email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 34

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 389

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 21 มี.ค. 2563 07:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 34
แบบอักษร

และเมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วขบวนแห่ผะเหวดก็ได้ฤกษ์ออกแห่ จากนั้นเสียงบรรเลงเพลงของทางคณะกลองยาวก็ได้ดังขึ้นอีกครั้งหนึ่งก่อนที่เหล่าขาแดนซ์ขาย่อทั้งหลายจะเริ่มทยอยกันออกมาวาดลวดลายนำหน้าขบวนแห่กันอีกครั้งอย่างสนุกสนานและรื่นเริงบันเทิงใจ ขบวนแห่ค่อยๆเคลื่อนตัวออกจากวัดไปอย่างช้าๆไปตามถนนเมนเส้นหลักของหมู่บ้านไปเรื่อยๆ โดยจุดหมายปลายทางก็คือกลางทุ่งนาที่อยู่ห่างจากหมู่บ้านออกไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้นนั่นเอง และที่นั่นพระสงค์และชาวบ้านส่วนหนึ่งก็กำลังตระเตรียมพิธีเอาไว้รออยู่ก่อนหน้านี้แล้วเช่นเดียวกัน และเมื่อขบวนแห่ๆไปถึงที่นั่นพระท่านก็จะทำการสวดแล้วทำพิธีสู่ขวัญเพื่ออัญเชิญพระเวสสันดรกลับเข้าวังตามแบบอย่างในตำนานทางพระพุทธศาสนาที่สืบทอดกันมาแต่โบราณประเพณีต่อไป แต่ในขณะที่พิธีการต่างๆกำลังดำเนินไปเรื่อยๆอยู่นั้น ก็มีเสียงโจษจันกันอึ่งหมี่ขึ้นมาว่า กำนันสุขได้ถูกคนร้ายลอบยิงในขณะที่กำลังขี่รถกลับบ้านหลังจากไปทำธุระที่ในตัวเมือง ข่าวนี้สร้างความตื่นตะลึงให้กับชาวบ้านทุกคนที่กำลังร่วมพิธีอยู่นั้นเป็นอย่างมาก

“ไผเป็นอิหยังเกาะทิดหมาน เว่าไห่ฟังคักๆเบิ่งกันน่ะ..?” ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านที่อยู่ในพิธีในนั้นด้วยถามขึ้นด้วยความงุนงงสงสัย

“ข่อยกะบ่แน่ใจคักเด้อบาดนิพ่อผุซอย ได่ยินพวกในบ้านเว่าวาพ่อใหญ่กำนันถืกยิงวาซั้นตั่ววา เอาจังได่เจ่าสิเข่าไปเบิ่งบ่ซั่นขั่นไปกะไป ทางนี่ซุมตุข่อยสิเป็นธุระไห่มันแล่วมันถั่วไห่ดอกบ่ต้องห่วง” ทิดหมานหันมาพูดเป็นเชิงหารือขึ้น

“ฮ่วย!คือวาจังซั่นน้อบาดทินิ” ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านพูดออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองนัก เพราะใครๆก็รู้ว่าคนอย่างกำนันสุขนั้นถึงแกจะเป็นคนที่ออกจะพูดจาเสียงดังอยู่บ้าง แต่แกก็ไม่เคยมีเรื่องอะไรกับใครที่ไหนให้คนในหมู่บ้านได้ยินเลยแล้วทำไมถึงจะมีคนที่คิดจะปองร้ายต่อแกได้ล่ะ แต่ในที่สุดแล้วผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านก็ตกลงที่จะเข้าไปดูในหมู่บ้านให้

“ได่ๆๆ กะซั่นกะไห่พระเผิ่นทำพิธีต่อโลดเด้อซั่น เดี๋ยวข่อยสิเข่าไปเบิ่งเองวาอิหยังเป็นอิหยัง ฝากเบิ่งทางนี่ไห่นำเด้อทิดหมานเด้อ”

“บ่ต้องห่วงทางนี่ดอกไปโลดเจ่าตุข่อยสิเบิ่งไห่ดอก” หลังจากที่ได้พูดคุยกันจนเข้าใจดีแล้วจากนั้นผู้ช่วยก็เดินทางเข้ามาในหมู่บ้านทันที

