email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 35

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 306

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 27 มี.ค. 2563 16:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 35
แบบอักษร

หลังจากที่กำนันสุขได้เสียชีวิตไปแล้ว ป้าปุ้ยก็ได้จัดการแบ่งสันปันส่วนแบ่งมูลมรดกที่มีอยู่ให้กับลูกๆทั้งสองคนจนเสร็จสิ้นเรียบร้อย โดยแกได้เหลือไว้แต่เพียงบ้านหลังใหญ่ที่อยู่ในทุกวันนี้เอาไว้ตามคำแนะนำของเหล่าญาติพี่น้องพร้อมกับเงินในบัญชีอีกจำนวนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งก็มากพอๆที่แกจะได้กินได้ใช้ต่อไปโดยไม่ต้องพึ่งพาลูกๆให้ต้องลำบากใจกันต่อไปในภายภาคหน้า มะลิที่ตอนนี้รับราชการอยู่แล้วนั้นเลือกที่จะเอาสวนยางแปลงใหญ่แปลงหนึ่งที่ยังไม่โตพอที่จะกรีดน้ำยางได้ กับที่นาอีกแปลงหนึ่งซึ่งตอนนี้นั้นก็มีคนเช่าทำประจำอยู่แล้ว ส่วนไผ่นั้นได้โรงสีข้าวขนาดย่อมไปพร้อมกับรถเกี่ยวข้าวหนึ่งคันที่นาอีกแปลงหนึ่งแล้วก็วัวพันธุ์หูยาวไปอีกคู่หนึ่ง แล้วป้าปุ้ยก็แบ่งเงินกองกลางให้อีกเล็กน้อยทั้งสองคน ซึ่งทุกอย่างก็เป็นไปด้วยดีไม่มีปัญหาแต่อย่างใด เช้าวันนี้ไผ่เริ่มงานในหน้าที่ของเขาเป็นวันแรกหลังจากที่พ่อกำนันได้จากไป เขาเดินลงมาดูโรงสีที่อยู่ห่างจากตัวบ้านออกมาเล็กน้อยราวๆยี่สิบเมตรได้ และได้หยุดสีข้าวไปตั้งแต่วันที่กำนันเสียชีวิตไปนั่นแล้ว และก็ได้เจอเข้ากับทิดสักผู้ช่วยคนสนิทของกำนันสุขพ่อของเขาอยู่ที่นั่นรออยู่ก่อนแล้ว ทิดสักกำลังก้มๆเงยๆอยู่ที่รถมอเตอร์ไซค์คันเก่าซึ่งเป็นยานพาหนะที่ใช้อยู่ประจำที่โรงสีนี้อยู่ก่อนแล้ว พอทิดสักเห็นไผ่เดินมาจึงเอ่ยถามขึ้นว่า

“ไผ่ๆมาหนี่เบิ่งกันน่ะ”

“แมนหยังน้าสัก..?” ไผ่ถามขึ้นเมื่อเดินเข้ามาถึงตรงที่ทิดสักยืนอยู่แล้ว

“สิเอาจังได๋ต่อบาดนิ ธรรมดากำนันเผิ่นกะสิไห่เอากะบะออกไปรับเข่ามาสี แต่ตอนนี่รถกะยูสถานีตำรวจพุ้นฮึสิเอาบักเวฟนี่เบาะออกไปรับเข่ามาสีแทนสะก่อนนั่น” ทิดสักออกความคิดขึ้นแต่ไผ่กลับท้วงขึ้นมาว่า

“มันสิไหวบ่ล่ะน้าสัก คือจังสิเพแล้วรถกะดาย” ไผ่พูดพร้อมกับมองสำรวจไปรอบๆรถคันดังกล่าวนั้น

“กูกะบ่ฮู้คือกัน กะซั่นกะลองเข่าเมืองไปถามเผิ่นเบิ่งแนวาสิเอารถออกมาไซ่ได่ยามได๋เด้อ”

