสียงแหบว่าเข้มกว่าเดิมพร้อมๆ กับตัวขาวๆ นั่นสอดเข้าไปในรถ ผมส่ายหัวให้กับท่าทางของมันแล้วค่อยเปิดประตูรถตามไป

 

มาร์คไม่ได้เขินเหมือนคนอื่น ไม่ได้เขินแล้วน่าหมั่นไส้เหมือนไอ้บาร์ของทศกัณฐ์ ไม่ได้เขินแล้วน่ารักแบบน้องพระรามของไอ้เหนือ ไม่ได้เขินแล้วยิ้มหวานแบบพี่อนาของไอ้ฟิวส์ มาร์คมันเขินแล้วนิ่ง เขินแล้วเงียบ เขินแล้วเปลี่ยนเรื่อง ผมว่ามันโคตรน่าหมั่นไส้ เพราะมันโคตรน่ารักใครสายตาผม แล้วไอ้ยิ้มหวานๆ ของพระรามที่ไอ้เหนือชอบอวดผมบอกเลยว่าคนของผมหวานกว่านั้น 

 

ไม่ได้หวานแค่ยิ้ม

 

แต่หวานทั้งตัว

 

“พรุ่งนี้ต้องตื่นกี่โมง” ผมถามเมื่อเราเข้ามาอยู่ในห้องแล้ว 

ยังเป็นที่เดิม เป็นหอเดิม ประตูเดิมที่ผมเคยพิงแล้วร้องไห้ โซฟาตัวเดิมที่ผมเคยนั่งแล้วจูบมัน เตียงหลังเดิมที่ผมเคยนอนกอดมัน ตอนนี้ผมกอดมันทุกคืน จูบมันทุกวัน แล้วก็ยิ้มหวานๆ ให้มันทุกเช้าก่อนมันออกไปเรียน เมื่อก่อนเป็นยังไงตอนนี้ดีกว่าเดิมหลายเท่า

“เก้าโมง”

“ไม่ไปกีฬา?”

“ไม่ ไปว่ายน้ำตอนเย็น” ผมถอนหายใจเมื่อได้ฟังชื่อกีฬาของมัน

“มึงไปเล่นบอลแบบกูก็จบ” ผมว่า

“ถอดเสื้อแบบพี่อะนะ?”

“บอลถอดแค่เสื้อ แค่บางวันด้วย แต่ว่าน้ำของมึงมัน…” ผมว่าแล้วมองไล่มันทั้งตัว

“มันทำไม?”

“กูหวงว่ะ หวงจริงๆ นะ” ผมบอกแล้วเดินเข้าไปหา เกี่ยวเอวมันเข้ามาหาตัวเองแล้ววางหน้าผากลงที่ไหล่ของมัน

คนอื่นอาจจะมองว่าไร้สาระ อาจจะคิดว่าอาการของผมมันโอเวอร์ แค่คนคนเดียวจะตามติดอะไรนักหนา จะหวงอะไรออกนอกหน้าขนาดนั้น ก็ผมมีคนเดียว คนเดียวจริงๆ นี่ ไม่ให้หวงไม่ให้ห่วงคนนี้แล้วจะให้ผมไปห่วงไปหวงใคร ก็นี่มันคนของผม ทั้งตัวของมันเป็นของผม ใจมันก็เป็นของผม ผมจะหวงมากๆ แล้วมันจะทำไม 

คนไม่เคยรักใครจริงๆ ไม่เข้าใจหรอก

“รู้แล้ว ไม่ได้เกเรอะไรเลย” มันว่า มือสวยค่อยๆ โอบหลังผม แล้วเลื่อนมาที่ท้ายทอย มาร์คสอดเมือเข้าไปแล้วนวดให้ผมเบาๆ ส่วนผมก็ค่อยๆ กระชับกอดมันเข้ามาหาตัวเอง

“มันหวงของมันเอง” ผมบอกแล้วจูบไหล่ของมาร์คผ่านเสื้อช็อป

“แล้วจะให้ผมทำยังไง” มันว่า ค่อยๆ ดันผมออกมาแล้วผมก็มองหน้ามันตรงๆ ถอนหายใจออกมาอย่างไม่รู้จะตอบอะไรกับคำถามนี้

“ไม่ต้องทำอะไร ปล่อยให้กูหวงนั่นแหละ”

“ตลก” มันบอกแล้วยิ้มน้อยๆ

“อะไร?”