“ไผ่ๆ บักไผ่ไวๆเข่าไปเบิ่งพ่อมึงก่อน พ่อใหญ่กำนันถืกยิง” ป๋องส่งเสียงดังลั่นมาแต่ไกล ก่อนที่ตัวของเขาจะเดินเข้ามาถึงเสียอีก ทำให้ไผ่และเพื่อนๆที่กำลังนั่งร่วมวงเหล้ากันอยู่นั้น ต้องหันขวับไปมองจนเกือบจะพร้อมๆกันด้วยความตกอกตกใจ

“ห๊า! วางหั่นเจ่าวาอิหยังเกาะอ้ายป๋อง ไผเป็นอิหยังเก๊าะ” เลื่อนผู้เป็นเจ้าของบ้านที่ประจำของกลุ่ม ถามขึ้นเสียงรัวด้วยความตกใจกับสิ่งที่พึ่งได้ยิน

“กูบอกวาพ่อใหญ่กำนันถืกยิงบักพากมึงได่ยินชัดล่ะเบาะบาดนิ ไวๆเข่าบักไผ่ฟ่าวไปเบิ่งพ่อมึงไวๆ พุ้นยุกิโลสิบเอ็ดพุ้นเร็วๆลุก” ป๋องละล่ำละลักบอก และโดยที่ไม่ต้องรอให้ป๋องต้องบอกอีกเป็นรอบที่สองไผ่กระโดดลงจากแคร่ที่นั่งอยู่แล้วกระโจนขึ้นนั่งค่อมรถมอเตอร์ไซค์ของตนที่จอดอยู่ใกล้ๆนั้นทันทีโดยมีเลื่อนโดดขึ้นซ้อนท้ายตามไปด้วยๆความเป็นห่วงเพื่อน จากนั้นเพื่อนร่วมวงที่เหลือต่างก็ทยอยตามกันไปติดๆด้วยเช่นเดียวกัน จากนั้นไม่นานนักทุกคนก็มาถึงจุดที่เกิดเหตุ ซึ่งก็อยู่ไม่ไกลไปจากหมู่บ้านมากนัก และระยะทางจากที่เกิดเหตุก็ห่างจากตัวเมืองเพียงแค่สิบกว่ากิโลเมตรเศษๆเท่านั้นเอง ที่นั่นป้าปุ้ยกับมะลิแม่และพี่สาวของไผ่ก็กำลังร้องให้คร่ำครวญอย่างหนักอยู่ที่นั่นอยู่ก่อนแล้ว

“ไผ่พ่อมึง พ่อมึงถืกเขาฆ่าฮืออออออ ฮือๆๆๆๆๆ พ่อมึงตายแล้วฮือๆๆๆๆๆๆๆ ไปเบิ่งเลาแนเลาเป็นจังได๋ฮือออออ ฮือๆๆๆๆๆๆ ไปซอยเลาแนไปซอยพ่อมึงแนบักไผ่ฮืออออออ ฮือๆๆๆๆๆๆ” ป้าปุ้ยร้องให้กอดลูกชายเอาไว้แน่นอย่างน่าสงสาร โดยมีมะลิที่นั่งร้องให้จนเหนื่อยจนแทบจะไม่มีเสียงให้ร้องออกมาอีกแล้วด้วยอีกคนนั่งอยู่ใกล้ๆ ส่วนไผ่นั้นได้แต่นิ่งอึ้งตื่นตะลึงไปกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่เบื้องหน้าในขณะนี้ เขาเพ่งมองไปที่ศพของกำนันสุขพ่อของเขาที่โดนยิงตายคาอยู่กับพวงมาลัยรถทางด้านฝั่งคนขับอย่างตกตะลึง น้ำตาของลูกผู้ชายไหลเป็นทางยาวออกมาโดยไม่รู้ตัว แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่มีถ้อยคำใดๆหลุดออกมาจากปากของเขาเลยแม้แต่คำเดียว หลังจากที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ชันสูตรพลิกศพในที่เกิดเหตุจนเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยก็ค่ำมืดมากแล้ว ก่อนจะปล่อยให้รถของมูลนิธินำร่างของกำนันไปที่นิติเวทของโรงพยาบาลประจำจังหวัดเพื่อตรวจชันสูตรเพิ่มเติมกันตามขั้นตอนต่อไป

“มะลิพายายเผิ่นเมือเฮือนไปก่อนไป๊ ไปเตรียมงานเก็บบ้านเก็บเฮือนไห่เรียบร้อยเอาไว่เตรียมจัดงานไห่พ่อใหญ่กำนันเผิ่น  เดี๋ยวข่อยสิตามไปเด้อยายเด้อเมือนำลูกสาวไปก่อนเด้อ จังได๋พ่อกำนันเผิ่นกะจากพวกเฮาไปแล่วฮ้องไห่ไปเผิ่นกะสิเป็นทุกข์นำเซาไห่ซะเด้อยายกลับเมือไปกับลูกซะก่อนเดี๋ยวทางนี่ตุข่อยสิเบิ่งสิเป็นธุระไห่ดอก ไปฮั่นอิหล่าพายายเผิ่นเมือซะ” ผู้ใหญ่สินที่เข้ามาดูอยู่ด้วยนั้นบอกกับมะลิพร้อมกับปลอบใจป้าปุ้ยที่ยังคงร้องให้อยู่ไม่หยุดไปด้วยๆความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกันตามประสาเพื่อนบ้านที่ดีต่อกันมาช้านาน ก่อนที่จะหันไปบอกกับผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านที่ยืนอยู่ใกล้ๆกันนั้นว่า

“จารย์มี เจ่านำไปโรงบาลเป็นมูบักไผ่ไห่นำแนเด้อ บัดเทือทางนั้นเผิ่นมีอิหยังสั่งมามันสิบ่ฮู้จักเฮ็ดว่าอิหยังเป็นอิหยัง”

“ครับๆพ่อผุใหญ่” จากนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันจากตรงนั้นไปทันที

ข่าวการเสียชีวิตที่ไม่ได้เป็นไปตามธรรมชาติของกำนันสุขในครั้งนี้นั้น สร้างความตื่นตะลึงให้กับชาวบ้านในหมู่บ้านหนองเสือและหมู่บ้านใกล้เคียงกันนั้นเป็นอันมาก ทุกคนต่างก็โจษจันกันไปต่างๆนาๆว่าเป็นเพราะอะไร ทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาได้ บ้างก็ว่าอาจจะเป็นเพราะเรื่องที่กำลังจะมีการลงสมัคเลือกตั้งนายก อ.บ.ต ใหม่แทนคนเก่าที่กำลังจะสิ้นสุดวาระลงในอีกเดือนสองเดือนข้างหน้านี้หรือเปล่าเพราะกำนันสุขนั้นก็ประกาศเอาไว้แล้วว่าจะลงสมัคเลือกตั้งในครั้งนี้ด้วยเพราะว่าตำแหน่งกำนันนั้นก็กำลังจะครบวาระสิ้นสุดลงพอดีในปีนี้นั้นเช่นเดียวกัน งานศพของกำนันสุขถูกจัดขึ้นอย่างสมเกียรติและสมหน้าตาสมฐานะของท่าน ชาวบ้านแทบทุกครัวเรือนต่างก็มาช่วยงานและส่งท่านเป็นครั้งสุดท้ายในบั้นปลายของชีวิตด้วยความอาลัยถึง ซึ่งนั้นก็เปรียบเสมือนหนึ่งเป็นยาที่พอจะรักษาและบรรเทาเบาบางความเศร้าโศกเสียใจของคนในครอบครัวลงไปได้บ้างไม่มากก็น้อยเลยทีเดียว หลังจากงานเศร้าของครอบครัวได้ผ่านพ้นไปแล้วป้าปุ้ยก็ได้เรียกประชุมครอบครัวซึ่งก็มีเพียงแค่สามคนแม่ลูกเท่านั้นในเย็นวันหนึ่ง เพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับงานหรือสิ่งต่างๆที่กำนันเคยทำเอาไว้ก่อนหน้านี้ ว่าใครจะเป็นคนดูแลต่อไป และดูแลในส่วนไหนกันบ้าง

“วาจังได๋ล่ะบาดนิ ตอนนี้เหลือตะเฮาสามคนทอนี่แล้ว เว่าควมแมนกะคือเหลือตะสูสองคนแล่ว บาดนิไผสิมาเฮ็ดงานต่อจากที่พ่อสูเคยเฮ็ดเคยสร้างไว่ แม่กะเฒ่าซำนี่แล่วกะคือสิเฮ็ดนำสูบ่ไหวดอกเด้อ” ป้าปุ้ยถามเกริ่นนำขึ้น มะลิกับไผ่นั้นต่างก็หันมองหน้ากันเลิ่กลั่กอยู่เพราะว่ายังไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อนเลยนั่นเอง

“ขั่นข่อยมาเฮ็ดงานแทนอิพ่อล่ะงานประจำข่อยล่ะ สิเฮ็ดจังได๋ งานไฮ่งานนามันบ่แมนเล่นๆเด้ออิแม่ เว่าควมแมนบักไผ่มันกะใหญ่แล้วซ่ำยังเป็นผุชายอีก มึงคือบ่มาเฮ็ดงานแทนอิพ่อเผิ่นซั่นบักไผ่” มะลิพูดขึ้นพลางหันไปทางน้องชายอย่างตั้งคำถาม เพราะแต่ไหนแต่ไรมานั้นมะลิที่ถึงแม้ว่าเธอนั้นจะเป็นลูกชาวนาเต็มขั้น แต่ว่าเธอนั้นก็ไม่เคยที่จะได้ลงทำไร่ทำนาจริงๆเลยสักครั้ง เพราะกำนันนั้นมักจะพูดกับลูกๆและทุกคนในครอบครัวอยู่เสมอว่า ให้เรียนสูงๆให้เรียนเก่งๆโตขึ้นมาแล้วจะได้เป็นเจ้าคนนายคน ไม่ต้องมาทุกข์ยากลำบากเหมือนกับที่พ่อแม่เป็นอยู่อย่างทุกวันนี้ พอไผ่ได้ฟังพี่สาวพูดดังนั้นแล้วก็ให้คิดหนักไป เพราะที่พี่สาวของเขาพูดมาทั้งหมดนั้นมันก็ไม่ผิดนักก็เธออุตส่าห์ร่ำเรียนมาจนได้ทำงานรับราชการเป็นหน้าเป็นตาให้กับครอบครัวมาขนาดนั้นแล้วๆจู่ๆก็จะให้เธอทิ้งทุกอย่างนั้นมาได้อย่างไรกัน แต่ถ้ามะลิไม่ทำเขาก็ต้องเป็นคนทำเองน่ะสิแล้วเขาจะทำได้หรือเพราะที่ผ่านมานั้นเขาเองก็ไม่เคยที่จะสนใจงานของครอบครัวมาก่อนเลยสักนิดเช่นเดียวกัน

“ข่อยกะอยากเฮ็ดไห่ยุ แต่กะสิไห่ข่อยเฮ็ดแนวได๋ล่ะ ตะก่อนนิอิพ่อเผิ่นกะเฮ็ดเองเหมิดอิหยังกะดาย บ่เคยได่จับได่บายนำเผิ่นจักเทือ” ไผ่พูดขึ้นในตอนนี้นั่นเขารู้สึกละอายแก่ใจอยู่ไม่น้อยเลยเพราะว่าที่ผ่านมานั้นเขาใช้ชีวิตอยู่แบบสบายๆในทุกๆวันโดยไม่เคยรู้เลยว่าพ่อของเขานั้นต้องทำงานหนักแค่ไหนเพื่อให้ครอบครัวและทุกคนได้อยู่กันอย่างมีความสุขและมีกินมีใช้ในทุกๆวันเช่นนี้ ป้าปุ้ยมองหน้าลูกคนนั้นทีคนนี้ทีแล้วนิ่งไปชั่วครู่อย่างตัดสินใจ ก่อนที่จะพูดอะไรบางอย่างออกมา

“มื่อก่อนนิ แม่กะได่หารือนำซุมพี่น้องเผิ่นมาแนล่ะๆ ควมเผิ่นวานั่นกะวาสูกะใหญ่เหมิดแล้ว กะไห่แบ่งๆกันซ่ะไห่มันเป็นสัดเป็นส่วนใว่สิได่ดูแลรับผิดชอบเบิ่งในส่วนของจะของกันเอาเอง แม่กะสิขอไว่ตะเฮือนหลังนี่นั่นล่ะพอได่ตายใส่มูนมังสังขะยาดอย่างอื่นนั่นกะไห่แบ่งๆกันซ่ะไผอยากได่หม่องได๋กะค่อยเว่าค่อยจากันเอา แบ่งกันไปซ่ะไห่มันแล่วๆไป” พอสิ้นคำของป้าปุ้ยมะลิกับไผ่ก็หันมองหน้ากันอย่างพูดไม่ออก นั่นก็เพราะว่าทั้งสองคนนั้นต่างก็ไม่เคยคิดถึงเรื่องตรงนี้มาก่อนเลยนั่นเอง..

ความคิดเห็น