“ได่ๆครับน้าเดี๋ยวข่อยสิไปเบิ่งไห่” ไผ่รับคำอย่างว่าง่าย

“แต่ตอนนี่หน่าสิเอาบักเวฟนิไปเอาเข่ามาสีจักเจ่าสองเจ่าสะก่อน วางหั่นลุงน้อยกับน้ายานกะโทรมาวาไห่ไปเอาเข่ามาสีไห่แนวาซั่น”

“กะซั่นเดี๋ยวข่อยสิไปเอาเข่ามาไห่ก่อนกะได่น้า เดี๋ยวแล่วทางนี่แล่วข่อยจังเข่าเมืองกะได่” ไผ่ขันอาสาขึ้นเพราะตัวเขาเองนั้นถึงแม้ว่าจะเป็นลูกเจ้าของโรงสีแต่กลับหาได้สีข้าวเป็นไม่ นั่นเป็นเพราะที่ผ่านมานั้นเขาไม่เคยคิดที่จะเข้ามาช่วยเหลือ หรืออะไรต่ออะไรในเรื่องงานของพ่อของเขาเลยนั่นเอง ( ตามต่างจังหวัดนั้นเจ้าของโรงสีเล็กๆในหมู่บ้านจะออกไปเก็บข้าวเปลือกตามบ้านของชาวบ้านที่ต้องการจะสีข้าวในวันนั้นๆซึ่งบางคนก็จะโทรมาบอกให้ไปเอาบ้างหรือเดินมาบอกบ้างอะไรบ้างก็มี แล้วเอามาสีเองซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นในช่วงเช้าแล้วสีเสร็จในตอนบ่ายพอตกเย็นก็จะตะเวนเอาข้าวที่สีเสร็จแล้วนั้นไปส่งตามบ้านอีกครั้ง โดยจะติดซื่อเจ้าของข้าวแต่ละกระสอบเอาไว้ด้วยว่าข้าวกระสอบไหนเป็นของใครบ้าง และจะไม่มีการเก็บค่าสีข้าวแต่อย่างได เพราะเจ้าของโรงสีนั้นจะได้แกลบกับรำและปลายข้าวไว้เป็นค่าสีข้าวตอบแทนนั่นเอง ซึ่งทั้งหมดนั้นเจ้าของโรงสีก็จะเอาไว้ขายเป็นรายได้ต่อไป ) และหลังจากที่ไผ่ได้ไปรับข้าวเปลือกตามบ้านของชาวบ้านมาส่งไว้ให้ทิดสักสีที่โรงสีเรียบร้อยแล้วจากนั้นเขาก็ได้เข้าไปในเมือง เพื่อตามเรื่องรถและเรื่องคดีของกำนันสุขพ่อของเขาต่อและได้พบกับก้องเกียรติเข้าพอดีจึงได้สอบถามเรื่องนี้จากเขา

“เรื่องรถน่ะน่าจะเอาไว้ก่อนนะไผ่ รอให้ทางเจ้าหน้าที่เขาตรวจสอบให้เสร็จสิ้นเสียก่อนแล้วค่อยมารับคืน” ก้องเกียรติบอก

“ครับผุหมวด แล่วเรื่องคดีล่ะครับไปฮอดไสแล่วคือจังเห็นมิดๆยุบ่เห็นไผวาจังได๋เล้ย”

“เรื่องนั้นน่ะเห็นร้อยเวนเจ้าของคดีเขาว่า เท่าที่รวบรวมหลักฐานมาได้ในตอนนี้สำหรับกำนันนั้นไม่มีข้อบ่งชี้อะไรหรือมีเหตุจูงใจใดๆในการถูกฆ่าในครั้งนี้เลยนะ โดยส่วนตัวแล้วผมกำลังสงสัยว่าจะเป็นการฆ่าผิดตัวน่ะสิ” ก้องเกียรติพูดพลางรี่เสียงลงเล็กน้อยอย่างค่อนข้างมั่นใจ

“หือ..?ฆ่าผิดโตติครับผุหมวด อิหยังคือวาจังซั่น” ไผทวนคำขึ้นอย่างตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน

“ใช่เพราะตอนนี้เรากำลังแกะรอยคนร้ายที่ยิงกำนันในวันนั้นจากยานพาหนะที่ใช้ก่อเหตุอยู่ แล้วมันดูเหมือนว่าหลักฐานที่หามาได้นั้นจะกำลังพุ่งเป้าไปที่ผู้กว้างขวางอีกคนที่อยู่ในพื้นที่อีกตำบลหนึ่งที่กำลังจะมีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีกันอยู่พอดี อันนี้คงต้องรอฟังผลสืบเพิ่มเติมอีกสักหน่อยใจเย็นๆไว้ก่อนนะไผ่ อ่อ..แล้วอย่าพึ่งเอาเรื่องนี้ไปพูดต่อนะฟังต่อไปอีกหน่อยก่อนที่ผมบอกความคืบหน้ากับไผ่นี่ก็เพราะไม่อยากให้เป็นกังวลว่าเรื่องจะเงียบไปก็เท่านั้น” ก้องเกียรติกำชับอีกไว้ครั้ง

“ครับผุหมวด ผมเข่าใจครับ” ไผ่รับคำเป็นอย่างดีก่อนที่ขอตัวจะเดินทางกลับ

ส่วนแตนกับพ่อแม่แล้วก็น้องชายของเธอก็กำลังขะมักขะเม่นอยู่กับการจัดการกับที่นาผืนเล็กๆของครอบครัวให้เป็นแบบไร่นาสวนผสมตามแนวทางในพระราชดำริ ตามแบบเศรษฐกิจพอเพียงกันอยู่อย่างมีความหวัง นายสนกับลูกชายพร้อมด้วยเพื่อนๆของต่ออีกสองคนกำลังขุดบ่อตามแนวเชือกที่ขึงเอาไว้ตามที่ต้องการซึ่งนายสนนั้นตั้งเป้าเอาไว้ว่าน่าจะสักอาทิตย์หรือสองอาทิตย์ก็น่าจะเสร็จเรียบร้อย ส่วนนางเตี้ยกับแตนสองคนแม่ลูกนั้นก็กำลังช่วยกันตัดไม้ไผ่อยู่ที่กอไผ่ข้างๆเถียงนานั้นเพื่อเอาไว้ทำนั่งร้านให้ผักต่างๆเช่นถั่วฝักยาว บวบ น้ำเต้า หรือแม้แต่มะระขี้นกนั้นอย่างตั้งใจเช่นเดียวกัน หลายวันต่อมาเป็นวันอาทิตย์ก้องเกียรติขี่มอเตอร์ไซค์คันเก่งมาหาแตนที่บ้านแต่ก็ไม่พบใครอยู่ที่บ้านเลย เขาจึงคิดไปว่าถ้าไม่อยู่ที่บ้านก็น่าจะอยู่ที่นากันเป็นแน่จึงตัดสินใจขี่รถเลยออกมาดูที่นาต่อ เสียงรถมอเตอร์ไซค์ดังแว่วมาแต่ไกลท่ามกลางความเงียบสงบของทุ่งกว้างนั้น ทำให้แตนที่กำลังดายหญ้าเพื่อปรับหน้าดินอยู่กับแม่ของเธออยู่นั้นต้องหยุดมือที่กำลังทำงานอยู่เอาไว้แล้วหันไปมองหาที่มาของเสียงนั้นแทน แล้วเธอก็เห็นก้องเกียรติกำลังขี่มอเตอร์ไซค์คันเก่งของเขาลัดเลาะมาตามทางเกวียนใกล้เข้ามาเรื่อยๆจนมาถึงที่นาของเธอ ก่อนที่เขาจะเลี้ยวรถเข้าไปจอดเอาไว้ที่ข้างๆเถียงนาแล้วจากนั้นก็เดินเข้ามาหาเธอกับแม่ที่กำลังทำงานกันอยู่

“ทำอะไรอยู่น่ะแตน สวัสดีครับคุณน้า” ชายหนุ่มกล่าวทักขึ้นทันทีที่เดินเข้าไปถึงที่ๆแม่กับลูกสาวยืนอยู่พร้อมกับยกมือไหว้ผู้อาวุโสกว่าด้วย ซึ่งเตี้ยเองก็รับไหว้เช่นเดียวกัน

“เฮ็ดงานยูค่า ผุหมวดไปใสมาคือจังมาฮอดนานี่ล่ะคะ” แตนถามกลับ

“อ้อ ก็ตั้งใจมาหานี่แหละตะกี้นี้ไปที่บ้านแล้วไม่เจอใครเลย ก็เลยคิดว่าน่าจะอยู่ที่นี่กันก็เลยตามมานี่ล่ะ” เขาตอบยิ้มๆดวงตาเป็นประกายอย่างมีความสุขที่ได้เจอหน้าสาวคนรัก จนเธอต้องเฉพูดเรื่องอื่นไปด้วยความเขินอาย

“เอ๋า! แล่วบ่เฮ็ดงานติคะคือจังได่มาเที่ยวเล่นยุ”

“อ้าว! ก็วันนี้เป็นวันอาทิตย์นี่ วันหยุดเที่ยวได้ไม่มีใครว่าฮ่ะๆๆๆ”

“เอ๋า! โอ้ย!เนาะมื่อนี่มันวันอาทิตย์ตั่วนิข่อยกะลืมมื่อลืมเวนไป บ่ได่แนมเบิ่งปฏิทินฮ่าๆๆๆๆ”

“อะไรของเธอเนี้ย ยุ่งอะไรนักเหรอถึงได้ลืมวันลืมคืนขนาดนี้ล่ะ” ชายหนุ่มแกล้งแหย่ขึ้นพลางหันมองไปโดยรอบจึงทำไห้รู้ว่าแตนกับแม่ของเธอนั้นกำลังถางหญ้าเพื่อปรับหน้าดินเตรียมแปลงผักกันอยู่จึงพูดขึ้นว่า

“อือๆๆๆ ดูท่าจะกำลังงานยุ่งอยู่จริงๆด้วยสินะมะให้ฉันช่วยนะ” เขาพูดขึ้นอย่างขึงขังจนนางเตี้ยอดที่จะแอบอมยิ้มออกมาไม่ได้ แต่แม่ลูกสาวคนเก่งนั้นกลับพูดขึ้นว่า

“ไหวติคะผุหมวด บ่ต้องดอกค่าเดี๋ยวตุข่อยสิเฮ็ดกันเอาเองดอกงานไฮงานนามันหนักแนยุ”

“มันจะหนักซักแค่ไหนกันเชียว ขนาดแตนกับแม่เป็นผู้หญิงยังทำได้เลยแล้วฉันน่ะเป็นผู้ชายแท้ๆทำไมจะทำไม่ได้ล่ะ” ก้องเกียรติเถียงกลับก่อนที่จะยื่นมือไปขอจอบจากมือของเธอมาอย่างมั่นอกมั่นใจ

“เอ๋า! กะลองเบิ่งอย่างสับหัวโป้ตีนจะของกะพอเด้อค่าระวังนำ” แตนพูดพร้อมกับส่งจอบให้เขา ก่อนที่ตัวเธอเองจะหันไปขอจอบด้ามที่แม่ของเธอนั้นถืออยู่แล้วบอกให้แม่เข้าไปพักสักเดี๋ยวก่อน

“เธอก็สอนฉันทำสิไม่เห็นจะยากเลย ฉันน่ะเรียนรู้เร็วนะจะบอกให้”

“แมนติ *-* “

“ชัวร์ ^-^ “

^^

ความคิดเห็น