“ผมทำอะไรให้พี่กังวลหรือเปล่า” มันถามออกมาอีก แล้วผมก็ส่ายหน้า

“ไม่มี กูเชื่อใจมึงแล้วมึงก็ไม่ได้ทำอะไรให้กูระแวงด้วย” ผมตอบกลับ

มาร์คก็ยังเป็นมาร์คของผมเหมือนที่ผ่านมา คนบอกว่ามันเจ้าชู้ เพื่อนมันบอกว่ามันมีเด็กเยอะ แต่นั่นแหละมันก็แค่อดีต ตอนนี้มาร์คก็คือมาร์ค คือมาร์คของผม ถ้าจะถามว่ามันทำอะไรให้ระแวงไหม บอกเลยว่าไม่มี เพราะผมตามหวงอยู่ทุกวันขนาดนี้ เฝ้าแทบจะทุกนาทีขนาดนี้ จะมีอะไรมาระแวง

“นึกว่าระแวงอะไร เห็นช่วงนี้ตาม” มันว่า

“ไม่มีหรอก กูแค่…อยากอยู่กับมึงให้นานกว่านี้อีกสักนิด” ไม่ใช่ว่าไม่คิดถึงอนาคต ผมก็โตพอที่จะคิดเรื่องหาเงินเลี้ยงเมียเลี้ยงแม่แล้ว ผมแค่รอเวลาอีกสักหน่อยก็แค่นั้น ถ้าไปทำงานคงไม่มีเวลาอยู่กับมาร์คแบบนี้ คงไม่ได้เห็นมาร์คทำกิจกรรม ไม่ได้เห็นมาร์คอยู่กับเพื่อนๆ กับน้องๆ พี่ๆ ของมัน แค่อยากเห็นมาร์คให้นานกว่านี้ ก่อนที่จะต้องไปทำงานหนักๆ 

“ทำงานก็เจอกันได้ป้ะ”

“ก็ได้ แต่กูไม่ว่างมาตามมึงไง ตอนนี้เลยอยากตาม” ผมบอกกลับ

“น่าสงสาร” มันว่าแล้วตบแก้มผมเบาๆ

“เดี๋ยวมึงเจ็บกว่าตบแก้ม” ผมว่าแล้วจับข้อมือมันไว้

“ไม่กลัวครับ” พอเป็นต่อเข้าหน่อยก็กวนเก่งขึ้นมาเชียว มันเขี้ยวว่ะ อยากจับกดลงตรงนี้

“ยั่ว?”

“ไม่เคยยั่วหรอก”

“งั้นเอาจริงนะ?” ผมว่าแล้วเกี่ยวเอวมันเข้ามาหาอีก

“พอ จะอาบน้ำ” มาร์คดันตัวผมออกแล้วหมุนตัวไปทางห้องน้ำแบบไม่สนใจหน้าผมสักนิด

 

ตลอด

 

ชอบมาทำแบบนี้แล้วก็หายไปตลอด ผมส่ายหัวแล้วเดินไปหาน้ำเย็นๆ มาดื่ม เอาให้หายร้อนได้บ้าง ร้อนทั้งหัวร้อนทั้งตัว ยิ่งตอนที่มาร์คถอดเสื้อออกแล้วหันมายิ้มให้ยิ่งร้อน แล้วชอบนักไอ้ถอดช้าๆ แล้วมองมาที่ผมเนี่ย

“มึงจะรีบถอดรีบอาบหรือจะให้กูไปถอดไปอาบให้” ผมถามนิ่งๆ พิงตัวกับประตูห้องนอนแล้วมองมัน

“ให้พี่อาบให้”

“เด็กเวร” ปากก็ด่านั่นแหละ แต่ขานี่ก้าวไปหาเขาแล้ว น้ำเย็นๆ ที่ไหลลงคอไม่ได้ช่วยอะไรเลยสักนิด 

ผมเกี่ยวเอาเอวมาร์คแล้วประกบจูบลงไป มันเองก็เงยหน้าขึ้นมารับจูบจากผม เราจูบกันแบบที่เคยจูบ แต่ทุกครั้งที่จูบความรู้สึกมันไม่เหมือนเดิมสักครั้ง มีมากขึ้น มีน้อยลง แล้วแต่เรื่องราวที่เจอในแต่ละวัน ผมขบเม้มแล้วบดเบียดปากจนชิด ไม่มีช่องว่างแล้วแต่เราสองคนยังแลกลมหายใจกันต่ออย่างไม่รีบร้อน 

ไม่รีบร้อนแต่ร้อนแรงมาก

“ไม่ทำรอยได้ไหม พรุ่งนี้ว่ายน้ำ” เสียงอ่อนๆ ว่าอยู่ข้างแก้มผมพร้อมกับจูบเบาๆ แล้วผมก็จำต้องพยักหน้ารับแม้ว่าอยากจะกัดไปทั้งตัวก็ตาม

“จะไม่ทำแรง” ผมบอกแล้วหอมแก้มมาร์คคืน มันเองก็พยักหน้ารับเหมือนกัน

“เป็นพี่วีคนอ่อนโยนของผมนะ”

“ยั่วฉิบหาย” ผมหลุดพูดสิ่งที่คิดออกมา แล้วมาร์คก็ยิ้มขำๆ แขนสวยคล้องที่คอผมก่อนที่จะดึงผมลงไปจูบอีกที เราจูบกันที่หน้าตู้เสื้อผ้า ข้างเตียงนอนและคาดว่าคืนนี้มาร์คคงต้องนอนดึก

 

จุ๊บ จ๊วบ 

 

ผมไม่รู้ว่าเสียงจูบกับเสียงแอร์อันไหนมันดังกว่ากัน เพราะตอนนี้ที่ผมได้ยินอยู่คือเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นอย่างบ้างคลั่งทุกครั้งที่ถูกมาร์คจูบ ลิ้นชื้นๆ สอดเข้ามาหาผมแล้วเกี่ยวกับลิ้นร้อนๆ ของผม ริมฝีปากนุ่มๆ เบียดเข้ามาหาและแน่นอนว่าผมไม่ยอมให้มันเบียดอยู่ฝ่ายเดียว เนิ่นนานที่เราจูบกัน ก่อนที่จะคนตัวเล็กกว่าจะค่อยๆ ถอนจูบออก 

 

จุ๊บ!

 

ปากสวยกดเข้าที่มุมปากของผมอีกครั้ง และเป็นอีกครั้งที่ผมนิ่งเพราะหลุดลอย หลุดลอยเพราะการกระทำของมาร์ค หลุดลอยเพราะการยั่วเย้าของมาร์ค แล้วมาร์คของผมก็ลากริมฝีปากไปตามผิวแก้ม เลื่อนไปเรื่อยๆ แล้วขบลงที่ติ่งหูของผมเบาๆ

“ไม่เคยยั่ว…” เสียงแหบว่าข้างหู “ให้เอาจริง”

 

ผมว่าคืนนี้มาร์คคงไม่ได้นอนดึกแล้วล่ะ

 

แต่ว่าคงไม่ได้นอนเลย…ทั้งคืน

 

 

 

 

Love Mechanics กลรักรุ่นพี่2 

12/6/2020 

มาแล้วค่ะ มาต่อกันแล้ว ประเดิมด้วยออร่าความโตของน้องมาร์ค และออร่าความแก่ของพี่วี ที่แก่แค่ไหนก็ยังหวงเมียอยู่ดี อยากจะแหมไปไกลๆ กับไอ้ความน้องและความพี่ อวยเมียมาสี่หน้า เมียมาบอกว่าให้ไปรถทำเป็นนั่นนี่ พอรู้ว่าเขาหวงหน่อยก็ลุกให้ไวเลยนะคะพี่วี รู้เลยนะคะว่ากลัวอะไร ดูออกเลยนะคะว่ามันเป็นอย่างที่ฟิวส์เคยว่าไว้ในภาคแรก คนกลัวเมียทุกศักราชนี่มันใช่จริงๆ เลยนะคะ 

16/6/2020 

สวัสดีค่ะคนไม่ได้นอนทั้งหลาย เป็นไงล่ะ ดูแลดีที่หนึ่ง ตามใจเก่งที่หนึ่ง อีกคนก็ยั่วเก่งที่หนึ่ง มันเหมาะสม พูดได้แค่ว่ามันเหมาะสมจริงๆ พวกคุนจะเอาอะไรกับพ่อเขาคะ พ่อเขาเก่งสุดแล้วนะคะในตอนนี้ ตัดภาพพี่วีคนโง่ออกไป แทนที่ด้วยภาพพ่อวีคนดีได้แล้วค่ะ น้องอยากกินโจ๊กเหรอ? ได้ พี่พาไป กินโจ๊กเสร็จแล้วกินมาร์คต่อ บ้าไปแล้วววว 

#กลรักรุ่นพี่2 

Twitter : @pflhzt 

Facebook : faddist 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว